การเรียนรู้ตามอำเภอใจ – เป็นกระบวนการดัดแปลงมาจากประสบการณ์ที่ผมเคยพบเห็นมาในระดับหนึ่ง รวมถึงการเชื่อมั่นว่าคนเราควรมีอิสรภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง และห้องเรียนที่แท้จริง ก็ไม่ควรจำกัดอยู่แต่ในระบบเท่านั้น

นานมากและนานจริงๆ  จะว่าไปแล้วก็เกือบครบขวบปีแล้วที่เคยได้ไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  

กลุ่มนักศึกษาที่ว่านั้นคือ  “นักศึกษาครูพันธุ์ใหม่”  ในสังกัดคณะครุศาสตร์  พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มสาวชาวเหนือที่ผ่านการคัดเลือกคัดกรองเข้าสู่โครงการพิเศษ  เพื่อปลุกปั้นให้เป็น “แม่พิมพ์” ของชาติในผืนแผ่นดินเกิดของพวกเขาเอง




ก่อนเปิดเรียนร่วมเดือนเศษ  เด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้ต้องมาเข้าค่ายใช้ชีวิตร่วมกัน  โดยมีกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ถูกจัดวางไว้เป็นตัวขับเคลื่อน  ทั้งโดยวิทยากรภายในและภายนอก  ซึ่งผมก็พลัดหลงเป็นหนึ่งในวิทยากรที่ว่านั้น

ผมเข้าใจว่านี่คือกระบวนการต่อเนื่องจาก “โรงเรียนแห่งความสุข”  ที่ได้ขับเคลื่อนในปีก่อนๆ  

ผมชื่นชอบงานครั้งนี้ไม่แพ้ครั้งก่อน  เห็นการผลิบานทางวิธีคิดเชิงรุกของมหาวิทยาลัยฯ  อย่างน่าทึ่ง  ซึ่งการนำว่าที่นักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 มาอยู่ร่วมกันเช่นนี้  ผมถือว่าเป็นนวัตกรรมแห่งการ “ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่”  อย่างมหัศจรรย์





การไปจัดกระบวนการเรียนรู้ในครั้งนั้น  ผมมีโจทย์การพัฒนาศักยภาพของว่าที่คุณครูของแผ่นดินอยู่หลายโจทย์  แต่ทุกโจทย์ทางเจ้าภาพได้ให้อิสระกับผมในการออกแบบกระบวนการทั้งหมด  ซึ่งผมเน้น “บันเทิงเริงปัญญา” 

ยกตัวอย่างเช่น  กระบวนการเรียนรู้ตาม “อำเภอใจ”  หรือเรียนรู้ตามอัธยาศัยนั่นเอง

การเรียนรู้ตามอำเภอใจ – เป็นกระบวนการดัดแปลงมาจากประสบการณ์ที่ผมเคยพบเห็นมาในระดับหนึ่ง  รวมถึงการเชื่อมั่นว่าคนเราควรมีอิสรภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง  และห้องเรียนที่แท้จริง  ก็ไม่ควรจำกัดอยู่แต่ในระบบเท่านั้น 





ด้วยเหตุนี้  หลังจากเรียนเล่นกันในห้องมาพักใหญ่  ผมถือโอกาสเปิดห้องเรียนใหม่ให้กับว่าที่คุณครูอย่างเต็มพิกัด  ด้วยการปล่อยให้แต่ละคนออกไปเรียนรู้ตามอำเภอใจ  อยากเรียนรู้เรื่องอะไรก็ตามสบาย  โดยให้ไปพบปะกับสิ่งนั้นๆ ด้วยตนเอง (ไปฝังตัว)  เมื่อพบสิ่งนั้นแล้วก็ให้สมมุติบทบาทเป็นสิ่งนั้น  ผ่านการตั้งคำถามเองและลองตอบคำถามด้วยตนเอง  

แน่นอนครับ  ด้วยบริบทพื้นที่รายรอบค่ายรายเรียงไปด้วยธรรมชาติอันเป็นป่าเขาลำเนาไพร  จึงหลีกไม่พ้นกับการต้องเรียนรู้กับมวลสรรพสิ่งเหล่านั้นไปโดยปริยาย  หลายคนไปนั่งพูดคุยกับต้นไม้ ใบไม้  โขดหิน  แมลง  ดอกไม้  ขณะที่บางคนก็พูดคุยกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  เช่น  โทรทัศน์  รถยนต์  อุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นต้น





ยอมรับว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่ว่านี้ออกอากาศบ้าๆ บวมๆ อยู่มาก  แต่ที่จริงแล้ว  ผมมีนัยสำคัญซ่อนไว้มากมาย สิ่งที่ซ่อนไว้ไม่จำเป็นต้องแยกแยะว่าอะไรคือประเด็นหลักประเด็นรอง  อาทิเช่น

·  ฝึกทักษะการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง
·  ฝึกทักษะการเป็นคนช่างสังเกต  ช่างเรียนรู้  ผ่านการตั้งคำถามเหมือนนักวิทยาศาสตร์
·  ฝึกกระบวนการขบคิด วิเคราะห์หาคำตอบด้วยตนเอง  โดยใช้ทุนเดิมที่มีอยู่ในตัวของพวกเขา  หรือแม้แต่การฝึกทักษะการใช้จินตนาการหนุนเสริมเข้าไป
·  ฝึกกระบวนทัศน์ของการเรียนรู้ไร้มิติที่ไม่ติดยึดอยู่แต่ในห้องเรียน  แต่เน้นความคิดความเชื่อว่า “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้”
·  บ่มเพาะให้ว่าที่คุณครูพันธุ์ใหม่เรียนรู้ปรากฏการณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว  พร้อมๆ กับการบ่มเพาะจิตสำนึกรักธรรมชาติ อย่างเนียนๆ
·  สะกิดเตือนเรื่องจิตสำนึกรักบ้านเกิดผ่านระบบนิเวศวัฒนธรรมที่พวกเขากำลังเรียนรู้  เพื่อให้หวนคิดว่าที่บ้านเกิดของตนเองมีสิ่งที่เหมือนและต่างจากตรงนี้อย่างไร   ฯลฯ

 



กระบวนการครั้งนี้ผมให้เวลายาวนานเป็นชั่วโมง  -

ขณะที่พวกเขาเรียนรู้ด้วยวิธีการของพวกเขาเอง  ผมก็ดุ่มเดินไปสังเกต  มีทั้งร่วมเรียนรู้ไปกับพวกเขา  หรือแม้แต่แกล้งให้เกิดความบันเทิง สนุกสนาน  ให้สมกับวิถีการเรียนรู้ในแบบบ้าๆ บวมๆ

ถัดจากนั้นทุกคนก็กลับเข้ามายังห้องเรียนรวมอีกครั้ง  พร้อมๆ กับการนำเสนอว่าไปพบกับสิ่งใดมา  และตั้งคำถามอะไรบ้าง และในแต่ละคำถาม  มีคำตอบอย่างไร –

ตรงนี้แหละครับ  การนำเสนอของแต่ละคนสนุกสนานฮาเฮกันมาก  บางคนออกแนววิทยาศาสตร์เป็นตรรกะชัดเจน  ถามและตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล  ขณะที่บางกลุ่ม บางคนออกแนวสังคมศาสตร์หน่อยๆ เห็นกลิ่นอายของอารมณ์เพ้อฝันปนเปมาอย่างน่ารัก

บางคนมีคำถามมากมายก่ายกอง  ผมจึงให้เพื่อนอีกคนมาร่วมแสดงบทบาทสมมุติช่วยกัน  "คนหนึ่งถาม-คนหนึ่งตอบ"  ซึ่งก็เรียกเสียงเฮฮาได้ลั่นห้อง

ครับ,  จะว่าไปแล้ว   กระบวนการเช่นนี้  ถือเป็นสำรวจคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละคนไปในตัวได้ด้วยเหมือนกัน







ผมอยากจะบอกว่ากิจกรรมทำนองนี้  ไม่ได้ไร้สาระเลยนะครับ  มันช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะมากมายก่ายกอง  มิหนำซ้ำยังช่วยกล่อมเกลาจิตใจในเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อสังคมได้เป็นอย่างดี  พร้อมๆ กับการสานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นให้กระชับมั่นยิ่งขึ้น

ครับ, คนเราควรมีอิสระในการเรียนรู้ตามอำเภอใจกันบ้าง  มีพื้นที่ในการได้คิดและทดลองทำในสิ่งที่เราได้คิดได้ฝัน 

และที่สำคัญคือ  ได้เรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญา  ที่หมายถึงได้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน