คุณแม่ดีดี
นางชฎาพร รัตนาวิวัฒน์พงศ์

พาลูกไปฝึกเจริญสติ


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พาดีโด้ไปร่วมกิจกรรม "เจริญสติ"แนวเคลื่อนไหวกับคณะศิษฐ์หลวงพ่อเทียน ที่สวนโมกกรุงเทพฯ (อยู่ติดกับสวนรถไฟ)  ได้อะไรกลับมามากเลยเลยทีเดียว   เป็นการทดลองพาลูกไปฝึกสติ นั่นเป็นจุดประสงค์หลัก  แต่กลับกลายเป็นการทดสอบสติของแม่แทน   งานนี้โหดและหินมากมาย นี่ขนาดทำใจไว้ก่อนไปแล้วว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นบ้าง เอาเข้าจริงก็อดที่จะเกรงใจคนอื่น ๆ ไม่ได้  บรรยากาศมันพาให้คิดซะด้วยฮ่าๆๆ 

เด็กที่มามีก็จะมีทั้งเด็กที่เคยฝึกมาแล้วกับเด็กที่ยังไม่เคยฝึกเลย  วันนี้เด็กไม่เยอะ  สัก 6-7 คนได้  ดีโด้อยู่ในส่วนของเด็กที่ยังไม่เคยฝึกเลยและปกติก็ไม่ใช่เด็กที่จะนิ่งได้นาน ๆ ด้วย ยิ่งหากห้ามพูดคุย  ยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กคนนี้ฮ่าๆๆ  ก่อนไปก็ไม่ได้บังคับเป็นการพูดคุยชักชวน เขาก็ยอมมา แต่ใจจริงด้วยนิสัยเขา ๆ ก็ไม่ชอบแน่ ๆ รู้ทั้งรู้  แต่แม่อยากลอง คุยกันว่าเรามาเพื่ออะไร และจะควรปฏิบัติตัวอย่างไร  นานแค่ไหน จากนั้นจะได้ไปฟังนิทาน และทำสิ่งประดิษฐ์ตามที่เขาชอบ   

 ก่อนเริ่มกิจกรรมจะมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้าก่อน ซึ่งยาวนานมาก  สำหรับดีโด้แล้วแค่สวดมนต์ก่อนนอนสั้น ๆ ก็ยากและยาวมากแล้ว มาเจอแบบนี้ เลยเกิดอาการป่วน ๆ เรื่องนี้เข้าใจและทำใจได้ แม่ดาวก็เลยเฉย ๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร  เขาก็น่ารักไม่ได้โวยวาย แค่บ่น ๆ ทน ๆ ไปจนจบ จากนั้นก็ให้แยกกลุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่เคยฝึกมาแล้ว  กลุ่มที่ไม่เคยฝึกมาเลย และกลุ่มเด็กกับผู้ปกครอง  แรก ๆ ก็ดูตื่นเต้น อยากทำ แต่ขออยู่กับแม่ตลอดแค่นั้น 

กลุ่มเด็กและผู้ปกครอง แยกออกมานอกห้อง ซึ่งเป็นอากาศธรรมชาติ  และพระอาจารย์พาไปฝึกตรงบริเวณระเบียงทางเดิน และแดดส่อง  สำหรับตัวเองแล้วก็ธรรมดา แต่สำหรับลูกยา มันร้อน เขาขี้ร้อนอยู่แล้วและแพ้เหงื่อ คือจะเกิดอาการคันๆๆ   และเป็นผื่น  พอบรรยากาศไม่เป็นใจ ก็เริ่มหงุดหงิด ด้วยก็ไม่ได้อยากจะมาทำกิจกรรมนี้มากนัก แต่หวังจะร่วมกิจกรรมสนุกสนาน เลยยอมมาด้วย  ก็เริ่มไม่ทำตั้งแต่ต้น แม่ดาวเองก็ค่อย ๆ ชวนเขาทำ พูดให้เขาสนุก กระซิบ “ดีโด้ครับ มาฝึกด้วยกันซิ นี่ไง เห็นไหม พระอาจารย์สอนให้แปลงร่างตั้ง 14 ท่าแนะ แม่ทำพอได้แล้วนะ ดีโด้ทำได้หรือยัง” ประมาณนี้  คืออะไรก็แล้วแต่สำหรับดีโด้ต้องสนุกนำ ถึงจะอยากทำ ก็เริ่ม ๆ จะสนใจจะฟังบ้าง  แต่พอพระอาจารย์เรียกชื่อ “ดีโด้” ประมาณว่าไม่ตั้งใจ เรียกกระตุ้น เท่านั้น ตามฟอร์มเขาก็เลยพาลต่อต้านไม่ทำต่ออีก  เราก็ต้องเอาใหม่  แดดก็เริ่มร้อนขึ้น พระอาจารย์คงเห็นท่าไม่ไหว  เลยพาเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง ให้เดินจงกรม 

ที่นี่ท่านพาเดินย้ายไปอีกจุด เปลี่ยนที่ฝึก ตรงนี้ดีกว่าเยอะ ลมโกรกและร่มมาก  ย้ายที่มาก็ดีขึ้นนิดเหมือนจะยอมทำบ้าง แต่ก็คงเบื่อ น่าจะผ่านไปตั้งแต่มาถึงเวลานั้นสักชั่วโมงครึ่งได้  เริ่มขออนุญาติพระอาจารย์ไปทานน้ำ บอกหิวน้ำ  เราก็รู้อยูู่แล้วว่าเขาไม่ได้หิวน้ำจริง ๆ เพราะปกติอยุ่บ้านก็แทบจะไม่ยอมกินน้ำ  ก็ไม่ได้ว่าอะไร  ตอนนั้นก็เริ่ม ๆ จะเกิดอาการหงุดหงิด ๆ แล้ว  คิดในใจว่า เอาน่าลองให้เขาอยู่จนครบครึ่งวัน ด้วยตกลงกันไว้แล้ว  หายไปสักพักก็กลับมานั่งใหม่ ก็ไม่ยอมจะทำเท่าไหร่  เลยถามเขาว่า “ดีโด้ไม่อยากทำเพราะอะไร”  เขาก็บอกว่า พระอาจารย์ทำเร็วไป ดีโด้ทำไม่ทัน ก็เลยให้เขาหันมาหาเราและสอนทำ  ทำตามอยู่ 2 รอบเลิก ไม่เอา เบื่อ  พระอาจารย์ท่านก็จะสอนให้ปฏิบัติฝึกการเจริญสติแบบนั่งแล้วเคลื่อนไหวมือให้เอาสติไปอยู่ที่มือ สลับกับการเดินจงกรม  ดีโด้เริ่มเบื่อมาก และป่วนมากขึ้น ให้นั่งก็นอน ให้เดินก็วิ่ง  แถมชวนเพื่อนคุยอีก  แม่เริ่มกระสับกระส่ายขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอาการเกรงใจคนอื่นนี่แหละ  เริ่มเตือนถี่ขึ้น แต่ไม่ได้ดุ  คิ้วแม่เริ่มขมวด เริ่มปวดหัวตึ้บๆๆ 

สักพักมีเด็กน้อยผู้หญิงอายุประมาณ 4 ขวบ ตัวเล็ก ๆ หน้านิ่งมาก ๆ มาร่วมกิจกรรม และนี่คือจุดเปลี่ยนฮ่าๆๆ พระอาจารย์ท่านก็พยายามจะดึงให้ดีโด้เข้าร่วมกิจกรรม มีบอกให้มานั่งข้างหน้า นั่งใกล้ ๆ ท่าน ยอมเหมือนกันแต่แม่ต้องไปด้วยและไม่ยอมนั่งประจันหน้า เยื่องมาสัก 1 เบาะ  ท่านก็เรียกชื่อ และพยายามจะกระตุ้นโดยบอกว่า เห็นไหมน้องเขาเด็กกว่าทำได้เก่งกว่าดีโด้เสียอีก  นั่นไง....งานเข้าเลย ดีโด้เปลี่ยนพฤติกรรมจริง ๆ แต่แย่กว่าเดิมฮ่าๆๆ  พระอาจารย์ท่านเมตตาเราเข้าใจดี แต่ลูกเราไม่เข้าใจ เด็กมักตีความต่างจากที่ผู้ใหญ่คิด ดังนั้นเวลาจะพูดอะไรกับเด็ก ขอเตือนว่าควรพูดให้ชัดเจน หากไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจตรงกับเราไหม ให้ถามเขาว่าที่เราพูดนั้นลูกเข้าใจไหม หากเข้าใจ เข้าใจว่าอย่างไร  เรื่องนี้แม่ดาวใช้บ่อยค่ะ เพราะลูกคนนี้ชอบตีความเกินจริง

ดีโด้ขอกินน้ำรอบ 2  ก็ให้ขออนุญาติพระอาจารย์ก่อนแล้วก็ไป  เริ่มอยู่ไม่ติดที่แล้ว  หายไปสักพักกลับมาใหม่  แม่ครับดีโด้หิวข้าวแล้ว  อันนี้เชื่อว่าส่วนหนึ่งเขาหิวจริง ๆ เพราะตอนเช้าไม่ยอมจะทานข้าวเอง  กินไปนิดเดียว เรียกว่าชิมจะดีกว่า  คุยกันแล้วว่าคิดดี ๆ นะครับ หากไม่ทานอีกมื้อที่จะได้ทาน คือ เที่ยง แต่จะมีได้ทานนมกล่องได้ เพราะเป็นเรื่องปกติ ทานข้าวเช้า ทานนมกล่องสัก 10 โมง  และอีกส่วนหนึ่งคือการเล่นเกมส์ทำลายสติแม่ เขาฉลาดกว่าแม่เสมอ  เขาจะมีเทคนิคในการทำลายสติแม่ เขาจะรู้จุดอ่อนของเรา  หากหนใดที่เราพลาดไม่ควบคุมสติให้ดี เราจะเสียทีเขาได้  และหนนี้ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมของแม่ ที่เหมือนจะป่วย ๆ และสติมาไม่ครบฮ่าๆๆ  พกมาน้อยก่อนออกจากบ้าน เริ่มเสียการควบคุม 

ดีโด้เริ่มทำการบรรเลงคร่ำครวญ  งอแง หิวข้าว ปวดท้อง แสบท้อง  ไส้จะขาดแล้ว  ฯลฯ  แม่ดาวก็หยิบนมกล่องให้ทาน เขาก็ปฏิเสธ บอกว่าดีโด้ไม่ได้หิวนม แต่ดีโด้หิวข้าว  นั่นไง เริ่มแล้ว....ก็เลยพาแยกออกจากกลุ่มและไปคุยกัน 2 ต่อ 2 ไม่ได้ยืนคุยนะคะ แต่นั่งคุย ในระดับเดียวกับเขา พูดคุยถามเหตุผลอะไร ยังไง และทวนข้อตกลงว่าเราตกลงกันว่าอย่างไร  ทวนได้หมด รู้หมด แต่......แม่ครับ ดีโด้ทนไม่ไหวแล้ว หิวข้าวจริง ๆ ฯลฯ  แม่ดาวจึงยื่นกล่องนมให้อีกครั้งและบอกว่า ทานนมก่อนนะครับ  แม่เข้าใจว่าลูกหิว เมื่อเช้าทานน้อยเนอะ เที่ยงได้ทานแน่ ๆ บอกให้รอ  ยังคงมีสติที่จะพูดดี ๆ ได้ แต่ใจเริ่มหงุดหงิด  ปากกับใจเริ่มไม่ตรงกัน ใจเริ่มเบื่อ และเหนื่อยด้วย  ร่างกายไม่พร้อมจริง ๆ  แต่ยังคงแสดงบทพูดออกไปได้อย่างไม่สะดุด พูดด้วยความชิน แต่ไม่อินในบท  ด้วยความไวต่อความคิดแม่  แม่เล่นไม่เนียนเนอะ ลูกจับได้ และจัดให้แม่ชุดใหญ่

ณ ตอนนั้นเขาไม่ทำก็ไม่ว่า  บอกให้เขารอจนกว่าจะครบเวลาของกิจกรรมช่วงเช้า  หรือหากอยากทำก็เข้ามาร่วมกิจกรรมกันได้  แม่ดาวก็ไปทำต่อ  เขาก็นั่ง ๆ นอน ๆ รออยุ่ตรงนั้นไม่ไกลนัก  สักพักมาใหม่ที่นี่ร้องไห้ น้ำตาไหล หิวข้าว แม่ครับทนไม่ไหว  ฯลฯ  เอาหล่ะ.....พอกันที  เมื่อไม่เป็นไปตามข้อตกลงกัน คือกลับบ้าน อดทุกกิจกรรมที่เหลือ  จะพากลับ ก็ไม่ยอม ด้วยอยากทำกิจกรรมต่อคือฟังนิทานกับทำสิ่งประดิษฐ์ ใช้กระบวนท่าไม้ตาย ร้องไห้ดัง ๆ หวังจะให้แม่ใจอ่อน  ขอร้องวิงวอน ขอทานข้าวที่นี้  คือเขาจะมีการจัดอาหารกลางวันไว้เลี้ยง  ดีโด้เขาจะคิดอะไรเร็ว เวลาเขาคิดแววตาเขาเราจะดูออก เลี้ยงมา 5 ปี กว่า มีหรือว่าแม่จะไม่รู้ทัน

คุณหมอผู้จัดงานเข้ามาช่วยไว้  บอกว่าให้ทานก่อนก็ได้ ไม่เป็นไร  ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถึงเวลา  แม่ดาวก็บอกกับคุณหมอถึงจุดประสงค์ของเรา ว่าเรามีข้อตกลงกันอย่างไร และบอกลูกว่าอาหารนี้จัดให้สำหรับคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมจนครบกำหนด   เจ้าดีโด้ฟังก็ร้องไห้ใส่ พูดดัง ๆ หิวข้าวๆๆๆๆ  พาก็จะพากลับเขาก็ทิ้งตัวเกาะขา ไม่ยอม  ขณะนั้นคุณหมอขอว่าให้เขาทานเถอะ ไม่เป็นไร  ด้วยความเกรงใจคุณหมอจึงตกลง แต่หันไปบอกกับลูกว่า “แม่ไม่ได้อนุญาตินะคะ  อันนี้คือคุณหมออนุญาติ  ลูกก็รู้ว่าเราตกลงกันว่าอย่างไร”  ตอนนั้นเริ่มเสียงแข็ง ตาวาวแล้ว แต่ไม่ได้ตวาด ไม่แผดเสียง นิ่ง ๆ เน้น ๆ จบ 

คุณหมอยังเมตตากรุณาให้แม่ทำตามข้อตกลงแม่ครึ่งทาง คือ  ให้ทานข้าวได้แต่ต้องรอทานพร้อมทุก ๆ คน  ระหว่างรอให้นั่งรอหน้าห้อง  สักพักเมื่อดีโด้เริ่มสงบ อันที่จริง พอคุณหมอบอกว่าได้ แม่ต้องยอม ดีโด้ก็ยุติการทำสงครามประสาททันที ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย พูดจาดี  ก็เขาชนะแล้วนี่นะ ชวนแม่พูดคุยฉอเลาะตามเดิม  เกมส์จบ  คุณหมอเข้ามาพูดคุยชวนให้เข้าไปฟังพระเทศน์ไหมข้างใน  เขาก็มอง ๆ ไม่อยากจะไป แต่พอคุณหมอบอกว่า ไม่ใช่พระองค์เดิม พระอีกองค์หนึ่ง เขาก็เปลี่ยนใจเข้าไปทันที  คิดว่าคุณหมอน่าจะเดาได้ว่าเขาไม่อยากทำกับพระอาจารย์คนเดิม  เข้าไปนั่งสักพัก ไม่นานมาก ก็เสร็จกิจกรรมและได้เวลาทานอาหารเที่ยง

ดีโด้เบิกบาน ยิ้มแย้ม อารมณ์ดีสุด ๆ ทานข้าวไป พูดไป “อร่อยจริง ๆ อาหารที่นี่เขาทำอร่อยมาก ดีโด้มีความสุขจริง ๆ แม่”  ทานเสร็จก็ชวนให้ไปทำบุญช่วยบริจาคเงินด้วย ช่วยค่าอาหารคุณหมอ  คุณหมอชวนคุยบอกดีโด้ว่า “ครั้งหน้ามาหายายอีกนะ  แล้วอยากจะทานอะไรบอกยายมายายจะเตรียมมาให้”  ดีโด้ก็ตอบไปด้วยความอิ่มหนำและเบิกบานใจอย่างที่สุด  รับปากด้วยว่าครั้งหน้าจะมาอีก  ก่อนกลับยังโชคดีได้เจอนักจิตวิทยาไม่แน่ใจว่าเป็นคุณหมอด้วยไหม แต่เขาบอกว่า “เด็กคนนี้ เขาฉลาดค่ะ เขาไม่ได้สมาธิสั้น แต่เขาฉลาด”  คุณหมอยังเพิ่มอีกว่า “เด็กคนนี้เขาฉลาดมาก และฉลาดกว่าแม่” ฮ่าๆๆๆๆ อันนี้ถึงคุณหมอและอีกท่านไม่บอก  ก็ตระหนักรู้อยู่เต็มอก ว่าเป็นเช่นนั้น  เพราะรู้ถึงต้องหมั่นสร้างสติ และเพิ่มพูนปัญญาเสมอ ๆ 

ข้อคิด 1 ที่ตัวเองได้จากนักจิตวิทยาท่านนั้น คือ  การมีข้อตกลงกันไว้ก่อนนั้นดีแล้ว แต่ควรผ่อนปรนบ้าง  และคุณแม่ได้ชมเขาไหม ว่า “แม่ขอบคุณที่หนูพยายามอดทนทำทั้ง ๆ ที่ลูกไม่ได้ชอบนัก” ประมาณนี้ จำคำพูดทั้งหมดไม่ได้  แทงใจเลยค่ะ เราลืมจริง ๆ  รู้ทั้งรู้ว่าเขามีนิสัยอย่างไร  จะว่าลืมก็ไม่ใช่เนอะ เรียกว่าไม่ใส่ใจเขาให้มากพอ มองข้ามความรู้สึกของเขา เห็นแต่ใจตัวเอง ไม่เห็นใจลูก  แต่ก็แอบไม่เห็นด้วยกับหากตกลงกันแล้วไม่ทำตามต้องผ่อนปรน  หากไม่มีคุณหมอแม่ดาวก็พากลับทั้ง ๆ น้ำตาเช่นนั้นแน่ ๆ ค่ะ  แต่ยอมรับผิดเต็ม ๆ ประตูเรื่องการไม่ให้คำชมลูกที่ยอมมาปฏิบัติกับเรา 

จากนั้นลงมารอทำกิจกรรมฟังนิทานและสิ่งประดิษฐ์ ปรากฎว่าไม่ตรงตามเวลาแฮะ ก็รอๆๆไป และไม่เห็นมีกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์ หรือว่าผิดจุดก็ไม่รู้ มีแต่เล่านิทาน ระหว่างรอตอนนั้นใจเบาแล้ว พูดคุยได้แบบ ใจกับปากตรงกัน  น้องดีโด้บอกว่า แม่รู้ไหมดีโด้ทำได้นะ 14 ท่าน่ะ ง่ายจะตาย  แม่ดาวฟังบอกตามตรงว่า ไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะทำได้จริง เพราะเขาไม่ฟัง ไม่มอง มีตอนที่เราสอนทำตาม 2-3 ครั้งก็เลิกทำ  เขาบอกอีกว่าจริง ๆ แม่ไม่รู้อะไรดีโด้น่ะ แอบทำตอนที่นอนรอแม่ตรงนั้น ทำได้ด้วย  แล้วเขาก็ทำให้ดู และเขาทำได้จริง ๆ  แม่ดาวยิ้มและรู้สึกผิดในใจ  และพูดขอโทษลูกด้วยว่า “แม่ขอโทษนะครับที่วันนี้แม่หงุดหงิด แม่ไม่ได้ชมดีโด้เลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ดีโด้ก็พยายามอดทนทำแล้ว และดีโด้ก็เก่งมากด้วยทำได้ครบ 14 ท่าทั้ง ๆ ก็ยากสำหรับเด็กวัยขนาดลูก”  ดีโด้ยิ้มและกอดแม่  บอกสั้น ๆ ว่า “ไม่เป็นไร ดีโด้รักแม่นะ”  จบซึ้งมาก 

  อดทนพาลูกทำกิจกรรมจนเสร็จ และไปทานไอติมต่อ กลับบ้านพร้อมยาแก้ปวด 2 เม็ด นอนพัก หลับยาว ทิ้งให้ลูกอยู่กับป๊าต่อ แปะมือเปลี่ยนตัว แม่ไม่ไหวแล้ว  ขอพัก ตื่นมาดีขึ้นเยอะ  อีก 1 วัน ที่แม่อย่างฉันแทบจะคลาน  ใครไม่เคยเลี้ยงลูกลำพังแบบนี้คงไม่เข้าใจความรู้สึกเนอะ ว่ามันสุด ๆ ขนาดไหน ฮ่าๆๆ  แต่ชีวิตแม่ ๆ ก็ไม่ได้แย่แบบนี้ทุกวันนะคะ  จริงไหม

                 

ต้องขอบคุณคุณหมอที่จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ขึ้นมาสร้างโอกาสให้ลูกและแม่ได้เจริญสติไปพร้อม ๆ กัน ขอบคุณนักจิตวิทยาท่านนั้นที่กรุณาแบ่งปันข้อคิดดี ๆ ขอบคุณสวนโมกกรุงเทพฯที่เปิดพื้นที่ดี ๆ ให้กับพวกเรา  ขอบคุณลูกที่เป็นตัวเพิ่มพลังสติและปัญญาให้แม่เสมอ ๆ 

 


 


หมายเลขบันทึก: 519242เขียนเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2013 11:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2013 11:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (4)

ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ครับ ผมเองก็อยากเริ่มให้เจ้าต้นไม้ได้ฝึกสมาธิบ้างแต่ก็ยังหาโอกาสไม่ได้ครับ เวลาไปวัดก็จะไปเล่นดินเล่นทรายในวัดมากกว่า (วัดกลายเป็นสนามเด็กเล่นไป) ครับ

ส่วนตัวแล้วที่พาไปลองเพราะคิดว่าไม่ได้แค่นั่งหลับตา เพราะด้วยนิสัยเด็กส่วนใหญ่ก็คงไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ  เคยอ่านเจอในหนังสือ ที่ดร.วรภัทรเขียนประมาณว่า อย่าสอนให้ลูกเกลียดธรรมะ คือไม่ยัดเยียด หรือบังคับให้ต้องปฏิบัติ ดูตามธรรมชาติของเด็ก ยังแนะนำให้ฝึกแบบมวยจีนเส้าหลิน น่าจะเหมาะกว่า เป็นการสร้างสติ สร้างสมาธิเหมือนกัน แบบนั้นน่าจะดีกว่า  คิดว่าหากเราพิจารณาหลาย ๆ อย่างในการใช้ชีวิต เราก็ค่อย ๆ สอนให้เขาพยายามมีสติได้นะคะ อาจไม่ต้องเป็นทางการขนาดนี้  ฝึกแบบที่ตัวเองฝึก คือฝึกมีสติกับชีวิตประจำวัน เช่น ทานข้าวให้เขาอยู่กับการทานข้าว จืด เผ็ด ร้อน หวาน ฯลฯ  ตัวเองก็ไม่ได้จะทำตลอดเวลา อยากได้เด็กดี ก็ต้องพยายามสรรหาหาวิธีจัดการเนอะ  คุณธวัชชัยยังดีได้มีโอกาสพาลูกไปวัดบ่อย ๆ ตัวเองกับลูกห่างวัดมาก ๆ ค่ะ  แต่ก็ชดเชยแบบอื่นแทน  ครั้งหน้าหากมีกิจกรรมนี้อีก ก็จะพาลูกไปอีกคะ เขาสัญญากับคุณยาย(หมอ)ไว้แล้ว ค่อย ๆ จับมือกันเดินไปด้วยกันทีละก้าว  ๆ สักวันคงถึงจุดหมายเนอะ 

จากที่อ่านมาคุณแม่มีความพยายามและความอดทนมากแล้วค่ะ 

ถ้าเป็นตัวเองไม่รู้ว่าจะตบะแตกแว้กใส่เจ้าตัวเล็กจอมซนรึเปล่า จะจำไว้เป็นกรณีศึกษาให้ตัวเองในอนาคตค่ะ ^^

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี