ความเห็น


ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีค่ะ สำหรับตัวเอง ไม่เคยมีคำถามเรื่องของความยุติธรรมอยู่ในความคิดเลยค่ะ เพราะ คิดอยู่เสมอว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีความยุติธรรมอยู่แล้วในตัวของกรรม(การกระทำ)ของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ ทำดีก็ย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น  เพียงแต่เราไม่ได้มองเฉพาะเพียงภพเดียวนะค่ะ เนื่องจากเราไม่ได้มีความสงสัยในเรื่องของชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้วดังนั้น ในมุมมองของเรา ถ้าพูดถึงการทำความดีในเชิงของปริมาณ ชาติหนึ่งๆ ที่เรากำเนิดเป็นคน เราทำความดีน้อยกว่าความชั่วเลยล่ะ (ทั้งทางกาย วาจา และใจ) หรือแค่ชาตินี้เราลองมานึกเพียงแค่ 1 วันเรามีจิตกุศลน้อยหรือมากกว่าจิตอกุศล หรือ ถ้าเราจำความได้เราลองมานั่งทบทวนดูว่าระหว่างความดีกับความชั่ว เราทำสิ่งไหนเยอะกว่ากัน สำหรับตัวของเรานะคะ เราตอบได้อย่างตรงๆ เลยว่า ชีวิตของเราทำความชั่วมากกว่าความดีค่ะ  

อย่างในสังคมปัจจุบัน เราเห็นบางคนทำตัวไม่ดี ทำความชั่วต่างๆ ทำไมชีวิตถึงดี อันนี้เราไม่แปลกใจค่ะ เพราะเราต้องแยกการกระทำและผลของการกระทำไว้ 2 อย่าง คือ ทำความดี ผลของความดี และการทำความชั่วและผลของการทำความชั่ว  แต่ว่า การทำความดีก็ตาม การทำความชั่วก็ตาม ผลของมันบางครั้งก็ปรากฏทันทีทันใด บางครั้งก็ไม่ได้ปรากฏในปัจจุบัน ณ ชาติ ซึ่งเราไม่สามารถจะไปคาดการณ์ได้ว่า ผลดี และผลชั่ว นั้นจะส่งผลเมื่อไหร่ (มันเป็นเรื่องอจิณไตย) แต่ พอเห็นกรณีคนที่เขาทำไม่ดี แต่ชีวิตเขาดี  เราก็คิดว่า ที่ชีวิตเขาดี ก็เพราะผลแห่งทานที่เขาเคยทำมาแล้ว (แต่ไม่รู้ว่าชาติไหน) ส่วนการกระทำที่เขาทำไม่ดีนั้น หากผลแห่งกรรมนั้นไม่ได้ส่งผลให้เขาในชาตินี้ เขาก็ต้องรับอยู่ดีไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง 

สำหรับคนที่ทำความดี แต่ชีวิตทำไมถึงยังทุกข์ ยาก ลำบาก เราก็มองว่า ความทุกข์ยากลำบาก ก็เกิดมาจากการที่เขาขาดในเรื่องของการทำทานมาในชาติก่อนๆ(ชาติไหนไม่รู้)  พอมาชาตินี้ผลตรงนี้มาให้ผล ก็เลยทำให้ทุกข์ อดยาก ลำบาก ส่วนการทำความดีของเขานั้น ก็มีผลแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันจะให้ผลเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

ทว่า จริงๆ แล้ว เรื่องของการทำความดี หรือทำอะไรก็ตามในด้านบวก คนเรามักจะมองถึงผลที่ตอบแทนมา เมื่อไม่เข้าใจกฏของกรรม ก็จะทำให้บางคนท้อเลยที่จะทำความดี เช่นว่า ทำดีทำไมไม่ได้ดี เป็นต้น แต่จริงๆ ถ้าเราทำความดีเพื่อการละ ทำด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งตอบแทน ผลของความดีจะเกิดตรงที่ ความสุขของใจขณะที่ทำความดีๆ นั้นๆ เมื่อเราเห็นคุณค่าของความสุขใจ (ไม่ใช่ความสุขอันที่ได้มาด้วย ลาภสักการะ หรือ ชื่อเสียง) เราจะไม่มีความสงสัยกับการทำความดีของเราเลยว่า ผลมันจะเป็นยังไง เมื่อเห็นความดี เห็นคุณค่าของความดี ขึ้นชื่อว่าความชั่วต่างๆ จิตมันจะคอยปฏิเสธที่จะเข้าไปเกลือกกลั้ว หรือแม้แต่พลั้งเผลอในด้านของจิตที่คิดอกุศล(แต่ไม่ละเมิดทางกาย และวาจา) จิตก็จะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะละมันออกไปค่ะ

เรื่องของการทำความดีนี้ อยู่ที่จิตของแต่ละบุคคลว่าจะรู้คุณค่าของการทำความดีมากน้อยแค่ไหน  ถ้าหากว่า ไม่รู้ถึงคุณค่าของการทำความดี เมื่อทำลงไปแล้ว ไม่เป็นดั่งหวัง ก็เลิกทำ อันนี้ ยังไม่ใช่การเข้าถึงความดีอย่างแท้จริงนะคะ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองในความรู้สึกและความคิดของเราน่ะค่ะ^^

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี