วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 นายหนึ่ง มกรา และนายสอง กุมภา มาพบท่านซึ่งเป็นทนายความชื่อนายชอบ ยุติธรรม ที่สำนักงานของท่านเลขที่ 999 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แจ้งต่อท่านว่าเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 นายหนึ่ง มกรา ได้ขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าคัมรี รุ่นปี 2553 หมายเลขทะเบียน งง. 5454 กรุงเทพมหานคร ของนายหนึ่ง มกรา ให้นายสอง กุมภา ไปในราคา 1,200,000 บาท นายสอง กุมภา ชำระเงินให้แล้วจำนวน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือคนทั้งสองตกลงกันให้นายหนึ่ง มกรา ไปรับเงินจากนายสาม มีนา แทนการชำระราคารถส่วนที่เหลือ เนื่องจากนายสาม มีนา ได้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท ไปจากนายสอง กุมภา ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เป็นรายเดือนในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน กำหนดชำระเงินต้นคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ตามสัญญาเงินกู้ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11 เลขที่ดิน 22 เนื้อที่ 50 ตารางวา ตำบลลาดยาว อำเภอลาดยาว กรุงเทพมหานคร ของนายสาม มีนา เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ และมีข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองไว้ว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้นายสาม มีนา จะชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้จนครบ ตั้งแต่กู้เงินไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2555 นายสาม มีนา ไม่เคยผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้นายสอง กุมภา คนทั้งสองต้องการให้ท่านทำสัญญาโอนสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญาเงินกู้ของนายสอง กุมภา นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้แก่นายหนึ่ง มกรา

            ในวันนั้นท่านจึงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้คนทั้งสองลงชื่อ และทำหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้คนทั้งสองลงชื่อถึงนายสาม มีนา ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ นายสาม มีนา ได้รับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในวันที่ 3 กรกฎาคม 2555

            ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2555 นายหนึ่ง มกรา มาพบท่านแจ้งว่า เมื่อถึงกำหนดนายสาม มีนา ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเงินกู้ ตนได้ทวงถามหลายครั้ง แต่นายสาม มีนา ขอผัดผ่อนเรื่อยมา

            นอกจากนั้นนายหนึ่ง มกรา ยังเล่าให้ท่านฟังอีกว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2555 เวลาประมาณเที่ยงคืน รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ยย. 1234 กรุงเทพมหานคร ราคา 800,000  บาท ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมกรา ซึ่งจอดไว้ที่หน้าห้างฯ ตั้งอยู่เลขที่ 111 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร หายไป ตนในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรักในวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่านายสี่ เมษา ซ่อนรถยนต์ของห้างฯ ที่หายไปไว้ที่หลังบ้านของนายสี่ เมษา เลขที่ 222 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จึงจับกุมตัวมาสอบสวน นายสี่ เมษา ไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวไป

            นายหนึ่ง มกรา แต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความฟ้องคดีแพ่งนายสาม มีนา เพื่อบังคับตามสิทธิของตน และแต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความของห้างหุ้นส่วนจำกัดมกรา ฟ้องคดีอาญานายสี่ เมษา

            วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ท่านทำหนังสือทวงถามถึงนายสาม มีนา ให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ นายสาม มีนา ได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย

            วันที่ 31 สิงหาคม 2555 ท่านจึงยื่นฟ้องนายสาม มีนา เป็นคดีแพ่ง พร้อมยื่นคำแถลงส่งจดหมายทางไปรษณีย์ และยื่นฟ้องคดีอาญานายสี่ เมษา ไปในวันเดียวกัน

คำสั่ง ให้ทำคำตอบทุกข้อดังต่อไปนี้ ข้อใดที่ต้องใช้แบบพิมพ์ศาลให้ทำเฉพาะเนื้อหา ข้อใดที่ไม่ต้องใช้แบบพิมพ์ศาลให้ทำตามรูปแบบของหนังสือนั้น ๆ

ข้อ 1. สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง                                                                                   10 คะแนน

ข้อ 2. หนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง                                                                        8 คะแนน

ข้อ 3. หนังสือทวงถาม                                                                                                10 คะแนน

ข้อ 4. คำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องคดีแพ่ง                                                                   32 คะแนน

ข้อ 5. คำแถลงขอส่งหมายทางไปรษณีย์ (คดีแพ่ง)                                                         5 คะแนน

ข้อ 6. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีอาญา                                                                    15 คะแนน

ประมวลกฎหมาย

มาตรา 334ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท

            มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

                        (1) ในเวลากลางคืน

ฯลฯ

            ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันถึงหนึ่งหมื่นบาท

ฯลฯ

 

มาตรา 357ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกหรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ