ความสุขไม่ใช่การได้เสพความบันเทิง สนุกสนาน ใจเบิกบานฟูฟ่อง แต่หมายถึงการเข้าใจความเป็นไปของชีวิต ไม่ติดในสุขและในทุกข์ มีสติ-ปัญญาพร้อมที่จะรับสถานการณ์


คุณแม่ของผู้เขียนเพิ่งจากไปเมื่อวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมานี้เอง ด้วยอายุ 81 ปี สองสามปีก่อนจากไปนี้ท่านเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆด้วยโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ จนพวกลูกๆก็เป็นห่วงและพยายามเอาใจใส่ดูแลอย่างดีที่สุดที่เราจะทำได้ ในการนี้เป็นส่วนช่วยให้เราได้ฝึกทำใจทีละน้อยๆ และการศึกษาน้อมนำคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฝึกหัดขัดเกลาตนเองอยู่เนืองๆด้วยการเจริญมรณานุสติ ทำให้ผู้เขียนไม่ตกใจว้าวุ่นเมื่อได้รับแจ้งข่าวว่าท่านทรุดหนักถึงขั้นปั๊มหัวใจ และรีบเดินทางขึ้นเชียงใหม่ในวันนั้นเลย

นั่งรถมายังไม่ถึงสนามบิน น้องชายคนสุดท้องที่อยู่ดูแลคุณแม่ก็โทรศัพท์บอกว่าคุณแม่สิ้นลมอย่างสงบ เราแจ้งข่าวกันเพียงในครอบครัวและญาติสนิท

คุณแม่ได้บริจาคร่างกายให้กับโรงพยาบาลสวนดอก จึงได้ตำแหน่งบุญเป็น “อาจารย์ใหญ่” ได้ทำกุศลเป็นครั้งสุดท้ายให้นักศึกษาแพทย์ใช้ศึกษาหาความรู้มาช่วยคนเจ็บคนป่วยได้ดียิ่งๆขึ้นไป เมื่อศึกษาเสร็จก็จะมีพิธีพระราชทานเพลิงให้แก่อาจารย์ใหญ่หลายๆท่านพร้อมกัน


ที่โรงพยาบาลสวนดอก เขานำร่างออกมาจากการแช่เย็นมาให้ทำพิธีรดน้ำ สวดแบบเมืองเหนือ เราจึงมีพิธีกรรมทางศาสนาที่งดงาม กระชับเรียบง่าย ในวันถัดมา ซึ่งทางโรงพยาบาลจัดสถานที่ไว้สะอาด สวยงาม เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้มาร่วมพิธีทางศาสนาจึงมีเพียงลูกๆ หลานและญาติสนิทที่มาได้ไม่ลำบาก




ผู้เขียนต้องช่วยพูดให้สติน้องๆและหลานๆให้มีวิธีคิดที่จะทำให้ตนไม่เป็นทุกข์กับการจากไปนี้

หากใช้คำว่า สูญเสีย แล้วโศกเศร้าปริเวทนา นั่นคือเรานึกถึงตนเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ให้นึกถึงคุณแม่ว่าท่านพ้นทุกข์ ท่านไปสบาย เพราะสังขารที่เป็นอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไปแล้ว เราควรนึกถึงดวงจิต ดวงวิญญาณของท่านว่าเราจะช่วยกันอย่างไรบ้างที่จะสร้างบุญกุศลใดเพื่ออุทิศกุศลให้ท่านเป็นเสบียงเดินทางไกลในสังสารวัฏ แม้แต่การปฏิบัติตนของเราที่สร้างคุณประโยชน์ก็ยังเป็นอานิสงค์ไปถึงคุณแม่ผู้ให้ชีวิต มอบเราให้โลกใบนี้ ให้โอกาสเรามาสร้างบุญกุศลสร้างคุณประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่โลก

การตายเป็นเพียงการสิ้นสุดการดำเนินไปของชีวิตในภพนี้ แต่เป็นการไปเริ่มต้นใหม่ ณ แห่งหนใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้จุดหมายของผู้อื่น หรือแม้จุดหมายใหม่ของตนเอง คงเพียงประมาณได้จากการตระหนักรู้การปฏิบัติของตนว่าได้สร้างสมบุญกุศลหรือบาปไว้ อันน่าจะนำพาไปยังที่สว่างหรือที่มืด

คำพระท่านว่าคนเรานั้นมาและไปได้หลายแบบ อย่างน้อย 4 แบบ

·  มามืด ไปมืด

·  มามืด ไปสว่าง

·  มาสว่าง ไปมืด

·  มาสว่าง ไปสว่าง

มืด คือ ความไม่รู้ มัวเมาอยู่ในกิเลสทั้งปวง

สว่าง คือ มีปัญญา เข้าใจสัจธรรมว่าอะไรเป็นอะไร นำพาชีวิตให้เกิดประโยชน์สุขเป็น

การจากไปของท่านก็ทำให้พี่น้อง 5 คนมาพร้อมกันครบทุกคนเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ได้พูดคุย ให้สติกันและกัน ทำให้เราระลึกถึง ซาบซึ้งกับคุณค่าของการอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และให้คำมั่นว่าต่อนี้ไปเราควรจัดให้ได้พบปะครบองค์อย่างน้อยปีละครั้ง


ป่านนี้คุณแม่ท่านคงสบายใจ ยิ้มได้เมื่อเฝ้ามอง ได้เห็นลูกหลานมุ่งสู่ทางสว่าง ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง


ขอบุญกุศลทั้งหลายที่ลูกๆและหลานๆได้สร้าง ได้อุทิศให้ เป็น “ทิพย์” ร่วมคลังบุญกุศลของคุณแม่เองส่งให้คุณแม่สู่สัมปรายภพอันประเสริฐด้วยเทอญ.