วิมานแก้วผลึก
 ในวรรคนี้มีทั้งหมด ๑๒ วิมานคือ
 - วิมานแก้วผลึกนางเทพธิดาได้เรียนให้พระโมคคัลลานเถระ

ทราบว่า ในชาติเป็นมนุษย์นางได้เป็นทาสีในราชตระกูล เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใสได้โปรยดอกรังถวายเป็นอาสนะ และได้ถวายพวงดอกรังที่ร้อยดีแล้วถวายแก่พระพุทธองค์ด้วยมือตน จึงได้ผลเป็นทิพยสุขเหล่านี้
 - ปภัสสรวิมานเทพธิดาองค์นี้ได้เรียนให้พระโมคคัลลานเถระบอกว่าทิพยสุขของนางเกิดจากถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อยแก่พระโมคคัลลานเถระและมีความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงไว้ดีแล้วจึงมาขอให้พระเถระช่วยอนุเคราะห์ให้ได้ฟังธรรมเพราะเทวดาพวกอื่นที่เชื่อในคุณพระรัตนตรัย ได้ฟังธรรม มีอายุ ยศ วรรณะ อำนาจฤทธิ์มากกว่านางมากนัก
 - นาควิมานนางเทพธิดาที่วิมานนี้ได้เรียนให้พระวังคีสเถระทราบว่าในชาติที่เป็นมนุษย์นางเป็นกุลธิดาในเมืองพาราณสี ได้ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระพุทธเจ้าได้กระทำการอัญชลีด้วยจิตเลื่อมใส และได้ฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงว่าทุกข์และสมุทัยเป็นของไม่เที่ยง นิโรธและมรรค อันปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้จึงได้เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ แต่ตนมีอายุน้อยจึงตายตั้งแต่ยังเยาว์ได้มาเกิดในชั้นไตรทศนามว่า ยสุตตรา
 - เทพธิดาในอโลมวิมานและกัญชิกทายิกาวิมานได้บอกบุพพกรรมของตนแก่พระโมคคัลลานะเถระตามลำดับว่าตนได้ถวายขนมแห้งอันไม่มีรสเค็มแด่พระพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใสและได้ถวายข้าวอันปรุงด้วยพริกและใส่น้ำมันอันเจียวแล้ว ปรุงด้วยดีปลี กระเทียม ขิงข่า กระชาย แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
 - วิหารวิมานเทพธิดาเจ้าของวิมานได้บอกแก่พระอนุรุทธเถระว่าวิมานของนางเกิดจากผลแห่งการอนุโมทนาในการสร้างวิหารของนางวิสาขามหาอุบาสิกาผู้เป็นสหายของตนในชาติก่อน พระเถระจึงได้ถามที่เกิดของนางวิสาขามหาอุบาสิกานางเทพธิดาได้เรียนให้ทราบว่านางวิสาขามหาอุบาสิกาเกิดเป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตวดีผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี นางได้กราบเรียนว่าบุญของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นไม่อาจประมาณได้และได้ขอให้พระอนุรุทธเถระแจ้งแก่ประชาชนทั้งหลายให้ถวายสังฆทานแก่ท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคล โดยแบ่งออกเป็น ๔พวกคือ
 พระอริยสงฆ์ผู้ไม่บรรลุมรรค ๔ ผล ๔และสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติเพื่อมรรค ๔ ผล ๔ ที่เรียกว่า สมมติสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรงดำรงมั่นอยู่ในศีลและปัญญา ทานที่บุคคลถวายแก่สงฆ์เหล่านี้หรือทำบุญที่ยังปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก
 - จตุคิตถีวิมานคือ วิมานของอดีตหญิง ๔ คนซึ่งนางได้เรียนให้พระโมคคัลลานะเถระทราบว่า พวกนางเมื่อก่อนเป็นชาวปัณณกตนครได้ถวายดอกผักตบกำมือหนึ่ง ดอกนิลอุบลกำมือหนึ่ง ดอกบัวหลวงโคนขาวกลีบขาวกำมือหนึ่งและพวงมาลัยอันร้อยด้วยดอกมะลิตูม แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตได้เสวยทิพยสุขด้วยผลแห่งทานเหล่านั้นตามลำดับ
 - อัมพวิมานเทพธิดาเจ้าของวิมานได้เล่าบุพพกรรมของตนถวายพระโมคคัลลานะเถระ ความว่าในชาติก่อนนางได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ แวดล้อมด้วยป่ามะม่วงเมื่อสร้างเสร็จก็จัดการฉลองโดยแวดล้อมต้นมะม่วงด้วยผ้า ประดับด้วยมะม่วงต่าง ๆแล้วนิมนต์พระสงฆ์ผู้เป็นหมู่สาวกอันอุดมของพระพุทธเจ้ามาฉันและมอบถวายวิหารพร้อมด้วยสวนมะม่วงนั้นแก่สงฆ์ด้วยตนเองจึงได้ทิพยสมบัตินี้
 - ปีติวิมานท้าวสักกเทวราชได้ถามบุพพกรรมของเทพธิดาเจ้าของวิมาน นางเรียนถวายว่านางได้เก็บดอกบวบขม ๔ ดอก เพื่อไปบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้า ด้วยจิตเลื่อมใสในขณะที่เดินไป จิตได้มุ่งอยู่ที่พระพุทธเจ้าถูกแม่โคขวิดตายขณะที่ยังเดินไม่ไปถึงสถูป ท้าวมัฆวานได้ทรงสดับแล้วจึงชักชวนเทพยดาทั้งหลายให้ดูผลงานของนางเทพธิดาแล้วตรัสแก่มาตลีเทพบุตรว่า
 - วันทนวิมานเทพธิดาเจ้าของวิมานได้เรียนถวายพระโมคคัลลานเถระว่าในชาติก่อนนางได้เห็นสมณะผู้ทรงศีล จึงนมัสการท้าทั้งคู่ด้วยจิตอันเลื่อมใสมีความร่าเริงบันเทิงใจ นมัสการอยู่ด้วยความเคารพ จึงได้ประสบสุขในวิมานฝ่ายเทพธิดาในอัจฉุวิมานอีกองค์หนึ่งได้เสวยทิพย์สุขในวิมานเพราะถวายอ้อยเป็นทานแก่พระโมคคัลลานเถระ แล้วถูกแม่ผัวตีตายเพราะความโกรธเช่นเดียวกับองค์ที่กล่าวมาแล้ว
 - รัชชุมาลาวิมานชีวิตในชาติอดีตของเจ้าของวิมานนั้น นางได้เล่าให้พระโมคคัลลานเถระฟัง ความว่านางเป็นคนใช้ในตระกูลพราหมณ์ที่หมู่บ้านคยา นามว่า รัชชุมาลา ถูกนายทุบตีดุด่าต่างๆ นานา เกิดความน้อยใจจึงเข้าไปในป่าเพื่อผูกคอตายในขณะที่แสวงหาที่ผูกคอตายอยู่นั้นเอง ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่จึงเกิดความปีติเอิบอิ่มใจ ใจคิดถึงพระองค์อยู่ด้วยความเลื่อมใสพระองค์ได้ตรัสเรียกชื่อของนางแล้วตรัสว่า
 "รัชชุมาลาเธอจงมาถึงตถาคตเป็นที่พึงเถิด"
 เมื่อนางได้สดับพระสุรเสียงอันเป็นปราศจากโทษกอปรด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สะอาด มีพระวาจาละเอียดอ่อนไพเราะจับใจสามารถบรรเทาความโศกให้หายลงไปได้ จึงได้เข้าไปเฝ้า พระพุทธเจ้าได้แสดงอริยสัจ ๔ประการให้ฟัง เมื่อทรงทราบว่าดิฉันมีจิตเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์แล้วหลังจากฟังธรรมแล้วก็ได้บรรลุถึงทางนิพพานอันเป็นทางไม่ตาย สงบระงับและได้เรียนถวายเรื่องอุทยานนันทวันว่า
 "นันทวันเป็นอุทยานอันยิ่งใหญ่ของเทพชั้นดาวดึงส์คนไม่ได้ทำบุญไว้อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นที่อยู่ของผู้บำเพ็ญความผาสุกไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแต่จะมีแก่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้เท่านั้น นรชนผู้ปรารถนาจะอยู่ร่วมกับเทพทั้งหลายควรทำบุญกุศลไว้ให้มากเพราะผู้ที่ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์พระตถาคตเจ้าเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่สัตว์เป็นอันมาก"

รถใหญ่เป็นที่สุด
 ในวรรคนี้มี ๑๔ วิมานจบลงด้วยมหารถวิมาน มีปนกันทั้งวิมาน

เทพบุตรและเทพธิดาดังนี้
 - มัณฑุกเทวปุตตวิมานมัณฑุกเทวปุตตวิมานเทพบุตรได้กราบทูลบุพพกรรมของตนเมื่อมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระองค์ตรัสถามว่าชาติก่อนตนเป็นกบกำลังฟังธรรมที่พระองค์ทรงแสดงอยู่ ด้วยจิตเลื่อมใสชั่วขณะหนึ่งคนเลี้ยงโคได้ตนตาย ได้เกิดเป็นเทพบุตรด้วยอำนาจแห่งจิต อันเลื่อมใสชั่วขณะหนึ่งและได้กราบทูลต่อไปว่า ผู้ใดได้ฟังธรรมของพระองค์สิ้นกาลนานเขาพึงได้บรรลุนิพพานอันเป็นฐานที่ไม่หวั่นไหวเป็นสถานที่ซึ่งไปแล้วไม่เศร้าโศกเป็นแน่
 - เรวดีวิมานวิมานนี้แปลกหน่อย ที่ท่านเรียกว่า เรวดีวิมานซึ่งตามความจริงแล้วนางเรวดีเพียงแต่ได้เห็นวิมานเท่านั้นมีเรื่องโดยย่อมว่านางเรวดีภรรยาของนันทิยอุบาสก ชาวเมืองพาราณสีแต่ไม่สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นกุศลของสามี และด่าว่าคุกคามสามีพยายามขัดขวางการทำความดีของสามี เป็นคนตระหนี่ มักโกรธง่าย มีธรรมเลวเมื่อนันทิยสร้างสาลาจตุรมุขถวายแก่พระสงฆ์ผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขวิมานเกิดขึ้นแก่ท่านในขณะฉลองวิหารยมทูตซึ่งมานำนางเรวดีเพื่อไปเกิดในนรก ได้นำนางไปดูวิมานของสามีก่อนนางจะใช้สิทธิ์ในฐานะภรรยาเข้าอยู่ในวิมาน แต่ได้รับการปฏิเสธจากยมทูตโดยให้เหตุผลว่า นางเป็นคนชั่วเหมาะสมสำหรับนรกเท่านั้นเพราะเมื่อเป็นมนุษย์นางไม่เคยทำบุญไว้ บุคคลผู้มีความตระหนี่ขึ้งโกรธมีธรรมเลวทราม ไม่อาจเป็นสหายแห่งเทวดาบนสวรรค์ได้ แม้นางจะอ้อนวอนเพื่อขอกลับไปทำบุญแก้ตัว แต่ยมทูตก็ไม่ยอม กลับนำนางทิ้งลงในนรกคูถชื่อสังสวกะ
 พระโมคคัลลานเถระได้เยี่ยมวิมานของนันทิยอุบาสกมาจึงนำมากราบทูลพระพุทธเจ้าว่า วิมานเกิดขึ้นเพื่อรอนันทิยอุบาสก ทั้ง ๆที่เขายังไม่ตายพระพุทธเจ้าตรัสแก่พระโมคคัลลานเถระว่า
 "ญาติมิตรและสหายทั้งหลายย่อมพากันชื่นชมยิ่งดีต่อบุรุษผู้จากไปนาน กลับมาสู่บ้านโดยสวัสดีไกลว่าเขาเป็นผู้มาแล้วฉันใดบุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้วจากโลกนี้ไปสู่ปรโลก ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาแล้ว ฉันนั้น"
 - ฉัตตมานเวกวิมานวิมานของฉัตตมาณเวกมาณพฉัตตกเทพพบุตรได้มากราบทูลพระพุทธเจ้าเล่าถึงกุศลกรรมของท่านความว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทเจ้าแนะนำให้ท่านถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และสมาทานศีลในชั้นแรกท่านไม่เชื่อฟัง แต่มาได้ทำตามนั้น เมื่อลาพระพุทธเจ้ากลับไปท่านถูกคนปล้นเพื่อแย่งทรัพย์ทุบตีท่านจนตายก่อนตายท่านได้นึกถึงพระรัตนตรัยและศีลที่ได้รักษาชั่วระยะเวลาเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้ท่านตายไปแล้วไปบังเกิดในสุคติ และได้มาขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่านอีกเพราะคนเหล่าใดในพระศาสนานี้ละอนุสัย ได้แล้วย่อมได้บรรลุนิพพานไม่ต้องมีการเกิดอีก
 - สูจิวิมานคือวิมานที่เกิดขึ้นจากการถวายเข็ม เทพบุตรสองวิมานนี้ได้เรียนแก่พระโมคคัลลานเถระและพระวังศีลเถระให้ทราบว่าทิพยสุขที่ท่านได้ในปัจจุบันนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการถวายเข็มแก่ภิกษุผู้ปราศจากธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมั่ว ด้วยจิตอันเลื่อมใส
 - นาควิมานวิมานที่เทพบุตรทรงช้างเผือกสวยงาม ๓ วิมาน เทพบุตรเหล่านั้นได้บอกบุพพกรรมของตนแก่พระโมคคัลลานเถระ พระวังคีสเถระและบัณฑิตซึ่งได้พบกับเทพบุตรเหล่านั้นตามลำดับดังนี้
 องค์แรกวิมานเกิดจากได้นำดอกไม้ ๘กำไปบูชาพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะด้วยจิตอันเลื่อมใส
 องค์ที่ ๒ วิมานเกิดจากการรักษาศีล ๕ถึงพระรัตนตรัย ถวายและให้วัตถุอันประณีต ด้วยความเลื่อมใสและความเคารพ
 องค์ที่ ๓ วิมานเกิดจากเรือนอันมุงด้วยใบอ้อยใบหญ้า และมุงบังด้วยผ้าให้เป็นทาน
 - มหารถวิมานวิมานของเทพบุตรผู้ทรงรถใหญ่ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เช่นกันพระโมคคัลลานเถระได้ถามบุพพกรรมของท่าน ท่านได้กราบเรียนว่าท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เกิดความเลื่อมใสในพระรูปธรรมและการงานของพระองค์ จึงเกิดความเลื่อมใส จึงได้ถวายข้าวน้ำอันประณีต มีรสอร่อยพร้อมจีวรในที่ของตน เมื่อตนเกิดเป็นนายโคบาลในชาติอดีตและได้เรียนถวายให้พระโมคคัลลานเถระแนะนำชนทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจตุพิธพรและรูปร่างอันประณีตว่า อย่าได้มีจิตข้องในสิ่งอื่น ๆจงถวายทานที่ตบแต่งดีแล้วแด่พระพุทธเจ้า เพราะในโลกนี้ไม่มีใครประเสริฐกว่าพระองค์และไม่มีใครที่ควรแก่การบูชาของผู้ต้องการบุญแสวงหาผลบุญอันไพบูลย์ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า

วิมานของคนรับใช้พระเจ้าปายาสิ


 ในวรรคนี้มีวิมานทั้งหมด๑๐ วิมาน คือ
 - อาคาริยวิมานมี ๒ วิมานเทพบุตรเจ้าของวิมานบอกบุญในอดีตของท่านเหมือนกันคือ ตนเองและภรรยาอยู่ครองเรือนเป็นเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของนักบวช ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทานด้วยจิตเลื่อมใสและมีความเคารพ จึงได้ทิพยสุขด้วยผลแห่งกรรมนั้น
 - ผลทายกวิทานภิกขาทายกวิมาน ยวปาลกวิมาน และ กุณฑลีวิมาน ๒ วิมานเทพบุตรเจ้าของวิมานได้เรียนถวายให้พระโมคคัลลานเถระทราบถึงอดีตกรรมที่นำให้ตนได้อุบัติในวิมานทำนองเดียวกันคือ เมื่อได้เห็นสมณะผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยวิชชาจรณะ มียศเป็นพหูสูต บรรลุความสิ้นตัณหา จึงเกิดความเลื่อมใสได้ถวายผลไม้ อาหารและกับ ขนมกุมมาสข้าวและน้ำเป็นอันมากเป็นทานตามลำดับชื่อวิมาน
 - อุตตรวิมานวิมานของอุตตรมาณพในอดีตท่านผู้นี้เล่าให้พระโมคคัลลานเถระทราบว่าในอดีตชาติท่านเป็นคนรับใช้ของพระเจ้าปายาสิมีหน้าที่ในการจัดการบริจาคทานตามคำสั่ง แต่ตนเองทำไปด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสจริงมีอะไรที่เป็นของ ๆ ตนก็จำแนกแจกทานไป และตนมีความรักความนับถือต่อท่านผู้มีศีลมีความเลื่อมใสต่อท่านได้ให้ข้าวและน้ำอันประณีตโดยความเคารพ
 วิมานชุดนี้ส่วนมากเป็นเรื่องของผลทานแต่ผลทานบางอย่างแสดงถึงความเสียสละอย่างสูงมาก เช่น เทพบุตรในผลทายกวิมานในอดีตกาลเป็นนายอุทยานบาลของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารมีพระประสงค์จะเสวยผลมะม่วงนอกฤดูเขารับอาสาผสมพันธุ์มะม่วงจนออกผลชนิดพิเศษนอกฤดูมา ๔ ผลในขณะที่นำไปเพื่อถวายพระราชา พบพระโมคคัลลานเถระในระหว่างทาง กลับได้ความคิดว่าควรถวายพระดีกว่าเพราะอำนวยผลถาวรกว่า แต่เมื่อถวายพระราชาจะได้รับพระราชทานรางวัลการถวายพระอาจจะถูกพระราชาประหารชีวิตก็ได้ ในที่สุดตกลงใจถวายชีวิตโดยการเอามะม่วงทั้ง ๔ ผลถวายพระโมคคัลลานเถระ พระเถระได้นำไปถวายพระพุทธเจ้าพระองค์ได้แบ่งให้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะรูปละผล
 พระเจ้าพิมพิสารท่านเป็นพระอริยสาวกโสดาบันเมื่อทราบการกระทำของนายอุทยานบาลก็เกิดความชื่นชมที่เห็นคนกล้าสละชีวิตเพื่อบำเพ็ญทาน จึงพระราชทานบ้านส่วยให้ ๑ ตำบลและขออนุโมทนาผลแห่งทานนั้นด้วย

วิมานแก้วมณีอันวิจิตรงดงาม


 ในวรรคนี้มีทั้งหมด ๑๑วิมาน จะขอนำมากล่าว ๔ วิมาน คือ
 - จิตตลดาวิมานและนันทนวิมาน เทพบุตรเจ้าของวิมานในอดีตเป็นคนขัดสน ไม่มีที่พึ่ง กำพร้ามีอาชีพเป็นกรรมกร ได้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชรามีใจรักและศรัทธาเลื่อมใสในท่านผู้มีศีล ได้ถวายข้าวและน้ำด้วยเจตนาที่ประณีตจึงได้เสวยสุขในวิมาน
 - มณิถูณวิมานวิมานแก้วมณีเทพบุตรเจ้าของวิมานบอกการกระทำของตนเช่นเดียวกับสององค์ก่อนแต่เพิ่มการสร้างที่จงกรมไว้ใกล้ทางในป่ากับปลูกต้นไม้ให้เป็นที่พักผ่อนแก่คนทั้งหลายจึงได้เสวยสุขในวิมานแก้วมณีอันวิจิตรงดงาม
 - กัณฐกวิมานวิมานของอดีตม้ากัณฐกะท่านได้เล่าประวัติของท่านให้พระโมคคัลลานเถระฟังเช่นเดียวกับที่ปรากฏในพระพุทธประวัติตอนบรรพชา ที่แปลกออกไปคือพระโพธิสัตว์ทรงม้ากัณฐกะ เสด็จออกจากแคว้นสักกะเข้าไปในดินแดนอันเป็นแคว้นของกษัตริย์อื่น ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อหยุดพักเพื่อทรงตัดพระเมาลีนั้นท่านได้เลียพระบาทของพระโพธิสัตว์ซึ่งมีเล็บแดง และร้องไห้เมื่อพระโพธิสัตว์จากไปและตายลงในเวลานั้นได้อุบัติในดาวดึงส์เทวโลกเมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วท่านดีใจมากและฝากให้พระโมคคัลลานเถระกราบทูลว่าท่านจะมาเฝ้าเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และเพื่อฟังธรรมต่อมาในกาลภายหลังท่านได้เข้าเฝ้าฟังธรรมในพุทธสำนักได้บรรลุโสดาปัตติผล
 - เสริสสกวิมานวิมานของเสริสสกเทพบุตร เทพบุตรองค์นี้คือ พระเจ้าปายาสิในอดีตชาติพระควัมปติไปพบวิมานของท่าน และได้เล่าถึงเรื่องที่ท่านคุยกับพ่อค้าพิสดารมากประเด็นสำคัญใน เรื่องนี้ คือ
 พระเจ้าปายาสิมีความเห็นว่าคนเราตายแล้วสูญ โดยพระองค์ได้เคยทดลองด้วยวิธีต่าง ๆ มามากแล้วยังไม่มีหลักฐานว่าคนเราตายแล้วเกิดอีกหลังจากที่ท่านได้สนทนาโต้ตอบกับพระกุมารกัสสปเถระแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสในคำแนะนำของพระเถระจึงได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และรักษาศีล ๕ แต่ยังคงตระหนี่ในการให้ทานอยู่ คือบริจาคเฉพาะสิ่งเลว ๆ โดยให้อุตตรมาณพในอุตตรวิมานตอนต้นเป็นคนจัดการเรื่องการถวายทาน เมื่อทั้งสองฝ่ายตายไปปรากฏว่าอุตตรมาณพมีวิมานดีกว่าเพราะเจตนาประณีตและทำไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใส พระเจ้าปายาสิเองได้วิมานที่ว่างคือไม่มีเทพธิดาและสมบัติอื่นประดับมากอย่างเทพบุตรเทพธิดาองค์อื่นชั้นแห่งสวรรค์ก็ต่ำกว่าอุตตรมาณพ คือ พระเจ้าปายาสิเกิดในชั้นจาตุมหาราชิกในขณะที่อุตตรมาณพเกิดที่ดาวดึงส์
 งานของเสริสสกเทพบุตรเป็นงานของภูมิเทวดา คือมีหน้าที่คอยช่วยเหลือคนที่ประสบอันตรายในทะเลทรายตามคำสั่งของท้าวเวสวัณ จุดเด่นที่น่าสนใจและถือเป็นแบบอย่างของเสริสสกเทพบุตรคือ "ท่านทำงานเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ด้วยความเมตตากรุณาจริง ๆไม่ต้องการผลตอบแทนแต่ประการใด" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านได้ผลแห่งความดีที่คนทำด้วยจิตประณีต โดยความสำนึกว่าสิ่งนั้นเป็นความดีแล้วกระทำมีผลอานิสงส์มากกว่าการกระทำในลักษณะเดียวกันของคนที่มีจิตไม่ประณีตคือ
 เมื่อพ่อค้าที่ท่านช่วยเหลือต้องการจะบูชาท่านและต้นสิริสสะแทนที่ท่านจะให้บูชาต้นไม้ท่านกลับแนะนำให้พ่อค้า "เว้นจากบาปและดำรงมั่นอยู่ในสุจริตธรรม"และยังได้ยกย่องอุบาสกคนหนึ่งในกลุ่มพ่อค้าว่า อุบาสกคนนี้เป็นพหูสูตสมบูรณ์ด้วยศีลและข้อวัตรปฏิบัติ ประกอบด้วยศรัทธา หิริ จาคะ อัธยาศัยดีงามฉลาดในสิ่งนั้น ๆ มีความสันโดษ ยินดีในธรรม และได้แนะนำคนอื่นว่าสำหรับคนผู้มีธรรมเช่นนี้ คนอื่นไม่ควรแกล้งกล่าวเท็จ ไม่คิดเบียดเบียนใครเว้นวาจาส่อเสียด พูดแต่วาจาไพเราะอ่อนหวาน ควรมีความเคารพยำเกรงยินดีในคำแนะนำสั่งสอน ไม่ควรเป็นคนเลวควรมีศีลบริสุทธิ์ในอธิศีล
 นอกจากนี้ท่านยังได้บอกคุณสมบัติและอนาคตของคนนั้นเพิ่มเติมว่าอุบาสกคนนี้เลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม มีความประพฤติดีเขาแสวงหาทรัพย์ไปเพื่อเลี้ยงมารดาบิดา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเพราะเมื่อมารดาบิดาสิ้นชีวิตแล้ว อุบาสกคนนี้จะออกบรรพชา ประพฤติพรหมจรรย์มีใจซื่อตรง ไม่คด ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่หลอกลวงใครและบอกว่าการที่ท่านแสดงตนออกมาช่วยเหลือพวกพ่อค้าทั้งหมดนี้เพราะอาศัยความดีของอุบาสกเพียงคนเดียวหากไม่มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมคนนี้ในกลุ่มพ่อค้าพวกเขาทั้งหมดจะต้องตายอยู่ในทะเลทราย พ่อค้าเหล่านั้นถามชื่ออุบาสกท่านบอกว่า ชื่อ "สัมภวะ มีอาชีพเป็นช่างตัดผม"ทุกคนในที่นั้นจึงบอกว่าจะให้เกียรติยกย่องแก่อุบาสกตามความประสงค์ของเทวดาพวกเขาได้สมาทานศีล ๕ ทั้งหมดแล้ว ด้วยเทวานุภาพ อานุภาพแห่งอุบาสกและศีลที่คนเหล่านั้นสมาทานแล้ว ทำให้เสริสสกเทพบุตรนำคนเหล่านั้นขึ้นสู่วิมานของตนนำไปสู่บ้านของคนเหล่านั้นโดยสวัสดี
 ต่อมาพวกพ่อค้าเหล่านั้นได้ร่วมทุนกันสร้างอารามขึ้นในจุดที่ตนได้รับการช่วยเหลือจากเทวดาและได้ตั้งชื่ออารามว่า เสริสสการามเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อเสริสสกเทพบุตร
 พระควัมปติในเรื่องนี้ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสี เป็นสหายของพระยสเถระออกบวชในปีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีพร้อมด้วยสหายอีก ๓ คน คือ สุพาหุ ปุณณชิ วิมละท่านเป็นพระธรรมทูตชุดแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศพระศาสนาประวัติเกี่ยวกับท่านไม่ค่อยปรากฏนัก เพราะสาวกชุดแรก ๖๐ รูปพระพุทธเจ้ารับสั่งให้ไปคนละทาง คงจะแยกย้ายกระจายกันไปทำงานในที่ห่างไกลมากพระควัมปติท่านชอบมาพักที่ป่าไม้สิริสสะ หรือต้นซึกเพราะเป็นป่าที่ท่านเคยปลูกไว้เองในอดีตชาติจึงมีความพอใจในป่านั้นมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว ท่านได้พบและสนทนากับเสริสสกเทพบุตรเมื่อทราบว่าเป็นพระเจ้าปายาสิในอดีต ท่านจึงถามว่า ท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่ใช่หรือ ? ทำไมจึงได้เกิดในวิมานเล่า เทพบุตรเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงความคิดของตนหลังจากได้ฟังธรรมจากพระกุมารกัสสปเถระเป็นการแสดงให้เห็นว่ามิจฉาทิฏฐิชนิดแรงห้ามสวรรค์ นิพพาน แต่คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอาจเป็นสัมมาทิฏฐิได้ หากได้กัลยาณมิตรช่วยเหลือ