แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ครูบ้านนอก หมู่บ้านพนาสวรรค์ จ.เชียงราย


ครั้งหนึ่งในชีวิต กับการเป็นจิตอาสา "ครูบ้านนอก" ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย กับมูลนิธิกระจกเงาค่ะ แพรเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ  พานักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษนอกห้องเรียน ไกลมากๆ บนดอยสูง เพราะความฝันส่วนตัวของตัวเอง ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต อยากไปเป็น "ครูบ้านนอก" 555 สมหวังมา 2 รุ่นค่ะ ขึ้นดอยไป 2 ครั้ง อิ่มใจมากๆ ตอนปี 2549 กับ Concept "เรารักในหลวง"

โครงการครูบ้านนอก.... เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมกลุ่มคนที่อยู่ในที่ต่างๆ ของสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบท โดยเน้นกลุ่มเด็กๆ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ “ มูลนิธิกระจกเงา” ทำงานอยู่ เด็กๆเป็นชาวเขา มีหลายเผ่า  http://www.bannok.com/volunteer/

 

แต่ละชนเผ่าจะมีภาษา และวัฒนธรรม เป็นของตัวเอง และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง

 

 

ครูบ้านนอก จะเข้าไปทำงานร่วมกับโรงเรียน และชุมชน โดยครูบ้านนอกจะเข้าไปส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ร่วมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุก และมีสีสันร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นทางด้านการศึกษาของเด็กๆ และกลุ่มคนชนบท

 

 

ขณะเดียวกัน ครูบ้านนอกจะได้เรียนรู้ ศึกษาวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของชุมชนที่ครูบ้านนอกแต่ละรุ่นเข้าไปพักพิง

 

คุณสมบัติครูบ้านนอก

 

  • มีหัวใจทั้ง 4 ห้องที่พร้อมจะเปิดหัวใจเพื่อแบ่งปันและรับความรักความอบอุ่น 
  • มีรอยยิ้มและอ้อมกอดใหญ่ๆเพื่อมาสัมผัสและกอดเด็กๆด้วยกัน
  • มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
  • ไม่จำกัดเพศ และการศึกษา

 

จากบันทึกครูบ้านนอก จากทีมงานมูลนิธิกระจกเงา เล่าถึงการไปค่ายอาสา "ครูบ้านนอก" เอาไว้ว่า

 

ระวัติศาสตร์หน้าที่สองถูกเปิดขึ้นแล้วสำหรับปรากฏการณ์คาราวานเสื้อเหลืองของมหาวิทยาลัยสยาม ภายใต้การนำของโครงการครูบ้านนอก หลังจากที่กลุ่มแรกได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่คราวนี้ค่ายของการสร้างคนค่ายนี้ได้ไปสถิตอยู่ ณ.หมู่บ้านพนาสวรรค์  ต.แม่ยาว สำหรับกำหนดการ 3 คืน 4 วันของเหล่านักศึกษากลุ่มนี้ได้มีหลากหลายกิจกรรมมากมายที่เกิดขึ้น เชื่อแน่ว่าแตกต่างจากหลักสูตรในชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

ระยะทางกว่า 7 กิโลแม้ว เป็นเส้นทางสายแรกที่รอการต้อนรับทุกย่างก้าวของคณะครูรุ่นนี้ จากศูนย์กระจกเงาที่เดินเลียบทุ่งนา ป่าเขาที่ล้อมรอบ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ดอยไกลของชนเผ่าลาหู่ ตลอดเส้นทางมีเสียงเจี้ยวจ๊าวของผู้มาเยือนดังแว่วเป็นระยะ ๆ  บ้างก็เป็นเสียงหัวเราะ บ้างก็เป็นเสียงบรรยายของความรู้สึกในช่วงเวลานั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วระยะทางที่พิสูจน์ฝีเท้าของพวกเราอาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดกับการที่เรามีเวลาที่จะพูดคุยกับตัวเองบ้างจากชีวิตในเมืองหลวงที่มีแต่ความวุ่นวาย รถราที่วิ่งกันขวักไขว่ แทบจะไม่มีเวลาจะพูดคุยกับตัวเอง ความเป็นปัจเจกในชีวิตคนกรุงเทียบไม่ได้สักครึ่งของผู้คนที่อยู่กับป่าเขาเช่นนี้ครูวุฒิ เด็กใต้ นักศึกษาสายคอมพิวเตอร์ธุรกิจแอบกระซิบกับผม เขาชวนคุยต่ออีกว่า

 

ระยะเวลาแค่ 4 ปีเองที่เขาสัมผัสกับความศิวิไลซ์ เขารู้สึกถึงความเบื่อหน่าย กับเมืองเศรษฐกิจเมืองนี้ ทั้งที่เขาก็เคยเป็นเด็กเลี้ยงควายอยู่บ้านที่พัทลุง เขากล่าว  เสียงดังแว่วที่ดังมาจากตีนเขาด้านล่าง ทำให้ประตูหมู่บ้านถูกเปิดออก ต้อนรับแขกผู้มาเยือนซึ่งแทบจะนับไม่ไหวว่าเป็นกลุ่มที่เท่าไหร่ เปล่าครับ!! มันไม่ใช่ประตูไม้หรือประตูรั้วที่เราเห็นโดยทั่วไป แต่มันคือประตูใจ การต้อนรับของชาวบ้านที่แทบจะหาไม่ได้ในปัจจุบันนี้

 

 

                สามสิบสี่ชีวิต.......กับการเดินเท้า เข้ามาผนวกกับความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน ทางทีมงานก็ให้เลือกที่พักอาบน้ำให้สบายตัว พร้อมกับโชว์ฝีมือทำอาหารเย็นกินกัน กิจกรรมบนดอยในคืนวันแรกเป็นกิจกรรมรอบกองไฟ สันทนาการที่สร้างความผ่อนคลายให้กับคณะครูทุกคน หลังจากที่เดินมาอย่างเหน็ดเหนื่อย

 

ภารกิจวันต่อมาก็คือการเรียนรู้ชุมชน ซึ่งทางทีมงานจะเปิดโอกาสให้คณะครูเรียนรู้ที่อยากรู้เกี่ยวกับชุมชน หลังจากนั้นก็เป็นการเดินทางไกลที่ทรหดที่สุด นั่นคือการเดินไปน้ำตกระยะทางไป-กลับไม่ต่ำกว่า 15 กิโลแม้วอีกตามเคยครับท่าน ซึ่งสามารถทดสอบสมรรถภาพของคณะครูได้เป็นอย่างดี ถือได้ว่าเป็นสถิติการเดินที่ไกลที่สุดของคณะครูบ้านนอกเลยก็ว่าได้ เข้าสู่วันที่สาม ภารกิจใหญ่ก็มาถึง ก็คือการสวมบทบาทครู

 

ครู สอนเด็กนักเรียนที่เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดให้กับเด็ก ๆ บ้าง ซึ่งกิจกรรมได้สร้างความสนุกและให้ความรู้กับเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก 

 

ระยะเวลา 3 คืน 4 วันที่ปัญญาชนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตอยู่บนผืนดอย มีหลายอย่างที่ได้สัมผัส หลายอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน มันอาจเป็นบทเรียนที่ได้รับรู้นอกเหนือจากห้องเรียนสี่เหลี่ยม และการเรียนรู้นี้ไม่ใช่ได้รับจากครูเท่านั้น เพราะทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็นบทเรียนทั้งสิ้น ผมเชื่อแน่ว่าหลังจากสิ้นสุดภารกิจนี้ คุณครูทุก ๆ ท่านคงจะมีคำถามกลับไปอยู่ในใจ เพราะการเรียนรู้นี้มีค่ามหาศาลยิ่ง   คำถามลึก ๆ อาจจะมีว่า เราได้สอนอะไรกับเด็ก ๆ บ้าง เด็ก ๆ สอนอะไรให้กับเราบ้าง

 

 

                 เราให้อะไรกับชุมชนบ้าง ทั้งหมดนี้มันคงเป็นลูกโซ่ที่ย้อนถามเรากลับมาว่าเราล่ะ!!ได้อะไรกลับมาจากการเรียนรู้ชุมชนบ้างคำถามนี้คงไม่มีใครตอบได้ดีมากไปกว่าคนที่มาสัมผัสกับมันจริง ๆบางครั้งอาจจะบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้แต่ท้ายที่สุดแล้วรอยยิ้มอันสดใสของเด็ก ๆ อ้อมกอดแห่งหุบเขาอันอบอุ่นของพนาสวรรค์ ยังคงเปิดรับการกลับมาของพวกเราอยู่ตลอดเวลา...

 

 

หมายเลขบันทึก: 547816เขียนเมื่อ 9 กันยายน 2013 22:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 กันยายน 2013 22:23 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

-สวัสดีครับ

-กิจกรรมน่าสนุกมากๆ ครับ

-ผมชอบกิจกรรมแบบนี้ครับ

-พาน้อง ๆ มาให้กำลังใจครับ..

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี