บันทึก...พยาบาลชุมชนปากพะยูน ตอน... จากพยาบาลชุดขาวเดินเข้าสู่ชุมชน
โดย...ลูกหมูอ้วน
พยาบาลคนหนึ่งและเพื่อนพยาบาลอีกคนหนึ่งรวมพลังเป็น 2 แรง ที่มุ่งมั่นเพื่อพัฒนาแผ่นดินบ้านเกิดด้วยการนำแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานภายใต้ concept "ทำงานประจำสู่งานวิจัยและนำวิจัยสู่งานประจำ"เรา 2 คนจุดชนวนการสร้างสรรค์การทำงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาพดังกล่าวโดยการเริ่มที่ พวกเราเองก่อน ซึ่งดิฉันขอเล่าถึงที่มาของ concept "ทำงานประจำสู่งานวิจัยและนำวิจัยสู่งานประจำ"ก่อนปี2545 ดิฉันมารับงานหัวหน้างานผู้ป่วยนอกของรพ.ชุมชน 30 เตียง (การได้มาซึ่งตำแหน่งหัวหน้างาน OPDจากการหยิบสลากเนื่องจากสมัยนั้น
งาน OPD ถ้าใครได้ไปถือว่าโชคไม่ดี(ซวย)ที่สุดเพราะผู้รับบริการบ่น(ด่า)มากที่สุด คนไข้มากที่สุด งานจำเจ ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย พูดแต่เรื่องเดิมๆ วันๆไม่เห็นมีอะไรนั่งแต่ซักประวัติให้หมอ พักกลางวันก็ช้ากว่าแผนกอื่นๆ ทะเลาะกับหมอประจำห้องตรวจ ประสานงา(งาน)เกือบทุกแผนก...อะไรๆก็ถาม OPD เรื่องอื่นๆอีกสารพันปัญหา คนไข้ก็เยอะ พยาบาลก็น้อย(ตอนนั้นอยู่ 2 คนแต่มีพยาบาลแผนกอื่นๆหมุนมาช่วยในวันที่มีคลินิกเบาหวานและความดัน(แม้เป็นOTน้องๆก็ไม่อยากได้เพราะคนไข้วันคลินิกมากจริงๆ) ความจริงในวันนั้นชื่อดิฉันอยู่ลำดับที่ 3 ซึ่งไม่น่าจะโดน แต่ก็โดยเป็นจนได้เนื่องจาก ผู้ที่จับได้คนที่หนึ่ง คือน้อง GN 4 มีแนวโน้มจะย้าย คนที่ 2 เป็นGN 5มาปฏิบัติงานได้ประมาณ ปีกว่าๆ กรรมการบริหารไม่ผ่านเหตุผลน้องเพิ่งย้ายมา ส่วนดิฉันอยู่ ลำดับ3 ก็GN 5 เหมือนกัน กรรมการบริหารผ่านเหตุผลคุณสมบัติเหมาะสมกับOPDได้แต่คิดในใจว่าจะหัวเราะหรือร้องให้ดี ดิฉันนั่งคิดนอนคิด 1อาทิตย์เต็มๆและคิดว่าเอาละในเมื่อโชคลิขิตแล้วก็อย่าฝืนลิขิต ขอสู้ดูสักตั้งวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ไปรับงานแบบมึนๆ เมื่อรับงานเสร็จคืนนั้นนอนคิดทบทวนดูว่า จะเริ่มต้นอย่างไร จะทำอย่างไร จะปรึกษาใคร แล้วจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่มีใครตอบได้ ดิฉันเริ่มต้นจากการศึกษาจากหนังสือมาตรฐานQAเล่มสีนำตาล และเล่มสีเขียวคลาสสิกที่เกี่ยวกับงานOPDทั้งหมด (อ่านไป-อ่านมาไม่ต่ำกว่า20 เที่ยว)สรุปบอกกับตัวเองว่าเอาล่ะฉันจะเริ่มจากการตัวชี้วัดที่QAต้องการจากวัดที่OPDทั้งหมดนี่แหละ โน๊ตมาทั้งหมด23รายการวันรุ่งขึ้นมาดูของจริงที่หน่วยงานปรากฏว่าไม่มีเลยไม่มีการจดบันทึก รายละเอียดของกิจกรรม การทำงานไม่มีการกำหนดให้ชัดเจน ไม่มีการจัดเก็บข้อมูล ไม่มีหลักฐานที่มาของกิจกรรม ไม่มีการเก็บตัวชี้วัด ดังนั้นดิฉันนำปัญหานี้พูดคุยกับเพื่อนร่วมแผนกถึงจุดอ่อนของแผนกเราและเสนอแนวทางแก้ไขจึงได้มาซึ่งเครื่องมือจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงาน และกำหนดขอบเขตการให้บริการและผู้รับผิดชอบงานชัดเจน โดยความสมัครใจและความถนัดของตนเองโดยที่ดิฉันเป็นผู้ให้คำนิยามและลักษณะงานและแนวทางปฏิบัติพร้อมกับให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำทุกอย่าง หลังจากนั้น 1เดือนงานของแผนกเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น สมาชิกเรามีการพูดคุยถึงปัญหาการบริการในแต่ละวัน
จากการสังเกตุและเหตุการณ์ที่ขึ้นและจากข้อร้องเรียนเรื่องการลัดคิว ระยะเวลารอคอย พวกเรา(OPD)จึงปรับระบบบริการใหม่เป็น คลินิก one stop service เพื่อลดขั้นตอนบริการ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ก่อนปฏิบัติงานทั้งภาคเช้าและบ่าย และประชาสัมพันธ์ตามความเหมาะสมระหว่างรอตรวจ ในคลินิก one stop service ผู้ป่วยเบาหวานและความดันนำแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพตามกฎบัตรออตตาวามาผสมผสาน ผลการดำเนินงานถือว่าประสบผลสำเร็จมากพอสมควร คือสามารถลดข้อร้องเรียนเรื่องระยะเวลารอคอยได้ทั้งผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยเรื้อรัง ลดขั้นตอนบริการ สร้างความพึงพอใจทั้งผู้ป่วยและญาติที่มาตรวจทั่วไป ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยเบาหวานและความดัน มารับบริการตรงนัดเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้ป่วยเบาหวานและความดันมีการดูแลตนเองดีขึ้นโดยดูจากผู้ป่วยที่มีผลการรักษาดีขึ้น ผู้ป่วยที่หมอปรับยาเพิ่มลดลง ผู้ป่วยควบคุมโรคด้วยการDiet controlเพิ่มขึ้นจากเดิม และขยายผลไปยัง PCU ใกล้เคียง 2 PCU ทีมงานของพวกเราได้รับรางวัล ชนะเลิศในการประกวดผลงานบุคลากรของรพ.ในภาคใต้ จัดโดยสถาบัน สคส. พรพ.และคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เดือน ก.ค. 2547
สรุปผลการเรียนรู้ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่อยู่ OPD คือ
1.การทำงานต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ตนเองหรือตรวจสอบตนเองยอมรับในส่วนขาดและหาทางเติมเต็มซะต้องทำโดยเทน้ำชาเก่าออกจากถ้วยให้มากที่สุด ไม่ควรทำตัวเป็นน้ำชาล้นถ้วย
2. การรู้ การเข้าใจงาน และคน โดยการศึกษารายละเอียด รวมทั้งจดบันทึกข้อมูลสำคัญไว้เพื่อประกอบการบริหารงานบุคคลและหน่วยงาน
3.ประชุมชี้แจงพร้อมแสดงความรู้สึกและบอกและอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการทำงาน ให้ทีมงานได้รับทราบและเข้าใจสำหรับการปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกันและเปิดโอกาสให้ทีมงานได้ซักถามข้อข้องใจ รวมทั้งใจกว้างรับฟังข้อเสนอแนะ
4.การทำงานต้องยึดหลักโปร่งใส และมีคุณธรรม และดำเนินงานด้วยกระบวนการ P-D-C-A คือ ทำงานไป ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไข วางแผนอยู่ตลอด ตอนหลังมารู้ว่านั่นแหละคือการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้
สิ่งที่ภูมิใจคือ ทุกวันนี้บางครั้งเมื่อดิฉันเดินผ่านหน้าบ้านเก่า (OPD) ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้แทนเพราะยกมือไหว้ ยกมือรับไหว้ ผู้สูงอายุ / ผู้ป่วยที่รู้จัก ทั้งจับมือ ทั้งทักทายกัน เสียงดัง ดูแล้วคล้ายๆผู้แทน.มาหาเสียงเลย ทั้งๆที่ จนท.คนอื่นก็เดินผ่านเหมือนกันแต่บรรยากาศต่างกันและ มั่นใจได้ว่าบนรพ.นี้มีบรรยากาศแบบนี้มีไม่กี่คน ดิฉันรู้สึกเหมือนมีพลังอันมหาศาลที่บอกดิฉันว่าจงทำดีต่อไปอย่าหยุด
จากวันนั้น ถึงวันนี้ ดิฉันได้รับบทบาทใหม่ ต้องออกจากบ้านเดิมสู่อ้อมอกบ้านหลังใหม่คืองานชุมชน มาประมาณ 2 เดือน มาพบเพื่อนใหม่ไฟแรงต่างศาสนา แต่ว่ามีอุดมการณ์เดียวกัน เรา 2 คน ณ หน่วยงาน ชุมชน รพ.แห่งนี้ มีความมุ่งมั่น และศรัทธาอันแรงกล้าที่มุ่งหวังพัฒนาแผ่นดินบ้านเกิดเป็นแผ่นดินแห่งการสร้างเสริมสุขภาพ
ตอนนี้เรา 2 คนเปรียบเสมือน รถที่มีน้ำมัน มีพขร.พร้อม ต้องการเดินทางขาดแต่เข็มทิศและแผนที่ ขณะนี้เรา 2 คน ได้ลงมือพัฒนาชุมชนที่รับผิดชอบ โดยการลงไปสำรวจปัญหาชุมชนจากแผนที่เดินดิน และปัญหาสุขภาพของท้องถิ่นจากการพูดคุยได้ปัญหามาระดับหนึ่ง ขณะนี้เราทำงานโดยการผสมผสานงานเยี่ยมบ้าน (HHC ภาคชุมชน) งานผู้พิการ งานผู้สูงอายุเข้าด้วยกัน ...ขอเล่าต่อฉบับหน้าค่ะ
เขียนได้ดีมากครับ เอาข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำจริง เขียนเป็นบันทึก เพื่อสะท้อนความรู้จากการทำออกมา หรือที่เรียกว่า
และที่สำคัญจะเห็นการทำงานของคุณลูกหมูอ้วนและทีม ที่ได้นำเอาปัญหาจากงานประจำมาแก้ไข สรุปรวบรวม จัดการกับความรู้อย่างเป็นระบบ วันนี้มาบันทึกเพื่อ ลปรร.กันไว้ก็เยี่ยมมากครับ เห็นไหมล๊ะ คุณทำได้! ติดตามเรื่องนี้ดูซิครับ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก
ปล. ลองเข้าไปแก้ไข เพื่อจัด format ให้อ่านง่ายขึ้นก็ได้นะ โดยการ เทคนิดเล็ก ๆ นะครับ คือการ copy จากที่ที่เราพิมพ์ไว้ จากนั้นไปวางที่ Notepad ก่อน แล้วจึง copy จาก Notepad มาวางที่บันทึกนี้ (แทนของเดิม) จากนั้นก็ตีพิมพ์ใหม่ได้เลย