การเข้าใจนั้นควรหมายรวมถึง การตระหนักรู้ถึงคุณค่า เจตนารมภ์ สามารถนำไปใช้ ต่อยอด จนสร้างโอกาสให้สุจริตแท้ได้. เป็นป้ายประกาศว่า อิสลามคือสุจริตแท้ ไร้พยากรณ์ในการตอบข้อข้อโต้แย้ง. ชนกับความจริง ที่ไม่มีการสวมรอย แม้แต่ธรรมชาติ หรือเกร็ดและองค์ความรู้ของใคร.
การปฏิบัติตนให้เป็นมนุษย์ที่นอบน้อมต่อศรัทธาในเอกองค์อัลลอฮ์ นั้น มีกำหนดไว้ครบถ้วนในอัลกุรอาน ตามมาด้วยการกำกับที่ อัลฮาดีส. เพียง2 แหล่งที่ผู้สร้างมนุษย์วางแนวทางไว้นั้น ครบถ้วนโดยมิต้องถามใครเลย แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองด้วยซ้ำ.
อิสลาม มิได้กำหนดให้มีพิธีกรรมใดใด มิได้กำหนดให้มีนักบวช ตัวแทนนายหน้าบุญ ตัวแทนต่อเชื่อมกับอัลลอฮ์. มิได้กำหนดการบริกรรมใดใดไว้. แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นสัญญา ที่เรารับที่จะเป็นภาระหน้าที่(ที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่คนเดียว) มุสลิมจึงไม่ค่อยมีนิสัยซักถามแบบประชากรในชาตินี้เท่าไรนัก. ส่วนมากจะเพียร จะแสวงหาความรู้ตามการศรัทธา และมีสมาธิที่จะรับทราบจากอัลลอฮ์ ว่าวางแนวทางไว้ตรงไหน. แล้วใฝ่รู้จากการศึกษา. แต่ก็มีบ้างที่ติดเชื้อซักถามมาจากภาพที่เกิดโตมาแล้วเห็นประชากรประเทศนี้ทำมันอย่างชาชิน
ขอยกตัวอย่างการปฏิบัตตนในแง่มุมต่างๆเป็นเบื้องต้น เพื่อจะได้ภาพในการสนองภาระหน้าที่ที่อัลลอฮ์มอบหมายมา แทนความเข้าใจว่าอิสลามมีพิธีกรรมอันใดหรือไม่ ที่ไปทาบเคียงหลักการจากปรัชญาอื่น ดังที่เราปล่อยให้มันแทรกเข้ามาในสมอง ในเรื่อง ทำบุญ ทำทาน นรก สวรรค์ ถามผู้รู้ นักบวช ตัวแทน นายหน้า เหล่านั้นเลยซักนิด. เริ่มจากการละหมาดก็ได้. การละหมาดมิใช่พิธีกรรม แต่"เป็นภาระหน้าที่เข้าแสดงความกตัญญู เชื่อฟัง ขอบคุณ สื่อสารต่อผู้มีพระคุณที่ให้ออกซิเจนมนุษย์ทุกคนเสพ. อย่างมีมาตรฐานสากล มีเวลาที่นัดหมายแน่นอน. และมีคุณค่าหลายประการอยู่ในนั้น"1 เริ่มจากการกระตุ้นระบบประสาทในการโดนน้ำให้เซลล์ประสาทสะดุ้ง 2 ตรงต่อเวลา3รู้จักตระเตรียมเวลาให้มีเหลือ4 มีรูปแบบที่มาตรฐานสากล(standard)ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้5มีการสื่อสารต่อผู้มีพระคุณ อละการบอกกล่าวตนเอง และ ความคิดฝ่ายต่ำให้เกรงต่อผู้พิพากษาที่มีพระคุณและเสพบุญคุณนั้นไปแล้วกันทุกคนทุกวิญาณ6 มีการตรวจสอบสุขภาพทั่วไปเบื้องต้น7 มีการเดินลมหายใจเพื่อนำออกซิเจนไปทั่วร่างกาย8 มีการยืด้ส้นเอ็นโดยเดินลมหายใจนำออกซิเจนแทรกเข้าเส้นประสาทให้ง่ายขึ้น(โยคะ)9.กล้าแสดงออกว่าเป็นผู้กตัญญูอย่างเปิดเผย10 สามารถขอบคุณในบุญคุณแทนมนุษย์หรือศาสดาไหนที่ผิดพลาดมิได้เคยแสดงความกตัญญูอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน(บรรพบุรุษเรา)ยังมีอีกมากมายที่จะกล่าวให้ลึกซึ้งกว่านี้ วิชานั้น หากยังไม่มีจะรำคาญเปล่าๆ(ยังมีอีกมากนะ ทั้งการทำทาน การถือศีลอด ไม่ใช่พิธีกรรมเลย แล้วจะมาเล่าสู่กันเพื่อพิจารณา)
การได้รับคำตอบในชีวิต การได้รับความสมดุลและพอเพียง การได้รับสิ่งตอบสนองที่ตนสามารถสัมผัสการส่งมอบ การรับ การเสพนั้นได้. นั่นแหละคือการตอบโจทย์ในจิตทุกๆคน ในการกตัญญูต่อพระเจ้า หรือ เจ้าเมืองธรรมชาติสำหรับผู้ที่อ้างธรรมชาติ การระลึกรู้ การเข้าถึงเจตนารม และที่สำคัญ คือการเป็นมนุษย์ที่ตระหนักในสัญญา แต่ครั้งเป็นวิญญาณกำพร้า และรักษาสัญญานั้น. ผู้ที่ไม่รักษาสัญญา อาจยังมิได้รับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้า หรือเจ้าเมืองธรรมชาติ(ผู้เดียวกัน) หรือมีบางผู้ที่ไม่รักษาสัญญา ไม่เพียรระลึกถึงตามที่มีผู้มาตักเตือน ไม่อดทนที่จะรอพบผู้ที่ตนทำสัญญาด้วย. และหนักขึ้นอีกคือ พยายามละโมบที่จะสื่อสารเอาความจริงโดยที่ไม่กล้าทำสัญญากับใครว่าจะปรับระดับสติปัญญาที่จะรองรับความจริง เพียรรักษาแกนที่สุจริต กตัญญู แต่ละโมบกอบโกยที่จะเอาแรงเชียร์ที่จะส่งตนสู่มายาคติที่ตนตั้งไว้ตามความเชื่อ ตามได้ยิน หรือ ตามที่ได้พบเห็นมาเท่านั้น. นั่นคือคุณลักษณะ ประชาชาติที่ดีงามตามศาสนทูตใดก็ตามแนะนำแล้วหรือ. ผู้นั้นมั่นคงแล้วหรือ สัญญานั้นสำคัญ จงตระหนักให้ถึงสัญญาตั้งแต่ครั้งทุกคนทำกับ "เจ้าเมืองธรรมชาติ" ก่อนจะเกิดเป็นสภาพมนุษย์ และ ต้องมาเสพ คุณค่าทุกประการจากท่าน. จงอย่ารีบอกตัญญูเมื่อยังมิพบความจริงที่สุดได้ในวันนี้.