อบรมบล็อก

 ขอเขียนต่อจากบันทึกนี้นะครับ ปกติผู้เขียนเป็นคนที่คุ้นกับพระ เนื่องจากว่าสมัยเด็กๆเป็นเด็กวัด ประมาณว่า บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ ปรึกษาหารือ ไม่ต้องเสียสตางค์ แถมตอนเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก็ได้อาศัยอยู่กับพระอาจารย์นริศ ที่วัดวิเศษการ แถวโรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพฯด้วย

 

  ตอนหลังได้ข่าวว่าอาจารย์นริศ ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดเขาแก้ว จังหวัดสงขลา ผู้เขียนยังไม่มีเวลาได้ไปเยี่ยมท่านเลย…นั่นคือประสบการณ์ที่อยู่กับพระรวมถึงตอนไปถือปิ่นโตตามพระบิณฑบาต แถวๆตลาดรถไฟบางกอกน้อยด้วย…(ทำไมตอนนั้นไม่เจออังศุมาลิน เนอะ เผื่อจะได้เป็นโกโบริบ้าง555)

 

 

 ตอนไปจัดกิจกรรมให้พระและอาจารย์ที่มหามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามคำเชิญของ ท่านผศ.ดร.พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส

 

 ต้องขอบคุณทีมงานของUsableLabs และสมาชิกที่คอยต้อนรับพระและอาจารย์ที่เขียนบันทึกวันนั้น ซึ่งมีหลายท่านมาก กิจกรรมที่ผู้เขียนจัดให้พระและอาจารย์คือ กิจกรรมก่อนการเขียนบันทึกเป็นเรื่องเล่าสมัยเด็ก เช่นเล่าว่าทำไมถึงมาบวช หรือมีความประทับใจอะไรสมัยเด็กๆ(ต้องขอบคุณมะปรางเปรี้ยวที่แจ้งท่านผศ.ดร.พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ว่าควรมีกิจกรรมก่อนการเขียนบันทึกและแนะนำผู้เขียน ทำให้ท่านอาจารย์ติดต่อผู้เขียน)

 

 

       ท่านดร.แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม ท่านเล่าว่าตอนเด็กๆตามคุณยายไปวัด เลยชอบวัดนอกจากนี้ยังชอบฝนตก เมื่อตอนอากาศเย็นหรือเจอฝนจะชอบนั่งสมาธิ(คำพูดเล่านี้ท่านพระครู ถ่ายทอดให้พวกเราฟัง) กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจก่อนการเขียนบันทึก ตอนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันปรากฏว่า พระและอาจารย์แซวกันว่า อาจารย์บางท่านมีแรงบันดาลใจอะไรที่สึกจากพระมาเป็นอาจารย์ (เพราะอาจารย์ก่อนสึกบวชมาไม่น้อยกว่า 10 ปี)

 

 

  ตอนผู้เขียนบรรยายพบว่า ในห้องประชุมมีพระและอาจารย์จบปริญญาเอกแล้ว 8 ท่าน อีก 11 ท่านเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในส่วนของพระนั้นส่วนใหญ่เป็นพระครูเกือบทั้งหมด  ตอนผู้เขียนเรียนนั้น เราพูดกันเล่นๆๆว่า คนที่สอนยากนั้นคือ ครู คนที่สอนยากกว่าครูคือพระ แต่ที่สอนยากกว่าครูและพระ ท่านคิดว่า คือใคร …(แล้วจะมาเฉลยครับ 555)

 

   ผู้เขียนเองนั้นเห็นศักยภาพของผู้เข้ารับการอบรมแล้วพบว่า อาจารย์และพระหลายๆท่านนั้นเก่งมาก แต่จะทำอย่างไรให้พระและอาจารย์ได้นำเอาความรู้ที่มีเอาออกมาเขียนได้  ผู้เขียนพยายามเอาเรื่อง Theory U ของ Otto Scharmer ตามที่ได้อ่านมาจากหนังสือของอาจารย์หมอประเวศ วะสีเป็นเอกสารที่ สรพ แจกให้นานมาแล้ว

 

 

  แต่ผู้เขียนมาพบว่าคุณหมอวิธาน ฐานะวุฑฒ์ เอามาใช้ในการอบรมสำหรับการเขียนอันดับแรกเราอาจเขียนจากความเคยชินเป็นข้อมูลธรรมดาเหมือนความเคยชินเดิมๆเป็นขั้น downloading อันดับที่สองคือขั้นการเขียนแบบ Seeing from the outside อันดับที่สามเป็นการเขียนแบบ sensing from the whole ในอับสุดท้ายก้นของตัว U คือเรื่อง Presenting from source  (ในภาษาบาลีน่าจะมีคำพวกนี้อยู่ ท่านใดทราบบ้างครับ…) คำพูดที่ผู้เขียนชอบในเรื่องนี้คือ Open mind , open heart และ  open will  การเขียนทำให้มีการเปิดใจด้วยเช่นกัน…

 

  ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านคงเข้าใจว่าที่มหามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของพระ   จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ ฆารวาสหรือ คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักบวช หรือแม่ชีก็เรียนได้ ซึ่งที่มหามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่กรุงเทพและที่วังน้อย อยุธยา เปิดเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก(แถมค่าเล่าเรียนถูกกว่าที่อื่นๆด้วย)

 

  ขอบคุณสมาชิกหลายๆท่านที่ไปช่วยจัดกิจกรรม ขอบคุณสมาชิกที่ทักทายพระและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ลองไปทักทายพระและอาจารย์ที่นี่นะครับ…

 

บล็อกเกอร์

 

http://km.mcu.ac.th/blog.php?page=1

http://km.mcu.ac.th/blog.php?page=2

http://km.mcu.ac.th/blog.php?page=3

 

 ช่วงนี้งานวิจัยยุ่งมาก อาจมาตอบช้านะครับ…ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน…

 

ขอบคุณข้อมูล

 http://www.ottoscharmer.com/

 http://www.ha.or.th/ha2010/th/home/index.php