ผมรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบหรือโกง

บริษัทใหญ่ๆล้วนเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งนั้น ธนาคารก็ไม่เบา ตามที่หลายๆท่านได้แสดงความเห็นและเล่าประสบการณ์ที่แต่ละท่านเจอมา ผมเคยเจอและวิเคราะห์ หาสาเหตุแล้ว จริงๆบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ไม่ได้เจตนาโกงลูกค้า ปัญหาจริงๆเกิดจากระบบการบริหารจัดการ และคุณภาพของเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารเองก็ขาดจริยธรรม ไม่ดูแลและเห็นความสำคัญของลูกค้า พยายามปกป้องผลประโยชน์ขององคฺ์กร นำระบบการหารายได้มาใช้เพื่อประโยชน์ในการทำรายได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกและความไม่สะดวกของลูกค้า ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะระบบการกีดกันทางการค้า ระบบผูกขาด ทำให้ผู้ประกอบการมีจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้บริการของเขาๆจึงรวมตัวกันและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ของเขาเหมือนๆกัน โดยผู้บริโภคเป็นผู้เสียเปรียบ แต่ถ้าผู้บริโภครวมตัวกันได้ และมีองค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถมีพลังอำนาจที่จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น

บันทึกเพื่อบอกสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ดูแลระบบคุ้มครองผู้บริโภค ว่า บริษัท ทรู กำหนดเงื่อนไขบริการแบบเอาเปรียบลูกค้า

ผมรู้สึกว่าถูก Truemove เอาเปรียบหรือโกง

ผมใช้บริการ Truemove 3G แบบไม่จำกัดการใช้  เพื่อใช้กับ iPad 2  โดยระบุให้หักเงินค่าบริการประจำเดือนจากบัตรเครดิต  เสียค่าบริการรวมภาษีเดือนละ 812.13 บาท

ราวๆ ต้นเดือน ส.ค. ทางธนาคารแนะนำให้ผมยกเลิกบัตรเครดิตใบเดิม และออกใบใหม่ให้  ผมลืมแจ้งทาง Truemove  ดังนั้นราวๆ วันที่ ๒๐ ส.ค. ๕๔ ผมจึงถูกตัดการใช้บริการนี้  ผมนึกขึ้นได้ทันทีว่าเขาหักเงินไม่ได้  จึงโทรศัพท์ไปที่ 1331 เพื่อทำความเข้าใจ และจะขอเปลี่ยนเป็นใช้ promotion อื่น  แต่มันไม่ยอมให้พูดกับคน  มันให้กดหมายเลขโน่นนี่เรื่อยไป  พอกดเพื่อพูดกับคน ก็บอกว่ากำลังให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ ให้รอ  รอเป็น ๑๕ – ๒๐ นาทีก็ไม่ได้  จนต้องเลิก  ทำอยู่หลายวัน หลายครั้ง ไม่สำเร็จ

ผมไปที่ร้าน True ที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะครั้งหนึ่ง เพื่อจะไปขอเปลี่ยนเป็นการใช้แบบอื่น  แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีเอกสารรายละเอียด “เอกสารหมด”  ผมบอกเขาว่าผมใช้อยู่แล้ว และโดนตัดการใช้เพราะเปลี่ยนบัตรเครดิต  จะมาเปลี่ยนเป็นแบบอื่น แต่ก็ไม่มีใครแนะนำผมว่าต้องรีบแจ้งยกเลิกการใช้ มิฉะนั้นจะโดนเก็บเงินไปเรื่อยๆ โดยเราโดนตัดการใช้ไปแล้ว

ต้นเดือน ก.ย. ผมได้รับใบแจ้งว่าเขาหักเงินไม่ได้  ให้ติดต่อ 1331  ผมติดต่อไป ๒ ครั้ง ก็เป็นแบบเดิม คือรอพูดกับคนจนอ่อนใจ และไม่ได้พูด  วันที่ ๑๓ ก.ย. ผมได้ใบแจ้งอีก ๑ ใบ เรียกเก็บเงิน ๒ เดือน  ลูกสาวบอกว่าให้ไปแจ้งยกเลิกเสีย และจ่ายเงิน  มิฉนั้นเขาจะเก็บเงินเราไปเรื่อยๆ

เย็นวันที่ ๑๕ ก.ย. ผมไปที่ร้าน True ที่ ซูเปอร์โลตัส แจ้งวัฒนะ (ที่เดิมคือคาร์ฟู)  บอกเขาว่ามาจ่ายเงิน (และตั้งใจมาบอกเลิกใช้) เขาให้กดเครื่องเอาเลขคิว โดยผมได้คิวที่ขึ้นต้นด้วยเลข ๑  มีคนรออยู่กว่า ๑๐ คน

รออยู่สัก ๑๕ นาทีก็ถึงคิวผม เครื่องมันประกาศให้ไปที่เคาน์เตอร์หมายเลข ๓  ผมไปแจ้งความประสงค์ เจ้าหน้าที่หนุ่ม (เด็กๆ) ชื่อ ศุภวัฒน์ ศรีแพง บอกว่าการบอกยกเลิกต้องไปกดคิวใหม่  ผมถามว่าเขาทำให้ไม่ได้หรือ เขาตอบว่าไม่ได้ เพราะพนักงานเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เท่ากัน  ผมต้องไปกดเบอร์คิวใหม่โดยระบุว่ามาใช้บริการหลังการขาย  ได้หมายเลขคิวที่ขึ้นต้นด้วยเลข ๖  รอเกือบครึ่งชั่วโมง จึงได้รับประกาศให้ไปที่เคาน์เตอร์ ๓ อีก  เขาก็จัดการยกเลิกให้  ผมถามว่าแล้วผมต้องจ่ายเงินทั้งหมดเท่าไร  เขาบอกว่ายังบอกไม่ได้ เพราะต้องรอให้เครื่องมันคิดออกมา  แต่ที่เห็นตอนนี้สองพันห้าร้อยกว่าบาท  ผมถามว่าแล้ว ๒ เดือนที่แจ้งเรียกเก็บไม่เก็บเลยหรือ  เขาจึงนึกได้ว่าผมมาจ่ายเงินด้วย  จึงรับเงินและให้ใบเสร็จ  

ผมถามเขาว่า น้องให้ผมไปกดคิวใหม่ เพราะน้องเข้าถึงข้อมูลไม่ได้  แล้วผมต้องรอตั้งนาน น้องก็ทำให้ได้  เขาตอบเหมือนเครื่องจักรว่า พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เท่ากัน  และทำหน้างอๆ

ผมตีความว่า ทรู จัดระบบงานเพื่อเอาเปรียบผู้ใช้บริการแบบไม่ให้รู้ตัว  และจริงๆ แล้วเป็นการจัดระบบเพื่อความสะดวกของตัวเอง  ไม่ใช่เพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้า

การที่ ทรู ตัดการใช้ของผมไปแล้ว แต่ยังคิดเงินค่าบริการ เป็นการไม่ถูกต้อง  ผมจึงขอฟ้องต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค  และมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคในพฤติกรรมดังกล่าวด้วย  เพื่อให้เขาเปลี่ยนเงื่อนไขการให้บริการให้ยุติธรรมต่อลูกค้า  ไม่ใช่เอาเปรียบอย่างนี้

ผมเสียเงินไปฟรีๆ พันกว่าบาท เพื่อซื้อความรู้เรื่องนี้  เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมากว่า บริษัท ทรู กำหนดเงื่อนไขบริการแบบเอาเปรียบลูกค้า  โดยกลไกคุ้มครองผู้บริโภคดูแลไม่ถึง  หรือไม่ได้เอาใจใส่ดูแล  ไม่ทราบว่า บริษัทให้บริการอื่นๆ ยังมีเงื่อนไขบรอการแบบเอาเปรียบเช่นนี้อีกมากไหม  น่าจะมีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ก.ย. ๕๔

จากบทความของอาจารย์วิจารณ์ พานิช ซึ่งผมคัดลอกมาจากบทความของท่าน มีผู้แสดงความคิดเห็นและเล่าประสบการณ์ที่ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ผมเองก็เจอประสบการณ์เช่นนี้มามากจึงขอแสดงความคิดเห็นดังนี้

เห็นด้วยครับ ที่เราจะต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค บริษัทใหญ่ๆล้วนเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งนั้น ธนาคารก็ไม่เบา ตามที่หลายๆท่านได้แสดงความเห็นและเล่าประสบการณ์ที่แต่ละท่านเจอมา ผมเคยเจอและวิเคราะห์ หาสาเหตุแล้ว จริงๆบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ไม่ได้เจตนาโกงลูกค้า ปัญหาจริงๆเกิดจากระบบการบริหารจัดการ และคุณภาพของเจ้าหน้าที่  ผู้บริหารเองก็ขาดจริยธรรม ไม่ดูแลและเห็นความสำคัญของลูกค้า พยายามปกป้องผลประโยชน์ขององคฺ์กร  นำระบบการหารายได้มาใช้เพื่อประโยชน์ในการทำรายได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกและความไม่สะดวกของลูกค้า ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะระบบการกีดกันทางการค้า ระบบผูกขาด ทำให้ผู้ประกอบการมีจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้บริการของเขาๆจึงรวมตัวกันและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ของเขาเหมือนๆกัน โดยผู้บริโภคเป็นผู้เสียเปรียบ แต่ถ้าผู้บริโภครวมตัวกันได้ และมีองค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถมีพลังอำนาจที่จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น 

สรุปว่าในช่วงปัจจุบัน เมื่อยังไม่มีองค์กรดังกล่าว ผู้บริโภค จะต้องระมัดระวัง และศึกษาดูเงื่อนไขต่างๆก่อนใช้บริการ และถ้าเห็นว่าเราถูกเอาเปรียบเราก็อย่ายอม ผมเจอมาหลายเรื่อง ไม่เคยยอมถ้าผมไม่ผิด อาจเสียเวลา ซึ่งจริงๆไม่คุ้มแต่ถ้าคิดเพื่อความถูกต้องก็ต้องทำ มิฉะนั้นก็จะทำให้ผู้ประกอบการได้ใจ ก็จะยิ่งไม่สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะส่วนใหญ่ยินยอม

ส่วนสาเหตุที่ต้องรอสายนาน ก็เพราะความโลภมากของผู้ประกอบการคือทำการโปรโมชหาลูกค้าให้ได้จำนวนมากๆ โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการให้บริการ จึงทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนเป็นจำนวนมาก พยายามลดต้นทุนการจัดการ หรือหาพนักงานไม่ได้ตามจำนวนที่เหมาะสมที่จะรองรับจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ เมื่อลูกค้ารอนานก็จะเกิดความไม่พอใจ พอพนักงานรับสายเจอลูกค่าใส่อารมณ์บ่อยๆ ก็ทนไม่ได้เลยลาออก ทำให้พนักงานเข้าออกมีจำนวนสูงมาก จนขาดพนักงานที่มีคุณภาพ 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2555 ผมขับรถผ่านวัดบัวขวัญ  จังหวัดนนทบุรี  (วัดที่ หมอดูชื่อ ลักษณ์ เรขานิเทศ โปรโมช เรี่ยไรเงินจากประชาชน หลายวิธี) ผมเข้าไปดูและได้ไปไหว้รูปสิ่งศักดิ์หลายๆองค์ ไม่ว่าจะเป็น ท้าวมหาพรหม พระพิฆเนศ พระราหู และอื่นๆอีกมากมาย มีวิธีการให้คนทำบุญ เรี่ยไรเงิน มากมายหลายวิธี ผมเลือกทำบุญตามศรัทธาไปตามสมควร และได้ไปสั่งซื้อหนังสือฟันธงดวงชะตาปี 2556 โดยต้องชำระเงินเต็มจำนวน 120 บาทไว้ล่วงหน้าที่เจ้าหน้าที่ของวัด และทางสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ จะเป็นผู้จัดส่งหนังสือให้  ผมจึงจ่ายเงินจำนวน 120 บาทให้กับคุณ นฤมล และคุณนฤมลได้ให้เอกสารรับเงินค่าจองหนังสือไว้เป็นหลักฐาน

ผมรอจนผ่านไป 2 อาทิตย์ก็ยังไม่ได้รับหนังสือ เมื่อโทรไปที่สถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ตามเบอร์โทรศัพท์ที่แจ้งไว้ในใบจองหนังสือ ได้โทรคุยกับคุณกิ่ง คุณกิ่งแจ้งว่า หนังสือหมด จะต้องรอพิมพ์ใหม่ ประมาณกลางเดือนถึงปลายเดือนมกราคม จึงจะได้ หลังจากนั้นก็รอเรื่อยมาและไม่ได้รับการแจ้งข่าวใดๆทั้งสิ้น จึงได้โทรไปตามเบอร์โทรศัพท์เดิม แต่เป็นเทปบันทึกเสียงว่าให้กดหมายเลขที่ต้องการติดต่อ ถ้าไม่ทราบให้กด ๐ เพื่อติดต่อโอเปอเรเตอร์ เมื่อผมก็ ๐ ก็รอสายอยู่เป็นเวลานาน และไม่มีคนรับ จนสายหลุดไป ทำแบบนี้หลายครั้งด้วยกัน จึงแวะไปติดต่อคุณนฤมล ผู้ที่รับเงินจากผม ที่วัดบัวขวัญ แจ้งว่าต้องติดต่อที่สถาบันพยากรณ์ศาสตร์ เท่านั้น ทางวัดไม่่ได้ยุ่งกับการจัดส่งหนังสือ ได้แจ้งว่าติดต่อไปแล้วแต่ไม่มีคนรับสาย เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่หลายคนก็แสดงความไม่สนใจทั้งสิ้น มีคุณนฤมลคนเดียวที่เข้ามาพูดและอธิบายว่าทางนี้ก็ไม่มีหนังสือ จึงต้องให้ผมติดต่อกันเอง

แบบนี้เรียกว่าต้มตุ๋นหรือไม่ ถ้าผมไปแจ้งตำรวจว่าถูกฉ้อโกง ผมก็ย่อมทำได้ แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ จึงขอฝากคนที่รู้จักคุณหมอดู ลักษณฺ เรขานิเทศ หรือเจ้าหน้าที่ๆรับผิดชอบของสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ช่วยดำเนินการโดยด่วน ถ้าไม่ได้รับการติดต่อหรือยังนิ่งเฉยอยู่ ผมจะนำเรื่องไปแจ้งความ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

11 กุมภาพันธ์ 2556