โลกสวรรค์

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทที่ ๑    สุคติภูมิ

บทที่ ๒    เรื่องวิมาน

บทที่ ๓  มูลเหตุสำคัญที่นำให้บังเกิดในสวรรค์

บทที่ ๔    ภูมิของเทวดา

บทที่ ๑

สุคติภูมิ


 โลกสวรรค์คือที่อยู่ของผู้ประกอบกรรมดีไว้น้อยหรือมากตามลำดับชั้นของจิตซึ่งจัดไว้ ๓ ชั้น คือชั้นต่ำ ได้แก่ ชั้นกามาวจร ชั้นกลาง ได้แก่ รูปพรหม ชั้นสูง ได้แก่ อรูปพรหมซึ่งจะได้กล่าวย่อดังต่อไปนี้
 กามาวจร แบ่งออกเป็น ๖ ภูมิได้แก่
 ๑.จาตุมมหาราชิกาภูมิ คือที่อยู่ของเทวดาอันมีท้าวมหาราช ๔ พระองค์ คือ ธตรฐมหาราช วีรุฬหกมหาราชวิรูปักษ์มหาราช และเวสสวรรณมหาราช
 ๒. ตาวติงสาภูมิที่อยู่ของเทวดาที่เป็นใหญ่ ๓๓ องค์ มีท้าวสักกเทวราชเป็นประธานอันมีนามว่าสมเด็จพระอมรินทราธิราช
 ๓. ยามาภูมิ เป็นที่อยู่ของเทวดาจำนวนซึ่งปราศจากความลำบากถึงซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์มีพระสยามเทวาธิราชเป็นใหญ่
 ๔. ดุสิตาภูมิเป็นที่อยู่ของเทวดาที่มีความยินดีและความชุ่มชื่นอยู่เป็นนิจมีท้าวสันดุสิตเทวราชเป็นใหญ่และเป็นประธานของเทวดาในชั้นนี้
 ๕.นิมมานรดีภูมิเป็นที่อยู่ของเทวดาที่มีความยินดีเพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนในชั้นนี้มีท้าวนิมมิตาเทวราชเป็นใหญ่
 ๖. ปรินิมมิตวสวัตตีภูมิเป็นที่อยู่ของเทวดาจำพวกหนึ่งที่มีทิพย์สมบัติเกิดจากการเนรมิตขึ้นมาด้วยใจในชั้นนี้มีทั้งเทวดาและมาร ฝ่ายเทวดานั้นมีท้าวปรินิมมิตเทวราชเป็นผู้ปกครองและเป็นใหญ่ ฝ่ายมาร ได้แก่ ท้าวปรินิมมิตวัตตีมารเป็นผู้ปกครองหมู่มารทั้งหลาย
 รูปาวจรภูมิเป็นโลกสวรรค์ที่มีกามารมณ์ทางรูปเกี่ยวข้องอยู่ แบ่งออกเป็น ๑๖ภูมิ
 ๑. พรหมปริสัชชาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีความสวยงามประณีตประเสริฐมากกว่าเทวดาในภูมิทั้ง ๖ที่ได้กล่าวมา พรหมชั้นนี้มาจากบุคคลผู้ปฏิบัติได้ฌานชั้นต่ำ ปฐมฌานครั้นดับจิตขณะฌานยังไม่เสื่อมก็ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นนี้
 ๒.พรหมปุโรหิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมเหนือกว่าพรหมชั้นที่ ๑ในด้านความเป็นอยู่และที่อาศัยผู้ได้ปฐมฌานชั้นกลางจะบังเกิดในพรหมชั้นนี้
 ๓.มหาพรหมาภูมิ เป็นที่อยู่พระพรหมที่เหนือกว่าพรหมชั้นสองผู้ได้ปฐมฌานชั้นประณีตจะบังเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้
 ๔. ปริตตาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้มีรัศมีผู้ได้ทุติยฌานประเภทปริตตะจะไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นนี้
 ๕.อัปปมาณาภาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้มีรัศมีหาประมาณมิได้ผู้ได้ทุติยฌานปานกลางจึงจะบังเกิดในภูมินี้
 ๖. อาภัสสราภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีประกายรุ่งโรจน์ดุจดังแสงฟ้าแลบตลอดเวลาผู้ได้ทุติยฌานชั้นประณีตย่อมบังเกิดในภูมิชั้นนี้ได้
 ๗. ปริตตสุภาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้มีความสง่าสวยงามของรัศมีโดยไม่มีประมาณเป็นส่วนมากผู้ที่ได้ตติยฌานชั้นต่ำย่อมมาบังเกิดในภูมินี้
 ๘. อัปปมาณาสุภาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้มีความสว่างสวยงามของรัศมีโดยไม่มีประมาณเป็นส่วนมากผู้ที่ได้ตติยฌานชั้นปานกลางจึงบังเกิดในภูมินี้
 ๙. สุภกิณณาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีความสง่าสวยงามของรัศมีที่ออกสลับกันเสมอตลอดทั่วทั้งร่างกายผู้ได้ตติยฌานประเภทประณีตจึงบังเกิดในภูมินี้
 ๑๐. เวหัปผลาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีผลอย่างไพบูลย์ คือ มีผลแห่งกุศลกรรมที่ตนทำเต็มที่ได้แก่ผู้สำเร็จจตุตถฌานจึงบังเกิดในภูมินี้ได้
 ๑๑. อสัญญาสัตตาภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่มีแต่รูป ไม่มีนามคือจิตและเจตสิกได้แก่ผู้ที่สำเร็จจตุตถฌานแล้ว มาคำนึงว่า จิตใจเป็นทุกข์ จึงละจิตใจนั้นเสียครั้นตายไปในลักษณะนั่งหรือยืนตาย ก็จะไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นนี้
 ๑๒.อวิหาสุทธาวาสภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมชั้นอนาคามีผู้ที่จะอุบัติในพรหมชั้นนี้ต้องเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้วิปัสสนาจนได้มรรคผล เป็นพระอนาคามีบุคคลด้วยมีศรัทธาแก่กล้ามากกว่าอย่างอื่น
 ๑๓. อตัปปาสุทธาวาสภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่สำเร็จอนาคามีที่ไม่มีความเดือดร้อนทั้งทางกายและใจในขณะเจริญวิปัสสนาอยู่นั่น ปรากฏว่ามีวิริยินทรีย์คือมีความเพียรแก่กล้ามากกว่าอย่างอื่น
 ๑๔. สุทัสสาสุทธาวาสภูมิเป็นที่อยู่ของพระพรหมที่สำเร็จอนาคามีที่สามารถเห็นสภาวะธรรมบริบูรณ์ด้วยประสาทสัมผัสทิพยจักษุ ธรรมจักษุ และปัญญาจักษุในขณะเจริญวิปัสสนาอยู่นั้นปรากฏว่ามีสตินทรีย์คือมีสติแก่กล้ามากกว่าอย่างอื่น
 ๑๕.สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมที่สำเร็จอนาคามีที่ทรงไว้ซึ่งความเห็นแจ่มแจ้งกว่าพรหมชั้นที่ ๑๔พระพรหมชั้นนี้ปรากฏว่ามีสมาธินทรีย์แก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
 ๑๖.อกนิฏฐาสุทธาวาสภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมที่สำเร็จอนาคามีซึ่งต่อไปก็จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในพรหมโลกชั้นนี้อย่างแน่นอนบุคคลที่สำเร็จอนาคามีในขณะเจริญวิปัสสนาปรากฏว่ามี ปัญญินทรีย์คือมีปัญญาแก่กล้ามากกว่าอินทรีย์อื่น ๆ
 อรูปาวจรภูมิคือ โลกของพรหมที่ไม่มีรูป มีอยู่ ๔ ภูมิ ได้แก่
 ๑. อากาสานัญจายตนภูมิเป็นที่อยู่ของพรหมจำพวกหนึ่ง ซึ่งมีแต่นามคือ จิตและเจตสิกเท่านั้นรูปพรรณสัณฐานไม่มีเกิดจากการบำเพ็ญฌานที่มีอากาศบัญญัติไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์
 ๒.วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็นที่อยู่ของพรหมไม่มีรูปซึ่งเกิดจากฌานที่อาศัยวิญญาณบัญญัติอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์
 ๓.อากิญจัญญายตนเป็นอย่างยิ่ง คือมีปัญญาอย่างละเอียดประณีตบรรดาโลกทั้งสามที่กล่าวมา เป็นที่อยู่ของพรหมที่ไม่มีรูปซึ่งเกิดจากฌานที่อาศัยอารมณ์ "นัตถิ กิญจิ"คือไม่มีวิญญาณเหลืออยู่แม้แต่น้อย
 ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิเป็นพรหมโลกสูงสุดและเป็นที่อยู่ของอรูปพรหมผู้วิเศษซึ่งเกิดจากฌานที่อาศัยความประณีตมานี้เป็นที่เกิดที่ตายและอาศัยของสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทุกประเภทต้องเวียนว่ายตายเกิดภายใน ๓๑ ภูมิ หรือในโลกทั้งสาม (ได้แก่โลกมนุษย์ ๑ ภูมิ โลกสวรรค์ ๒๖ ภูมิ และโลกนรก ๔ ภูมิ) ซึ่งเรียกว่าวัฏสงสาร
 เพื่อจำง่ายจึงจัดวัฏสงสารไว้ ๓ ประเภทได้แก่
 ๑. เหฏฐิมสงสาร การท่องเที่ยวไปในโลกเบื้องต่ำ ได้แก่โลกนรก
 ๒. มัชฌิมสงสาร การท่องเที่ยวอยู่ในโลกเบื้องกลางได้แก่ โลกมนุษย์ และโลกสวรรค์
 ๓. อุปริสงสารการท่องเที่ยวอยู่ในโลกเบื้องสูง ได้แก่ รูปพรหมและอรูปพรหม
 บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่อุบัติขึ้นในภูมิใด ๆ ก็ไม่แน่นอนเพราะต้องจุติและอุบัติเป็นธรรมดาในเมื่อถึงคราวสิ้นอายุแล้วหากทำบาปไว้มากก็ไปเกิดในภูมิที่ต่ำถ้าทำบุญไว้มากก็จะไปอยู่ในภูมิที่สูงก็มี

 ๑.เหฏฐิมสงสาร
 การท่องเที่ยวของสัตว์ทั้งหลายในภูมิเบื้องต่ำคือ อบายภูมิทั้ง ๔ มี โลกนรก โลกเปรต โลกอสุรกาย และโลกเดรัจฉาน อาศัยกรรมกรรมนิมิต และคตินิมิต ดังนี้ เมื่อบุคคลเช่นมนุษย์เมื่อใกล้จะตาย ปัญจทวาร คือ ตาหู จมูก ลิ้น กาย จะดับก่อน คือ มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รู้กลิ่น ไม่รู้รสไม่รู้สึกตัว มีความนึกคิดอยู่ทางมโนทวารคือทางใจอย่างเดียวสิ่งทั้งหลายไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร เป็นสรณะที่พึ่งอาศัยได้เลยมีแต่กรรมที่ได้เคยกระทำมาเท่านั้นเป็นอารมณ์ให้ผู้ที่จะไปเกิดในภูมิเปรตและอสุรกาย กรรมชั่วอันเป็นอกุศลกรรมในอดีตเช่น การลักขโมย ประพฤติในกาม มีโลภะ ตัณหา ราคะเป็นเหตุให้กรรมที่กระทำชั่วเช่นนี้มาปรากฏทางใจให้เห็นว่าตนได้กระทำในขณะนั้นเรียกว่า กรรมนิมิต เมื่อกรรมนิมิตเกิดขึ้นแล้วหายไปเป็นปัจจัยให้เกิดคตินิมิต คือ ภูมิของเปรตอสุรกาย มีนิมิตเป็นโคลนตามสิ่งสกปรกโสมมหรือ แม่น้ำ ป่าเป็นวิถีให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเมื่อจิตจุติดับลงแล้วก็จะไปปฏิสนธิในภูมิแห่งเปรตหรืออสุรกายถ้าปัจจุบันเคยทำกรรมชั่วมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีวาจาหยาบคายจิตพยาบาทปองร้ายริษยา อันเกิดจากโทสะจริตเป็นเหตุให้เกิดกรรมนิมิตเสมือนหนึ่งว่าตนได้กระทำอยู่ในขณะนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดคตินิมิต มีไฟรุมล้อมหรือมีศัตราวุธคอยทิ่มแทงให้ได้รับทุกขเวทนาเมื่อจุติจิตดับลงจะเป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิจิตในภูมิแห่งนรกได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสตลอดเวลาจนกว่าจะหมดวิบากผลกรรมถ้าหากปัจจุบันชาตินี้กระทำความชั่วไว้ด้วยอำนาจแห่งโมหะ คือความหลง ความเผลอความไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เหล่านี้เป็นกรรมนิมิต เป็นปัจจัยให้เกิดคตินิมิตเห็นป่า เห็นสัตว์เดรัจฉาน หรือท้องของสัตว์เมื่อจุติจิตดับลงปฏิสนธิจิตก็กำเนิดขึ้นในภูมิแห่งสัตว์เดรัจฉานทนทุกข์ทรมานด้วยการเป็นสัตว์เช่นนั้น จะกว่าจะหมดวิบากกรรม
 เป็นอันว่าสัตว์ทั้งหลายผู้กระทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ด้วยอำนาจโลภะ โทสะ โมหะย่อมเที่ยวไปในอบายภูมิ คือ ที่อยู่ของผู้ปราศจากความสบาย มีแต่ความทุกข์ทรมานทุรนทุราย เร่าร้อน มืดมน เรียกว่า เหฏฐิมสงสาร

 ๒.มัชฌิมสงสาร
 การท่องเที่ยวอยู่ในภูมิชั้นกลาง ได้แก่สุคติภูมิ ๗ คือ มนุษย์ภูมิ ๑ และเทวภูมิ ๖ สัตว์ผู้ใกล้จะตายถ้าปรากฏกรรมที่เคยกระทำไว้อันเป็นอกุศลธรรมหรือที่เรียกว่า มนุษยธรรมประกอบด้วยศีล๕ หรือกุศลกรรมบถ ๑๐ แล้วจะเกิดกรรมนิมิตคล้ายกับคล้ายกับว่าตนได้กระทำหรือปฏิบัติในขณะนั้นเป็นเหตุให้เกิดคตินิมิต มีอาคารบ้านเรือน ครรภ์มารดา ชิ้นเนื้อเมื่อจิตดับลงก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนจิตในภูมิแห่งมนุษย์
 หากในปัจจุบันชาตินี้เป็นผู้มีจิตประกอบด้วยหิริความละอายต่อบาป โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาปตั้งตนอยู่ในธรรมอันบริสุทธิ์ปราศจาก โลภะ โทสะ โมหะ มีการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาสร้างสาธารณประโยชน์แก่เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านี้ก็จะให้ปรากฏเป็นกรรมนิมิตเสมือนว่าตนกำลังทำอยู่ในขณะนั้นเมื่อใกล้จะตายจะเป็นปัจจัยให้เกิดคตินิมิตเห็นเป็นเทวดา เครื่องทรงเทวดาหรือปราสาท วิมานสวรรค์ เมื่อจุติจิตดับลงปฏิสนธิจิตก็เกิดในภูมิเทวดาทั้ง ๖ในชั้นใดชั้นหนึ่งตามวิบากของกุศลกรรมนั้น ๆ

 ๓.อุปริสงสาร
 การท่องเที่ยวในภูมิเบื้องสูง คือ รูปาวจรภูมิ ๑๖อรูปาวจรภูมิ ๔ ซึ่งรวมเรียกว่า พรหม ๒๐ผู้ใกล้จะตายจะปรากฏกรรมอันเป็นกุศลกรรมใหญ่หรือมหากุศล ได้แก่การเจริญศีลภาวนาทางสมถกรรมฐาน ซึ่งเมื่อมีชีวิตอยู่ผู้ปฏิบัติได้บรรลุถึงขั้นใด ๆเช่น รูปฌานก็ได้บังเกิดในรูปภูมิ ได้อรูปฌานก็บังเกิดในอรูปภูมิ ดังนี้เป็นต้น

บทที่ ๒

เรื่องวิมาน


 คำว่าวิมานหมายถึง ที่อยู่ของเทพบุตรเทพธิดา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งกุศลสุจริตเรื่องวิมานวัตถุจึงเป็นเรื่องที่แสดงถึงกุศลกรรมที่ทำให้เกิดสมบัติ มีรูปสมบัติโภคสมบัติ บริวารสมบัติ อันเป็นทิพย์ของเทพยดาทั้งหลาย ปัญหาเรื่องวิมานที่ว่าใครแสดงไว้ที่ไหน ? เมื่อไร?เพราะเหตุอะไร? ตามปกติเรื่องวิมานเกิดจากคำถามคำตอบคำถามส่วนมากเป็นพระพุทธดำรัสตรัสถามคำถามของท้าวสักกเทวราชเทวดาด้วยกันและพระอรหันต์ส่วนมากเป็นพระโมคคัลลานเถระ
 ไม่ว่าจะเป็นคำถามของใครก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่เกิดจากประจักษ์ด้วยตนเอง คือเทวดาเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วพระองค์ตรัสถามถึงบุพพกรรมของเทวดาเหล่านั้นท้าวสักกเทวราชทรงพบเห็นสมบัติของเทวดาเหล่านั้นแล้วตรัสถามเมื่อทรงทราบแล้วจะนำมาเล่าถวายให้พระโมคคัลลานเถระฟัง พระโมคคัลลานเถระเองนั้นท่านไปด้วยอำนาจฌานของท่าน สอบถามบุพพกรรมของเทวดาเหล่านั้น แล้วนำเรื่องนั้น ๆมากราบทูลพระพุทธเจ้าบ้าง นำไปประกอบในการแสดงธรรมแก่ประชาชนบ้างซึ่งการแสดงธรรมในระดับของทาน ศีล สุจริต โดยเล่าถึงบุคคลที่ได้ประสบผลแห่งความดีเหล่านั้นเป็นตัวอย่างย่อมก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสได้ง่าย
 วิมานวัตถุเป็นกลุ่มธรรมลำดับที่๖ ในขุททกนิกาย ท่านแบ่งออกเป็นวรรค ๗ วรรค นับเป็นวิมานได้ ๘๕ วิมานนับเป็นเรื่องที่รวมในวิมานเดียวกันได้ ๑๒๓ เรื่อง ประกอบด้วยคาถา ๑,๕๐๐ คาถาและยังมีเรื่องวิมานในที่อื่นอีก ๑๐ เรื่อง รวมแล้วเรื่องที่ว่าด้วยวิมานมี ๑๓๓เรื่อง
 ในพระไตรปิฎกนั้นไม่ได้บอกที่ตั้งของสวรรค์ในทางภูมิศาสตร์เอาไว้ว่า ตั้งอยู่ที่ไหนแต่พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงเอาไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคิดของพระอรรถกถาจารย์เรื่องสวรรค์เป็นอิทธิพลของพราหมณ์ทั้งหมด คือสวรรค์ล่องลอยสูงขึ้นไปตามลำดับโดยมีระยะห่างไกลกันมากบ้าง น้อยบ้าง จุดเริ่มต้นของสวรรค์อยู่ที่ยอดเขายุคันธรเรียกว่าชั้นจาตุมหาราช สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ สวรรค์ชั้นอื่น ๆอยู่สูงซ้อน ๆ กันขึ้นไปจนถึงพรหมโลก พระธรรมปาลเถระพระอรรถกถาจารย์ผู้เรียบเรียงเรื่องนี้ ท่านเป็นชาวลังกา อาศัยแนวอรรถกถาเล่มเก่า ๆเป็นแนวในการเรียบเรียงความคิดเห็นของท่านจึงอาศัยแนวของพราหมณ์แม้แต่รูปร่างของโลก ตามความเข้าใจของท่านคล้าย ๆ กับจะอยู่กับที่หรืออาจจะแบนไปเลยเพราะถือว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
 สำหรับผู้ที่สามารถไปพบเห็นสวรรค์ได้นั้นท่านบอกว่าต้องเป็นผู้ที่ได้ฌานสมาบัติเป็นต้นไป คือ ต้องอาศัยยานคืออภิญญา ๕สมาบัติ ๘ เป็นเครื่องอาศัยไปสู่สวรรค์ด้วยกายผู้ที่อาจไปสู่สวรรค์ด้วยกายจึงมีตั้งแต่ พวกฤษีดาบส ภิกษุผู้ได้อภิญญาสมาบัติพระอริยสาวกจนถึงพระพุทธเจ้า แต่ตามคัมภีร์อื่นแสดงว่าคนที่มีบุญบางคนอาจไปสู่สวรรค์ได้ด้วยอานุภาพ แห่งบุญ และเทวานุภาพเช่นพระเจ้าเนมิราชในเนมิราชชาดกหรือคุตติลบัณฑิตในคุตติลลชาดกเป็นต้น
 อย่างไรก็ตามน่าจะได้ทำความรู้จักกับสวรรค์ในรูปที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตามมติพระอรรถกถาจารย์เพราะเมื่ออ่านไปแล้ว ทำให้เข้าใจว่าสวรรค์ที่ท่านบอกนั้น น่าจะเป็นโอกาสโลกคือดาวดวงใดดวงหนึ่ง โดยดวงหนึ่งเป็นสวรรค์ชั้นหนึ่ง ๆเมื่อมองดูความห่างไกลตามประมาณของท่านโดยท่านเรียงเป็นลำดับไว้ดังนี้
 ๑.จาตุมหาราชิกาสูงจากโลกมนุษย์ขึ้นไป ๔๒,๐๐๐ โยชน์
 ๒.จากจาตุมหาราชิกาถึงดาวดึงส์ไกล ๔๒,๐๐๐ โยชน์
 ๓.จากดาวดึงส์ถึงชั้นยามา ๔๓๔,๐๐๐ โยชน์
 ๔.จากสวรรค์ชั้นยามาถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ๗๘๔,๘๐๐ โยชน์
 ๕.จากสวรรค์ชั้นดุสิตถึงนิมมานรดี ๑,๑๓๕,๒๐๐ โยชน์
 ๖.จากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีถึงปรนิมมิตวสวัตดี ๑,๔๘๕,๖๐๐ โยชน์
 ๗.จากปรนิมมิตวสวัตดีถึงพรหมโลกชั้นแรก ๑,๘๓๖,๐๐๐โยชน์
 จากระยะทางที่ห่างไกลกันตามที่ท่านกล่าวมานี้หากจะไม่คิดว่าเรียงแบบซ้อนกันแล้วก็จะเห็นได้ว่าระยะทางที่ห่างไกลกันนั้นถึงแม้จะไม่ตรงกันกับที่ค้นพบในยุคหลังทีเดียวแต่ทำให้ได้หลักว่า ความคิดเรื่องที่ตั้งสวรรค์ตามภูมิศาสตร์ที่พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้ มีความก้าวหน้ามากทีเดียวและความเป็นไปได้ของที่ตั้งสวรรค์จึงน่าจะเป็นดาว ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีบรรยากาศแบบโลกเสมอไปเพราะเป็นเรื่องของกำเนิดที่แตกต่างกันเหมือนปลาเกิดในน้ำเติบโตในน้ำได้แต่คนเกิดบนบกจะไปเจริญเติบโตในน้ำไม่ได้ฉะนั้น
 แปลกที่ว่าในชั้นพระพุทธภาษิตไม่ทรงแสดงที่ตั้งสวรรค์ไว้ตรง ๆ ว่าอยู่ที่ไหน? แต่ทรงแสดงระบบสุริยจักรวาลไว้ตรงตามหลักจักรวาลวิทยาในปัจจุบันปัญหาที่น่าพิจารณาคือทำไมไม่ทรงแสดงที่ตั้งของสวรรค์นรกในรูปที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไว้เล่า?
 คำตอบคือเมื่อทรงแสดงถึงเหตุการณ์ เทพบุตร เทพธิดาในสวรรค์ชั้นนั้น ๆจะทรงแสดงแก่ท่านที่ได้สมาบัติอภิญญาซึ่งรู้เห็นที่ตั้งของนรกสวรรค์ด้วยตนเองอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะพูดถึงที่ตั้งของนรกสวรรค์ในด้านภูมิศาสตร์เหมือนคนไทยที่เคยรู้หรือเคยเข้ากรุงเทพมหานคร เมื่อพูดถึงเรื่องราวต่าง ๆซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานครก็ไม่มีใครกล่าวถึงที่ตั้งของกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกันฉะนั้น
 สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาลงมาท่านบอกว่าบางพวกมีการร่วมประเวณี มีสามีภรรยาก็มี บุตรธิดาที่เกิดจากครรภ์ก็มีช่วยแก้ข้อข้องใจเกี่ยวกับเทวดาเด็ก ๆ ประเภทภูมิเทวดา รุกขเทวดา อากาสเทวดาเป็นต้นลงไปได้เพราะแสดงว่าเทวดาเด็กเหล่านั้นเพิ่งเกิดไม่นานนัก
 ในเรื่องอายุท่านบอกว่าเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้วแตกต่างกันมากเช่นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกามีอายุขัย ๕๐๐ ปีทิพย์ เมื่อเทียบกับอายุมนุษย์แล้ว ๙ ล้านปีเพราะวันหนึ่งที่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานั้น เท่ากับ ๕๐ ปีของโลกมนุษย์ คือในขณะที่คนเกิดบนโลกมีอายุได้ ๕๐ ปีเทวดาบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชเพิ่งมีอายุได้วันเดียวเท่านั้นเอง
 ด้วยเหตุนี้เองหากสวรรค์คือดาวพระเคราะห์จริง ๆ แล้ว ทำให้ได้หลักที่ตรงกันกับวิทยาการปัจจุบันคือวันหนึ่งของดาวแต่ละดวงนั้น นับจากการหมุนรอบตัวเองรอบหนึ่งเรื่องขนาดของดวงดาวใหญ่มาก กว่าจะหมุนรอบตัวได้คราวหนึ่งต้องกินเวลานานอย่างดาวต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในปัจจุบันปรากฏว่าบางดวงกว่าจะหมุนรอบตัวรอบหนึ่ง โลกหมุนไปตั้ง ๑๑ ปีบ้าง ๑๒ ปีบ้าง จนถึง๒๐๐ กว่าปี ก็มีเป็นต้น เรื่องความมีอยู่ของสวรรค์วิมานต่าง ๆ นั้นพระพุทธศาสนาแสดงว่ามีอยู่เป็นสถานที่เสวยผลบุญของคนสัตว์ที่ตายไปแล้วไปอุบัติในสถานที่นั้นเหมือนคนที่พยายามทำงานด้วยความหมั่นขยันเก็บสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากแล้วเมื่อแก่ตัวลง ก็สามารถเลี้ยงตนเอง และครอบครัวให้มีความสุขได้โดยไม่ต้องทำการงานอะไรฉะนั้น
 ในการเรียบเรียงเรื่องวิมานวัตถุนี้จุดเด่นที่จะเน้นมากคือ ผลบุญที่เป็นเหตุให้เกิดในวิมานนั้น ๆ ส่วนรูปร่างของเทวดาความงามของวิมาน จะพูดเพียงย่อ ๆ เท่าที่จำเป็นเพราะส่วนมากแล้วเป็นการบรรยายความสวยงามของเทวดาแต่ละองค์ซึ่งส่วนมากจะคล้ายคลึงกัน เช่น รูปงาม รัศมีรุ่งเรือง ส่องสว่างไสวไปทั่วทิศเหมือนดาวประกายพรึก ลักษณะวิมานมักจะกล่าวถึงความกว้างใหญ่ สวยงามเครื่องประดับตกแต่งที่วิจิตรพิสดาร ทำนองเดียวกับการนำเที่ยวสถานที่ต่าง ๆเครื่องประกอบวิมานนั้นมีทั้งเทพธิดา ต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา สัตว์นานาชนิดซึ่งเป็นเทพธิดานิรมิตขึ้น เพราะสวรรค์ไม่มีสัตว์ดิรัจฉานเนื่องจากกำเนิดดิรัจฉานเป็นอบายภูมิ
 ในวิมานวัตถุ ไม่ได้เรียกว่า "สูตร" แต่เรียกว่า "วิมาน" ชื่อของวิมานนั้นเรียกตามรูปร่างของวิมานบ้างตามอำนาจแห่งบุญที่คนเหล่านั้นได้กระทำมาบ้าง เช่น นาวาวิมาน วิมานเรือแต่ไม่ได้หมายว่ามีวิมานเป็นเรือ วิมานคงเป็นรูปปราสาทแต่เทวดาตนนั้นไปไหนมาไหนด้วยวิมานเรือ ที่ไปได้รวดเร็วตามใจปรารถนาเป็นต้นในการเรียบเรียงจึงจะจัดเป็นข้อ ๆตามประเภทของวิมานและบุญที่เป็นเหตุให้ได้วิมานเหล่านั้นเพื่อให้ได้ประเด็นสำคัญของวิมานวัตถุคือ "บุญที่เทวดาเหล่านั้นได้กระทำในชาติก่อนอันเป็นเหตุให้เกิดเป็นเทวดาในชาตินั้น"