เคยได้ยินว่าคนที่จะดูแลคนตาบอด ก็ต้องลองหลับตาทำโน่น ทำนี่ดูบ้าง แล้วจะเข้าใจคนตาบอดเป็นอย่างดี

  บัญจบ ผู้พิการขาขาด แต่กลับมีปัญหาที่หนักกว่าคือ ตาเป็นต้อกระจกมองแทบไม่เห็น วันนี้มีโครงการพิเศษ ครบรอบ ๑๕๐ โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา มีการผ่าตัดต้อกระจกฟรี ๑๕๐ คน จึงนำบัญจบไปตรวจคัดกรอง เพื่อนัดหมาย ให้ได้เป็นคนไข้พิเศษ ผ่าตัดภายใน ๒ เดือนนี้



   บัญจบมีปัญหาแค่ไหน ก็ลองดูระยะที่เขามองเห็นได้นะคะ



 ไกลแค่นี้ไม่เห็นค่ะ


  ระยะเท่านี้ค่ะ ที่บัญจบพอเห็น


    และเมื่อได้พบจักษุแพทย์ ท่านถึงกับบอกว่า โอ้ ต้อกระจกเต็มๆทั้งสองข้าง

ที่สุดได้นัดหมายให้มาผ่าตัดข้างแรก ในวันที่ ๒๒ พฤ๋ภาคม ๒๕๕๖ นี้เลยได้คิวที่เร็วมากๆ



 วันนี้บัญจบใส่ขาเทียมมาค่ะ พร้อมไม้เท้าอีกหนึ่งอัน มีลูกชายหยุดงานมาส่ง พร้อมหลายชายเล็กๆอีกสองคน หลานคนนี้คอยถือแฟ้ม ที่บรรจุหลักฐานต่างๆของตามาเต็มแฟ้ม และเขาดูแลรับผิดชอบดีมาก ไม่ลืมทิ้งแฟ้มที่ไหนเลย



 เวลาไปตรงไหน ก็ต้องหอบหิ้วกันไปแบบนี้ ที่สำคัญผู้เขียนต้องจับแขนบัญจบอย่างแข็งขัน เพราะดวงตาเขาแทบจะมองไม่เห็นเลย เดินแบบมั่วๆ ต้องคอยบอกว่า ตรงนี้ไปทางซ้าย ตรงนี้ยกขาสูงๆหน่อย ตรงนี้ นั่งลงช้าๆ เขาก็จะใช้มือควานเก้าอี้ หรือสิ่งที่ต้องการก่อนจะนั่งเสมอ เพิ่งรู้ว่าคนที่มองไม่เห็นนั้น น่าสงสารมาก แต่คนนำทาง ที่ทำหน้าที่แทนตา ก็ลำบากพอกัน เพราะบางครั้งก็ลืมไป ว่าเขารอฟังเสียงเราอย่างเดียว จะกินอะไร ก็ต้องบอกว่าคืออะไร หมอจะตรวจก็ต้องกำกับทุกท่าให้เขา เดินเร็วกว่าก็ไม่ได้ เขาตามไม่ค่อยทัน แถมไม้เท้าก็ทิ่มไปทั่ว บางทีก็เกือบตกร่องที่เป็นช่องว่างของประตูก็มี

  เคยได้ยินว่าคนที่จะดูแลคนตาบอด ก็ต้องลองหลับตาทำโน่น ทำนี่ดูบ้าง แล้วจะเข้าใจคนตาบอดเป็นอย่างดี


 

     

ผู้เขียนเดินทางไปรอที่โรงพยาบาลสมเด็จตั้งแต่ ๘ นาฬิกาเศษ กว่าเขาจะมาถึงก็เกือบสิบโมง และกว่าจะเสร็จก็เที่ยงครึ่ง  ขั้นตอนการตรวจก็มีหลายขั้นตอน บางครั้งเขายัดเครื่องมือเข้าไปในดวงตา ดูน่ากลัว แต่คนไข้ไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาหยอดตาด้วยยาชาแล้ว สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

 เป็นดวงตาให้บัญจบหนึ่งวันค่ะ  และการช่วยเหลือเกื้อกูลคนพิการอีกคนหนึ่ง หวังเพียงว่าให้เขามีโอกาสมองเห็นโลกนี้อีกสักครั้ง เขาก็คงรู้สึกดีมากๆ  จนลดความทุกข์ที่ขาดขาไปหนึ่งข้างก็ได้นะคะ