ว.วชิรเมธี ท่านกล่าวไว้ว่า " ในโลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการ เปลี่ยนแปลง เราต้องพร้อมและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เราถึงจะไม่เป็นทุกข์" การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีงาม และความเจริญก้าวหน้า อาจต้องใช้เวลา ใช้ งบประมาณ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ และการบริหารจัดการที่มี ประสิทธิภาพ

        บางช่วงเวลา..อาจดีกว่าเดินทางไปศึกษาดูงานยังที่ต่างๆเสียอีก โดย

ศึกษาจาก เอกสาร ตำรา จากคนใกล้ตัว จากคนข้างบ้าน จากเพื่อนร่วมงานที่

เราทำงานด้วย จากลูกน้อง จากลูกศิษย์ และจากผู้บังคับบัญชาก็ได้


        ยิ่งในองค์กรครูด้วยแล้ว ความเป็นวิชาชีพ และจรรยาบรรณ ยิ่งต้องศึกษา

เรียนรู้ซึ่งกันและกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตส่วนตน แก่คนรอบข้าง เกิด

คุณค่าต่อนักเรียน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สถานศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้อัน

ทรงเกียรติ เป็นที่มาแห่งจิตวิญญาณ และการดำรงชีพ


       ว.วชิรเมธี ท่านกล่าวไว้ว่า " ในโลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการ

เปลี่ยนแปลง เราต้องพร้อมและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เราถึงจะไม่เป็นทุกข์" 

การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีงาม และความเจริญก้าวหน้า อาจต้องใช้เวลา ใช้

งบประมาณ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ และการบริหารจัดการที่มี

ประสิทธิภาพ


       ในทางการศึกษา เราค่อนข้างจะใช้โอกาสและงบประมาณเปลืองมาก หมด

ไปกับการประชุม อบรมสัมมนา การศึกษาดูงาน  ทัศนศึกษา (ไปเที่ยว)  โดย

คิดว่าการปฏิรูปการศึกษา จะสำเร็จได้โดยภารกิจนั้น โดยเนื้อแท้ เราต้องการ

ให้ขวัญกำลังใจกัน ซึ่งบางครั้ง เป็นการให้ซ้ำซากในทางที่ผิด และผิดมา

ตลอดอย่างยาวนาน บางทีอาจผิดในแง่ของการใช้งบประมาณที่ฟุ่มเฟือย

เกินเหตุ ผิดธรรมเนียมของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และผิดทางถ้าจะมอง

ว่าเป็นการพัฒนาตนเอง


       หากเรามีสมาธิมากพอ ลองนั่งนิ่งๆ จะพบว่าเราคิดดี ทำดีได้ โดยไม่ต้อง

ไปไหนไกลเลย อยู่กับงานและชีวิตปัจจุบัน มองดูและสังเกตจากคนรอบข้าง ที่

เราทำงานด้วย ศึกษาเรียนรู้ด้วยความอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน ตัดความ

อิจฉาริษยาออกไป รับเอาสิ่งดี จดและจำเป็นบทเรียนที่มีค่า เราจะได้ตำราเล่ม

ใหญ่ ที่ใช้ดำรงชีวิตและสอนลูกหลานได้ไม่มีวันหมด


        ผมจึงถือว่าสถานศึกษาเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ที่ผมเปิดอ่าน และทำงาน  มี

ตัวหนังสือคือลูกศิษย์และเพื่อนครู มุ่งมั่นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยศาสตร์และ

ทักษะ ที่เขาร่ำเรียนมา ผมจะจำในสิ่งดีที่เขามีอยู่ และจะทำอย่างเขาเมื่อถึง

เวลาที่สมควร


        แม้กระทั่งการตัดแต่งไม้ประดับในโรงเรียน ที่ผมจำมาจากลูกจ้าง

ประจำ(นักการภารโรง) ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙  รีบเร่งเรียนรู้ เพราะเขาจะเกษียณปี 

๒๕๕๑  ตอนกลางวัน เขาทำอะไร ผมเห็นเขาพรวนดินบ้าง ตัดแต่งกิ่งไม้บ้าง 

ตกเย็น เขาจะดูห้องน้ำห้องส้วมทุกห้อง ดูน้ำไฟจนทั่ว และปิดประตูรั้วอย่าง

เรียบร้อย


        ผมอยากเป็นคนคุณภาพแบบเขา ไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร สิ่งที่เราได้รู้

ได้ทำ เป็นมงคลชีวิต ทุกวันนี้ เราตัดแต่งต้นเฟื่องฟ้าได้แล้ว มันไม่ง่ายเลย ถ้า

ไม่มีทักษะ คือทำบ่อยๆ  ถ้าปล่อยให้มันโต สูงใหญ่ขึ้น นอกจากจะไม่สวยงาม

แล้ว ยังดูแลยากมาก


       ครับ ภารโรงไม่เคยสอนผม..แต่ผมเรียนรู้จากเขา..แล้วท่านล่ะ โอกาสมีดี

กว่าใครๆมากมาย อยู่ในองค์กรใหญ่ มีบุคลากรที่มากด้วยความสามารถ..หาก

มีตัวอย่างที่ดี ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ท่านพัฒนาตนเองได้