การปฏิบัติการผ่านกิจกรรมหรือโครงการถือเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Process) ที่ช่วยให้นิสิตได้เดินทางไปสู่การเรียนรู้ หรือเรียนจริง ทำจริงด้วยตนเอง (Learning by Self-studying) การลงมือทำจริงย่อมก่อให้เกิด “ทักษะชีวิต” ที่หลากหลาย ผ่านการเรียนรู้ตัวเองสู่การเรียนรู้ผู้อื่น หนุนเสริมกลไกการบ่มเพาะเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ (เยาวชนจิตอาสา) ไปอย่างเสร็จสรรพ

(1)


ปัญญาปฏิบัติ – ผมชื่นชอบคำนี้เป็นที่สุด  เพราะมันหมายถึงปัญญาที่เกิดจากการ “ลงมือทำ”  ซึ่งหมายถึงทำจริง รู้จริง ไม่ใช่แก่พรรษาด้วยทฤษฎี –

กิจกรรมนอกหลักสูตรของนิสิตถือเป็นภาพสะท้อนหนึ่งที่สอดรับกับวาทกรรม “ปัญญาปฏิบัติ” อยู่อย่างมากมาย  เพราะเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือโครงการ (Activity-based learning&Project base learning) ด้วยระบบและกลไกของการปฏิบัติ  (Learning by Doing)  ล้วนๆ

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่า  ในสถานศึกษาหลายแห่งกลับตกอยู่ในวังวนมายาบางประการ  เพราะในด้านการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรของนิสิตนั้น  ถึงแม้จะมีวาทกรรมกล่าวอ้างว่ามุ่งให้นิสิต “ได้คิด” ด้วยตนเอง หรือคิดร่วมกับเพื่อนๆ ในองค์กรอย่างเต็มกำลังก็เถอะ  แต่พอถึงขั้นการปฏิบัติการ  กลับสร้างเงื่อนไขนานาประการขึ้นมาเป็นกรอบกติกา  จนนิสิตไม่สามารถ “ได้ทำ” ในสิ่งที่ “ได้คิด” บางแห่งไม่ใช่ติดขัดแต่เพียงกฎกติกา นโยบาย หรือยุทธศาสตร์เท่านั้น หากแต่ถึงขั้นผู้บริหาร หรือบุคลากรเป็นคนลงมือทำ หรือบริหารจัดการเองเลยก็มี



กลาครั้งหนึ่ง :  หนังสือเรื่องเล่าเร้าพลังของนิสิตชาวค่าย


(2)


ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีให้หลัง  ผมเคยได้นำเสนอประเด็นเช่นนี้กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย  เพื่อให้มีการทบทวนถึงบทบาทของบุคลากรที่มีต่อการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร  แทนที่จะขับเคลื่อนในแบบ “กำกับติดตาม”  มาสู่การขับเคลื่อนด้วยหลักคิด “สอนงาน” (พี่เลี้ยง,โค้ช) แทน  เน้นการสอนงานผ่านวัฒนธรรมการบอกเล่า หรือแม้แต่ทำให้ดูและหยัดยืนเคียงข้างเพื่อหนุนเสริมในยามที่นิสิตได้ลงมือบริหารจัดการกิจกรรมหรือโครงการนั้นๆ จนเป็นที่มาของวาทกรรมสำคัญคือ “พูดให้ฟัง-ทำให้ดู-อยู่เป็นเพื่อน”

แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงตั้งรับด้วยการทำหน้าที่ให้คำปรึกษา (สอนงาน)  แต่ด้านเดียวเท่านั้น  แต่ยังเสนอแผนงานให้บุคลากรได้มีกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ทำด้วยตนเอง  เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งของการสอนงานให้นิสิตได้รู้และได้เห็นผ่านสิ่งที่บุคลากรได้ลงมือปฏิบัติเอง  จนในระยะหลังกิจกรรมหรือโครงการที่บุคลากรได้จัดทำขึ้นนั้น ได้ส่งมอบให้นิสิตได้บรรจุเป็นแผนงานของนิสิตเองก็หลายโครงการ  เช่น  กฐินโบราณ  จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน การประกวดเรื่องเล่าชาวค่าย ลมหายใจปัญญาชนคนชาวค่าย เป็นต้น

ในทัศนะของผมการที่บุคลากรได้จัดกิจกรรมด้วยตนเองนั้น  ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรโดยตรง เสมือนลับคมมีดให้วับวาวอยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำหลักคิดของการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ซ้ำยังเป็นกลยุทธของการสอนงานนิสิตแบบกรายๆ เพราะแทนที่จะ “พูด-อธิบาย” ให้นิสิตฟัง ก็ทำให้นิสิตได้เห็นอย่างชัดแจ้งผ่านกิจกรรมและโครงการของตนเองนั่นแหละ



กาลครั้งหนึ่ง : การแห่กฐินโบราณ (จุลกฐิน) ณ บ้านโนนแสบง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม


(3)


ครับ,ระยะหลังในเวทีต่างๆ  ผมพูดถี่และดังเป็นพิเศษว่า  สถานศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้ลงมือทำให้มากที่สุด  เพราะถึงแม้จะสร้างแรงจูงใจให้เขา “ได้คิด”  มากมายก่ายกองแค่ไหนก็เถอะ  หากไม่เปิดพื้นที่ให้นิสิตได้ “ลงมือทำ” ในสิ่งที่นิสิต “ได้คิด” ย่อมยากยิ่งต่อการพัฒนาโลกทัศน์และชีวทัศน์ของนิสิต  เพราะนิสิตจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ หรือพิสูจน์ถึงสิ่งที่คิดว่าเป็นเช่นใด  รวมถึงการช่วยให้นิสิตได้ค้นพบกระบวนการและวิธีการของการทำงานให้บรรลุซึ่งเป้าหมายของชีวิตและเป้าหมายเชิงสังคม  อันหมายถึงความเป็น “ทีม” ไปในตัว

การปฏิบัติการผ่านกิจกรรมหรือโครงการถือเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  (Participatory Learning Process)  ที่ช่วยให้นิสิตได้เดินทางไปสู่การเรียนรู้ หรือเรียนจริง ทำจริงด้วยตนเอง  (Learning by Self-studying)  การลงมือทำจริงย่อมก่อให้เกิด “ทักษะชีวิต” ที่หลากหลาย ผ่านการเรียนรู้ตัวเองสู่การเรียนรู้ผู้อื่น  หนุนเสริมกลไกการบ่มเพาะเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ (เยาวชนจิตอาสา)  ไปอย่างเสร็จสรรพด้วยเหมือนกัน



กาลครั้งหนึ่ง :กฐินโบราณ (จุลกฐิน) ณ วัดป่าเกาะเกิ้ง ต.เกิ้ง  ตเกิ้ง อ.เมืองจ.มหาสารคาม


ครับ,การที่นิสิตได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เขาคิดฝันนั้น  เสมือนการสะท้อนให้นิสิตได้เห็นคุณค่าของ “เรื่องราวระหว่างทาง”  (กระบวนการ) ที่นำพาไปสู่ “ปลายทาง” (ผลลัพธ์)  ดีๆ นั่นเอง  เพราะกระบวนการคือตัวกำหนดผลลัพธ์  เพียงแต่ต้องทำใจว่าเรื่องบางเรื่องอาจต้องใช้เวลามากหน่อย  เพราะนิสิตอาจต้องลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกฝุ่นไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าบุคลากรจะเป็น “พี่เลี้ยง” หนุนเสริมได้ดีแค่ไหน  รวมถึงในระบบองค์กรของนิสิตมีกระบวนการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพแค่ไหน –

ครับ,ปัญญาปฏิบัติคือปัญญาที่เกิดจากการลงมือทำ  (ไม่ทำไม่รู้)  ซึ่งการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือโครงการนี่แหละคือ “ทางออก” หรือเครื่องมือ (Means) ที่จะช่วยให้นิสิตได้ตกผลึกทางความคิดและนำไปสู่ปัญญาได้เร็วกว่าการต้องศึกษาเรียนรู้ผ่านทฤษฎี  และต้องเชื่อมั่นว่าการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงบนฐานของกิจกรรมหรือโครงการนั้น  ไม่เพียงก่อให้เกิดทักษะของการบริหารจัดการโครงการเท่านั้น  หากแต่ยังนำพามาซึ่งทักษะมากมายก่ายกองเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเบื้องต้นเลยก็คือ

·  ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
·  ฝึกการกล้าตัดสินใจ (Decisiveness)
·  ฝึกการสื่อสาร หรือสื่อความหมาย  (Skills  of  communication) 
·  ฝึกการควบคุมอารมณ์ (Managing Emotion)  
·  ฝึกการอดทนและรับมือกับความเครียด (Stress Tolerence)  
·  ฝึกทักษะการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง (Motivation Oneself
·  ฯลฯ


และทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็หลีกไม่พ้นในการหนุนเสริมให้นิสิตเกิดการตระหนักรู้ตนเอง (Self Awareness) รวมถึงการตระหนักรู้ถึงการแนวทางอยู่ร่วมกันในสังคม  หรือเรียนรู้ร่วมกับคนอื่น (Learning by Others) อย่างกัลยาณมิตร –



กาลครั้งหนึ่ง : ปฐมนิเทศสร้างแรงบันดางใจต่อแกนนำองค์กรนิสิตก่อนการลงพื้นที่เกี่ยวข้าวช่วยชาวบ้าน

(4)



ท้ายที่สุดนี้ลองช่วยกันทบทวนดูหน่อยก็ดีครับ (รวมถึงผมด้วย) ว่าที่ผ่านมา  เราต่างล้วนพูดในทำนองเดียวกันว่า “...ให้นิสิตได้คิดและได้ทำด้วยตนเอง...” นั้น  แท้จริงแล้วมันเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงวาทกรรมชูโรงเชิงอุดมคติเท่านั้น –


ให้เขาได้ทำในสิ่งที่คิดให้มากที่สุดอีกซักครั้งจะดีมั๊ย ส่วนเราๆ ท่านๆ ก็ถอยกลับมาเป็น “พี่เลี้ยง” หรือ “โค้ช” ที่ดีกันอีกซักรอบ ไม่ใช่ตะลุยทำแทนพวกเขาเสียทั้งหมด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น นิสิตจะสัมผัสซึ้งถึงคำว่า “ปัญญาปฏิบัติ” ได้อย่างไร