เพื่อนนิสิต มมส.ที่กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ ตั้งคำถามกับนายบอนว่า ทำไมจะต้องเผยแพร่ผลงานอีกล่ะ ในเมื่อทำวิทยานิพนธ์ หรือ IS เสร็จ เข้ารูปเล่มแล้ว เอกสารเหล่านั้นก็จะไปปรากฏอยู่ในชั้นหนังสือบนห้องสมุด

 

แล้วทำไมจึงจะต้องส่งไปลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรือ นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการด้วยล่ะ

 

บทความที่ลงในวารสารวิชาการ มีเพียงไม่กี่หน้า ละเอียดสู้วิทยานิพนธ์เกือบ 100 หน้าไม่ได้เลย

แล้วจะต้องเผยแพร่ผลงานแค่ไหน อย่างไร เพื่อใคร??

นายบอนจึงหยิบยกเหตุผลของการเผยแพร่ผลงานทั้งการลงติพิมพ์ในวารสารและการประชุมวิชาการ มาอธิบาย อาทิ

1.เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิจัยและนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเครือข่ายทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

2. เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็น และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการในภาครัฐและเอกชน อันจะนำไปสู่แนวทางการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต

3. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่ายการวิจัยทั้งภายในสถาบันและระหว่างสถาบัน

4. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่นักวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการ และช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป

 

เพื่อนฟังแล้ว ก็อือ ออ ซึ่งเขาไม่เข้าใจกระบวนการเหล่านั้น รู้เพียงแค่ เมื่อทำวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้น ก็จะต้องจัดทำบทความวิจัย 8 หน้า เพื่อส่งให้กับบัณฑิตวิทยาลัยตามเงื่อนไขการส่งเอกสารต่างๆ เพียงเท่านั้น

เพื่อนที่เรียนโท ที่ มมส.หลายท่าน เครียดเรื่องเรียนกันทั่วหน้า เนื่องจากทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และดูแลคนในครอบครัวไปพร้อมกัน กว่าที่จะจบได้ ต้องต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรคกันพอสมควร เมื่อรู้ว่า งานวิจัยที่ทำเสร็จแล้วนั้น สามารถนำไปเผยแพร่ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการได้ หลายคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องเรียนมาอย่างเต็มกลืนแล้ว

ขอแค่จบได้ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกแล้ว

 

ทำให้เพื่อนที่ยังไหว จึงรวบรวมผลงานวิจัย จัดทำเป็นวารสาร ส่งไปเผยแพร่ผลงานแทนเพื่อน หรือ มีประชุมวิชาการ ก็จะรวมกลุ่มกัน 2-3 คน เตรียมข้อมูล และโปสเตอร์เผื่อเพื่อนๆไปด้วย

 

ช่วยเหลือกันเหมือนช่วงเรียน คนละไม้คนละมือ เพราะเห็นอกเห็นใจกัน ที่ต่างคนลำบาก เรียนจบกันยาก ใช้เวลากันนาน มาเรียนแต่ละครั้งก็แสนจะลำบาก หลายคนเกือบถอดใจลาออกไปหลายครั้ง

 

สำหรับท่านที่อยู่ในแวดวงวิชาการ ที่คุ้นเคยกับการทำงานวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยมาตลอด อ่านบันทึกนี้แล้ว คงจะส่ายหัวในเรื่องที่แสนจะธรรมดา ที่แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ

 

แต่ผิดด้วยหรือ ที่อยู่ในแวดวงอาชีพที่ต่างกัน ถึงจะไม่เข้าใจ แต่หลายคนก็พร้อมที่จะเรียนรู้

เมื่อมีนิสิต มมส ส่วนหนึ่ง มีโอกาสได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข เห็นบรรยากาศ ได้รับความรู้ ประสบการณ์ เห็นผลงานที่นำเสนอแล้ว เกิดความสนใจ อยากที่จะเผยแพร่ผลงานวิชาการของตัวเองในรูปแบบนี้บ้าง

 

เมื่อเห็นเวทีเปิด  เพื่อนเหล่านั้นก็อยากจะเข้าร่วมด้วยทันที….

นายบอนและอาจารย์หลายท่าน พูด อธิบายจนน้ำลายแตกฟอง เพื่อนหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อนคนที่ไปนั่นแหละ เป็นคนที่ช่วยพูดและอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่ผลงานวิจัย

เมื่อได้เรียนรู้ สัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อนคนที่นายบอนพยายามอธิบายให้เห็นความสำคัญของการเผยแพร่ผลงานวิจัย ก็ให้ข้อสังเกตว่า ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนของ มมส. ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อเผยแพร่มากนัก

สิ่งที่ได้ทำนั้น ดูเหมือนเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในหลักสูตรเท่านั้น เหมือนอาจารย์มอบหมายการบ้าน หรือ รายงาน ให้จัดทำมาส่งภายในกำหนดเวลา เสร็จแล้ว ก็ได้คะแนนไป  จนหมดภาคการศึกษา ก็จะได้เกรดเป็นตัวตัดสิน

 

กระบวนการทำวิจัยในมุมมองของนิสิต มมส. บางท่าน รู้สึกเช่นนี้จริงๆ คือ ทำวิทยานิพนธ์ เพื่อให้จบตามหลักสูตร ทำวิจัยเสร็จ แล้วสอบ แล้วแก้ไขรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ยื่นส่ง รับปริญญา จบตามหลักสูตร

 

นิสิตหลายท่านจึงตั้งคำถามว่า แล้วจะต้องเผยแพร่ผลงานวิจัยอีกทำไม ในเมื่อเรียนจบ และได้ปริญญาบัตรแล้ว ถ้าเผยแพร่ผลงานแล้ว จะได้ปริญญาบัตรเพิ่มเติมอีกหรือ????

 

คล้ายกับคำถามที่มีคนเคยมาถามนายบอนว่า
เราจะจัดการความรู้ไปทำไม ในเมื่อจัดการไปแล้ว ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ปริญญาบัตรก็ไม่ได้….”

นายบอนได้แต่ยิ้มครับ คงจะหาช่องทางให้เขาได้สัมผัสสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง  รับรู้และเห็นคุณค่าด้วยตัวของเขาเองจะดีกว่า….

อย่างน้อย นายบอนก็ได้เงาสะท้อนที่ดีครับ ที่พูดอะไรไปแล้ว เพื่อนคิดอย่างไร ก็บอกมาอย่างนั้น  ไม่ได้เกรงใจ ไม่ต้องทำท่าทางเสมือนว่าเข้าใจ ทั้งๆที่ไม่เข้าใจ เพราะเกรงจะเสียน้ำใจ

จึงได้บันทึกเรื่องนี้ เป็นมุมสะท้อนบอกเล่าสู่กันฟังครับ…..