มาต่อที่เบนแทมกันนะครับ เบนแทมเกิดในตระกูลมั่งคั่ง บิดาเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เขาเองจบการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในฐานะนักเขียนและเผยแพร่แนวความคิดประโยชน์นิยม ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อสาขากฎหมาย การเมืองและเศรษฐศาสตร์อย่างมาก หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Fragment on Government (1766) และ An Introduction to the Pinciples of Morals and Legislation (1789) ในหนังสือเล่มหลังนี้ เขากล่าวว่า“ธรรมชาติได้ทำให้มนุษยชาติอยู่ภายใต้การควบคุมของนายเหนือหัวสองคน คือความเจ็บปวดและความพอใจ นายสองคนนี้เท่านั้นที่จะกำหนดว่าเราควรทำอะไร เช่นเดียวกับที่กำหนดว่าเราจะทำอะไร”
สำหรับเบนแทม มนุษย์ใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ) สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งขับเคลื่อนสังคมในทรรศนะของเขา (ในลักษณะเดียวกับที่สมิทเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือประโยชน์ส่วนตัวคือสิ่งขับเคลื่อนสังคม)
เบนแทมเรียกหลักจริยธรรมของเขาว่าหลักแห่งประโยชน์ (Principle of Utility) ซึ่งประเมินการกระทำใดๆ ด้วยผลที่เกิดขึ้นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องนั่นคือ ก่อให้เกิดประโยชน์หรือความสุขที่สูงขึ้นหรือลดลง โดยสามารถปรับใช้ได้ทั้งกับปัจเจกชนและสังคม ในกรณีของสังคม ทำให้เกิดวลีที่โด่งดังว่าการกระทำที่ดีที่สุดคือ การกระทำที่ก่อให้เกิด “ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the great number)”ทั้งนี้ เขาให้น้ำหนักกับสังคมมากกว่าปัจเจกชนเมื่อมีความขัดแย้งของหลักจริยธรรมระหว่างปัจเจกและสังคม ต้องถือหลักจริยธรรมของสังคมก่อน เขาไม่เชื่อเรื่องการผสานผลประโยชน์ลงตัวอย่างสมบูรณ์เหมือนสมิท แต่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเหตุผลของมนุษย์สามารถจัดการให้เกิดการผสานผลประโยชน์ในส่วนที่มีความขัดแย้งได้ เขาเสนอว่าควรใช้ระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาปัจเจกและปรับปรุงระบบการเมืองและกฎหมายสำหรับสังคม
อย่างไรก็ตาม เสรีภาพของปัจเจกชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจเจกชนจะแสวงหาความพอใจได้เต็มที่เมื่อมีเสรีภาพ และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ดีกว่าแต่ละบุคคลเองว่าอะไรจะนำมาซึ่งความพอใจสูงสุด แต่เมื่อใดที่เสรีภาพไปกระทบกับความพอใจของผู้อื่น เมื่อนั้นก็จะต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุม ในเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เบนแทมอ้างหลักแห่งประโยชน์ว่ากรรมสิทธิ์จะสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับบุคล เพราะบุคคลจะได้รับผลของความพยายามของเขาเอง ทำให้ขยันทำงานและผลผลิตของสังคมก็จะเพิ่มขึ้น รัฐจึงควรคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและส่งเสริมให้ปัจเจกชนมีสิทธิประกอบกิจการตามต้องการ โดยใช้กฎหมายเพื่อให้รางวัลและกำหนดบทลงโทษ เพื่อผสานประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับเบนแทมนั้น คือ ระบบการแข่งขันเสรีในตลาดที่ให้รางวัลกับผู้ผลิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม คือ ใช้ทรัพยากรต่ำสุดเพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง กำไรสูงสุดเป็นตัวชี้วัดและรางวัลสำหรับปัจเจกชนผู้ประกอบกิจการ ที่สามารถผลิตสินค้าที่สังคมต้องการสูงสุดด้วยวิธีที่ประหยัดที่สุด (หรือต้นทุนต่ำสุดนั่นเอง
ลัทธิเสรีนิยมตามแบบประโยชน์นิยมนี้ มีลักษณะของประสบการณ์นิยม (Empiricism) แฝงอยู่มาก และต่างจากเสรีนิยมตามแบบสิทธิธรรมชาติที่อ้างอิงกับเหตุผลนิยมเพียงอย่างเดียวในเสรีนิยมแบบประโยชน์นิยม รัฐสามารถมีบทบาทมากขึ้นไม่ถึงกับถูกจำกัดให้ทำเฉพาะเรื่องความมั่นคงและบริการสาธารณะรัฐสามารถใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งที่เห็นว่า (หรืออ้างว่า) เป็นประโยชน์สาธารณะได้อย่างไรก็ตาม มีการวิจารณ์ว่านักประโยชน์นิยมมักไม่คำนึงถึงหลักการหรือวิธีการเท่ากับผลลัพธ์ของการกระทำ เนื่องจากเห็นผลลัพธ์คือประโยชน์และความพอใจเป็น
เป้าหมายสำคัญสุด ลัทธิเสรีนิยมตามแบบของเบนแทมนี้เองมีอิทธิพลอย่างมากในเศรษฐกิจการเมืองของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 และมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฏีประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสำนักออสเตรียและนีโอคลาสสิค
โดยสรุปเราสามารถสรุปแนวคิดของเบนแทมได้ดังนี้
1. ไม่มีทรัพย์สินจนกระทั่งรัฐสร้างมันขึ้นมา นั่นหมายความว่าปัจเจกชนไม่อาจจะยกสิทธิในทางทรัพย์สินขึ้นยันรัฐได้เลย และรัฐนั้นเองจะเป็นผู้ชี้ว่าสิทธิในทางทรัพย์สินนั้นจะมีเนื้อหาแห่งสิทธิอย่างไร และใครจะเป็นผู้ทรงสิทธินั้น อย่างน้อยในเบื้องแรก ก่อนที่ผู้ทรงสิทธิจะได้โอนไปให้ผู้อื่นหากรัฐอนุญาตให้โอนได้
2 รัฐมีวัตถุประสงค์และมีประโยชน์เป็นของตนเอง ซึ่งประโยชน์ของรัฐนั้นมีฐานะเหนือกว่าประโยชน์ของปัจเจกชน การที่รัฐเป็นผู้กำหนดสิทธิในทางทรัพย์สิน รัฐก็มีวัถุประสงค์ที่มุ่งหมายนั่นก็หมายความว่ารัฐนั้นมุ่งที่จะผลิตความสุข (happiness) ให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ให้แก่ประชาชน และมุ่งที่จะทำให้ผลรวมของประโยชน์ของปัจเจกชนแต่ละคนบรรลุไปถึงจุดสุดยอด เบนแทมมองว่าวัตถุประสงค์สาธารณะ (public purpose) นั้นมีอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตัว (private interest) ของปัจเจกชนทุกคน วัตถุประสงค์สาธารณะนั้นครอบคลุมไปเหนือทั้ง อิสรภาพส่วนบุคคลและทรัพย์สินส่วนบุคคลของปัจเจกชนทั้งหมด กล่าวคือเห็นแก่สังคมมากกว่าปัจเจกบุคคล
3. สำหรับเบนแทมนั้น รัฐเป็นเครื่องมือสำหรับสวัสดิการสาธารณะ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประโยชน์ของสังคม (social utility) นั้นบรรลุถึงจุดสูงสุด ดังนั้นรัฐจึงสามารถพรากอิสรภาพส่วนบุคคลหรือทรัพย์สินส่วนบุคคลของปัจเจกชนคนใดก็ได้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐ และเมื่อเป็นเช่นนี้รัฐจึงสามารถโอนความมั่งคั่ง (commonwealth) จากประชากรกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มได้ สมมติเช่น หากคนรวยมีเงินอยู่ 1 ดอลลาร์ สำหรับคนรวยเงินจำนวนนั้นไม่ค่อยมีค่าเท่าไหร่ ดังนั้นมันจึงมีประโยชน์ (utility) ต่อเขาน้อย หากเงินนั้นถูกพรากไปจากคนรวยแล้วเอาไปให้คนจน เงินจำนวนเดียวกันนั้นเองจะทำประโยชน์ให้แก่คนจนได้มากกว่า ดังนั้นการโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นการผลิตผลลัพท์สุทธิของประโยชน์ของสังคมโดยการผลิตประโยชน์ของผู้รับโอนให้มากกว่าการเสียประโยชน์ของผู้โอน นี่คือการเพิ่มประโยชน์โดยรวมของสังคมอันเป็นหน้าที่ของรัฐ
หนังสืออ้างอิง
พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล. ประโยชน์นิยมกับการกระทำเหนือหน้าที่ 1. http://www.gotoknow.org/posts/67240 เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล. ประโยชน์นิยมกับการกระทำเหนือหน้าที่ 2. http://www.gotoknow.org/posts/67260 เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Kriangsak Teera. เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (3). http://kriangsakt.blogspot.com/2008/07/2.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ดวงเด่น นุเรมรัมย์.ทฤษฎีประโยชน์นิยม กับสงครามที่เป็นธรรม.http://welcomethai.blogspot.com/2009/11/blog-post.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ไม่มีชื่อผู้แต่ง. แนวคิดอรรถประโยชน์นิยมและทฤษฎีความยุติธรรม. http://integratedsciences-sila.blogspot.com/2011/05/blog-post.htmlhttp://integratedsciences-sila.blogspot.com/2011/05/blog-post.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Dinky Dinke. ทรัพย์สินคืออะไร? – ทรัพย์สินและความรับผิด : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนิติเศรษฐศาสตร์. http://dinkydinke.wordpress.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A1/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556