จาก gotoknow สู่ gotogrow...จาก...รู้อะไรต่อมิอะไร...สู่...ปลูกอะไรต่อมิอะไร...

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานครบรอบ ๓๐ ปีของคณะสังคมศาสตร์ มหาจุฬาฯ ที่วังน้อย อยุธยา เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จึงเก็บภาพและถ้อยคำจากบางห้วงตอนขององค์ปาฐกมาฝากชาวโกทูโนว์ทั้งหลาย โปรดพึงสะดับและทัศนา ณ เพลานี้พร้อมกันพลัน  

 

                                      อลังการสมชื่อ "มหาจุฬา"

พระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร, อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรรมการมหาเถระสมาคม,เจ้าคณะภาค ๒, องค์ปาฐกเรื่อง "กระบวนทัศน์ทางสังคมศาสตร์กับประชาคมอาเซียน" ( 'Paradigm of Social Sciences and Asean Community' ) 

พระพรมบัณฑิตได้บอกกล่าวกับที่ชุมนุมชาวสังคมศาสตร์ในวันนั้นว่า "สิ่งสำคัญที่เราต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชาวอาเซียนคือภาษา และต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
เพราะข้อตกลงร่วมของอาเซียนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อกลาง ไม่จำเป็นต้องไปเรียนภาษาของประเทศใดประเทศหนึ่งให้เสียเวลา เพราะหากเรารู้แค่ภาษาเดียว ก็ยากที่จะติดต่อสื่อสารกับประเทศนอกเหนือจากนั้นได้
ภาษาอังกฤษเป็นภาษา business เป็นภาษาสื่อนำของโลก ทุกวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ต่างมุ่งหน้าสู่ภาษาอังกฤษทั้งนั้นเลย ใครรู้ภาษาอังกฤษมากย่อมได้เปรียบ เพราะภาษานี้ได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก"

พระพรหมบัณฑิตยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า "พวกเราทราบไหมว่า พยาบาลคนไทยที่ไปทำงานในอเมริกามีหัวหน้าพยาบาลเป็นชาวฟิลิปปินส์เสียเป็นส่วนใหญ่ มิใช่เพราะว่าพยาบาลไทยขาดไร้ซึ่งศักยภาพในการทำงาน
ปฏิบัติการการพยาบาลเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่พยาบาลไทยต้องไปเป็นลูกน้องเขาคือ ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ! คนไทยต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเก่าเป็นใหม่ (Paradigm shift) ได้แล้วว่า "เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเราจึงไม่เก่งภาษา” หรือ “ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา จึงไม่จำเป็นต้องเรียน” ขอให้เปลี่ยนเป็นกระบวนทัศน์แบบใหม่ว่า “แม้จะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่คนไทยก็พูดอังกฤษได้” และ “แม้ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา แต่มันคือสิ่งที่จะทำให้พ่อแม่เราอยู่รอดปลอดภัย
ก้าวทันโลกได้ ไม่ตกยุค”


องค์ปาฐกยังได้ยกตัวอย่างว่า “ไดโนเสาร์ ๑ ตัวมีพละกำลังเท่ากับช้างจำนวน ๑๐ เชือก แต่ไดโนเสาร์ก็สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว เพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ แต่ช้าง ๑๐ เชือกยังอยู่ได้ถึงปัจจุบัน เพราะช้างพร้อมที่จะปรับตัว” (To change ‘old paradigm to the new one” is a must for Thai people who are unable to avoid countering with situation of globalization.)  

 

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและอุปนายกราชบัณฑิตยสถาน
มาบรรยายถวายความรู้กับชาวสังคมศาสตร์ มจร. ในหัวข้อเรื่อง “พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ

ในการบรรยาย องค์ปาฐกกล่าวว่า “จากการศึกษาเรื่องราวด้านความอยู่รอดของพุทธศาสนาจากพระไตรปิฎกนั้น
พบว่า ความอยู่รอดปลอดภัยของพุทธศาสนานั้น ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัททั้ง ๔ กล่าวง่ายๆ คือ ขึ้นอยู่กับโยมและพระนั่นเอง พุทธศาสนาเป็นสมบัติกลางของทุกคน ทุกคนต้องช่วยกันรักษา ยามใดที่เกิดวิกฤติกับศาสนาก็อย่าโยนกลองกันไปมา ให้ร่วมกันพิทักษ์รักษา ร่วมกันแก้ไขหาทางออก หากโยนกลองกันไปมา การบรรเลงเพรงรักสามัคคีก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามักจะถือ paradigm กันแบบเดิมๆ ว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ผลจากการมีกระบวนทัศน์เช่นนี้ เลยกลายเป็นว่า หากมีปัญหาอะไรก็ให้พระแก้ปัญหากันเอาเอง โยมไม่เกี่ยว ต่อนี้ไปต้องมี paradigm shift คือ ช่วยกันสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ว่า “พุทธศาสนาเป็นสมบัติของทุกคน ต้องร่วมกันรับผิดชอบ” โดยวิธีคิดเช่นนี้มันก็จะเป็นปัจจยาการแห่งความอยู่รอดของพุทธศาสนา และจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ เพราะพุทธศาสนาเป็นฐานหลักของวัฒนธรรมไทยทั้งระบบ

 

 

ปาฐกถาที่ ๒ ปราชญ์ดังเอ่ยนามไปแล้วบรรยายในวันนั้น ทำให้ผู้เขียนเกิดความตระหนักซาบซึ้งในคุณค่าของการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาการของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทั้ง ๒ ปราชญ์ไม่ได้เกิดในนครบาล แต่เกิดในภูธรทั้งคู่ เพราะการศึกษาคือเครื่องมือที่สามารถช่วยยกระดับฐานะชีวิตของคนให้สูงขึ้นแท้ๆ เด็กจากภูธรจึงแจ้งเกิดในมหานครได้

ขอเพียงแค่มีโอกาส ความสามารถของมนุษย์ก็จะไม่ถูกฝังกลบ !

ยังไม่ทันหายปลื้มจากการฟังเนื้อหาการบรรยายในงานครบรอบ ๓๐ ปีของคณะสังคมศาสตร์ พอกลับมาถึงวัด พระลูกวัดก็นำเอาซองไปรษณีย์มาถวาย เห็นจ่าหน้าทั้งผู้ส่งและผู้รับแล้ว ก็เกิดอาการปลื้มปีติขึ้นอีกหน
และรับทราบในบัดดลว่า “อาจารย์ขจิต ฝอยทอง” ได้ดำเนินการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ผักมาให้แล้วภายใต้พันธสัญญาที่ให้ไว้ในโกทูโนว์เมื่อเดือนก่อน

ขอบคุณจริงๆ สำหรับมิตรภาพบนพื้นที่ของบรรณพิภพแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อบันทึกวันนี้ว่า

“จาก ‘Gotoknow’ สู่ ‘Gotogrow’ จาก “รู้อะไรต่อมิอะไร” สู่ “ปลูกอะไรต่อมิอะไร”

 

ขอบคุณอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ยิ่งแล้ว ขอบคุณอนุโมทนาบุญจริงๆ

 

เชิญพบกับการแปรรูปจากเมล็ดพันธุ์สู่ลำต้นกิ่งก้านสาขาที่นี่ได้ เร็วๆ นี้

 

ด้วยไมตรีอันวิจิตรงดงามยิ่งแล้ว


พระมหาอัมพร ชุตินฺธโร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธรรมะบนสายการบิณฑ์



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

เป็นบันทึกดีๆ ครับอยากให้หลายๆคนอ่าน อย่างวรรคนี้

“แม้จะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่คนไทยก็พูดอังกฤษได้” และ “แม้ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา แต่มันคือสิ่งที่จะทำให้พ่อแม่เราอยู่รอดปลอดภัย
ก้าวทันโลกได้ ไม่ตกยุค”

เจริญพร พ.แจ่มจำรัส

 

อย่างหนึ่งที่ลืมไปคือ การกล่าวแสดงความยินดีกับรางวัลสุดคะนึงที่ พ.แจ่มจำรัสได้รับเมื่อเร็วๆ นี้ ขอแสดงความยินดีย้อนหลังไว้ ณ ตรงนี้เสียเลย และขอขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนกลายเป็นแขกเจ้าประจำไปโดยปริยาย

คงได้พบกันอยู่เรื่อยๆ บนโลกไซเบอร์แห่งนี้

 

เจริญพร

 

พระมหาอัมพร ชุตินฺธโร

เขียนเมื่อ 

สาธุๆๆครับท่าน

ดีใจที่ท่านจะได้ปลูกผักเพิ่ม เห็นที่ท่านปลูกไว้ครั้งแรกงามมากๆ

ไปมหาจุฬาฯ บ่อยอยากไปกราบท่านพระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

แต่ยังไม่มีโอกาสเลยครับ

ดูที่

http://www.gotoknow.org/posts/436216

http://www.gotoknow.org/posts/455773

http://www.gotoknow.org/posts/437868


เขียนเมื่อ 

เมล็ดพันธุ์ที่อาจารย์ขจิตส่งมาให้พระอาจารย์ เป็น "เมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพ" ที่ไร้พรมแดนนะครับ   555

เขียนเมื่อ 

นมัสการท่าน รอดูเมล็ดผักเจริญงอกงามครับ

เย้ๆๆ

เขียนเมื่อ 

นมัสการครับ

หายดีแล้วหรือครับ

หมายเลขบันทึก

541043

เขียน

01 Jul 2013 @ 12:23
()

แก้ไข

01 Jul 2013 @ 13:46
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 8, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก