ว่างเว้นจากการเขียน blog มาหลายสัปดาห์  แอบมาหยอด ดอกไม้ กับ ข้อคิดเห็นบ้างกลัวถูกลืม  ฮ่า ๆ ๆ ถึงจะถูกลืมก็ไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวชลัญว่างเว้นแล้วจะเข้ามา happy ลั่นล้าภาษาชลัญธรอีกรอบ  อิ อิ

  แต่วันนี้ไม่เขียนไม่ได้แล้ว เพราะเพราะสิ่งที่เห็นนี่ทำให้ระลึกถึงอดีต สมัยเด็กๆ ขึ้นมาทีเดียว  สิ่งนั้นคือ  “ตะเกียงแก๊สก้อน”  ชลัญนึกว่า มันสาบสูญไปแล้ว  พร้อมกับการใช้ไฟฉายแทนการใช้ตะเกียงแก๊ส ก้อน  ชลัญจำได้ว่าสมัยเด็กๆ นั้น เวลาที่ฝนตก  หยุดใหม่ๆ  พี่ชายจะพาชลัญไปจับอึ่งอ่างมาย่าง หรือไม่ก็ต้มยำ  ใช้เจ้าตะเกียงนี่แหล่ะ ไปส่องหาอึ่งอ่าง ไม่มีไฟฉาย  วันนี้  พี่ชาย วิดวะ ป.4 ดีกรี หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง โรงงาน  เอาออกมา ใช้ใหม่  ชลัญล่ะตื่นเต้น  ก็เลยเอามาบันทึกแบ่งปัน ให้ กัลยาณมิตรที่ไม่เคยเห็นได้เห็นกัน

 เมื่อ 2 วันก่อนชลัญเห็นพี่ชายนั่งง่วนกับ ไอ้เจ้า กรวยสีน้ำเงิน ที่แกประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ตอนนั้นชลัญก็นึกไม่ออกว่ามันคืออะไรไม่ได้ถาม 

  แต่วันนี้พี่ชายเตรียมออกไปหาปลา  แล้วถือเจ้าตะเกียงแก๊ส ออกมาครบชุด  อ้อ! ชลัญนึกออกแล้ว  จึงรีบบอกให้หยุดอย่าเพิ่งไปขอถ่ายรูปไว้หน่อย  อีกหน่อยคงสูญพันธ์แล้ว  ไม่เพียงเท่านั้นชลัญก็เลยสอบถามเพิ่มเติมถึงหลักการเจ้าตะเกียงแก๊สก้อนนี่ ว่ามันทำงานอย่างไร   

มาดูหน้าตาเลยก็แล้วกัน

หน้าตาเต็มๆ

มาดูทีละชิ้นส่วน


กระป๋องด้านล่างใส่ แก๊สก้อน 

แก๊สก้อนที่ว่านี้คือ แคลเซียมคาร์ไบด์  คือ  สารประกอบ มีสูตรเคมี CaC2 ลักษณะเป็นของแข็งสีเทา


กระป๋องบน ใช้ใส่น้ำ เพื่อทำปฏิกิริยากับแก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์  มีปุ่มควบคุมการหยดของน้ำ 

 เมื่อทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำจะให้ก๊าซอะเซทิลีน ( C2H2 ) 

ก๊าซอะเซทิลีนสามารถติดไฟได้ ให้พลังงานความร้อนสูง มีคุณสมบัติติดไฟ

ใส่น้ำแล้ว

ปรับปุ่มควบคุมการหยดของน้ำ 

จุดไฟ

เย้ เย้ เย้ ติดแล้ว 
          แก๊ก้อนนี้ เมื่อก่อนชลัญเห็นแม่เอามาใช้บ่มมะม่วง หรือกล้วยบ้าง ไม่แน่ใจว่าใช้หลักการอะไร น่าจะความร้อนที่ออกมาจากแก๊ นี่เอง  แต่จะว่าไปไอ้เจ้าแก๊ก้อนนี่ก็อันตรายเหมือนกันนะจากคุณสมบัติติดไฟนี่ หากเก็บไม่ดีเผลอเมื่อไหร่ มีหวังติดไฟไหม้ กระจายแน่  
             เจ้าตะเกียงนี้มาช่วยให้ระลึกถึงวิถีชีวิตเมื่อสมัย 30 ปีก่อนคิดแล้วมีความสุข ไม่มีแสงไฟสว่างจ้า  ไม่มีเสื้อผ้าราคาแพง  ไม่มี tablet หรืออินเตอร์เน็ตให้เล่น  แต่มีความงดความของธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง  มีนิทานก่อนนอน  ที่ไม่ต้องดูละครน้ำเน่า  มีเสียงหยอกเย้า กันใต้แสงตะเกียง  ผิดกับวันนี้ จะเล่านิทานให้ลูกฟังลูกบอก ดูการตูนสนุกกว่าแม่ เพราะนิทานเราท่าจะเก่าโบราณ จนเด็กๆสมัยใหม่นึกไม่ออกไปซะแล้ว  สุดท้ายแม่ก็ต้องหาทางสอนใหม่ โดยใช้ นิทานตามสมัย สรุปว่าลูกถูกใจ  แต่ที่่รู้สึกเศร้าในใจบ้างคือเราเอง เริ่มกังวลว่า วันเวลาที่เปลี่ยนไป กับสังคมที่เปลี่ยนแปลง การปลูกฝังอบรมบ่มนิสัยเด็กสมัยใหม่นี้ จะได้ดังใจเรามั๊ยหนอ  
           เราเองวิถีชีวิตก็เปลี่ยน จะไปนั่งหยอกเย้าใต้แสงนีออนแทนแสงตะเกียงก็ไม่ได้ เพราะ ใครๆก็นั่งดูทีวีมีความสุขับละครน้ำเน่า สุดท้ายเราเองต้องมามีความสุขผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทน เพราะคงพอจะคุยกับคนคอเดียวกันได้  อ๊ะ ไม่เป็นไรก็ต้องปรับตัวไปกับความเปลี่ยนแปลง  
            แหม!  แค่ตะเกียงแก๊ส อันเดียวนี่ทำให้ชลัญถึงถึงอะไรได้มากมาย ท่าจะเริ่มแก่จริง
ชลัญธร