เรียนไป ยกน้ำหนักไป

วันนี้ผมเอาใจตัวเองด้วยการไปซื้อ kettlebell  มาเล่นครับ ซื้อมาสองลูก ลูกแรกแปดกิโลกรัม ลูกนี้เอาไว้เล่นจริง ส่วนอีกลูกสิบหกกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดมาตราฐานหนึ่ง pood (หน่วยวัดรัสเซีย) ที่เขาใช้แข่งกัน ลูกนี้เอาไว้ดูเล่น เพราะยังหนักเกินไปสำหรับมือใหม่ เดี๋ยวจะได้เจ็บหลังก่อนจะได้ท่าที่ถูกต้อง

ผมไม่ใช่นักกีฬาที่เก่ง ที่จริงแล้วตอนเด็กๆ ถือว่าเป็นคนเล่นกีฬาได้ไม่ดี ซึ่งมาถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นเพราะตอนสมัยผมเด็กๆ นั้นกีฬาที่ผมจะชอบเล่นยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่กีฬาที่ต้องเรียนต้องเล่นนั้นเป็นกีฬาที่ผมไม่ชอบ

อย่างที่ผมเคยเขียนก่อนหน้านี้ ผมเป็นคนแบบ introvert ดังนั้นกีฬาที่ผมเล่นได้ดีและมีความสุขก็คือกีฬาที่เล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อนจำนวนน้อยๆ อาทิเช่น ปั่นจักรยานทางไกล วิ่งระยะทางยาว เป็นต้น แต่ตอนผมเด็กๆ นั้นยังเป็นยุค 70s-80s ที่ยังมีกระแส propaganda ของทหารที่มุ่งให้คนทำงานเป็นทีม ดังนั้นกีฬาสมัยนั้นต้องเล่นเป็นทีมที่มีคนเยอะๆ มีภาพและเสียงวุ่นวายซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมไม่ชอบเลย

ผมไปซื้อ kettlebell วันนี้เพราะ kettlebell เริ่มดังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผมไม่เคยเห็นของจริงจนกระทั่งเมื่อวานนี่เองเมื่อผมไปพบในร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ ในหาดใหญ่ หลังจากมาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตสักพักผมก็ตัดสินใจกลับไปซื้อวันนี้เพราะคิดว่าน่าจะหาซื้อไม่ได้ง่ายนักเพราะคนไทยยังไม่รู้จัก และหากมีคนซื้อไปเจ้าของร้านก็ไม่น่าจะสั่งมาขายอีกแล้ว แล้วคงอีกหลายปีกว่าจะได้เห็นวางขายในแผนกอุปกรณ์กีฬาในห้างใหญ่

การได้กลับมายกน้ำหนักเล่นอีกครั้งทำให้ผมนึกถึงตอนสมัยเรียนปริญญาเอก ซึ่งหลักสูตรที่ผมเรียนเน้นวิจัยจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่คนเดียวถ้าไม่นั่งเขียนรายงานวิจัยก็เขียนโปรแกรม แน่นอนครับ introvert อย่างผมชอบชีวิตเช่นนั้นมาก

แต่การนั่งเขียนอย่างเดียวนั้นทำได้สักพักสมองก็จะเริ่มตื้อแขนขาก็จะตึงและเราก็จะเริ่มเบื่อ วิธีการแก้ของผมคือการยกน้ำหนักครับ ผมจะมีลูกน้ำหนักอยู่หลายขนาด พอเบื่อๆ ผมก็มายกเล่นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการออกกำลังกาย ยกไปสักพักพอรู้สึกว่าเลือดลมเดินได้ดีก็จะกลับมาเขียนต่อและก็จะเขียนได้ดีทีเดียวครับ

มานึกตอนนี้นั่นเป็น best practice ที่ดีมากโดยมีเหตุผลที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเช่นนั้นที่ผมนึกได้ตอนนี้สองอย่าง

อย่างแรกคือการเปลี่ยนมายกน้ำหนักนั้นสมองเราก็ยังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เขียนอยู่ หลายครั้งผมยกน้ำหนักไปก็จะนึกแก้ปัญหาที่นึกทางออกไม่ได้ตอนนั่งอยู่ที่โต๊ะ ผมเห็นคนอื่นที่เปลี่ยนมาดูทีวีบ้างหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เปลี่ยนสิ่งที่คิดอยู่ในสมองออกไป แม้วิธีเหล่านั้นจะแก้เบื่อได้ แต่ก็สูญเสียความต่อเนื่องของความคิด กว่าจะเริ่มต้นให้ความคิดกลับมาใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่

อย่างที่สองคือการยกน้ำหนักนั้นทำให้ "เลือดลมเดิน" หัวใจสูบฉีดส่งเลือดและออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ที่เราไม่ได้ขยับมานาน ส่วนสำคัญที่เลือดลมจะเดินไปมากขึ้นจากตอนที่อยู่ในท่านั่งก็คือสมอง ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้เรามีความคิดที่ดีๆ ขึ้นได้อีก

แต่การยกน้ำหนักเช่นนั้นก็มีผลเสีย นั่นคือผมเจ็บกล้ามเนื้อที่หน้าอก ราวนม และข้อมือแบบเรื้อรัง ทำให้หลังจากเรียนจบแล้วก็ไม่ได้ยกน้ำหนักอีกจนกระทั่งได้เริ่มยกอีกครั้งเมื่อไม่นานที่ผ่านมานี่เองครับ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสมัยนั้นผมยังไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวหลังจากการยกน้ำหนักเพียงพอ บทจะยกก็ยกเลย ส่วนไหนเจ็บก็ยังยกไปต่ออีก แล้วใจที่จดจ่อกับเรื่องงานก็ทำให้ไม่ได้สนใจกับความเจ็บมากนัก กลับไปนึกตามความไม่รู้เสียว่ายกไปเรื่อยๆ พอกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นเดี๋ยวก็หายเจ็บเอง ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้นครับ

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วหลายท่านคงนึกว่าตอนผมกลับมาจากเรียนต่อนั้นหุ่นคงดีน่าดู กล้ามเนื้อคงเป็นมัดๆ ทีเดียว

ผิดครับ ผมอ้วนท้วนแบบกลิ้งกลับมาเลยครับ เพราะผมไม่ได้ควบคุมอาหารอย่างคนเล่นกล้ามเขาทำกัน ก็ผมไม่ได้เล่นกล้ามแต่ผมยกน้ำหนักเป็นกิจกรรมคั่นจังหวะในการทำงานครับ แล้วพอถึงเวลากินผมก็กินอย่างแสนจะเจริญอาหารเสียด้วย นึกภาพนะครับ คนอื่นเขายกน้ำหนักแล้วยกโปรตีนเชคขึ้นดื่ม ผมยกน้ำหนักแล้วซดโค้กตาม หักลบกลบกันแล้วไม่เหลืออะไรเลย

เล่ามาถึงตอนนี้ทำให้เห็นว่าการยกน้ำหนักในเวลาทำงานอย่างที่ผมทำตอนเรียนนั้นจะเรียกว่า best practice ก็จะเกินความจริงไป แต่เรียกได้ว่าเป็น practice ที่น่าสนใจที่ต้องการการปรับปรุงในอีกหลายประเด็นที่ในที่สุดแล้วน่าจะเป็น best practice ที่ดีได้ ใครที่มาอ่านเจอก็คงต้องปรับปรุงปรับแต่งเอาไปแต่ส่วนดีนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พอไหว พอดี



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 



สวัสดีปีใหม่  สุขใจ สุขกาย จ้ะอาจารย์

เขียนเมื่อ 

เกิดไปแห่งใดหาตุ้มนน.ไม่ได้อย่าลืมการออกกำลังกายมือเปล่า แบบ ถังทัง นะครับ  วันนี้ผมก็ทำตอนเช้าตื่นนอน แป๊บเดียวได้แรงดีมากครับ

เขียนเมื่อ 

 เป็น Best Practice ....  แล้วส่งผลต่อ ... สุขภาพดีด้วย นะคะ ....เกิด Ultimate Outcome  ของร่างกายด้วยนะคะ คือ แข็งๆๆ และ สุขภาพเยี่ยม  


             

                   ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

See
05 Jan 2013 - 12:11pm
If you lead an active, extroverted life you might be genetically primed to live into your 90s or longer.

If you lead an active, extroverted life and are something of a thrill seeker, you might be genetically primed to live into your 90s or longer.

A variation of a much-studied gene involved in transmission of dopamine, a key component of the brain's reward and learning system, was found to be far more frequent among the very old. ...


< Interactions may be the best form of "mental" exercises ;-) >

ผมไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมครับ แต่ผมจะ "เหนื่อย" เวลาต้องยุ่งกับคนเยอะๆ ครับ ว่าผม active แบบ introvert ก็ทำได้หลายอย่างนะครับ อย่างปั่นจักรยานทางไกลครับ

หมายเลขบันทึก

515036

เขียน

03 Jan 2013 @ 23:12
()

แก้ไข

04 Jan 2013 @ 09:44
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 15, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก