หลายครั้งที่...ผูกปม


          หลายครั้ง...ที่ความรู้สึกไม่ค่อยดีนัก...จิตของตัวเองก็คอยแต่จะจับและปรุงแต่งในด้านลบนั้น ทำให้รู้สึกเบื่อ...เหนื่อยหน่าย...ทั้ง ๆ ที่รู้...แต่ทำไมเงื่อนไขในกระบวนการคิดจึงยังยึดติดสิ่งเหล่านั้น...ทั้ง ๆ ที่หากเราวางก็จะว่างจากอารมณ์นั้น...

          บางครั้ง....การวางในบางสิ่งบางอย่างช่างเป็นอะไรที่ยากนัก...หากว่าเรายังคงจมปรักอยู่กับตรรกะของเหตุและผลบนความชอบ...ไม่ชอบใจในความรู้สึกของเรา...มันก็เหมือนกับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับความคิดซ้อนทับไปเรื่อย ๆ ...

          หลายครั้ง...การปรุงแต่งที่เกิดจากอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เป็นการสร้างภาวะของเงื่อนไขในกระบวนการทางความคิดที่คอยสั่งสมเรื่อย ๆ...จนกลายเป็นความเคยชินในกระบวนการวิธีคิดของเรา....หลายครั้งที่ในบางอย่างเรารู้...แต่ก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ...เพราะอะไร...?


                  


             การปรุงแต่ง...ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็จะถูกประทับไว้ในจิตจนฝังแน่น...หากเป็นด้านที่สวยงามทางอารมณ์ก็จะถูกแปลงค่าเป็นความชอบใจ หรือหากในทางตรงกันข้ามที่เป็นด้านที่ไม่สวยงามทางอารมณ์ก็จะถูกแปลงค่าเป็นความไม่ชอบใจ...

             ทั้ง ๆ ที่...ความชอบใจและไม่ชอบใจเป็นสิ่งสมมติที่ไม่ใช่สภาวะแท้จริงตามกฏธรรรมชาติ...แต่มันก็สามารถกลับกลายมามีอิทธิบนวิถีชีวิตของเรา…เศร้า...ทุกข์...สุข…ดีใจ...ก็จะมีต่อไป...ต่อไป...ต่อไป...

 

                       ความแน่นอน...คือความไม่แน่นอน...ความไม่แน่นอน...นั่นแหละคือความแน่นอน”


หมายเลขบันทึก: 544621เขียนเมื่อ 4 สิงหาคม 2013 20:31 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 สิงหาคม 2013 20:32 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (19)

ขอบคุณ ที่นำบันทึกดีๆ มีข้อคิด มาแบ่งปันกันครับ

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีค่ะ

เพราะว่าอะไร....ตอบว่า

ตอนที่รู้สึกเบื่อเหนื่อยหน่ายทั้งๆที่รู้..ก็ยังมีความอยากเจือปน..อยากให้อารมณ์เหล่านี้ ดับไป..พออยากให้มันดับแล้วมันไม่ดับก็เลยเกิดความเบื่อกับสภาวะจิตของตัวเองทำให้จิตกลับเศร้าหมองแทนที่รู้แล้วจะวางได้ด้วยจิตที่เบาๆสบายๆแต่การรู้ที่จิตยังเศร้าหมองเพราะมันเแ็นการรู้ที่เกิดจากสัญญาไม่ใช่ปัญญา

ขออภัยที่ตอบไม่ต่อเนื่องเพราะตอบผ่านมือถือเคอร์มันกระโดดบังคับไม่ค่อยได้ค่ะ

แต่ถ้าเราเข้าใจในทุกข์สองอย่างที่เกิดในดินแดนของโลกมนุษย์อันมีทุกข์ที่ดับได้กับทุกข์ที่ดับไม่ได้เราจะสามารถแยกแยะและรับมือกับสภาวะที่เกิดจากจิตตรงนี้ได้แต่ก็ไม่ได้ทุกครั้งไปมันขึ้นกับแต่ละสภาวะที่มันเกิดบางเวลาจิตก็ไม่พร้อมกับการยอมรับธรรมที่เข้ามาสู่จิต

ทุกข์ที่ดับไม่ได้คือทุกข์ที่เกิดจากผลผลของการผิดศีลและกรรมบท10 เช่นทุกขเวทนาทางกายเราไม่สามรถจะบังคับไม่ให้มันป่วยได้หรือเจ็บได้(ถ้าไม่มียาระงับอาการหรือใช้สมาธิแยกกายกับจิตเพื่อดับทุกข์เวทนาชั่วคราว)คนส่วนใหญ่มักหงุดหงิดกังวล

ปรุงแต่งไปสาระพัดจนจิตเป็นทุกข์และเศร้าหมองทุกข์แบบนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหัตน์ก็ห้ามไมได้เพราะท่านก็ป่วยการรับมือกับทุข์แบบนี้คือการยอมรับในสิ่งที่เกิดแล้วพยายามปล่อยวางมันซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนถ้าหากชำนาญในการแยกประเภทของทุกข์ถ้าเจอทุกข์แบนี้จะวางได้ง่ายเหมือนกับการยอมรับในเรื่องของความตายที่ว่าคนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย

ส่วนทุกข์ที่ดับได้ คือ คือทุกข์ที่เกิดจากอกุศลจิตของเราอันจะยังผลให้เกิดกาลละเมิดในศีลในกรรมบถ10ทุกข์เราดับได้ที่ใจของเราเองแต่ต้องใช้ความเข้มแข็งและกำลังใจของจิตเยอะในการที่จะยับยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตเราตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ ศีลข้อกาเม ถ้าไปชอบสามีภรรยาหรือคนในปกครองของคนอื่น

ก็จะทุกข์เพราะความอยากเป็นเจ้าของถ้าเราไม่ยับยั้งไม่ยอมดับความทะยานอยากหรือหันหลังให้มันก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ใช้พิจารณาได้ในทุกข้อแล้วแต่ว่าจะพิจารณาได้มากน้อยแค่ไหน

สรุปแล้วครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนให้รู้ทุกข์แยกทุกข์และจัดการกับความทุกข์ด้วยตัวของเราเองค่ะ

 

 

ท่านบอกว่าทุกกายดับไม่ได้เราต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนที่ดับได้คือทกข์ทางใจ ด้วยการนำคำสอนของพระพุทธมาใช้ซึ่งวิธีการขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านค่ะ

ขอบคุณ อ.ชยพร และคุณเขียวมรกต มากครับที่แวะมาให้กำลังใจ...

ขอบคุณ คุณนิรันตะรา มากครับสำหรับความคิดเห็นอันมีค่าที่มาช่วยเติมเต็ม ขอบคุณมากครับ

ขอบคุณ กำลังใจจากทุกท่านที่มอบผ่านดอกไม้ครับ

 

แวะมาให้กำลังใจ อาจารย์จตุเศรษฐธรรม กับบันทึกในครั้งต่อ ๆ ไป

..

มาเยี่ยมด้วยความระลึกถึง

 

ปล.สังเกตมุมหัวblog ด้านซ้าย ใส่แล้วคงเทห์นะครับ อาจารย์ ...อยากเห็นอาจารย์ใส่ ดูท่าน่าจะลำลองดีนะครับ

ขอบคุณ คุณแสงแห่งความดี ที่แวะมาให้กำลังใจมากครับ...

          ด้วยความระลึกถึงเช่นกันครับ...:)

 

หลายครั้งที่ผูกปม...ต้องถามตัวเอง...หากเราผูกปมแล้วเอาไปจุ่มลงในสี...ส่วนที่ผูกแน่นด้านในจะไม่ติดสี...นั้นคือสติที่เราต้องคิด

ขอบคุณ คุณชนะ มากครับ...สำหรับข้อคิดดี ๆ ที่มีมาฝาก...ขอบคุณครับ

 

-สวัสดีครับ..

-ตามมาเยี่ยม/ให้กำลังใจครับ..

-   “ความแน่นอน...คือความไม่แน่นอน...ความไม่แน่นอน...นั่นแหละคือความแน่นอน”

-ขอบคุณครับ

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์

มาทักทาย มาเยี่ยมเยียนพร้อมรับข้อคิดดีดีค่ะ

ปริมไม่ได้มาโกทูโนว์บ่อยๆ แต่มาสองสัปดาห์หลังพบอาจารย์อีกครั้ง ดีใจจังค่ะ

ท่านอาจารย์คงสบายดีนะคะ

สุข สงบ ในค่ำคืนนี้นะคะ ;)

ขอบคุณ คุณปริม มากครับที่แวะมาเยี่ยมและทักทาย...ผมก็หายหน้าไปนานเหมือนกัน...

    แต่ที่สำคัญคือยังระลึกถึงคุณปริมและพี่ ๆ น้อง ๆ ในโกทูโนว์เสมอครับ...:)

 

บันทึกอาจารย์มีเรื่องที่ให้ย้อนคิดกับตัวเองบ้างแล้วล่ะค่ะ ว่าได้ไปผูกและได้ไปแก้บ้างหรือยัง

(n______n)

ขอบคุณ คุณWahoo_Krookay มากครับที่แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจ

 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี