แก้ปัญหาใต้..ง่ายนิดเดียว

แก้ปัญหาใต้..ง่ายนิดเดียว (เศรษฐกิจนำการเมือง


นานหลายปีมาแล้วผมได้ทำวิจัยส่วนตัวเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้เป็นรายจังหวัดกับรายได้เฉลี่ย  พบว่ามีความสัมพันธ์กันมาก (แต่วันนี้ผมหาบทความนั่นไม่เจอเสียแล้ว อาจซ่อนอยุ่ในบล็อกลานปัญญา และหรือ GoTOKnow) 

รายได้ต่อหัวในสี่จังหวัดภาคใต้เรียงลำดับจากน้อยไปมากดังนี้   นราธิวาส  ปัตตานี ยะลา สตูล  โดยสตูลทิ้งห่างสามจังหวัดมาก ไม่มีความรุนแรง จึงถูกตัดออกไปแล้ว กลายเป็นเหลือแค่สามจังหวัด  ซึ่งในสามจว. นี้ยะลามีเรื่องรุนแรงน้อยสุด เพราะรวยสุด ยิ่งที่ อ. เบตง เงินสะพัดดี  แทบไม่มีปัญหาเลย ทั้งที่อยู่ติดชายแดนมาเลย์ 

ถ้าเห็นพ้องต้องกันว่า ความรุนแรงแปรผกผันกับรายได้  ก็ง่ายมากที่จะแก้ปัญหา ก็เอาเงินไปลงทุนสิครับ ลงทุนในท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมั่งคั่ง  ...ซึ่งแม้ไม่มีความรุนแรงก็ควรทำอยู่แล้ว  ดังในบทความเก่าของผมเรื่อง “๖ นโยบายที่ทักษิณคิดไม่ทัน” 

หลักการคือ ไปสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาด ๓๐๐ แรงงานทุกตำบล แปรรูปสินค้าเกษตร  ประมง ผลไม้  ยางพารา เพิ่มมูลค่าให้สูง   พร้อมสร้างสหกรณ์การค้าปลีกที่ทันสมัย ใหญ่ ติดแอร์ เพื่อกักเงินให้เวียนในตำบลหลายรอบ จะได้ยิ่งเสริมระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มั่งคั่ง

แบบนี้คนมีงานทำ มีรายได้ มีผลคูณทางเศรษฐกิจหลายรอบ  ก็มั่งคั่งกันถ้วนหน้า ปัญหาโจรแยกดินแดนก็จะหมดไป

ขอแถมนิดว่า ในหนึ่งตำบลมีประมาณ ๑๕๐๐ ครัวเรือน  ในจำนวนนี้ตีเสียว่า ๖๐๐ ครัวมีรายได้พอใช้ ๙๐๐ ที่เหลือเป็นเกษตรกรรายย่อยที่จัดว่าอยู่ในระดับยากจน  โรงงาน ๓๐๐ แรงงานนี้ เราสามารถแบ่งแรงงานเป็นสามกลุ่ม แล้วให้ทำงานกลุ่มละ  ๒ วันต่อสัปดาห์  ดังนั้น ๙๐๐ ครัวนี้จะมีงานทำกันหมด  สัปดาห์ละ ๒  วัน  ที่เหลือก็เอาไปทำการเกษตรของตน  หรือพักผ่อน  ก็เลยมีรายได้สองทาง

ผลผลิตเกษตรก็ไม่ต้องไปไหน  ขายให้โรงงานนั่นแหละ  ซึ่งโรงงานนี้จะบริหารแบบที่ให้คนงานเป็นเจ้าของร่วม  (เลียนแบบระบบคอมมูน ของคอมมิวนิสต์)  ถ้ามีกำไรก็ได้เงินปันผล  แต่ถ้าขาดทุนก็ต้องหักเงินด้วยนะ  (คนจะได้รักงาน)  แบบนี้เราเอาข้อดีของคอมมูนมาผสมกับทุนนิยมนั่นเอง 

ราคาผลผลิตเกษตร รัฐไม่ต้องไปแทรกแซง เพราะเขาเป็นทั้งคนขาย และคนรับซื้อ พร้อมกัน  เขาจะตกลงของเขาเองกว่าราคาดีที่สุดคือเท่าไร  เช่น ถ้าเขาขายแพง โรงงาน(ซึ่งเป็นของเขาด้วย) ก็กำไรน้อย เขาก็ได้รับเงินปันผลน้อยไปด้วย ถ้าเขาขายถูกก็ตรงกันข้าม  แล้วจุดสมดุลมันจะเกิดเองโดยธรรมชาติ โดยรัฐไม่ต้องแทรกแซงให้เหนื่อยและเกิดความขัดแย้งในสังคม

แบบนี้มันได้หลายต่อไหม  ควรกระจายออกไปทั่วทุกตำบลทั่วประเทศในที่สุดไหม

เงินกู้สองจุดสองล้านๆ นั้น ขอเตือนรัฐบาลว่า ยังไม่สาย แทนที่จะไปสร้างรถไฟ ซึ่งยังไม่ใช่ลำดับที่สำคัญนัก  เอามาทุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ท้องถิ่นแบบที่ว่ามานี้ดีกว่าไหม เพราะหากไม่ทำ อย่าว่าแต่ปักษ์ใต้ อีกหน่อยอีสานก็คงขอแยกดินแดนกับเขามั่งเป็นแน่ เพราะจนจะแย่อยู่แล้ว 

...คนถางทาง (๒ พค. ๒๕๕๖) 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สะกิดกวน...ชวนแหกค่าย----->สู่แดนใหม่...ไตเสรี



ความเห็น (7)

เท่าที่ผมทราบนั้นการตั้งโรงงานในภาคใต้โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างไม่ง่ายครับ เรียกว่าแม้มีเงินก็ตั้งไม่ได้ครับ ผมพอจะทราบสาเหตุอยู่บ้างจากคำบอกเล่าแต่คงไม่เหมาะที่จะเขียนในความเห็นครับ

ถาง
IP: xxx.158.4.226
เขียนเมื่อ 

ผมเดาว่า ปัญหาคือ อิทธิพลท้องถิ่น  อิทธิพลศาสนา  และหรือ อิทธิพล ขรก. ในท้องที่ ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้ ถ้าทำกันจริงจัง อำนาจรัฐ ผนวกความจริงใจ ย่อมแก้ได้เสมอ ผมเชื่อครับ ...ความจริงใจที่จะช่วยเหลือมันมีพลังพิเศษที่เราคาดไม่ถึงเสมอ


ตรองนิด
IP: xxx.55.152.246
เขียนเมื่อ 

   แผน ห้ามกระทำนั้น น่าสะพึงกลัวพอๆกับแผนชวนกระทำ. ------  แผนการที่มนุษย์ที่ปั้นมายาคติขึ้นมาจากการกระซิบของพญามาร(ซัยตอน หรือ ซาตาน ตามความสามารถการออกเสียงของมนุษย์แต่ละภูมิภาค)แผนนั้นปนเปื้อนกับแนวว่า ห้าม กตัญญูจนถึงสูงสุดต่อผู้มีพระคุณตั้งแต่สภาพวิญญาณ คือ อัลลอฮ์ หรือพระเจ้า หรือผู้สร้างต้นทาง หรือ พยะโฮวา หรือพเย้า(ที่พระพุทธเจ้าออกเสียง) นั้น. น่าสะพึงกลัวต่อการที่มนุษย์เคยรับขอเสนอว่าจะรับโอกาสที่จะพัฒนาตนไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยกันทุกคน ที่เคยสัญญาว่าจะกตัญญู จะไม่ลืม. มนุษย์ผู้ขาดญาณวิสัย และสติ ปัญญาญาณเหล่านั้น จะชักชวนกันไปทำสิ่งใดที่ไร้หลักฐานในการสอนสั่ง(คือพ่อแม่ ศาสนทูต หรือแม้แต่กษัตริย์ใด ก็มิเคยสอนว่าห้ามกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ)การไม่เคยห้าม!ทั้งจากพ่อแม่บรรพบุรุษ และพระเจ้าผู้สร้างชีวิตพวกเขา. ยิ่งน่าสนใจมาก ในเมื่อ ศาสดาคนหนึ่งที่ อัลลอฮ์ ตรัสให้เขารู้เรื่อง เกิดแก่เจ็บตาย ที่เป็นกฎหมายของอัลลอฮ์ ที่ออกมาตั้งแต่มนุษย์คนแรก. กฎหมายนี้ใช้มานาน. และท่านก็ยังมีหลักฐานว่า มิให้พึ่งพารูปปั้น แบบพ่อแม่ท่านเองพึ่งพามาก่อน. ความรู้นี้. (ลุงก็เข้าใจผิดว่าไม่มีใครคิด แต่มีผู้คิดและรู้อยู่เหมือนกัน  แต่ไม่กตัญญูต่อศาสดาของตนเอง และสมองของตนเองไงล่ะ) ปัจจุบัน น่าจะถูกส่งหรือถูกถวายไปที่มหาวิทยาลัยแถววังน้อย. เพื่อให้เป็นความรู้แก่ พนักงาน ในองการสื่อสารมวลชน ที่ศาสดาคนนั้นตั้งขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงให้บอกกล่าวความรู้ที่อัลลอฮ์ตรัสให้เขารู้. องค์กรนั้น มีกฎของพนักงานตั้ง สองร้อยกว่าข้อ(พวกเขาพยายามอยู่เราควรเข้าใจ แต่นี่มันสองพันกว่าปี เท่าที่สังเกตุการณ์มาในช่วงชีวิตลุง ไม่เคยมีใครรักษากฎได้สักคนเดียวเลย). ความรู้นี้น่าจะส่งไปสอนพวกพนักงานที่กำลังเรียนรู้ เพื่อให้เกิด ปัญญาญาณ เป็นมาตรฐานที่ตรงกันกับผู้รู้ที่มา commend ให้เรารู้. และตรงกันทั้งประเทศ หรือภูมิภาคแคบๆของพวกเขากันจริงๆ. พนักงานเหล่านั้นมีกฎข้อ12 ว่า ห้ามเป็นผู้ว่านอนสอนยาก. อย่ายอมถูกตักเตือนเกิน3 ครั้ง. แต่ตักเตือนไปเป็นร้อยๆครั้งในเรื่องการ มิมีกฏห้ามกตัญญูต่อสิ่งที่พิสูจน์ว่าไม่มีไม่ได้ และตนก็ต้องเสพคุณค่า ยังต้องพึ่งพาแบบอัตโนมัติ ตัดการพึ่งพานั้นไม่ได้สักนาทีเดียว. แต่ก็มีแต่ผู้ปิดกั้น(กฎ อีกข้อ) กันตลอดเวลาของการฝึกเป็นพนักงานสื่อสารมวลชน ของศาสดาผู้สุจริต ที่อัลลอฮ์ ประทานเขา ประทานความรู้ให้เขา ให้เขาเตรียมมนุษย์ให้รู้จักการพึ่งพาที่พวกเขาลืม1 หลง อีก1. ลืมคือลืมผู้สร้างหลักเหตุ ผล ปัจจัย และศาสดาทุกคน. หลงคือ หลงไปพึ่งพาสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันล่อลวงว่า มันคือสิ่งที่จะไถ่โทษในความผิดตนเองได้. เลยหลงไปพึ่งพา(ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลว่า ศาสดาที่อัลลอฮ์ประทานมาทุกคน ห้ามปรามการพึ่งพาที่ผิดที่ผิดทาง เช่นรูปปั้น สายเชือก ควันธูป เปลวเทียน หลั่งน้ำ เสี่ยงทาย บุญ ทาน บารมี นรก สวรรค์. แต่จะเลี่ยงการพึ่งพาสิ่งที่เป็นอัตโนมัติไม่ได้) กตัญญู ขอบคุณกันได้ต่อสิ่งอัตโนมัติได้. ไม่ผิดในองค์ธรรมใดใดเลย. ไม่มีการห้ามปรามว่า ห้ามกตัญญู ต่ออจินไตย(สิ่งที่จินตนาการไม่ได้ แต่เราเสพคุณค่า  หรือบางทรรศนะให้ไว้ว่า อจินไตย=การรู้เฉพาะตน เช่นนั้นก็สมควรรู้ว่าตนเสพอะไรเข้าไปบ้าง ทำผิดถูกอย่างไรบ้าง). พนักงานที่ฝึกอยู่ที่วังน้อยนั้นมีมาก บวกกับที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆเป็นดอกเห็ด เราต้องให้ความรู้ที่ ท่านหนึ่งกรุณาแนะนำเรานี้แก่พวกเขา. บ้านเมืองจะได้ไม่จมปลัก ตกตมเนรคุณไปมากกว่านี้ เพราะมีพนักงานสื่อสารมวลชนที่ลุแก่อำนาจพยากรณ์ มากมายที่จะออกมาเพ่นพ่านพยากรณ์ให้ผู้คนหลง พึ่งพาสิ่งที่นอกแถวแห่ง การเดินทางที่สุจริต กตัญญูที่สุด ของมนุษยชาติที่จะเข้าร่วมวงรับความห่วงใยตักเตือนนี้ มีพอๆกับผู้การมีแผนการดำเนินชีวิต"ห้ามกตัญญู"เลย. 

  การตักเตือนนี้ต้องปรากฏขึ้นเพราะเราร่วมกันใช้ออกซิเจนถังเดียวกัน ลมหายใจปล่อยออกมารวมกัน ผสมปนเปกัน แล้วใช้มันเป็นส่วนผสมของลมหายใจชุดใหม่ เฮือกใหม่เข้าร่างกายเพื่อดำรงชีพ กันทุกนาที. ใครจะชักชวนไปทำสิ่งใดเพื่อสนองมายาคติแห่งพวกพ้องตนอย่างไร อะไร เมื่อไร ปริมาณเท่าใด. เหล่านั้นคือการเสพ คุณค่าแห่งดี-ชั่วที่ อัลลอฮ์สร้างและกำหนดมัน เพื่อให้มนุษย์ได้เลือกตามปัญญาญาณ และทางนำ(ลิขิต หรือ กรรม นั่นเอง). มันคือภาคส่วนของผู้นั้นๆเอง ผู้เตือนคงแตะต้องมิได้. แต่นโยบาย"ห้าม"!  กตัญญูนี่ซิ ที่มนุษย์สมควรคัดค้านอย่างแข็งขัน ทำการคัดค้านนั้นให้จีรัง เพราะมันแพร่เชื้อได้. ดึงมนุษย์ห่างจากการพัฒนาสูงขึ้น. และกลับกันสามารถกดมนุษย์ในทิศทางตรงข้ามคือดึงให้ต่ำลงไปสู่เดรัจฉาน หรือ ต่ำกว่านั้นก็ได้ด้วย. ขอให้มนุษย์จงตระหนักต่อการห้าม!กตัญญูนั้นกันได้แล้ว. ส่วนใครจะชักชวนทำสิ่งใด ก็ไม่พ้นวงล้อมของผู้มีพระคุณคือ พระเจ้าไปได้.

ตรองนิด
IP: xxx.55.152.246
เขียนเมื่อ 

การเข้าใจนั้นควรหมายรวมถึง การตระหนักรู้ถึงคุณค่า เจตนารมภ์ สามารถนำไปใช้ ต่อยอด จนสร้างโอกาสให้สุจริตแท้ได้. เป็นป้ายประกาศว่า อิสลามคือสุจริตแท้ ไร้พยากรณ์ในการตอบข้อข้อโต้แย้ง. ชนกับความจริง ที่ไม่มีการสวมรอย แม้แต่ธรรมชาติ หรือเกร็ดและองค์ความรู้ของใคร. 

   การปฏิบัติตนให้เป็นมนุษย์ที่นอบน้อมต่อศรัทธาในเอกองค์อัลลอฮ์ นั้น มีกำหนดไว้ครบถ้วนในอัลกุรอาน ตามมาด้วยการกำกับที่ อัลฮาดีส. เพียง2 แหล่งที่ผู้สร้างมนุษย์วางแนวทางไว้นั้น ครบถ้วนโดยมิต้องถามใครเลย แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองด้วยซ้ำ.
   อิสลาม มิได้กำหนดให้มีพิธีกรรมใดใด มิได้กำหนดให้มีนักบวช ตัวแทนนายหน้าบุญ ตัวแทนต่อเชื่อมกับอัลลอฮ์. มิได้กำหนดการบริกรรมใดใดไว้. แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นสัญญา ที่เรารับที่จะเป็นภาระหน้าที่(ที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่คนเดียว) มุสลิมจึงไม่ค่อยมีนิสัยซักถามแบบประชากรในชาตินี้เท่าไรนัก. ส่วนมากจะเพียร จะแสวงหาความรู้ตามการศรัทธา และมีสมาธิที่จะรับทราบจากอัลลอฮ์ ว่าวางแนวทางไว้ตรงไหน. แล้วใฝ่รู้จากการศึกษา. แต่ก็มีบ้างที่ติดเชื้อซักถามมาจากภาพที่เกิดโตมาแล้วเห็นประชากรประเทศนี้ทำมันอย่างชาชิน
   ขอยกตัวอย่างการปฏิบัตตนในแง่มุมต่างๆเป็นเบื้องต้น เพื่อจะได้ภาพในการสนองภาระหน้าที่ที่อัลลอฮ์มอบหมายมา แทนความเข้าใจว่าอิสลามมีพิธีกรรมอันใดหรือไม่ ที่ไปทาบเคียงหลักการจากปรัชญาอื่น ดังที่เราปล่อยให้มันแทรกเข้ามาในสมอง ในเรื่อง ทำบุญ ทำทาน นรก สวรรค์ ถามผู้รู้ นักบวช ตัวแทน นายหน้า เหล่านั้นเลยซักนิด. เริ่มจากการละหมาดก็ได้. การละหมาดมิใช่พิธีกรรม แต่"เป็นภาระหน้าที่เข้าแสดงความกตัญญู เชื่อฟัง ขอบคุณ สื่อสารต่อผู้มีพระคุณที่ให้ออกซิเจนมนุษย์ทุกคนเสพ. อย่างมีมาตรฐานสากล มีเวลาที่นัดหมายแน่นอน. และมีคุณค่าหลายประการอยู่ในนั้น"1 เริ่มจากการกระตุ้นระบบประสาทในการโดนน้ำให้เซลล์ประสาทสะดุ้ง 2 ตรงต่อเวลา3รู้จักตระเตรียมเวลาให้มีเหลือ4 มีรูปแบบที่มาตรฐานสากล(standard)ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้5มีการสื่อสารต่อผู้มีพระคุณ อละการบอกกล่าวตนเอง และ ความคิดฝ่ายต่ำให้เกรงต่อผู้พิพากษาที่มีพระคุณและเสพบุญคุณนั้นไปแล้วกันทุกคนทุกวิญาณ6 มีการตรวจสอบสุขภาพทั่วไปเบื้องต้น7 มีการเดินลมหายใจเพื่อนำออกซิเจนไปทั่วร่างกาย8 มีการยืด้ส้นเอ็นโดยเดินลมหายใจนำออกซิเจนแทรกเข้าเส้นประสาทให้ง่ายขึ้น(โยคะ)9.กล้าแสดงออกว่าเป็นผู้กตัญญูอย่างเปิดเผย10 สามารถขอบคุณในบุญคุณแทนมนุษย์หรือศาสดาไหนที่ผิดพลาดมิได้เคยแสดงความกตัญญูอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน(บรรพบุรุษเรา)ยังมีอีกมากมายที่จะกล่าวให้ลึกซึ้งกว่านี้ วิชานั้น หากยังไม่มีจะรำคาญเปล่าๆ(ยังมีอีกมากนะ ทั้งการทำทาน การถือศีลอด ไม่ใช่พิธีกรรมเลย แล้วจะมาเล่าสู่กันเพื่อพิจารณา)
  การได้รับคำตอบในชีวิต การได้รับความสมดุลและพอเพียง การได้รับสิ่งตอบสนองที่ตนสามารถสัมผัสการส่งมอบ การรับ การเสพนั้นได้. นั่นแหละคือการตอบโจทย์ในจิตทุกๆคน ในการกตัญญูต่อพระเจ้า หรือ เจ้าเมืองธรรมชาติสำหรับผู้ที่อ้างธรรมชาติ การระลึกรู้ การเข้าถึงเจตนารม และที่สำคัญ คือการเป็นมนุษย์ที่ตระหนักในสัญญา แต่ครั้งเป็นวิญญาณกำพร้า และรักษาสัญญานั้น. ผู้ที่ไม่รักษาสัญญา อาจยังมิได้รับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้า หรือเจ้าเมืองธรรมชาติ(ผู้เดียวกัน) หรือมีบางผู้ที่ไม่รักษาสัญญา ไม่เพียรระลึกถึงตามที่มีผู้มาตักเตือน ไม่อดทนที่จะรอพบผู้ที่ตนทำสัญญาด้วย. และหนักขึ้นอีกคือ พยายามละโมบที่จะสื่อสารเอาความจริงโดยที่ไม่กล้าทำสัญญากับใครว่าจะปรับระดับสติปัญญาที่จะรองรับความจริง เพียรรักษาแกนที่สุจริต กตัญญู แต่ละโมบกอบโกยที่จะเอาแรงเชียร์ที่จะส่งตนสู่มายาคติที่ตนตั้งไว้ตามความเชื่อ ตามได้ยิน หรือ ตามที่ได้พบเห็นมาเท่านั้น. นั่นคือคุณลักษณะ ประชาชาติที่ดีงามตามศาสนทูตใดก็ตามแนะนำแล้วหรือ. ผู้นั้นมั่นคงแล้วหรือ สัญญานั้นสำคัญ จงตระหนักให้ถึงสัญญาตั้งแต่ครั้งทุกคนทำกับ "เจ้าเมืองธรรมชาติ" ก่อนจะเกิดเป็นสภาพมนุษย์ และ ต้องมาเสพ คุณค่าทุกประการจากท่าน. จงอย่ารีบอกตัญญูเมื่อยังมิพบความจริงที่สุดได้ในวันนี้. 

Pnop
IP: xxx.169.219.11
เขียนเมื่อ 

เมื่อมนุษย์ แจ้งแก่ปัญญา คือ สามารถเข้าถึง และ ครอบครองคุณค่า ของทุกศัพท์แสง หรือ วลี ที่สื่อสารต่างๆได้ เพื่อการใช้คุณค่าเหล่านั้น บั่นทอนความชั่ว และ ฟื้นฟูความดี อย่างทันใช้(คือยังมีลมหายใจ ยังรวมขันธ์อยู่) คุณค่าของคำว่าพุทธ ของมุสลิม ของอิสลาม ของหลุดพ้น ของดับทุกข์ ของชนะ ของแพ้ ของเท็จ ของจริง ของดี ของรัก ของกตัญญู ของเชื่อ ของศรัทธา ของลบหลู่ ของจาบจ้วง ของวางเฉย ของนิ่งเงียบ ของทุกข์ ของสุข ของปัญญา. และอีกหลากหลายวลี ที่แม้ลองสังเกตุให้ชัดๆสังเกตุอย่างละเอียดๆ จะพบว่า มนุษย์เพียงอนุโลมให้พูดต่อๆกันกับบริบทต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงต่อเนื่อง ในเรื่องราวที่สนใจเท่านั้น. หาได้แจ้งชัดในคุณค่าอย่างตรงกันสักเท่าไร. วันนี้ยุคที่โลกาภิวัฒน์ ยุคแห่งความละเอียดรอบคอบ ยุคของเหตุผลปัจจัย ยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคที่วิมังสะง่ายต่อจิตตะที่จะสืบค้นแล้ว. ขอให้เพื่อนๆ พี่น้อง ทั้งชาวไทย ชาวโลก ได้พิจารณาถึงเท็จ ถึงจริง ถึงมุสา ถึงสัมมา ให้ละเอียดอ่อน และ ทันสมัย แสดงความอยู่กับปัจจุบันอย่างชัดเจนขึ้น. เพื่อการนำสันติธรรมสู่หัวใจตน สู่หัวใจเพื่อนๆพี่น้องมนุษย์ด้วยกันเอง มีความรัก สมัครสมาน สามัคคี ห่วงใยต่อกันเป็นที่ตั้ง. ก่อปัญญาญาณ เข้าถึงคุณค่า เจตนารม ในทุกๆเรื่อง ทุกๆศัพท์แสง ก่อนจะต่อยอดในวรรณกรรมที่ทำลายล้างต่อกันเอง. รู้เท่าทันพญามาร รู้เท่าทันนโยบายเหตุปัจจัยของพญามาร รู้เท่าทันผู้ตกใต้อานัติพญามาร อย่าโกรธเกลียดเขา อย่าทิ้งขว้างเขา อย่าเห็นแก่ตัวเพียงดับเหตุแห่งทุกข์ของตนเอง. จงรักเพื่อนบ้าน รักผู้มอบโอกาส รักผู้ตระเตรียมโอกาสให้ท่าน รักบัญญัติของผู้มีพระคุณที่ไร้ผลประโยชน์ตอบแทนจากท่าน(เพียงกตัญญูที่สากลเข้าใจตรงกันเท่านั้น) ฉะนั้น หากมีคำสอนใดใดที่ห้ามกตัญญูต่อผู้มีพระคุณท่านใดใด แม้จะพบตัวตน หรือไม่พบตัวตน ท่านก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อในทิศอกุศลไปก่อเนรคุณต่อจิตตนหรือผู้อื่น ขอให้ลองในทิศที่กุศลก่อนทิศเนรคุณที่ อกุศลไปก่อน มีขันติธรรมรอพบผู้นั้นได้อยู่. แค่รถจอดให้เราข้าม ไม่ต้องเห็นคนในรถ เรายังนึกขอบคุณผู้ควบคุมรถคุมเครื่องจักรชุดนั้นเลย. แล้วผู้สร้าง ควบคุมบริหาร เครื่องจักรใหญ่ที่เราเสพนี้เล่า(คือ ระบบสุริยะ ระบบธรรมชาติ) เราต้องพบตัวตนก่อนการระลึกขอบคุณ ระลึกกตัญญูด้วยหรือ. ใยต้องสร้างวรรณกรรมที่ขีดเส้นกั้นว่า มีแค่ระบบธรรมชาติ ไม่มีหรอกผู้สร้างบริหารค้ำจุนระบบน่ะ. มันแน่ใจอย่างมีเหตุผล อย่างละเอียด อย่างอิงหลักฐานในทุกประการเด็ดขาดกันแล้วหรือ.

การดี
IP: xxx.96.91.200
เขียนเมื่อ 

พิฆเนศ ศักดิ์สิทธิ์ กับ เมตตาธรรม.

พิฆเนศ ที่ผู้คนมากมาย ขอพร มุ่งหวังสู่ความสำเร็จ ผู้คนมากมาย รุมกันขอพรผ่านพระพิฆเนศสุจริตธรรมแล้วหรือ ที่ทุกท่านไม่เคยถามไถ่ได้ว่า งานขอพรนั้นเสร็จสิ้นเท่าไร. คั่งค้างเท่าไร. มีแต่ผู้รุมส่งงานให้พระพิฆเนศ ขอพร ทั้งๆที่มนุษย์ทุกท่านสามารถขอพร ต่อต้นพรได้(อย่างไรหรือครับเรียกว่าขอพรตรง คนไทยงงครับ ไม่เคยถูกสอนมาก่อน) เพราะเมื่อพบเจอกัน กล่าวสวัสดีต่อกัน. แสดงว่าทุกท่านสามารถขอพรให้กันตรงๆต่อกันโดยมิต้องมีรูปร่วมเคารพ รูปปั้น หรือ กล่าวถึงชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดใดเพื่อขอพรให้แก่กันเลย. แต่เราก็ขอพรให้กันได้มาตลอด. สังเกตุบ้างหรือไม่ว่า เราขาดเมตตาธรรมต่อพระพิฆเนศ เพราะหากเราสุจริตและมุสามิได้ว่า เราไม่เคยสอบถามได้เลยว่ามันลำบาก หรือยุ่งยากอะไรในการขอพรผ่านๆนั้น เสร็จไม่เสร็จเท่าไร. ใช่หรือไม่. เมตตาธรรมนี้ พระพุทธเจ้าจะขาดหรือไม่. เพราะในประวัติศาสตร์ ไม่เคยพบว่า พระพุทธเจ้าพึ่งพา เบียดเบียนวิญญาณเพื่อขอพร หรือขอพรผ่านสิ่งใดเลย. แล้วใยยุคนี้ มีการขอพรผ่านสิ่งต่างๆกันทั่วประเทศ พึ่งพารูปปั้น รูปหล่อ สรรพวิญญาณทั่วประเทศ. ทำยังกับว่าสิ่งนั้นคือเรื่องจริงที่มองเห็นได้ทางรังสีวิทยาไปแล้ว. จริงหรือไม่จริง ไม่น่าจะสำคัญกว่าการขาดเมตตาธรรมกับสรรพวิญญาณ ที่พวกเราไปรุมขอพรโดยไม่เคยถามว่าเสร็จไม่เสร็จ หากผมและเพื่อนคนหนึ่ง ตื่นขึ้นมา มีงวงแบบพระพิฆเนศขึ้นมาทั้งคู่. ปรากฏว่าผมและเพื่อน รวยได้เป็นร้อยล้านภายในไม่กี่อาทิตย์ เพราะว่าผมทั้งคู่มีลักษณะเดียวกับพระพิฆเนศ. แต่เจ๋งกว่าคือ พูดได้ เดินได้ตอบคำถามได้. มีผู้คนเอาเงินมาให้เอาของมาถวายเยอะแยะ. เมื่อผมมีเงิน50 ล้านแรก ผมและเพื่อนจะไปที่ ศิริราชครับ. เพื่อนถามว่าเราจะไปบริจาคกันหรือ. ผมบอกว่า เปล่าเลย. เราจะไปหาหมอให้ผ่าตัดเอางวงนี้ออก. นายจะเอามั้ยล่ะ ลักษณะอย่างนี้ เดินในที่สาธารณะ ความเป็นส่วนตัวหมดสิ้น ต้องรับงานรับแขกรับการกราบไหว้ขอพรทั้งวัน พ่อแม่ไม่ต้องดูแลกันแล้ว. เพื่อนว่า เออจริงนะ. เราคงผ่าตัดเอาออกเช่นกันนั่นแหละ. เราว่านั่นน่ะซินะ. เรายังไม่เอาเลยลักษณะนี้แล้วเราเอาลักษณะแบบนี้ไปโยนให้วิญญาณหนึ่งที่เราไม่เคยถามว่าเขาจะชอบไหม เขาจะรับไหม เรายุติธรรมกันแล้วหรือ. นี่แหละที่ต้องจุดประกายนั้นให้ได้ตระหนักรู้กันเสียบ้าง เพราะทุกคนหลงไปในพยากรณ์ที่ไม่สุจริตธรรม ขาดเมตตาธรรมต่อพระพิฆเนศนั้นมานานเท่าไรแล้ว. ทั้งๆที่เราสามารถขอพรได้เอง ไม่ต้องเบียดเบียนสรรพวิญญาณใดเลยด้วยซ้ำ. ลองติดดูแล้วกัน. อย่าเพิ่งเชื่อ. ลองคิดแบบที่เราพบซิครับ

ลองนืด
IP: xxx.120.138.25
เขียนเมื่อ 

สันติ คือทางแก้ไข ทุกปัญหา เหตุจากการแย่งมวลชน

ทำไมชาวใต้ถึงฟังกลุ่ม บีอาร์เอ็น มากกว่า รัฐ (จากการ สรุปโดย พล.อ เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ. สถาบันสันติวิธี)) เพราะ กลุ่ม บีอาร์เอ็น สามารถแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า พวกเขากตัญญูสูงสุดได้. เพราะเขากตัญญูต่อเจ้าเมืองธรรมชาติ ที่ให้ออกซิเจนพระพุทธเจ้า หายใจ มันคือการใฝ่หาของมนุษย์โดยพื้นฐานว่า เขาจะฟังผู้กตัญญู และ จะต่อต้านผู้มีจิต เนรคุณ นั่นเอง. จงกตัญญูให้เท่าเทียมผู้ที่ท่าน จะเข้าพัฒนาเขา

ลองปรับกันซักนิด จะครองใจชาวบ้านได้ง่ายขึ้น. ด้วยการมีพระเจ้าเป็นสิ่งกตัญญู แทนการมีเป็นสิ่งปฏิเสธ ถึง เนรคุณ

ลองก่อน อย่าเพิ่งรีบเชื่อ หากใครอายุมากๆ้ว และ เคยมีพระเจ้าเป็นสิ่งปฏิเสธ(หรืออาจเรียกแรงๆว่าเนรคุณ) ขอให้ลองก่อนสักสองปี ก็ยังดี. คือมีพระเจ้าเป็นสิ่งกตัญญูแทนการมีเป็นสิ่งปฏิเสธ ปิดกั้นเนรคุณนั่นเอง. ลองเปืดกว้างไม่ปิดกั้น ลองอยู่กับปัจจุบัน ลองหลุดพ้นจากปิติทางตำรา ทางการบังคับ ทางกุสโลบายก่อนเถิด ลองมีองค์ธรรมแบบพึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งพาบุญบารมี นักบวชก่อนเถิด. ลองก่อนอย่าเชื่อ ลองมองที่หลักฐาน และพยาน ทั้งอดีต และ ปัจจุบันเถิดว่า ผู้กตัญญูนั้น มีเท่าไร เป็นกี่เท่าของผู้ที่ปิดกั้น ปฏิเสธ หรือ อาจจะเนรคุณ ปัจจุบันให้จริง อย่าพูดลอยๆต่อไปเลย.