มีคนมาขอสัมภาษณ์ ความเห็นของผมในเรื่อง Public-Private Partnership ในเรื่องอุดมศึกษาของไทย ทำให้ผมมีโอกาสไตร่ตรองเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับสภาพสังคมและโลกที่เป็นจริงในปัจจุบัน และที่คาดว่าจะเป็นไปในอนาคต
ต่อไปในอนาคตไม่ไกลนัก (๒๐ ปี?) คนทำงานทุกคนต้องมีความรู้ระดับ “หลังมัธยม” แบบใดแบบหนึ่ง หรือกล่าวว่า ความรู้ระดับมัธยมศึกษาไม่เพียงพอสำหรับการทำงาน เดาว่า ถึงตอนนั้นงานชนิดแบกหามต้องใช้กล้ามเนื้อโดยไม่ใช้สมอง จะถูกเครื่องจักรแย่งเอาไปทำหมดแล้ว เหลือแต่งานที่ต้องใช้สมองของมนุษย์สำหรับให้คนทำ
นั่นคือ ในตอนนั้น ทุกคนเป็น knowledge worker และต้องการพื้นทักษะและความรู้ในระดับอุดมศึกษา (หลังมัธยม) และกำลังคนทำงานกว่าร้อยละ ๙๐ อยู่นอกภาครัฐ ซึ่งหมายความว่า สถาบันอุดมศึกษาผลิตบัณฑิตออกไปทำงานใน “Private Sector” ซึ่งก็มีความแตกต่างหลากหลายอยู่ภายใน sector นี้ โดยเดาว่า กว่าครึ่งจะอยู่ใน services sector
การผลิตบัณฑิตให้ออกไปมีงานทำ ทำงานได้ รักงาน อดทนขยันขันแข็ง และเอาใจใส่ช่วยดูแลผลประโยชน์ขององค์กรที่ตนไปทำงาน เป็นภารกิจที่สถาบันอุดมศึกษาต้องทำให้ได้ดี
ธรรมชาติ หรือความเป็นจริง ที่ “งานอยู่นอกมหาวิทยาลัย” และมหาวิทยาลัยต้องผลิตบัญฑิตออกไปทำงานได้ บอกเราว่ามหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกับสถานที่ที่เป็นที่ทำงาน ในการฝึกทักษะส่วนที่เป็นการปฏิบัติงาน ให้แก่ นศ. นั่นคือ PPP สำคัญข้อที่ ๑: ความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต ให้ทำงานได้ตามที่ตลาดคนทำงานต้องการ ซึ่งโดยหลักการก็ไม่หนี 21st Century Skills แต่ต้องมีรายละเอียดให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ความต้องการอีกอย่างหนึ่งของภาคธุรกิจ คือการปรับตัวสร้างนวัตกรรมในสินค้า บริการ หรือในกระบวนการผลิต เพื่อความสามารถในการแข่งขัน ภารกิจนี้ต้องการการวิจัย ภาคธุรกิจอาจต้องการการวิจัยเพื่อตอบโจทย์จำเพาะของตน หรือต้องการผลการวิจัยที่ผลิตความรู้ใหม่ๆ สำหรับนำไปปรับใช้ได้ ความเข้มแข็งด้านการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาจึงเป็นพื้นฐานหนุนภาคธุรกิจเอกชน นี่คือ PPP ข้อที่ ๒: ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา
แต่ในปัจจุบันการทำหน้าที่วิจัยของสถาบันอุดมศึกษามีผลหนุนภาคธุรกิจไม่มาก เพราะเรามีวัฒนธรรมวิจัยแบบเอาตัวเอง (มหาวิทยาลัย) เป็นตัวตั้ง คิดโจทย์วิจัยจากปัญหาทางวิชาการเป็นหลัก หากจะให้อุดมศึกษาเข้าไปหนุนภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ต้องมีวิธีจัดการการวิจัยแนวใหม่ ให้มีการตั้งโจทย์วิจัยจากฐานของฝ่ายผู้ใช้ให้มากๆ ฝ่ายผู้ใช้ที่สำคัญฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายธุรกิจเอกชน
นั่นหมายความว่า กลไกการจัดการระบบอุดมศึกษา และระบบวิจัยของประเทศ ต้องมีการจัดการการตั้งโจทย์วิจัย ให้โจทย์มาจากฝ่ายผู้ใช้ให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า และฝ่ายผู้ใช้ก็ต้องพัฒนาทักษะในการ “บอกโจทย์” ให้แก่ฝ่ายทำวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาด้วย
สกว. โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลปัจจุบัน ได้จัดให้มีโครงการวิจัยและพัฒนานักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ขึ้นเป็นโครงการระยะยาว ๑๕ ปี ใช้เงิน ๓ หมื่นล้านบาท ผลิตนักวิจัย อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่
ที่จริงการวิจัยและพัฒนาตามโจทย์ของภาคธุรกิจเอกชน หรือภาคอื่นที่มีความต้องการ ก็คือการให้บริการวิชาการแก่สังคมนั่นเอง นี่คือ PPP ข้อที่ ๓
ที่จริงเรื่อง PPP ก็คือเรื่อง CSR / USR นั่นเอง คือมหาวิทยาลัยต้องไม่โดดเดี่ยวตัวเอง ต้องเป็นส่วนหนึ่งของสังคม/ชุมชน และมีการจัดการที่ยื่นมือออกไปร่วมมือทำประโยชน์กับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม อาศัยการทำงานนี้เป็นกลไปทำงานวิชาการ คือไปแสวงหาโจทย์วิชาการมาจากชีวิตจริงในสังคม ซึ่งนี่ก็คือ การทำงานวิชาการสายรับใช้สังคมไทย นั่นเอง
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ม.ค. ๕๖