เร็วๆนี้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งคือ Freakonomics หรือเรื่อง “เศรษฐพิลึก” .. จริงแล้วหนังเรื่องนี้สร้างโดยอิงเนื้อหาจากหนังสือแปลกๆ แต่ดังระดับโลก คือเรื่อง Freakonomics โดยมีแปลเป็นไทยเมื่อหลายปีก่อน..  เรื่องนี้จริงแล้วอิงมาจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จริงๆ โดยศาสตรจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่พยายามสืบค้นหา และพยายามอธิบายปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในแบบที่บางครั้งเราก็คาดไม่ถึง

                                         

มีเรื่องหนึ่งที่จุดประกายความสนใจของผมก็คือ มีการศึกษาเรื่องราวของการแข่งขันในวงการซูโม่ญี่ปุ่น ที่เป็นอะไรลึกลับซับซ้อน... โดยแต่เดิมเนื่องจากกีฬาซูโม่ มีพัฒนาการที่เชื่อมโยงโดยตรงกับศาสนาชินโตโบราณ การเล่ากีฬานี้จริงแล้วก็คือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั่นเอง.. คนจึงให้ความเชื่อถืออย่าบริสุทธิใจว่า ไม่มีอะไรแอบแฝง แน่นอนเมื่อศึกษาไป ไม่ใช่เช่นนั้น มันมีทั้งด้านมืด ด้านเทา ด้านสว่าง แล้วที่สุดก็มาถึงการเกิดอาชญากรรมในวงการ ที่อยู่ดีๆ ก็มีนักกีฬาตายอย่างน่าสงสัย โดยคนที่พยายามเปิดเผยก็เหมือนถูกฆ่าปิดปาก  ..  เรื่องนี้กลบพลิกมุมไปที่ เมื่อตำรวจมาสอบสวน ก็บอกว่า เป็นการตายจากอุบัติเหตุ แต่ครอบครัวของผู้ตายก็โวย เพราะเห็นชัดๆ ว่าศพมีร่องรอยการถูกทำร้าย ถูกซ้อมชัดเจน... 

..

ต่อมามีการวิจารณ์ตำรวจญี่ปุ่น เป็นการศึกษาครับ ว่าตำรวจญี่ปุ่น เป็นอะไรที่น่ากดดัน.. ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยมากที่สุดในโลก สถิติอาชญากรรมของญี่ปุ่น ต่ำที่สุด  ... มาแล้วครับ “สถิติ” .. ที่สุดมีการเปิดเผยกันว่า KPI ของตำรวจญี่ปุ่นนั้นก็คือสถิติอาชญากรรมนั่นเอง ที่ไกล้ “0” มากๆ... เมื่อนักเศรษฐศาสตร์เจาะลึกลงไป ก็พบว่า ตำรวจญี่ปุ่นมีแรงจูงใจที่บิดเบือนครับ.. ตอนหลังเพื่อพยายามรักษา KPI นี้ไว้ หลายคดีที่ยากเกินไป ก็จะไม่สืบสวน หรือเกิดภาวะการโบ้ยคดี.. เพราะเกรงว่าจะเสียสถิติ..  ทำให้ที่สุดก็พยายามโบ้ยคดีซูโม่ เพราะไม่อยากเจอทางตัน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงในวงการนี้ เพราะซูโม่เหมือนเป็นวงการมืด และมีอิทธิพลมากๆ น้องๆ มาเฟีย..จริงเท็จอย่างไร..ผมไม่ทราบ ว่ากันตามหนัง.. ภาวนาให้นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ผิด...

                             

เอาไกล้ตัวครับ.. ว่าด้วย KPI... เพื่อนผมไปเรียนประเทศไกล้เคียง ที่ว่ากันว่าเจริญมากๆ จนจบปริญญาเอก.. แต่เพื่อนผมก็ถามผมว่า “ภิญโญ” รู้สึกประเทศนี้เจริญไหม.. เจริญมาก  แต่สังเกตุไหม ทำไมในระดับโลกจึงไม่ค่อยมีผู้นำด้านวิชาการจากประเทศนี้ ไม่ว่าด้านใดก็ตาม” ... เออจริง.. เพราะอะไรล่ะ.. เพื่อนผมบอกว่า “ในมหาวิทยาลัยมีการตั้ง KPI ให้รางวัลคนตีพิมพ์ผลงานมาก.. ที่สุด ขอโทษภิญโญ มักเมคมันนี่กันอย่างเดียว ยังไม่ค้นพบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันก็รีบตีพิมพ์ผลงานแล้ว เพื่อไปเบิกตัง.. ไม่เหมือนตะวันตก ที่เขาทำการทดลองที  ทำกันยาวนาน มั่นใจจึงเผยแพร่...  ที่สุดนักวิชาการประเทศนี้ไม่ได้ค้นพบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ...ไม่เคยเป็นต้นคิด ไม่เคยเป็นนักบุกเบิกในสาขาใดๆ ทั้งที่คนในประเทศนี้รวยกว่าประเทศในตะวันตกหลายประเทศ”

 

เรื่องหลังนี้ก็ภาวนาอีกว่าเพื่อนผมมันคงเรียนมากแล้วหลอนไปเอง คงไม่จริง.. KPI ต้องดีสิ เมื่อคุณตั้ง KPI มากๆ แถมให้รางวัลสมน้ำสมเนื้อ มนุษย์เราต้องดีสิ ต้องขยัน ต้องสร้างผลงานสิ.. โลกต้องไปไกล..

 

ครับแต่ล่าสุดผมอ่านหนังสือเรื่อง Drive ของ Danial Pinkman ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องแรงจูงใจโดยเฉพาะ.. กลับเจออะไรที่น่าตื่นตะลึงมากๆ คือเมื่อมีเงินมาเกี่ยวข้อง มี KPI ที่ผูกกับเงินมาเกี่ยวข้อง ผลงานมนุษย์กลับแย่ลง  ความแตกแยกเกิดขึ้น..ผมเคยเขียนไว้ในเรื่อง Drive ครับ..  โดยเท่าที่ Danial ศึกษามาน่าสนใจมากๆ เช่นคุณจำได้ไหมครับ ล่าสุดมีอาจารย์สองท่านได้รับรางวัลโนเบล ไพร๊ซ จากการค้นพบกราไฟต์ ที่เรียงตัวเป็นชั้นโมเลกุลเดียว...  ซึ่งจากการค้นพบนี้ โลกสามารถนำเรื่องนี้ไปสร้างเทคโนโลยี “ดี”ได้อีกมหาศาล.. หลายคนคงคิดว่า เรื่องนี้คงเกิดจากโครงการที่ได้ทุนจากหน่วยงานที่มองการไกลที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุดทางวิชาการ โดยเจ้าของผลงานสองท่านทีการเขียน การนำเสนอกงานอย่างเป็นระบบ จนผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเห็นพ้องกันว่าทำได้ จึงทำ แล้วเกิดการค้นพบใหม่ๆ ที่สะเทือนจักรวาล...

                        

 

...

นั่นเป็นอะไรที่เราเชื่อกัน.. จริงๆ ไม่ใช่ครับ.. การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากโครงการที่ท่านทั้งสองเรียกว่า Friday Project หรือโครงการวิจัยวันศุกร์.. คือปรกติแล้วท่านทั้งสองก็รับทำวิจัยให้หน่วยงานระดับโลก มีโครงการที่ได้เงินทุนมหาศาลอยู่แล้ว.. แต่ท่านก็ทำตามระบบไป.. แต่ในวันศุกร์ ขอวันเดียวสองท่านจะเลือกทำการวิจัยในโครงการที่ท่านสนใจ เป็นโครงการที่ท่านไม่ได้ไปดิ้นนขอทุนมาจากใคร.. คือไม่มีทุน.. ก็ทำตามมีตามเกิด แต่ท่านสนใจ มีแรงบันดาลใจที่จะทำมันจริงๆ ครับ.. แถมไม่ได้ไปขอนุมัติใคร ไม่ได้สนใจเอางานนี้ไปตีพิมพ์วารสารวิชาการระดับโลกที่ไหน.. เรียกว่าท่านทำเรื่องนี้เพราะท่าน “รัก” และ “สนใจ” ที่จะทำมันจริงๆ

..

บิงโก.. การค้นพบเกิดขึ้นในวันนั้น กราไฟต์โมเลกุลชั้นเดียว.. (กราฟีน) .. ที่ทำให้คณะกรรมการรางวัลโนเบลตัดสินใจว่านี่คือผลงานการค้นพบระดับจักรวาล...

 

มีการศึกษาหน่วยงานให้ทุนด้านการแพทย์สองแห่งที่ให้ทุนนักวิจัยชั้นนำทั่วโลก .. แห่งแรกมักกำหนดรูปแบบการวิจัยชัดเจน ทดลองกี่กลุ่ม.. เรียกว่ามีข้อกำหนดชัดเจนทุกเม็ด.. ส่วนอีกที่ปล่อยนักวิจัยคิดเอง.. มีกรอบหลวมๆเท่านั้น ไม่เคร่งครัดเหมือนที่แรก..ปรากฏว่า นักวิจัยที่ได้ทุนจากหน่วยงานแห่งที่สอง สร้างผลงานในระดับโลกได้มากกว่าครับ..

 

มากถึงตรงนี้นักวิจัยชั้นนำด้านแรงจูงใจได้ตั้งข้อสังเกตว่า KPI ทำลาย หรือจำกัดความคิดสร้างสรรค์  (โดยเฉพาะ KPI ประเภท Carrot and stick คือถ้าสำเร็จเท่านี้ จะได้เงินเท่านี้) ... นี่ทำลายจริงๆ ครับ..

 

แล้วอะไรล่ะที่ช่วยส่งเสริมความสำเร็จของมนุษย์ มีสามองค์ประกอบครับ คือ

Purpose การค้นพบความหมาย ความรักในสิ่งที่ทำอยู่

Masterly ความเชี่ยวชาญ

Autonomy อิสรภาพ

จะเห็นว่าคุณหมอที่ได้รับโนเบล สร้างพื้นที่ “อิสระ” (Autonomy) เพื่อทดลองสิ่งที่รัก (Purpose) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญ ที่ฝึกปรือฝีมือมาอย่างดี (Masterly) 

                          

หน่วยงานวิจัยแห่งที่สองในเรื่อง เน้นที่ Autonomy คนเลยสามารถอาศัย Masterly มาทำในสิ่งที่ความหมาย (Purpose) ได้ .. จนเกิดนวัตกรรมระดับโลกได้ในที่สุด... 

 

มีการค้นพบว่า การผูกคนเข้ากับเป้าหมายขององค์กรในรูปแบบ KPI นั่นคือการริดรอนอิสรภาพของคน..  การทดลองไม่ว่าจะในระดับใดที่ใด ล้วนแสดงให้เห็นว่าสร้างปัญหาทั้งสิ้นครับ.. ที่สำคัญองค์กรเหล่านี้มักละเลยส่งเสริม สร้างบรรยกาศให้คนค้นพบตนเองหรือค้นพบความหมายในงานที่ทำ ที่สุดก็ไม่เชี่ยวชาญสักที รวมๆกันลงเหว หรือรวยแต่เหนื่อย แถมล้างผลาญทรัพยากร รักษาความภักดีของคนได้ยาก (ผมเคยเป็นที่ปรึกษาบริษัทดังครับ พนักงานเงินเดือนแพง เรียกว่าจะแพงเกือบที่สุดในประเทศ สำรวจออกมาเจ้าของนี่ตกใจ กระเด็นตกเก้าอี้ เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากอยู่ เรียกว่าไม่ผูกพันกับองค์กรเลย.....ที่นี่ว่ากันด้วย KPI )

 

อาจารย์ Danial ไม่ได้ไม่พูดถึงเรื่องเงินครับเสียทีเดียว คนต้องมีเงิน แต่ต้องไม่นำไปผูกกับ KPI ที่ท่านเสนอไว้คือ ก็ให้เงินเต็มที่ครับ มากและสูงกว่าตลาดไปเลย.. แล้วส่งเสริม Purpose Masterly และ Autonomy แทน.. ตอนนี้เริ่มมีบริษัทที่เลิกให้เงินรางวัลกับเซลล์ ตามยอดขายแล้วครับ..หันมาให้เงินเดือนสูงกว่าตลาดแทน..กลายเป็นว่าเซลล์กลับรู้สึกดีไม่ต้องดิ้นรนอีก.. งานออกมาดี บริการลูกค้าดีขึ้น ลูกค้ากลับชอบจนนำมาสู่การเติบโตที่สูงกว่าบริษัททั่วไปอีกครับ..  

 

ตอนนี้วงการหมอก็ P4P (Pay for Performance) เรียกว่า “จัดโหด” ครับ ก็ลองดูกันครับ ขอวิจารณ์โดยส่วนตัวครับ.. ว่า “คิดใหม่กันเถอะครับ..อ่านหนังสือเรื่อง Drive ก่อน มีขายที่ Kinokuniya กรุงเทพ ทบทวนกันทีเถอะครับ”

 

วันนี้เริ่มจากหนังเรื่องเศรษฐพิลึก.. ตามมาด้วยเรื่อง KPI อันตราย.. ต่อด้วยแนวคิด Purpose Masterly Autonomy ที่ไม่ว่าคุณจะทำ OD หรือไม่ เป็นอะไรที่ควรค่าแก่การคิดการศึกษาเพิ่มเติมอย่างยิ่งครับ.. อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ลอยนวลกันต่อไปเลยครับ.. จะบ้ากันไปใหญ่อยู่แล้ว.. ส่วนเรื่องผลตอบแทนจะจัดเต็มแบบไหน ที่จะไม่ถูก KPI ครอบงำ งานได้ผลคนเป็นสุข ผมจะ “จัดเต็ม” ความรู้เรื่องนี้มาให้ในตอนต่อไปครับ

 

 

วันนี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

 

Reference:

The first picure retreived Sept 1, 2013 from http://theplaylist.blogspot.com/2010/08/freakonomics-poster-revealed-guillermo.html

The second picure retreived Sept 1, 2013 from http://primalmeded.com/2011/04/13/how-to-become-a-sumo-wrestler/

The third picure retreived Sept 1, 2013 from http://www.engadget.com/2010/10/06/nobel-prize-for-physics-awarded-to-pioneering-graphene-researche/

The fourth picure retreived Sept 1, 2013 from http://en.rian.ru/infographics/20101011/160906246.html