• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

หวาน จนเพลีย

  ยุคนี้เป็นยุคที่อะไรๆ ดูจะรีบเร่งไปหมด... และแล้วเราๆ ท่านๆ ต่างก็เพลียกันไม่มากก็น้อย   

                               

  • ยุคนี้เป็นยุคที่อะไรๆ ดูจะรีบเร่งไปหมด... และแล้วเราๆ ท่านๆ ต่างก็เพลียกันไม่มากก็น้อย

ข่าวดีคือ อาจารย์ ดร.ลาร์ส ลีเอน และคณะแห่งมหาวิทยาลัยออสโล นอร์เวย์ทำการศึกษาพบว่า การกินน้ำตาลมากเกินมีส่วนทำให้สุขภาพของเราแย่ลงไปได้ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-indent: 0cm; text-align: justify"> อาจารย์ท่านทำการศึกาในนักเรียนเกรดสิบ อายุ 15-16 ปี มากกว่า 5,000 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กเกือบทั้งหมดดื่มน้ำหวานสัปดาห์ละ 1-6 หน่วยบริโภค(1 หน่วยบริโภคประมาณ 240 มล.) </div></li></ul><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">เด็กๆ ที่กินเครื่องดื่มเติมน้ำตาลมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น เช่น วิตกกังวล อยู่ไม่สุข ซึมเศร้า เพลีย ฯลฯ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">    </p><ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify"> เด็กกลุ่มที่ดื่มน้ำหวานมากที่สุดดื่มมากกว่า 6 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์จะมีปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มน้ำหวานมากกว่า 4 หน่วยบริโภคต่อวัน </div></li></ul>อาจารย์ท่านสันนิษฐานว่า ปัญหาสุขภาพจิตอาจเป็นผลจากน้ำตาลโดยตรง และอาจเป็นผลจากสารอื่นๆ ในเครื่องดื่ม เช่น กาเฟอีน(มีในกาแฟ ชา ช็อกโกแล็ต โกโก้ โค้ก เป๊ปซี่ ฯลฯ) ฯลฯ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify"> วิธีง่ายๆ ที่จะลดปัญหาการดื่มน้ำหวานมากเกินในเด็กได้แก่ การห้ามไม่ให้มีเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มชนิดหยอดเหรียญ และการห้ามจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียน </div></li></ul><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">สาเหตุอื่นๆ ที่น้ำตาล หรือน้ำหวานอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น อ่อนเพลีย ฯลฯ ได้ง่ายอาจมาจากการที่น้ำตาล หรือน้ำหวานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoBodyTextIndent">    </p><ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอนซูลิน เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนไปทางต่ำ ภาวะนี้อาจทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม</div></li></ul>การกินธัญพืชเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังสีรำ(โฮลวีต) ฯลฯ ลดแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว ฯลฯ และกินน้ำตาลให้น้อยหน่อยมีแนวโน้มจะดีกับสุขภาพ <ul><li><div class="MsoBodyTextIndent" style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify">ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มีแรง มีกำลัง และไม่เพลียง่ายครับ…</div></li></ul>แหล่งข้อมูล:                               <ul>

  • ขอขอบคุณ > Sugar linked with mental problems in Norway study. > http://go.reuters.com/newsArticle.jhtml?type=healthNews&storyID=13636141&src=eDialog/GetContent > October 2, 2006. // source: American Journal of Public Health.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง > ๒๖ กันยายน ๒๕๔๙ >
    สงวนลิขสิทธิ์ พ.. ๒๕๔๙.
  • ยินดีให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการค้าได้ครับ...
  • </ul>เชิญอ่าน & ดาวน์โหลดที่นี่: <ul>

  • อ่านบ้านสุขภาพ >>> http://gotoknow.org/blog/health2you
  • อ่านบ้านสาระ >>> http://gotoknow.org/blog/talk2u
  • Download แฟ้ม PDF >>> www.lampangcancer.com
  • </ul>

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

      หมายเลขบันทึก: 52891
      เขียน:  
      แก้ไข:  
      ความเห็น: 16
      อ่าน:
      สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

    ความเห็น (16)

    รู้สึกเหมือนเคยอ่านจากบล็อกอาจารย์มาว่า น้ำโค้กหนึ่งกระป๋องจะเท่ากับกินน้ำตาลทราย 8 ช้อนชา อะไรทำนองนี้นะค่ะ กินน้ำตาลมากไปก็แย่นะค่ะ แต่ถ้าเวลาเหนื่อยล้า ได้ดื่มอะไรหวานๆ เข้าไปบ้าง ก็ช่วยให้สดชื่นดีเหมือนกันนะค่ะ

     ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ยังติดตามอ่านอยู่ทุกบันทึกค่ะ :)

    ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...

    • น้ำโค้ก 1 กระป๋องที่ผมพิมพ์ข้อคิดเห็นไปว่า มีน้ำตาลทรายมากน่าจะมีส่วนผิดครับ...
    • ลองพิจารณาทบทวนดู > ผมคำนวณจาก "ผลึก (crystal)" ของน้ำตาลทราย > ทำให้น้ำตาลทรายดูมากเกินจริง

    ในชีวิตจริง > เวลาเราตักน้ำตาลทราย >

    • มีแนวโน้มจะได้ "ช่องว่าง (trapped air)" ที่อยู่ระหว่างเม็ดน้ำตาลเข้าไปด้วย > ทำให้น้ำตาลน้อยกว่า 8 ช้อนชา/กระป๋อง
    • ขออภัยอาจารย์และท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ครับ

    เรื่องการใช้ชีวิต > ทำให้คิดถึงคำกล่าวของ ศ.ศิลป์ พีระศรี (ได้ยินมาจากนักศึกษาเภสัชกรท่านหนึ่งเมื่อ 20 ปีเศษมาแล้ว)

    • ท่านกล่าวว่า "ความงามคือ ความพอดี"
    • เราอาจกล่าวว่า ชีวิตเอง...ก็ต้องอาศัยความพอดีเช่นเดียวกัน
    • น้ำหวาน... พอเหมาะ พอดี > ช่วยให้สดชื่นได้
    • วันไหนกินน้ำตาลเกิน > เดินให้มากหน่อยสัก 3-7 วันก็น่าจะดีเหมือนกัน
    ฮืม...ต้องขอบคุณอาจารย์หมออย่างแรง กำลังว่าจะลดน้ำตาลอยู่พอดี เป็นคนชอบทานรสหวาน แต่นึกๆ อยากจะลด ระยะหลังก็ใส่บ้างแต่น้อยลง มาเห็นอาจารย์หมอเขียนพอดี ...จะลดค่ะๆๆ >__<

    ขอขอบคุณอาจารย์ iS และท่านผู้อ่านทุกท่าน...

    • หวานนี่... น้อยหน่อยละดีครับ
    • วันไหนหนัก(หวาน)หน่อยก็ไม่เป็นไร... เดินให้มากขึ้น 10-20 นาที สัก 3-7 วัน

    ทางเลือกอื่นๆ ของคนชอบหวานคือ "น้ำตาลเทียม" (ดีแต่แพง)

    • น้ำตาลเทียมใช้ได้ไม่เกิน 1 ซอง/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม เช่น หนัก 60 กก. ไม่ควรใช้เกิน 60 ซอง/วัน ฯลฯ
    • การใช้น้ำตาลเทียมควรรอให้อาหาร / เครื่องดื่มเย็นลงสักหน่อยก่อน ถ้าเติมตอนร้อน > น้ำตาลเทียมอาจจะเสียสภาพ(ไม่หวาน)ได้

    ขอให้อาจารย์ iS และท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี มีอะไรหวานๆ แบบพอดีครับ...

    ขอบคุณความรู้อาจารย์หมอมากครับ

    รู้สึกตอนนี้กินน้ำตาลเยอะเหมือนกันเพราะ ตำรายกน้ำหนักเขาให้ทานก่อนยกและหลังยกเสร็จครับ คิดว่าจะอันตรายไหมครับ ผมกินตามนี้เลยครับ

    • ก่อนออกกินงาแท่งอัดน้ำตาล 2 อัน
    • หลังออกเนสวิต้า 1 ซอง+ถั่วเขียวงอก 4-5 ช้อนชา (กินจนชินหายเหม็นเขียวแล้วครับ) + ลูกเกต,ลูกพรุน+น้ำเต้าหู้หรือนม 1 กล่อง

    ขอขอบคุณอาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน...                      

    • ก่อนอื่น... ขอแสดงความยินดีที่อาจารย์สนใจออกกำลังกาย เช่น ยกน้ำหนัก ฯลฯ

    เท่าที่ทราบ > คาร์โบไฮเดรต (แป้ง + น้ำตาล) 

    •  (1). ไม่ควรกินน้ำตาลมากเกิน > การกินน้ำตาลมากเกินมีส่วนทำให้อินซูลินหลั่งมาก > น้ำตาลจะแปรรูปไปเป็นไขมันได้ง่าย > หลังจากนั้นจะเพลียง่าย (จากน้ำตาลในเลือดต่ำ) หงุดหงิดง่าย หิวง่าย > เสี่ยงโรคอ้วน
      (2). ควรกินคาร์โบไฮเดรตในรูปแป้ง โดยเน้นให้กินธัญพืชไม่ขัดสี [เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังสีรำ(โฮลวีท) ฯลฯ] ในสัดส่วนมากกว่าธัญพืชขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ฯลฯ

    เท่าที่ทราบ > โปรตีน (ถั่ว + เนื้อ)                     

    • (1). ไม่ควรกินโปรตีนเกิน 2 กรัม/กก./วัน (ช่วงที่เหมาะได้แก่ 1-1.5 ก./กก./วัน > ร่างกายคนเราสร้างเนื้อ(กล้ามเนื้อ)ได้จำกัด กินมากกว่านี้ก็สร้างเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้
      (2). การกินโปรตีนมากเกินมีส่วนทำให้เกิดของเสีย โดยเฉพาะอนุพันธ์กรดกำมะถัน อนุพันธ์กรดไนโตรเจน > ไตจะต้องทำงานหนัก (ไตจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป) + ต้องหาเบส(ด่าง)มาช่วยขับกรดออก > เกิดการเสียแคลเซียม
      (3). การกินเนื้อแดง ซึ่งเป็นสัตว์บกตัวใหญ่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ หมู ฯลฯ หรือนม(ที่มีไขมัน)มากเกิน > มีส่วนทำให้ร่างกายได้รับไขมันอิ่มตัว + โคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น
      (4).
      การกินเนื้อแดงมากเกิน > มีส่วนทำให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น > ธาตุเหล็กที่มากเกินอาจทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ทำให้อวัยวะหลายอย่างเสื่อมเร็ว > เรื่องนี้มีวิธีแก้ คือ สมัครเป็นผู้บริจาคเลือดขาประจำ (ได้บุญด้วย)

    เครื่องดื่มสำเร็จรูปหลายชนิด มีครีมเทียม (คอฟฟี่เมต) ฯลฯ

    • ครีมเทียมมีไขมันทรานส์ (น้ำมันเติมไฮโดรเจน ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์ม) > ไขมันทรานส์ลดโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) + เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL)
    • การดื่มนมไม่มีไขมัน นมไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง(ที่ไม่เติมเนย) > น่าจะให้ผลดีมากกว่าเครื่องดื่มสำเร็จรูป...

    นอกจากถั่วเขียวงอกแล้ว... เรียนเสนอให้ทำข้าวกล้องงอก..."ข้าวกล้องอารมณ์ดี"

    • เมล็ดพืชมีการสร้างวิตะมินอี และสารอาหารหลายชนิด เช่น RNA ฯลฯ เพิ่มในระหว่างการงอก
    • ในญี่ปุ่นมีการนำข้าวกล้องไปแช่น้ำค้างคืน > เพื่อให้ข้าวกล้อง(ซึ่งมักจะลืมตัว... คิดว่า ตัวเองเป็นข้าวกล้อง) > ทำเป็น germinated brown rice / GBR > ป่นเป็นเครื่องดื่ม
    • เราทำเองได้ทุกวัน โดยแช่ข้าวกล้องไว้ก่อนนอน > หุงเช้า > จะได้ข้าวกล้องอารมณ์ดี มีสาร GABA เพิ่มขึ้น
    • GABA  เป็นสารสื่อประสาทที่ป้องกันโรควิตกกังวล เครียด

    ที่มา: สถาบันอาหาร องค์กรเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม. ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice): ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากข้าวในญี่ปุ่น. กรุงเทพธุรกิจ BizWeek. 18-24 กันยายน 49. หน้า C7.

    • ขอให้อาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านมีสุขภาพดี และมีรูปร่างดีไปนานๆ ครับ...

    ขอบคุณอาจารย์หมอมากครับ

    เรื่องข้าวกล้องงอกนี่ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับผมเลย

    สงสัยอย่างครับถ้าผมกินโปรตีนมากๆ แล้วกินผักผลไม้มากๆ ตามจะช่วยได้ไหมครับ อ่านแล้วรู้สึกกลัวเรื่องไตเหมือนกัน และด่างที่ช่วยขจัดอนุพันธ์กรดออกมีอะไรบ้างครับ

    ขอขอบคุณอาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่าน...     

    • เท่าที่ทราบ > การกินผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ มีส่วนช่วยเพิ่มเบส (ด่าง) ได้ในระดับหนึ่ง > ทำให้ระบบสมดุลกรด-ด่าง (pH buffer systems) ในร่างกายปรับสมดุลได้เร็วขึ้น
    • วันไหนกินเนื้อมาก > ควรกินผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง(ลดข้าวขาวลง)เพิ่ม

    ทว่า... การกินเนื้อ หรือโปรตีนเกินก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี (แม้จะกินผัก ผลไม้ พืชอื่นๆ เพิ่มขึ้น)

    • (1). คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีนมีโครงสร้างพื้นฐานเป็น CHO คล้ายกัน (คาร์บอน+ไฮโดรเจน+ออกซิเจน) > แปลงเป็นไขมัน ทำให้อ้วนได้
      (2). การเผาผลาญ(ใช้ออกซิเจน) > เผาคาร์โบไฮเดรต + ไขมัน > จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ (ขับทางปอด) + น้ำ
      (3). โปรตีนมีไนโตรเจน (N) +/- กำมะถัน (S) ทำให้เกิดกรดที่ขับทางไต
      (4). การขับกรดทางไตมักจะเสียแคลเซียม(ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง หรือเบส)ไปด้วย
      (5). โปรตีนมักจะมาพร้อมกับสารอื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์บกมากับไขมันอิ่มตัว(+โคเลสเตอรอล) โปรตีนสำเร็จรูปมักจะมีเกลือปนอยู่สูง ฯลฯ > การกินมากเกินทำให้โทรมเร็ว

    คนเราได้ด่าง(เบส)จากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ...

    • ขอเปรียบเทียบกับจิตสำนึกในการทำความสะอาดของญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวกันว่า มี 3 ระดับ
    • (1).  ทิ้งขยะ + ไม่เก็บขยะ > ปรากฏการณ์นี้พบทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศล้าหลัง
      (2).  ทิ้งขยะ + เก็บขยะ > ปรากฏการณ์นี้พบในประเทศก้าวหน้าทั่วไป
      (3).  ไม่ทิ้งขยะ + เก็บขยะ + ออกแบบการผลิตไม่ให้มีของเสีย (zero waste) > ปรากฏการณ์นี้พบในอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

    ถ้าเราปล่อยให้มีขยะ เช่น โปรตีนมากเกิน ฯลฯ ในร่างกายมากๆ > สุขภาพจะดีได้ในระดับ 1-2 ตามมาตรฐานความสะอาดของญี่ปุ่น

    • นักกีฬาหลายท่านเชื่อว่า กินโปรตีนมากจึงจะแข็งแรง > กินไปแล้วปรากฏว่า เพลียง่าย เพราะอาหารไม่สมดุล
    • วิทยาศาสตร์การกีฬากลับพบว่า การกินอาหารสมดุล(ทุกหมู่) ออกกำลังพอเหมาะพอดี นอนพอดี ผ่อนคลายพอดี > อย่างนี้จึงจะแข็งแรง

    ขอให้อาจารย์จันทร์เมามาย และท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพดี และแข็งแรงไปนานๆ ครับ...

    • ผมคงแย่ครับคุณหมอ
    • ดื่มกาแฟใส่น้ำตาลตั้งหลายช้อน
    • สงสัยจะแย่
    • ขอบคุณมากครับที่นำเรื่องดีๆมาให้อ่าน
    ขอบคุณอาจารย์หมอวัลลภมากมากค่ะ บันทึกนี้ก็เหมือนอย่างเคยเต็มไปด้วยความรู้ของอาจารย์ที่ประมวลมาเสิร์ฟให้แก่ผู้อ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วและนำไปใช้ได้จริง ขอบคุณค่ะ :)

    ขอขอบคุณอาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่านทุกท่าน...

    • เรื่องกาแฟใส่น้ำตาลของอาจารย์ขจิตไม่น่าห่วงครับ...
    • (1). เสนอให้ใช้น้ำตาลธรรมชาติ (brown sugar / สีน้ำตาล) แทนน้ำตาลฟอกจางสีขาว (white sugar) > เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระเล็กๆน้อยๆ x บ่อยๆ = มากในระยะยาว
      (2). เสนอให้ใช้น้ำตาลเทียมเสริม > ปนไปกับกาแฟได้เลย เพียงแต่รอให้กาแฟเย็นลงหน่อยแล้วค่อยเติม > น้ำตาลเทียมราคาซองละ 1 บาทเศษนิดหน่อย > จะลดปริมาณน้ำตาลได้มากมาย
      (3). เสนอให้ใช้นมไขมันต่ำ หรือนมไม่มีไขมันผสมแทนคอฟฟี่เมต (ครีมเทียม) > จะได้โปรตีน แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และคุณค่าทางอาหารเพิ่ม + ลดไขมันอิ่มตัว + ลดไขมันทรานส์(น้ำมันเติมไฮโดรเจนในครีมเทียม)
      (4). เน้นชงเอง ไม่ซื้อกาแฟปรุงสำเร็จ > กาแฟปรุงสำเร็จมีแนวโน้มจะหวาน + มัน + มีกาเฟอีนมากเกิน
      (5). หลังเที่ยง + ถ้ามีฐานะดีหน่อย > เลือกกาแฟชนิดสกัดกาเฟอีนออก (decaffeinated) น่าจะช่วยให้หลับสนิทขึ้น

    กาแฟ > ถ้า "พอเหมาะ + พอดี" แล้วมีคุณค่าครับ...

    • (1). กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants)
      (2). กาแฟมีรสขม + ฝาด + เปรี้ยวปนกัน > ตามหลักสุขภาพตะวันออก > ท่านให้กินของเปรี้ยว + ขม + ฝาดให้มากหน่อย กินของหวาน + มัน + เค็มให้น้อยหน่อย
      (3). ถ้าดื่มกาแฟไม่เกิน 3 แก้ว/วัน + ไม่เป็นโรคความดันเลือดสูงมากจนควบคุมไม่ได้ + นอนหลับสบายดี > น่าจะปลอดภัยครับ...

    ขอให้อาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ...

     

    ขอขอบคุณอาจารย์ ดร.จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...

    • ยุคนี้เป็นยุค "จานด่วน (fast food)" หรือยุค "กึ่งสำเร็จรูป (instant)"...

    ปีนี้ผมไปทำบุญที่พม่า มีโอกาสพักวัดแฌมเญ่ เมืองย่างกุ้ง > มีพระไทยไปปฏิบัติธรรมที่นั่นหลายรูป

    • ตารางเวลาที่นั่นคือ 21.00 น. (ประมาณ 21.30 น.ประเทศไทย) เป็นต้นไปควรจะนอน ห้ามทำเสียงดังเช่น อาบน้ำ ซักผ้า ฯลฯ
    • 03.30 น. มีเสียงนาฬิกาปลุกดังไปทั่ว > 05.30 น. เดินไปโรงอาหารช้าๆ (ช้ามาก)...
    • ก่อนไป > ได้ยินเสียง "กร๊อบ กร๊อบ" คุ้นหู... จากบริเวณจัดน้ำดื่ม น้ำต้ม > นึกถึงเสียงมาม่า > หันไปดู > ใช่จริงๆ เพราะพระไทยท่านฉีกซองมาม่า > หักครึ่ง เติมน้ำร้อน > ปีนี้ (2549) มาม่าไทยตั้งโรงงานในพม่าแล้ว...

    ขอให้ท่านอาจารย์จันทวรรณ และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ...

    • ขอบพระคุณคุณหมอมากครับผม

    ขอขอบคุณอาจารย์ขจิต และท่านผู้อ่าน+ลปรร.ทุกท่าน...

    • ขอขอบคุณ...
    • ขอให้อาจารย์ และท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพดี ไม่(กิน)หวานเกิน และไม่เพลียครับ...

    อาจารย์ค่ะ พอจะทราบไหมค่ะว่าในประเทศไทยมีผู้ประกอบการเกี่ยวกับข้าวกล้องงอกที่ไหนบ้าง (เคยได้ยินมาว่าเป็นของโครงการหลวง) กำลังสนใจเรื่องนี้มากๆค่ะ  ขอบคุณค่ะ

     

    ขอขอบคุณ... คุณภณิดา และท่านผู้อ่านทุกท่าน