น่าน....เนิ่นนานในความทรงจำ


วิวธรรมดาๆ สองข้างทางมักจะสวยกว่าบริเวณที่เขียนว่าจุดชมวิวมากมายนัก ไม่ว่าจะที่ดอยภูคาแห่งนี้ หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เอ...หรือจะเป็นเพราะสายตาที่มองความงามของแต่ละคนไม่เหมือนกันก็เป็นได้



                  



ในวันส่งท้ายปีเก่านี้ ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะชำระสะสางสิ่งที่ยังค้างไว้ให้เสร็จ นั่นคือการเขียนบันทึกเที่ยวน่านต่อให้จบ เป็นบันทึกที่เขียนลงท้ายไว้ว่า “to be continue....” แต่ก็ยังไม่ได้ continue ซะที จนเวลาเลยผ่านข้ามปีเลยทีเดียว วันนี้วันดีขอชำระดินที่พอกหางหมูนี้ออกซะที



บันทึกเกี่ยวกับน่านตอนนี้คงเป็นบันทึกย้อนหลัง เป็นบันทึกจากความทรงจำเพื่อเก็บไว้ย้ำเตือนเรื่องราว ความรู้สึก ความประทับใจ ขณะที่ไปเยือนน่าน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเหมือนแฝดพี่แฝดน้องกับเมืองหลวงพระบาง


เป็นที่สังเกตว่าระยะหลัง น่าน เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยว อาจจะเป็นเพราะมนต์เสน่ห์แห่งความเรียบง่าย และธรรมชาติแวดล้อมที่งดงาม รวมทั้งการเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะมาเยือนเมืองน่านแห่งนี้ ข้าพเจ้าเองยังอยากจะกลับไปเยือนน่านอีกสักครั้ง



                         



บันทึกต่อจากบันทึกที่แล้ว  ข้าพเจ้าและเพื่อนได้พากันขี่จักรยานยนต์ขึ้นไปบนดอยภูคา....อากาศสดชื่นเย็นสบายไม่ว่าใครที่ได้สัมผัสคงจะรู้สึกดีมากๆ...แม้ว่าออกจะอันตรายอยู่สักหน่อยที่ข้างทางไม่มีใครเลยนอกจากพวกเราที่เป็นผู้หญิงสองคน แต่พวกเราก็ค่อยๆ ขี่รถไต่เส้นทางคดเคี้ยวอย่างช้าๆ (หรือจริงๆ แล้วอาจจะอันตรายกว่าถ้ามีคนอยู่ 555 ) ขี่รถผ่านจุดที่เขียนว่าจุดชมวิวหลายครั้ง แต่พวกเราให้ความเห็นว่า วิวธรรมดาๆ สองข้างทางมักจะสวยกว่าบริเวณที่เขียนว่าจุดชมวิวมากมายนัก ไม่ว่าจะที่ดอยภูคาแห่งนี้ หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เอ...หรือจะเป็นเพราะสายตาที่มองความงามของแต่ละคนไม่เหมือนกันก็เป็นได้


                  



บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยภูคา นอกจากจะมีต้นดอกชมพูภูคาที่เลื่องชื่อแล้ว (ตอนที่ข้าพเจ้าไปนั้น

ต้นชมพูภูคาเค้ายังไม่ออกดอก T-T) ก็ยังมีต้นก่วมภูคา หรือบางคนให้ฉายาว่า “เมเปิ้ลเมืองไทย” ดูๆ ไปก็คล้ายๆ เมเปิ้ล เพียงแต่ใบเค้าไม่แข็งเท่ากับใบเมเปิ้ล ส่วนรูปทรงใบที่เป็นแฉกๆ นั้นไม่ต่างกันเท่าไหร่


    



เดินเล่นบริเวณอุทยานแห่งชาติสักพัก ก็ได้เวลาเดินทางต่อ เพราะถ้ามัวแต่เถลไถลกว่าจะถึงอำเภอบ่อเกลือคงจะค่ำเดี๋ยวบ่อเกลือปิดหมด ขี่รถไปเรื่อยๆ ไปมีรีบร้อน.....


 



ฝนตกปรอยๆ  ก็ไม่ถึงกับทำให้เปียก แต่อากาศเย็นบวกความชื้น มันรู้สึกได้ถึงความเย็นที่แทรกผ่านเสื้อกันหนาวบางๆ ทำให้ความหนาวเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกว่าปากสั่น เวลาพูดเสียงฟันกระทบกันกึกๆ จึงชวนเพื่อนแวะร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง อยากได้น้ำซุปร้อนๆ คลายหนาวสักหน่อย แม่ค้าและพ่อค้าขายไอติมที่แวะมาพักหลบฝนเช่นเดียวกับพวกเราคุยกันภาษาท้องถิ่นหนุงหนิง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ฟังๆ แล้วก็เพลินดี พวกเราถามถึงเส้นทางท่องเที่ยวและปั๊มน้ำมันซึ่งแม่ค้าก็แนะนำด้วยอัธยาศัยอันดี พอฝนหยุดก็ขอลาเพื่อเดินทางเข้าที่พัก ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับราคาเกี๋ยวเตี๋ยวที่เพียงชามละ 
20 บาท อาจจะเป็นเพราะข้าพเจ้าชินกับก๋วยเตี๋ยวราคา 35-60 บาท ที่กรุงเทพก็เป็นได้


            




พอเก็บข้าวของเข้าที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้วแล้ว พวกเราก็พากันขี่รถไปเที่ยวบ่อเกลือ

ชมการต้มเกลือแบบพื้นบ้าน พอพลบค่ำจึงพากันกลับพัก พวกเราพากันค้างคืนที่ อำเภอบ่อเกลือ 1 คืน...ตอนที่ไปบ่อเกลือนั้น ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว คนจึงไม่พลุกพล่าน บรรยากาศสบายๆ ท่ามกลางขุนเขาและสายหมอกให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และเติมพลังชีวิตให้เพิ่มขึ้นได้อีกมากมาย  ^ ^




             



            



เส้นทางจาก  ปัว- บ่อเกลือ-สันติสุข เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ข้าพเจ้าชอบมาก...และก็นับเป็นโชคดีที่พวกเราเลือกจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ทำให้สามารถจอดถ่ายรูปได้เรื่อยๆ รวมทั้งสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ขุนเขาน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน ไล่โทนสีเขียวอ่อนแก่ จนกระทั่งสีเหลืองทองสวยงาม ภาพเหล่านั้นยังประทับอยู่ในความรู้สึกราวกับเพิ่งไปมาเมื่อไม่นาน แม้เวลาจะผ่านไปนับปีแล้วก็ตาม







 

                                         




ขับออกมาจากบ่อเกลือได้สักพัก เห็นป้ายสถานที่ท่องเที่ยว “ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา” พวกเราตัดสินใจเลี้ยวรถไปตามป้าย ขอไปดูต้นกำเนิดเสียหน่อย เคยเห็นแต่วางขายสินค้าในร้าน 555



                  


ตอนขึ้นไปชม ก็มีพระตำหนัก บริเวณที่จัดนิทรรศการ โรงบ่มชา ห้องจำหน่ายของที่ระลึก แต่พวกเราสนใจอยากจะชมไร่ส้มและไร่ชาสาธิตมากกว่า....ขับรถวนหาอยู่หลายรอบกว่าจะพบ เป็นที่สังเกตว่าไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว แล้วก็ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ หรือจะเป็นเพราะขณะนั้นไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวก็ไม่ทราบ พวกเราก็เลยพากันเดินเที่ยวดูต้นชาและต้นส้มแบบงูๆ ปลาๆ ส้มสีสวยเปลือกหนา คิดว่าน่าจะเป็นพันธุ์ของต่างประเทศ คล้ายๆ ส้มแคลิฟอร์เนีย อืม...อยากเห็นส้มสีทอง ส้มพันธุ์พื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของเมืองน่านมากกว่าแต่ก็ไม่เห็นมีแฮะ



  

 

               


กว่าพวกเราจะกลับถึงตัวเมืองน่านก็บ่ายแก่ๆ....

โชคดีที่ยังทันได้ไปนมัสการพระธาตุแช่แห้งและวัดสวยๆ ในตัวเมืองน่านก่อนตะวันตกลับฟ้า


ตอนแรกข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะจบบันทึกเที่ยวน่าน แต่ในที่สุดก็ไม่จบจนได้ ยังเหลือวัดสวยๆ อีกมากมายที่อยากจะบันทึกไว้ คงต้องต่อบันทึกหน้าแล้วล่ะค่ะ








To be continue...



หมายเลขบันทึก: 514627เขียนเมื่อ 31 ธันวาคม 2012 16:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 ธันวาคม 2012 16:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (20)

วิวธรรมดาๆ สองข้างทางมักจะสวยกว่าบริเวณที่เขียนว่าจุดชมวิวมากมายนัก
...
ชอบคำนี้มากครับ // อยากไปน่านบ้าง สวัสดีปีใหม่ครับ


สวัสดีปีใหม่นะครับคุณหมอบลูสตาร์


ไม่มีโอกาสได้ไปเลย อิจฉาตาร้อน ดินพอกหางหมู หรือพอกอะไรครับ 555 

ชอบบ่อเกลือและไร่ส้มครับ  บรรยากาศดีมากๆ

ขอน้อมนำพระพรปีใหม่ของในหลวง จงบังเกิดแก่ท่านและครอบครัว ครับ


ผมได้ดูรายการหนึ่งที่ช่อง ไทย PBS น่าจะเป็นช่วงคืนวันที่ 31 ธค. 55  

มีการพูดถึงเมืองเชียงคาน  แหล่งท่องเที่ยวที่กำลังถูกพัฒนาอย่างผิดรูปแบบ

จนแทบจะไม่เหลือวัฒนธรรมถิ่นที่แท้จริง  คงไว้แต่วัฒนธรรมเชิงสัญญลักษณ์

เพราะคนท้องถิ่นขายบ้าน ที่ดิน ในศูนย์กลางท่องเที่ยว  แล้วไปอยู่กันที่อื่นที่ห่างไกลออกไป


และเรื่องเดียวกันนี้  ได้เกิดที่ จ.เชียงใหม่แล้วเช่นกัน (หรือเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ) ครับ  

การพัฒนาที่ยั่งยืน  คงต้องอาศัยความแข็งแกร่งของคนท้องถิ่นที่ยอมอุทิศตนเป็น "อาสา"

ที่จะรักษา พัฒนาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง 

ชวนให้ติดตาม ... 

สวัสดีปีใหม่ค่ะน้องดาว 

ดีใจจังกลับมาแล้ว 


น่าน...บรรยากาศดีมากค่ะ 

 ขอบคุณคุณวราภรณ์มากค่ะ ดีใจที่มีคนชอบ ^v^

คุณบีเวอร์ หาโอกาสไปเที่ยวน่านบ้างนะคะ ต้องชอบแน่ๆ เลยล่ะค่ะ

@ อาจารย์เสือ ไปเที่ยวเมืองน่านมาหรือยังคะ?

@คุณแสงแห่งความดี สวัสดีปีใหม่เช่นเดียวกันค่ะ..^-^

พี่แอ๊ดต้องหาโอกาสไปใ้ห้ได้นะคะ ดาวเชื่อว่าต้องหลงรักเมืองน่านแน่ๆ เลยค่ะ แอบไปเวลาเค้าจัดประชุมก็ได้ อิอิ

 @ คุณคณิน ดาวเห็นด้วยค่ะ บางทีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ พอกลับไปอีกทีก็เปลี่ยนไปมากมายจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมเลย...นึกๆ เสียดายความเรียบง่าย และวิถึชีวิตดั้งเดิมอยู่เหมือนกัน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีเป็นธรรมดา จะไม่ให้เปลี่ยน ให้คงสภาพเช่นเดิมอยู่ตลอดคงเป็นไปไม่ได้ ทำอย่างไรการเปลี่ยนแปลงพัฒนานั้นจะเป็นไปในทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คนท้องถิ่นจริงๆ เป็นคำถามพวกเราต้องช่วยกันหาคำตอบค่ะ ^_^

 สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่หนูรี....กลับมาแล้วววว รายงานตัวค่ะ ;-)

 คุณกอหญ้าไปน่านมาหรือคะ เล่าให้ฟังบ้างสิคะ?

ไปมา ๑ รอบ แต่นานแล้วครับ คุณหมอดาว  blue_star ;)....

  • มาคราวนี้ คุณดาวเปลี่ยนไปจริงๆ (รูป)
  • ยิ้มย่องผ่องใส รับปีใหม่ 2556 อย่างไม่กลัวหนาวกลัวร้อนเลย...ฮา

@อาจารย์เสือ น่าจะลองไปอีกสักรอบนะคะ จะได้รู้ว่าสาวน่านงามขึ้นขนาดไหน อิอิ

@คุณสามสัก...ปีใหม่แล้ว ขอเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ บ้างค่ะ อย่างน้อยก็รูปใหม่ 555

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี