
วันนี้หลังจากผม "เดินทาง" (surf) ในอินเทอร์เน็ตอยู่สักพักก็ทำให้ได้คิดถึงหนังสือ Anger ของ Thich Nhat Hanh ที่ผมเคยอ่านเมื่อหลายปีที่แล้ว ในหนังสือนั้นท่านเขียนไว้ดีมากครับ เนื้อความตอนหนึ่งที่ผมสรุปจากความทรงจำมีว่า
ให้เมตตาคนที่ทุกข์ อย่าไปโกรธเคืองคนที่ทุกข์ เพราะคนที่มีความทุกข์นั้นเขาแผ่ความทุกข์ออกมาเหมือนกับรังสี ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือการพูดจาสื่อสาร ความคิดความอ่านของเขาก็สะท้อนถึงทุกข์ที่เขามี ถ้าเราไม่ตระหนักว่าเขาทำเช่นนั้นเพราะทุกข์ เราจะพลอยไปโกรธเคืองการกระทำหรือการสื่อสารของเขา นั่นคือการเรารับความทุกข์ที่เขาแผ่มานั้นใส่ตัวเรานั่นเอง การรับมาเช่นนี้ไม่ได้ทำให้เขาคลายทุกข์ แต่กลับทำให้เรามีทุกข์ กลายเป็นว่าคนทุกข์จากหนึ่งคนก็กลายเป็นสองคน แล้วถ้าเราไปแผ่รังสีความทุกข์นี้กับคนอื่นอีก ก็จะกลายเป็นสามสี่ไปเรื่อยๆ
หลวงปู่ติชเขียนไว้ว่า การแสดงออกของคนทุกข์นั้นคือ "การร้องขอความช่วยเหลือ" แต่เขาเองไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง การได้เจอคนทุกข์นั่นคือโอกาสที่เราจะได้ฝึกฝนความเมตตาและกรุณาแก่ผู้ที่ทุกข์ แต่หากเกินความสามารถที่เราจะกระทำได้ก็ให้วางอุเบกขาเสีย อย่าไปรับความทุกข์โกรธเคืองเลย
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมกลับมานั่งนึกก็เห็นว่าจริง ผมไม่เคยเห็นคนมีความสุขแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวที่น่าโกรธเคืองให้แก่คนรอบข้างเลย คนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ทั้งนั้น
มานึกย้อนกลับถึงตัวผมเอง ในช่วงเวลาที่ผมมีความทุกข์พฤติกรรมการแสดงออกของผมต่อคนอื่นก็ไม่ดีเลย เมื่อนึกถึงจิตใจตัวเองในเวลาที่ทุกข์ก็จะเห็นว่าตัวเองจะนึกว่าคนทั้งโลกเป็นคนไม่ดีไปเสียหมด เห็นแต่ส่วนไม่ดีของคนอื่นมากและไม่เห็นส่วนดีของคนอื่นเท่าไหร่นัก สิ่งที่อยากพูดอยากทำก็ก้าวร้าวรุนแรงทั้งๆ ที่เหตุผลรองรับการกระทำนั้นแทบจะไม่มี
ในทางกลับกัน ในช่วงเวลาที่ผมมีความสุขผมกลับอยากพูดอยากเขียนแต่เรื่องดีๆ อยากบอกเล่าความสุขที่มี มองไปทางไหนก็เห็นแต่ส่วนดีของผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว สิ่งที่เคยทำให้ขุ่นมัวจิตใจได้กลับไม่กระทบความรู้สึกแม้แต่เพียงนิดเดียว
เมื่อพิจารณาในสังคมมนุษย์ สิ่งที่หลวงปู่ติชเขียนนั้นก็เป็นจริง คนที่ทุกข์ก็เหมือนจะพยายามแผ่รังสีแห่งความทุกข์ให้แก่คนอื่นๆ ในขณะเดียวกันคนที่มีความสุขก็เปล่งประกายรัศมีแห่งความสุขให้คนอื่นได้สัมผัสได้
ไม่แน่ว่าเรื่องแสงออร่า (aura) นั้นอาจจะจริง แต่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังตรวจไม่พบก็ได้ ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าเวลาผมเข้าใกล้คนทุกข์นั้นเราจะรู้สึกถึงความทุกข์แม้จะไม่ได้มีปฎิสัมพันธ์ด้วย ในขณะเดียวกันเวลาเราเจอคนที่มีความสุขนั้นเราจะรู้สึกถึงความสุขที่เขามี แม้ว่าจะไม่ได้พูดคุยกันก็ตาม
บางทีอาจจะไม่ใช่แสงออร่า แต่เป็นองค์ประกอบต่างๆ แห่งความทุกข์และความสุขที่ทำให้เรารับรู้เท่านั้นเอง ก็เวลาคนหาวเรายังหาวตามด้วยจิตใต้สำนึกเลยครับ
หนังสือ Anger สอนผมหลายอย่าง อย่างแรกสุดก็คือผมต้องมีสติ (mindfulness) ที่จะเท่าทันความสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในตัวผมและเกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมรอบตัวผม สตินั้นคือประเด็นสำคัญที่หนังสือเล่มไหนก็ตามของหลวงปู่ติชพูดถึงตลอดอยู่แล้ว
เมื่อผมเท่าทันทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือโอกาสให้ผมได้พิจารณาที่จะตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในทุกข์และสุขนั้นด้วยสมองไม่ใช่ด้วยอารมณ์ และการที่ทำได้เช่นนั้นเองดูเหมือนจะลดความทุกข์ที่ไม่จำเป็นในชีวิตของผมได้มาก แล้วยังเพิ่มความสุขตามที่ผมควรมีได้อีกไม่น้อยทีเดียว
เมื่อได้ลองปฎิบัติดูแล้ว ปรากฎว่าปรัชญาของพุทธศาสนาที่บอกว่าทุกข์และสุขนั้นอยู่ที่ตัวเราเองเสียเป็นส่วนใหญ่นั้นดูเหมือนจะจริงครับ ยิ่งกว่านั้นการปฎิบัติตัวตามหลักศาสนาให้ได้ประโยชน์แก่ตัวเราและสังคมนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องศึกษาเรียนรู้บาลีสันสกฤตกันมากมาย เรื่องง่ายๆ ทำง่ายๆ มีความสุขสมถะแบบง่ายๆ ก็เพียงพอแล้วครับ
I agree with that.
I often suggest 'smiling' is a way to spread goodwill and even ;-) seems to work.
It does not cost much to smile ;-) either. But when we smile too much people start to question our sincerity. Sigh! (A gift is thus valued by its receiver -- not how it costs the giver.)
จริงค่ะอาจารย์ จึงต้องส่งอารมณ์ดีมีความสุขออกเผื่อแผ่ เพราะมีผลต่อคนรอบข้างทั้งนั้น
คนที่มีความทุกข์ แม้จะพยายามกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มที่เป็นสุข
แต่ก็มักทำไม่สำเร็จค่ะ แสดงว่ารังสีแห่งความทุกข์นั้นรุนแรงจริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
คนที่มีความสุข คล้ายกับมี "ออร่า" แผ่ออกมาจริงด้วยค่ะ แล้วเราก็อยากเข้าใกล้ด้วย
ไม่เหมือนคนที่มีทุกข์ หรือคิดไม่ดีนะคะ มองดูแล้วไม่น่าเข้าใกล้
....จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวของเรานะคะ...รับผิดชอบเพียงแต่ผู้เดียวนะคะ...ดร.ธวัชชัย
..โลก..จะสุข..สบาย..นั้นมีได้..หลายทาง.."ยิ้มสู้ไว้..ที่ใจ..สุขเอง"....นะเจ้าคะ..ยายธีค่ะ
การมีสตินี้ มีสอนในทุกศาสนาเลยนะคะอาจารย์ ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ
เมื่อผมเท่าทันทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือโอกาสให้ผมได้พิจารณาที่จะตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในทุกข์และสุขนั้นด้วยสมองไม่ใช่ด้วยอารมณ์ และการที่ทำได้เช่นนั้นเองดูเหมือนจะลดความทุกข์ที่ไม่จำเป็นในชีวิตของผม ได้มาก แล้วยังเพิ่มความสุขตามที่ผมควรมีได้อีกไม่น้อยทีเดียว