คนเรานี่ช่างสะสม เก็บของนอกกายไว้มากมายจริงๆ ยิ่งชอบโน่นชอบนี่ ก็ต้องใช้เวลา เงินทอง สถานที่สำหรับสิ่งของ/เรื่องราวที่ชอบสะสม จนกลายเป็น “ภาระ”


ภาพจากอินเทอร์เน็ต


...เยอะเกิ๊น...   อย่ามาเยอะ...

          เป็น “ประโยค”... อ้อ เป็นแค่ “วลี” (คำที่มารวมกัน) ที่ได้ยินน้องๆ ใช้ในการสนทนาที่คงได้อิทธิพลมาจากโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมความงามประเภทหนึ่ง (สื่อมีอิทธิพลจริงๆ) มีความหมายว่า “มากไป เกินไป ไม่พอดี”  สมัยก่อนรุ่นผู้เขียนจะใช้ว่า “เว่อร์” (คงเก่าไปแล้ว....ฮาๆๆๆ) ยกตัวอย่างเช่น ใครที่ใส่แหวนทุกนิ้ว ตุ้มหูทั้งสองหู หลายๆ คู่ (เจาะหูข้างละหลายรู) บวกด้วยกำไรมืออีกข้างละ 5 ขอน ฯลฯ ถ้าเห็นอย่างนี้ก็มักจะร้องว่า... “เย้อะ” (เยอะเสียงสูงและยาว) ตอนนี้ใครที่มีพฤติกรรม คำพูดเกินพอดี ผู้เขียนก็คิดในใจว่า“เยอะเนอะ” เหมือนกัน(ฮาๆๆๆ)


          ใกล้สิ้นปี เป็นธรรมเนียมและความเคยชินที่จะทบทวนตัวเอง พร้อมทั้งสร้างสัญญาใจกับตัวเอง(New year’s resolutions) สำหรับการดำเนินชีวิตต่อไปในปีใหม่ พ.ศ.2556 ที่กำลังจะถึง ผนวกกับคิดถึงวลี “เยอะเกิ๊น” ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้คิดทบทวนตัวเอง ก่อนนี้ก็ดูเหมือนตัวเองจะเป็นพวก “เยอะ” อยู่เหมือนกัน เพราะบ้า “สะสม” หลายสิ่งอย่าง ทั้งหนังสือ แสตมป์ เหรียญ เต่า (เต่าไม้ เต่าเซรามิค เต่าโลหะ) ช้าง (ตุ๊กตา รูปภาพ ไม้แกะสลัก) อีกเรื่องที่ยังคงสะสมอยู่ตลอดคือ ความรู้” มาคิดดูก็อดจะขำๆ ตัวเองไม่ได้ คนเรานี่ช่างสะสม เก็บของนอกกายไว้มากมายจริงๆ ยิ่งชอบโน่นชอบนี่ ก็ต้องใช้เวลา เงินทอง สถานที่สำหรับสิ่งของ/เรื่องราวที่ชอบสะสม จนกลายเป็น “ภาระ” ที่จะต้องหาสถานที่ไว้สะสม ส่วนความรู้ที่สะสมมากมายนั้นแม้มีข้ออ้างว่าเป็นความรู้/ประสบการณ์ใช้ทำงานให้เกิดประโยชน์ แต่หลายครั้งก็รู้สึกว่าเข้าสู่สภาวะ... “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” อยู่เหมือนกัน (ฮาๆๆๆ ไม่ออก)...

เลยมาคิดถึงคำสองคำคือ “ลดและเพิ่ม” ตั้งใจไว้ว่าจะ


1.ลดการสะสมหนังสือ แต่ก่อนเมื่อพบหนังสือใหม่ๆของนักเขียนที่ชอบ จะซื้อไว้ครั้งละ 2 เล่มเป็นอย่างน้อย เพราะคิดว่าน่าจะให้เพื่อนๆ อ่านด้วย และด้วยความหวงจึงไม่ชอบให้เพื่อนยืมหนังสือ แต่จะซื้อสำรองไว้แล้วยกให้ไปเลยหากเพื่อนชอบ เพราะเคยโดนเพื่อน (ไม่สนิทนัก) ยืมหนังสือหายากไปทั้งชุดและไม่คืน หลายครั้งที่เจอหนังสือเล่มเดิมที่เคยซื้อก็ซื้อซ้ำอีกเพราะจำไม่ได้ว่าซื้อไว้แล้ว หนังสือที่สะสมซ้ำๆบางเล่มซื้อไว้สองสามปีก็ยังไม่ได้เปิดอ่านเลยก็มี จึงกลายเป็นภาระที่ทุกคนในบ้านเอือมระอา พี่ๆบ่นว่าบ้านทรุดก็เพราะหนังสือของเธอนี่ล่ะ คราวนี้จะซื้อหนังสือครั้งละเล่ม อ่านให้จบก่อนจึงจะซื้อเล่มใหม่


2.ลดการสะสมของสะสมต่างๆ เช่น เต่า ช้าง แสตมป์ และเหรียญโลหะต่างๆ เพราะมีมากมายเกินไปแล้ว แต่ก่อนนี้สมุดแสตมป์และสมุดเก็บเหรียญต่างๆ จะเป็นที่หวงแหนมีตู้เก็บใส่กุญแจ วันหยุดจะต้องตะเวนไปตามตลาดนัดแสตมป์หาซื้อแลกเปลี่ยน ติดตามหาให้ครบชุดให้ได้ แพงแค่ไหนก็เก็บเงินอดออมเอา และเนื่องจากเพื่อนๆ หลานๆ พี่ๆน้องๆ พากันซื้อทั้งเต่าและช้างให้เพราะเห็นว่าชอบ จึงต้องประกาศหยุดการสะสม และยกเลิกการเป็นสมาชิกสะสมแสตมป์ของไปรษณีย์ไทยและสะสมเหรียญมา 2-3 ปีแล้ว และปีนี้ตั้งใจทะยอยส่งต่อให้หลานๆ น้องๆที่ชอบไปสะสมต่อตามวาระและโอกาส


3.ลดการสอบชิงทุน แข่งขันเพื่อไปเรียน ฝึกอบรมต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่คนอื่นทั้งเพื่อนๆ และรุ่นน้องให้มีโอกาสบ้าง เพราะผู้เขียนเป็นพวกเรียนไม่เก่งแต่สอบเก่ง หากไปสอบอะไรก็มักจะไม่ค่อยพลาด (ที่พลาดก็จะไปสอบทำไมเล่า) ปีใหม่จึงตั้งใจจะไม่สอบอะไรทั้งสิ้น แต่ยังคงหาความรู้/ประสบการณ์จากสื่ออื่นๆ ตามสะดวกตามโอกาสที่เหมาะสมและเฉพาะพิจารณาทุน/การฝึกอบรมที่จะสามารถนำมาใช้กับงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง


4.ลดการใช้เวลาในโลกออนไลน์ลงสักหนึ่งในสามที่เคยใช้ เพราะสังเกตว่าตัวเองเพลิดเพลินและใช้เวลาสิ้นเปลืองเกินไปกับ โลกออนไลน์ ซึ่งเป็นสมาชิกหลักๆอยู่สองเว็บ ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ยากมากสำหรับผู้เขียน จะต้องหามาตรการอันแยบยลต่อไป


5.ลดการใช้พลังงาน  ด้วยการลดช่วงเวลาของการเปิดเครื่องปรับอากาศลงทั้งที่ทำงานและที่บ้าน พร้อมๆไปกับปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นด้วย คิดเองว่าแม้จะเป็นส่วนเล็กๆที่ทำ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย


6.ลดละเลิกการสะสม “อัตตาตัวตน” เจ้าอัตตาตัวตนนี่ ผู้เขียนรู้สึกหวั่นเกรงมาก ด้วยมันเกิดขึ้นอย่างไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว มาแบบแนบเนียน รู้ตัวอีกทีอัตตาตัวตนก็ใหญ่โตคับใจแล้ว แถมสภาวะแวดล้อมรอบตัวบางที่ก็ยังคอยส่งเสริมอัตตา จากคำนำหน้าที่ได้จากการศึกษาอีกเสียด้วยซี


ว่าแต่...ลดเสียหมด ดูจะผิดวิสัยปุถุชนไปหน่อย งั้นขอสะสมไว้สักเรื่องสองเรื่องก็แล้วกัน...

7.เพิ่มบุญกุศลจากการคิดดี พูดดี ทำดี และการทำประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคม ด้วยการเพิ่มเวลาในการสวดมนต์ นั่งสมาธิ จากวันละ 30 นาที เพิ่มให้ได้เป็น 1 ชั่วโมงต่อวัน (ใช้เวลาที่ลดลงจากการเข้าโลกออนไลน์ก็แล้วกัน) อ้อ แล้วก็กำลังคิดถึงกิจกรรมเพื่อสังคมบางอย่างค่ะ


8.เพิ่มวันเวลาในการออกกำลังกาย หลังเรียนจบ กลับไปทำงานครบ 1 ปี ผู้เขียนพบว่าตัวเองไม่ค่อยอยากออกกำลังกาย ทั้งโยคะและการไปฟิตเนส  มักจะหอบงานค้างกลับมาที่บ้าน ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรกับงานที่หอบกลับมา นอกจากรู้สึกสบายใจที่ได้นำมาด้วย จึงตั้งใจว่าจะต้องออกกำลังกายจากสัปดาห์ละ 1-2 วัน เป็นสัปดาห์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย


....เป็นอันว่าสบายใจได้สร้าง “สัญญาใจ” กับตัวเอง โดยมีกัลยาณมิตรเป็นพยานแล้ว...


      ปีใหม่พ.ศ. 2556 นี้ ผู้เขียนขออนุญาตอวยพร ขอให้กัลยาณมิตรทุกท่านมีความสุขมากๆ มีความสุขเล็กน้อยไว้เป็นภูมิต้านทานชีวิต มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจจิตวิญญาณและสังคม ประสบกับสิ่งดีงามตลอดปีค่ะ