คนเราเมื่อมีความทุกข์หรือประสบปัญหาชีวิตที่ยุ่งยากมักจะโทษเวรกกรมในปางก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตชาติ และชาวพุทธโดยมากก็มักจะเป็นเช่นนั้น อันที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้ามิได้เน้นเรื่องกรรมในปางก่อน เน้นความเป็นจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ดังตัวอย่างในพระสูตรที่จะยกมาเล่าอ้าง ๒ พระสูตร คือ เทวทหสูตร และ สิวกสูตร
ใน เทวทหสูตร ความย่อว่า พวกนิครหถ์มีความเห็นว่า ทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะกรรมในชาติก่อน และจะหมดทุกข์ได้ก็โดยบำเพ็ญตบะเพื่อทำหลายกรรมในชาติก่อนให้หมดไป... พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า
- ชาติก่อนมีจริงหรือ ?
- เคยทำกรรมไว้ในชาติก่อนหรือ ?
- บาปกรรมอย่างนี้ๆ เคยทำในชาติก่อนหรือ ?
- รู้หรือไม่ว่า เคยสลัดออกจากทุกข์นั้น หรือรู้ว่าถ้าสลัดออกจากทุกข์นั้นแล้วทุกข์อื่นๆ จะหมดไป ?
- รู้หรือไม่ว่า อกุศลกรรมอย่างนี้ได้ละแล้ว กุศลกรรมอย่างนี้ ได้กระทำแล้ว ?
นิครนถ์ก็ตอบว่า ไม่เคยทราบหรือรู้เลย แต่อาจารย์ของตนทราบ...อะไรทำนองนี้
พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเทียบทำนองว่า ไม่เหมือนกับคนที่ถูกยิงด้วยศรอาบยาพิษ
- ประสบทุกข์อย่างหนัก นั้นเขาจะรู้ว่าสาเหตุอย่างแท้จริง
- พวกเพื่อนหรือญาติก็ช่วยกันพาไปหาหมอ หมอชำระล้างแผล ต้องเจ็บปวด นั้นเขาก็รู้ว่าจริง
- เสร็จแล้วหมอก็จะใช้เครืองมือควานหาศร (เทียบลูกปืนหรือสะเก็ดระเบิดในยุคนี้) ต้องเจ็บปวด นั้นเขาก็รู้ว่าจริง
- หมอจะทำการผ่าตัดเพื่อเอาศร (ลูกปืนหรือสะเก็ดระเบิด) ออกจากร่างกาย ต้องเจ็บปวด นั้นเขาก็รู้ว่าจริง
- เสร็จแล้วหมอก็จะใส่ยาให้ ก็ต้องเจ็บปวด นั้นเขาก็รู้ว่าจริง
และเมื่อบาดแผลหายเป็นปกติ ไม่ต้องเจ็บปวดเป็นทุกข์ทรมาน นั้นเขาก็รู้ว่าจริง.... การเชื่อว่าความทุกข์เป็นกรรมเก่า ต้องบำเพ็ญตบะเพื่อทำลายกรรมเก่าจะได้หมดทุกข์ จัดเป็นความเชื่ออย่างหลงงมงาย เพราะพิสูจน์ไม่ได้ ไม่เหมือนกับถูกศร เพราะเป็นเรื่องจริงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์
เนื้อหาของเทวทหสูตร ยังอีกยาว ผู้สนใจอ่านจากต้นฉบับ เทวทหสูตร (คลิกที่นี้)
..........................
อีกเรื่องก็คือ สิวกสูตร ความย่อว่า ปริพาชกคนหนึ่งมีความเห็นว่า ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดจากกรรมในชาติก่อน... แล้วย้อนถามพระพุทธเจ้าว่ามีความเห็นอย่างไร ?
พระพุทธเจ้า ตรัสถึงสาเหตุของความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความทุกข์ว่าเกิดจากสาเหตุอื่นในปัจจุบัน ที่เราทำความเข้าใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างถึงกรรมในอดีตชาติ คือ
- ปิดตะ คือ ถุงน้ำดี หรือน้ำดี กำเริบโดยทำงานไม่ปกติ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุความทุกข์
- เสมหะ กำเริบหรือทำงานไม่ปกติ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุความทุกข์
- ลม กำเริบหรือไม่ปกติ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
- ดี เสมหะ และหรือลม ทั้งสามประชุมกันกำเริบ หรือทำงานผิดปกติ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
- ฤดูกาล ที่เปลี่ยนแปลงแปรผันไป ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
- ความไม่สม่ำเสมอของความเป็นอยู่ เช่น กินมากหรือน้อยเกินไป อดนอนหรือนอนมากเกินไป ทำงานหนักเกินไป ฯลฯ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุของความทุกข์
- ถูกทำร้าย เช่น เพื่อนตีหัว หรือขับรถไปชนเป็นการทำร้ายตัวเอง ฯลฯ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
- ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากผลแห่งกรรม เป็นลำดับที่ ๘ เรายากที่จะรู้ว่าเป็นสาเหตุของความทุกข์
จากเนื้อหาของสิวกสูตร จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า แม้จะไม่คัดค้านความทุกข์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกข์กายหรือทุกข์ทางใจที่เนื่องด้วยกาย) ว่าเกิดจากผลกรรมในอดีตชาติ... แต่พระองค์ก็ให้ความสำคัญของสาเหตุความทุกข์ที่เกิดในชาตินี้ ซึ่งเราสามารถพิจารณาตรวจสอบได้ตัวของเราเอง ไม่จำเป็นจะต้องไปเชื่อใครอย่างหลงงมงาย...
เนื้อหาของสิวกสูตร ผู้สนใจอ่านจากต้นฉบับสิวกสูตร (คลิกที่นี้)
................
จากพระสูตรที่ยกมาทั้งสอง จะเห็นได้ถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า.... ส่วนการแก้กรรม ตัดกรรม อะไรทำนองนี้ ซึ่งมีพวกเกจิอาจารย์บอกเล่าและหากินกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้เขียนว่าเป็นการปิดเบียนหลักคำสอน เป็นการหากินกับความรู้สึกผิด หากินกับความรู้สึกด้อย ของคนเท่านั้น...
นมัสการพระคุณเจ้า ...
นานแล้วไม่ได้มาฝึกสมองสนทนาธรรม หลงไปหาวิธีตัดกรรมอยู่
สาธุ
สาธุครับ จากการทดลองของผม กรรมที่เกิดจากเหตุที่วิเคราะห์ได้ในปัจจุบันถ้าตัดได้แล้วก็มีความสุขครับ พอคิดได้แล้วก็แปลกใจตัวเองว่าทำไมเราถึงหลงทุกข์ในหลายเรื่องที่เอาเข้าจริงก็ไม่มีสาระมากมายอยู่ได้ตั้งนานครับ
ผมว่ากรรมเช่นนั้นของมนุษย์เราแต่ละคนก็มีเพียงพอให้ได้เรียนรู้และตัดกรรมด้วยตัวเองครับ ส่วนการตัดกรรมที่ต้องอาศัยเกจิอาจารย์มาช่วยในการตัดนั้น ผมสังเกตดูแล้วนอกจากเราไม่รู้ว่าจะตัดได้จริงหรือเปล่าแล้ว ยังเป็นการเพิ่มกรรมในปัจจุบันด้วยครับ ผมเห็นบางคนต้องดิ้นรนเหนื่อยยากและเสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้เกจิอาจารย์ตัดกรรมแล้วก็นึกว่า เขาน่าจะเอากำลังและทุนตรงนั้นมาตัดกรรมในปัจจุบันให้ได้ก่อนครับ
แต่เรื่องความเชื่อนี่ก็พูดยาก แต่ละคนก็คิดแตกต่างกันครับ