เมื่อ ๒๔-๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ผมไปร่วมเวทีของทีมประสานงานหลัก โครงการนำร่องการวิจัยและพัฒนารูปแบบ เครือข่ายโรงพยาบาลสร้างสุข ที่อิมพิเรียลเชียงใหม่รีสอร์ตแอนสปอร์ตคลับ กลุ่มผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อป นำเอาผลของการทำงานไปแล้วระยะหนึ่งมาคุยและทบทวนบทเรียนไปด้วยกัน เพื่อค้นหาประเด็นปัญหาและความน่าสนใจ หรือวิเคราะห์ Needs-Assessment ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและใช้ Empowerment Community-Based Research Approach พัฒนาเครื่องมือและกระบวนการประเมิน พัฒนาเครื่องมือสำหรับกำกับและติดตามผล เรียนรู้การปฏิบัติการต่างๆของตนเอง 
การพบปะและนั่งคุยกัน นอกจากได้แลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์กันแล้ว ก็ได้นำเอาสิ่งต่างๆมาสื่อสารและปรึกษาหารือกัน ได้ประเด็นในการพิจารณา ซึ่งไม่ถึงกับเป็นข้อสรุปแบบเจาะจลงไปเลยทีเดียว หลายประการด้วยกัน ซึ่งผม ในฐานะที่ปรึกษา ขอนำมาบันทึกและแบ่งปันไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น ดังนี้ .... 

  • แนวคิด และ Mental Model เกี่ยวกับความสุข มีความหลากหลาย และยังคงมีลักษณะมีชีวิต มีพลวัตร เคลื่อนไหว และมีความยืดหยุ่น เลื่อนไหล เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน แนวคิดเชิงทฤษฎีจากแหล่งประสบการณ์ภายนอก ตลอดจนการสังเคราะห์บทเรียนเบื้องต้น จากเครือข่ายเอง เมื่อใช้หน่วยดำเนินการระดับองค์กรและความเป็นชุมชนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอเป็นฐาน ก็มีการรับรู้ที่ยังไม่เท่ากัน
  • กระนั้นก็ตาม ก็พอจะมีความชัดเจน และมีกลุ่มเครือข่ายแกนนำ ตลอดจนทฤษฎีและองค์ความรู้พื้นฐาน ที่หนักแน่นพอสมควร ที่พอจะสามารถชี้นำการริเริ่มและนำการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติด้วยกันในระยะต่อไปได้ ทำให้มีข้อที่ต้องพิจารณากับในสองแนวคิด คือ จะใช้เป้าหมายแบบเจาะจงเป็นตัวตั้ง แล้วดำเนินการ ติดตามกำกับและประเมินผล ไปสู่ความสำเร็จ สู่เป้าหมายที่ทำให้นิ่งและเจาะจงไปเลย หรือจะค่อยๆทำไปโดยเน้นกระบวนการ ให้ทุกมิติ รวมทั้งความค่อยๆชัดเจนไปบนความเป็นตัวของตัวเองขึ้นของเป้าหมายความเป็นองค์กรแห่งความสุขพร้อมกับการดำเนินไปของมิติอื่นๆเป็นวงจรหมุนเกลียวต่อเนื่องกันหลายรอบ
  • แนวคิดและรูปแบบดำเนินการ จะเปิดให้มีความหลากหลายและยืดหยุ่นไปตามองค์กรโรงพยาบาล ๓ แห่ง หล่มเก่า ท่าสองยาง และปางมะผ้า ซึ่งมีบริบทและสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่แตกต่างกันมากหลายมิติ โดยโรงพยาบาลหล่มเก่า ซึ่งมีการดำเนินการหลายอย่างนำร่องไปก่อน ช่วยเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยง และเป็นแหล่งประสบการณ์ตั้งต้น เพื่อเปิดประเด็นการคิดและริเริ่มสิ่งต่างๆไปด้วยกันด้วยการจัดการเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
  • การกำกับ ติดตามประเมินผล และบริหารจัดการให้มีมิติการเรียนรู้ไปบนปฏิบัติการต่างๆ รวมทั้งสร้างวงจรเพื่อวิเคราะห์ สื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งภายในองค์กรและระหว่างเครือข่าย ๓ โรงพยาบาล ควรจะดำเนินการบนหลักผสมกันหลายรูปแบบ หลายวิธีการ หลายระดับและหลายช่องทาง ทั้งการถอดบทเรียนบนการปฏิบัติ การบันทึกและสื่อสารบทเรียนอย่างมีส่วนร่วมทั้งออนไลน์และแบบออฟไลน์ การประเมินและกำกับด้วย External-National Standard ดังเช่น Happinometers การกำกับติดตามด้วย Hospital/Community-Based Indicaters รวมทั้งการทำ Meta-Analysis และ Impact Assessment Research ตามความเหมาะสมและตามแต่ละมิติที่มีข้อมูลเพียงพอ เหล่านี้เป็นต้น
  • ในการดำเนินการและวิธีขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ ในระดับหน่วยย่อยระดับโรงพยาบาล ให้ดำเนินการไปอย่างคู่ขนาน พร้อมกับมีความเชื่อมโยง เกิดการปฏิสัมพันธ์และการได้สื่อสารทางการปฏิบัติไปด้วย มีแนวคิดในการสร้าง Research Team ที่มีความสามารถเป็น Moderator และ Facilitator บริหารจัดการการเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆในโรงพยาบาล ด้วยทักษะ แนวคิด และวิธีคิด ที่สะท้อนการพัฒนาตนเองและนวัตกรรมการทำงานทางความคิดต่างๆที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ ไม่ว่าจะเป้น Capacity Building Package จาก ๓ หลักสูตร ของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ สถาบัน Thaicivicnet Civicnet ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในแนวใหม่ของหลักสูตร คศน. การถอดบทเรียนและวิจัยประเมินผลแบบเสริมพลังอย่างมีส่วนร่วม ของสถาบันสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล สื่อและเอกสารความรู้การเจริญสติภาวนาและการทำงานความคิดแบบโยนิโสมนสิการของพระพรหมคุณาภรณ์ เหล่านี้เป็นต้น
  • การสร้าง Collective Leadership และ Team Management เพื่อดำเนินการระดับโรงพยาบาลและระดับเครือข่ายนำร่อง มีแนวคิดที่จะดำเนินการขึ้นโดยนำเอาข้อมูลจากการถอดบทเรียนตลอดกระบวนการที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ ค้นหาประเด็นศักยภาพ องค์ความรู้ปฏิบัติในตัวคนของทุกโรงพยาบาล พร้อมกับวิเคราะห์ความจำเป็นและประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ แล้วพัฒนาเป็นหลักสูตร สื่อ เอกสารบทเรียน และคู่มือ เพื่อเวร์คช็อประชุมปฏิบัติการ สร้างทีม และสร้างประเด็นยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการดำเนินงานและยกระดับการทำงานขึ้นจากบทเรียนที่มี ต่อไป
ในภาพรวมนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการและจำเป็น นับแต่รูปแบบวิธีคิด ประเด็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์และลำดับความสำคัญ เครื่องมือและโมเดลการกำกับติดตามและประเมินผล ทั้งโดยใช้ Happinometer ซึ่งอิง National และ Policy Standard กับ Hospital/Community-Based Conceptual Model and Indicators ซึ่งอิงบริบทเฉพาะขององค์กร กล่าวโดยสรุปได้ว่า การรู้จักและวิธีคิดในระยะริเริ่มนี้ ให้ความหมายต่อความสุขที่อิงไปกับปัจจัยภายนอกบุคคลมากกว่าปัจจัยด้านในซึ่งเป็นองค์ประกอบของสุขภาวะชีวิตด้านในและเป็นความสุขทางใจ โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๖๕ : ๓๕ 
กลุ่มแนวคิดเชิงเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับการระบุความสุข ประกอบด้วย ความสุขเกี่ยวกับตนเอง ความสุขเกี่ยวกับองค์กร ความสุขเกี่ยวกับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน การมีแนวคิดที่พิจารณาไปตามบริบทเฉพาะของกลุ่มคนที่ต้องทำหน้าที่ดูแลความทุกข์และสร้างสุขให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่สามารถทำไปบนวิธคิดที่มุ่งได้ความสุขแก่ตนเองอย่างเดียว แต่สามารถแบกทุกข์และอดทนต่อการแก้ปัญหาให้กับประชาชนด้วย ดังนั้น แนวคิดที่มุ่งมีความสุขไปบนการทำงานด้วยความสามารถอดทนต่อความทุกข์ได้ จึงเป็นแนวคิดและวิธีคิดที่สอดคล้องกับการทำงานในหน่วยบริการสุขภาพ ซึ่งทั้งหมด ก็จะมีการนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานส่วนหนึ่ง สำหรับทำการศึกษา วิเคราะห์และเปรียบเทียบ ก่อนและหลังดำเนินการสิ่งต่างๆต่อไปในระยะต่างๆ .