คุณ บุษยมาศ ได้ส่งบันทึกในแนวสังคม ครอบครัว ผู้เขียนเลือกบันทึกที่ค่อนข้างยาว แต่น่าจะบอกเล่าชีวิตครอบครัวที่บ่งบอกถึง "ความสุข" และตัวตนได้ดีกว่าบันทึกอื่นๆ 

    ชื่อบันทึก นักวางแผนชีวิตครอบครัว http://www.gotoknow.org/posts/376467 

   เป็นบันทึกที่ท่านตั้งใจจะมอบให้แก่ "เธอ"คนนั้น ดังเรื่องราวที่เขียนไว้ว่า

    " สิ่งหนึ่งที่ฉันและลูก ๆ ขอมอบให้กับเธอ คือ บันทึกนี้และรูปภาพที่เป็นการวางแผนชีวิตของครอบครัวเรา ตั้งแต่ เธอ + ฉัน ได้ตกลงใจจะอยู่ร่วมเป็นคู่ชีวิต "ฝากผีฝากไข้กัน" ยามแก่เฒ่า...

    และเรื่องราวทั้งหลายก็ใหลต่อกันมาเป็นสายน้ำ อ่านแล้วประทับใจ ไม่เบื่อ 

    "เธอเก็บเงินของลูกทั้งสองคนทุกเดือน รวมทั้งเงินค่าเช่านา + เงินอื่น ๆ ที่เราสามารถจะเก็บฝากในธนาคารให้กับลูก ๆ ได้ โดยไม่เคยถอนมาใช้สักบาทเดียว..." 

    " เธอสอนลูก ๆ ว่า แม้เจ้าจบปริญญาเอก...เป็นนักวิชาการ... แต่เจ้าอย่าลืมฐานเดิมของชีวิต...จงสร้างฐานให้แน่น...เพราะการที่จะขึ้นสูงได้นั้น...ต้องมีฐานที่มั่นคง...แล้วเจ้าจะยืนได้อย่างสง่างาม...อย่าลืมความเป็นตัวตน..."

    "เธออีกนั่นแหล่ะ...ที่ทำให้ฉันได้สอบบรรจุเป็นข้าราชการ...เพราะเธอเป็นคนนำใบสมัครมาให้ฉันไปสมัครสอบ ก.พ.... "ฉันสอบได้บรรจุเป็นข้าราชการ สมใจของเธอ"... เธอ + ฉัน แต่งงานกันก่อนที่ฉันจะเข้ามาบรรจุเป็นข้าราชการ..."

    คุณบุษยมาศได้เล่าการวางแผนชีวิตหลายๆอย่าง และสรุปในท้ายบันทึกด้วยความรักความอบอุ่นของครอบครัวว่า

   "...ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รับราชการแล้ว...ครอบครัวเราก็ยังมีสมบัติที่เราได้สร้างกันไว้เมื่อตอนที่เธอยังเป็นหนุ่ม ๆ ตอนที่ร่างกายแข็งแรง...ฉันและลูก ๆ จึงขอมอบบันทึกนี้เป็นของขวัญให้กับเธอ เพื่อจะได้อยู่กับพวกเรานาน ๆ..."

   อ่านแล้วรู้สึกอยากให้ทุกครอบครัวไทยมีความสุข อบอุ่น แข็งแรง อย่างครอบครัวนี้จริงๆ.... 

........................... 

    คุณลูกหมูเต้นระบำ กัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวการทำงานอย่างมีความสุข ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามสายงานอาชีพ ที่ให้ความสุขทั้งตัวเองและผู้อื่น 

   อย่างบันทึกนี้ เรื่องเล่าที่ (ปลุกเร้าพลัง) HAI พวกเราชาว สรพ. http://www.gotoknow.org/posts/535386 

    คุณลูกหมูเต้นระบำ ได้เขียนถึง ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณะกรรมการ สรพ. ที่มีเรื่องเล่าเร้าพลัง โดยมีคำโปรยหน้าบันทึกชวนให้ติดตามยิ่งนักว่า

...สูงเกินก็หนาวเกิน เหงาเกินกว่าใครจะเข้าใจ แต่จะหนาวเพียงใดฉันไม่เคยหวั่น...

   และเรื่องเล่าที่คุณลูกหมูฯ บันทึกไว้ มีเรื่องที่อ่านแล้ว รู้สึกให้แง่คิด เปรียบเทียบ อย่างวรรคนี้

"วัฒนธรรมนี้ที่เขาเรียกว่าองค์กร" 

    ...เรื่องนี้อาจารย์เล่าให้ฟังว่า ท่านคงจำภาวะครั้งยิ่งใหญ่ของไทยได้นะครับ ครั้งที่เป็นประวัติการ หรือ "ต้มยำกุ้ง" ที่ผู้คนและธุรกิจของไทยพังมหาศาล จากเสือแห่งเอเชียสภาพเรานั้นแทบไม่ไหว... 

    ไม่เว้นแม้แต่บริษัทใหญ่ที่เราเห็น คือ SCG มีการประชุมเร่งด่วน สิ่งแรกที่เขาทำท่านเชื่อไหมคืออะไร

    บอร์ดของSCG ทุกคนทำเป็นแบบอย่างก่อนนั้น คือการลดค่าตอบแทน และขยับมางดรับค่าตอบแทน

    เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งถามว่า "บริษัทจะเอาพนักงานออกไหม ถ้าเอาออกเขาขอออกเป็นคนแรก" ให้น้องได้ทำงานต่อ...

   แต่จากนั้นไม่นานปูนได้ออกมาประกาศจะไม่ปลดใครทั้งสิ้น ...

    แต่หากมองอีก 1 กรณีที่เจอปัญหาเดียวกันคือ TPI ไม่มีการสื่อสารลงข้างล่างพนักงานโดนปลดออก พร้อมทั้งไม่มีใครเสียสละ แต่มองว่าเจ๋งก็คงเจ๋งไป ทำให้การทำงานประสบปัญหาและขาดทุนอย่างหนัก ...

    อ่านแล้วเร้าพลังสมชื่อบันทึก ประทับใจ และมีความสุข ที่ได้อ่านบันทึกนี้ย้อนหลังอีกครั้ง 

....................... 

 ขอบคุณบันทึกดีๆของทั้งสองท่าน 

 ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้

ในวันที่อากาศข้างนอกยังคงอึมครึม 

 21 มิถุนายน 2556

 พ.แจ่มจำรัส