วิมานตั่งทองคำ


 ในวรรคนี้มีรวมกัน ๑๗ วิมานคือ
 - เทพธิดามีวิมานตั่งทองคำเลื่อนลอยไปในอากาศได้เร็วตามปรารถนาพระโมคคัลลานเถระได้ถามถึงบุพพกรรมในอดีต ๒ องค์แรกบอกว่าเพราะว่าได้ถวายตั่งแก่ภิกษุผู้มาใหม่ ได้กระทำการอภิวาทอัญชลีและให้ทานตามสติกำลัง๒ องค์หลังบอกว่า เพราะได้พบเห็นภิกษุผู้ปราศจากธุลีคือกิเลสมีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว จึงได้ถวายตั่งเป็นที่นั่งแก่ท่านด้วยจิตใจที่ผ่องใส
 - เทพธิดาเป็นนาวาเป็นวิมานนาวา ๓ องค์บอกว่าเป็นผลบุญจากการที่ได้ถวายน้ำอันเย็นสนิทแก่ภิกษุผู้เดินทางไกลกำลังกระหายน้ำและเทพธิดาที่มีกุญชรเป็นวิมานบอกว่าในชาติก่อนท่านได้เห็นพระเถระผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีปกติเพ่งและยินดีในฌาน เป็นผู้สงบจึงได้ถวายเครื่องลาดที่ทำด้วยผ้าแก่ท่าน ด้วยจิตใจอันผ่องใส
 - เทพธิดาองค์หนึ่งมีประทีปวิมานเพราะผลแห่งการตามประทีปให้แสงสว่างแก่คนทั้งหลายและถวายประทีปเป็นทางอีกองค์หนึ่งบอกว่าได้ถวายเมล็ดงาเป็นทางแก่พระพุทธเจ้า อีก ๒องค์วิมานของท่านมีสัตว์นิรมิตนานาชนิด พร้อมด้วยเทพธิดาเป็นบริวารอีกมากเพราะผลของ "มีความสัตย์มั่นคงต่อสามี ไม่ประพฤตินอกใจ รักสามี เหมือนมารดารักบุตรแม้ยามจะโกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบ ไม่พูดเท็จพูดแต่คำสัตย์จริงยินดีในการให้ทานและสงเคราะห์คนอื่น ให้ทานด้วยวัตถุอย่างดีและมีความเคารพในทานและผู้รับทาน"
 - เทพธิดา ๒ องค์เป็นหญิงสะใภ้อยู่ในตระกูลของสามี เมื่อเห็นภิกษุผู้ปราศจากธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัวจึงเกิดความเลื่อมใสองค์แรกได้ถวายขนมกึ่งหนึ่ง องค์ที่ ๒ได้ถวายข้าวบาร์เล่ และขนมที่ทำด้วยถั่วเหลืองด้วยมือของตน
 - เทพธิดา ๓องค์ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสกทาคามีและโสดาบันตามลำดับเป็นอุบาสิกาที่มีชื่อเสียงมาในสมัยพุทธกาล คือ
 ๑.อุตตราเทพธิดาในชาติอดีตเป็นธิดาของปุณณเศรษฐีเป็นพระอริยสาวกชั้นสกทาคามี ความดีของท่านเฉพาะที่ท่านบอกพระโมคคัลลานเถระ คือ "เมื่ออยู่ครองเรือนไม่ริษยา ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ตระหนี่ ไม่ถือตัว ไม่ตีเสมอ ไม่โลภไม่โกรธ ไม่ประพฤตินอกใจสามี รักษาอุโบสถศีลประจำ ยินดีในศีล ๕ให้ทาน
 ๒. สิริมาเทพธิดาในชาติอดีตคือนางสิริมาธิดาของนางสาวดีน้องสาวหมอชีวกโกมารภัจเป็นหญิงนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์นางอุตตราเคยจ้างให้ไปช่วยปฏิบัติสามีนางเพื่อนางจะได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญ แต่นางสิริมาเกิดริษยานางอุตตราขึ้นจนถึงกับตักน้ำมันร้อน ๆ รดศีรษะนางอุตตราแต่ด้วยอำนาจแห่งเมตตาจิตจึงไม่เป็นอันตรายนางอุตตราจึงชักชวนให้ฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้า จนบรรลุโสดาปัตติผลต่อมาได้ตั้งนิตยภัตรประจำถวายแก่ภิกษุวันละ ๔ รูป และตายไปในวัยสาว พระวังศีสเถระได้เห็นสมบัติของนางผู้อุบัติในสวรรค์ชั้นนิมานรดี นางได้เล่าประวัติตอนต้นให้ฟังแล้วสรุปลงเป็นผลบุญว่านางได้ฟังธรรมคือ อริยสัจ ๔ ในพุทธสำนัก จนได้บรรลุสมาธิอันเกิดจากความสงบจิตใจในอัตภาพนั้น หมดความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัยและสิ่งทั้งปวง มีความรู้พิเศษในอริยสัจ ๔และได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นอันมาก
 ๓.เปสการีเทพธิดาเมื่อท่านอุบัติ ณ ดาวดึงส์กำลังชื่นชมสมบัติของท่านอยู่ท้าวสักกเทวราชได้ตรัสถามถึงผลกรรมในอดีต นางได้กราบทูลถวายความว่า
 "หม่อมฉันเป็นธิดาช่างหูกในเมืองพาราณสีมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ซึ่งหม่อมฉันได้ถึงแล้วโดยใกล้ชิด ไม่มีความสงสัยรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อยได้สำเร็จอริยผล"
 เทพธิดาองค์นี้มีประวัติออกจะแปลกอยู่ท่านเล่าว่าเมื่อนางยังเป็นสาวอยู่ ได้เห็นภิกษุหนุ่ม ๆ เที่ยวบิณฑบาตจึงถามมารดาของนางว่า
 "บรรพชิตเหล่านี้ยังหนุ่มทั้งนั้นทั้งมีรูปร่างสง่างามทั้งนั้น แต่คงยากจนเข็ญใจอย่างใดอย่างหนึ่งจึงได้ออกบวชเสียเช่นนี้"
 มารดาได้ชี้ให้ฟังโดยเล่าถึงพระประวัติของพระพุทธเจ้าแล้วบอกว่าท่านนั้นได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเกิดความเลื่อมใสแล้วออกบวชหาได้บวชด้วยขัดสนยากจนแต่ประการใดไม่พอดีอุบาสกคนหนึ่งเดินผ่านได้ยินเข้าจึงแวะเข้าไป มารดาของนางจึงได้สอบถามเพิ่มเติมอุบาสกบอกว่ากุลบุตรเหล่านั้นเห็นโทษของกามคุณและอานิสงส์แห่งการออกจากกามคุณจึงได้ออกบรรพชา และได้แสดงคุณของพระรัตนตรัยพร้อมด้วยศีลอานิสงส์ของศีล ๕ ประการ สองแม่ลูกจึงขอให้อุบาสกให้ศีลนั้นแก่ตนด้วยหลังจากได้สามทานศีลจากอุบาสกแล้วกุลธิดาขอเรียนหลักปฏิบัติต่อไปอุบาสกจึงบอกให้เรียนและสาธยายอาการ ๓๒ มี ผม ขน เป็นต้นนางบำเพ็ญเพียรทางจิตไปตามลำดับจนได้บรรลุโสดาปัตติผลตายไปอุบัติเป็นเทพธิดาผู้เป็นมเหสีของท้าวสักกเทวราช ณ ดาวดึงส์เทวโลกเรื่องของนางแปลกออกไปกว่าเรื่องอื่น คือ
 ๑.นางได้ฟังธรรมรักษาศีลจากอุบาสก อันเป็นการแสดงว่าสมาทานวิรัติ คือการงดเว้นด้วยการสมาทานศีลนั้น แม้จะรับศีลจากอุบาสกด้วยกันก็ได้
 ๒.นางเรียนกรรมฐานในสำนักของอุบาสกจนเข้าใจต่อจากนั้นลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนบรรลุผลได้ การฟังธรรมการปฏิบัติธรรมและผลแห่งการปฏิบัติธรรม ไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะฟังจากใคร เมื่อไรหากตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ แล้วผลย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
 วิมานทั้ง ๑๗ วิมาน๑๔ วิมานแรกมีข้อที่น่าสังเกตว่า บุญกุศลที่ท่านเหล่านั้นทำไม่มากนักแต่มีความสมบูรณ์ด้วยทักขิเณยยบุคคลคือ ผู้รับ เจตนาของผู้ให้และวัตถุที่ให้ทานนั้นได้มาโดยธรรม อันรวมเป็นสัมปทาคุณ ๓ ประการผลอานิสงส์จึงอำนวยให้เกิดวิมานแก่ท่านเหล่านั้นอีก ๓วิมานหลังท่านเป็นพระอริยบุคคลอยู่แล้วการเกิดในสวรรค์ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
 ในสุรีสาวิมานที่นางเทพธิดาบอกว่า รักสามีเหมือนมารดารักบุตรนั้นเพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงประเภทของภรรยาไว้ ๗ ประเภท แก่นางสุชาดาสะใภ้ของท่านนอนาถปิณฑิกเศรษฐี ในสัตตกนิบาตอังคุตตรนิกายความว่า
 "ดูกรสุชาดา ในโลกนี้มีภรรยาอยู่ ๗ จำพวก คือวธสมาภริยา ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต โจรสมาภริยา ภรรยาเสมอด้วยโจร อัยฺยสมาภริยาภรรยาเสมอด้วยนาย มาตุสมาภริยา ภรรยาเสมอด้วยแม่ ภคินีสมาภริยาภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว สขีสมาภริยา ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ทาสีสมาภริยาภรรยาเสมอด้วยทาสี เธอเป็นภรรยาจำพวกไหนใน ๗จำพวกนี้"
 นางสุชาดากราบทูลว่าเมื่อก่อนนั้นนางไม่ทราบเรื่องนี้จึงประพฤติ ไม่เหมาะสมไปมาก ต่อแต่นี้ไปจะเป็นทาสีสมาภริยาคือภรรยาที่เสมอด้วยทาสี
 หญิงสะใภ้ในสุริสาวิมานแสดงว่าเป็นภรรยาประเภทที่๔ ซึ่งทรงแสดงว่า ภรรยา ๔ ประเภทหลัง เมื่อตายไปแล้วย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ฝ่าย ๓ ประเภทแรกเป็นภรรยาไม่ดี และต้องเกิดในทุคติหลังจากตายไปแล้ว

วิมานที่สวนจิตตลดา
 ในวรรคนี้มีรวมกัน ๑๐ วิมานคือ
 - ทาสีวิมาน เจ้าของวิมานเคยเป็นคนรับใช้เขาในชาติก่อนเป็น

อุบาสิกาในพระพุทธศาสนา ได้รักษาศีลและมนสิการถึงกรรมฐานอยู่ ๑๖ ปีโดยตั้งใจว่า แม้ตนจะตายไปก็จะไม่ย่อมเลิกบำเพ็ญกรรมฐาน มีความเพียรมุ่งไปข้างหน้าโดยหวังสภาวะที่ปราศจากกิเลส สิ้นสังโยชน์ความซื่อตรง และองค์อริยมรรคจะเกิดขึ้นได้ โดยอาศัยพื้นฐาน คือการรักษาศีล ๕ จนได้บรรลุอริยผลและนางยังได้กล่าวแก่พระโมคคัลลานเถระว่า
 "ฐานที่ดิฉันได้รับนี้คนที่ไม่ได้ทำบุญไว้ไม่อาจได้รับย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้เท่านั้นผู้มิได้ทำบุญไว้ย่อมไม่ได้ความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าผู้ต้องการจะสถิตร่วมกับเทพชาวไตรทศ ควรบำเพ็ญกุศลไว้ให้มากเพราะว่าผู้มีบุญอันได้ก่อไว้แล้ว ย่อมเพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์"
 - หญิงขัดสนกำพร้าคนหนึ่งได้ถวายข้าวตังแก่พระมหากัสสปเถระขณะที่ท่านเที่ยวบิณฑบาตด้วยมือตนเมื่อนางตายไปแล้ว ท้าวสักกเทวราชได้เรียกถามท่านว่าหญิงคนนั้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นไหนพระมหากัสสปะเถระบอกว่า
 "นางจุติจากโลกมนุษย์แล้วบังเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์มาก ณ สวรรค์ชั้นนิมานรดีเสวยความสุขอันเป็นทิพย์อยู่ที่สวรรค์ชั้นนั้น เพราะผลของทาน"
 - เทพธิดาตนหนึ่งมาหาพระโมคคัลลานเถระ เรียนให้ท่านทราบว่าชาติก่อนนางเป็นหญิงจัณฑาลชรา ได้รับการแนะนำจากพระเถระว่า "ยายจัณฑาลท่านจงถวายบังคมพระพุทธเจ้า ผู้อุดมด้วยพระเกียรติยศ ประเสริฐกว่าผู้วิเศษทั้งหลายประทับยืนเพื่ออนุเคราะห์ท่านอยู่ ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยิ่งในพระองค์แล้วจงประคองหัตถ์อภิวาทโดยเร็วเถิดชีวิตของท่านยังเหลือน้อยเต็มทีแล้ว "เมื่อนางได้ทำตามคำแนะนำของพระเถระเสร็จ ก็ถูกโคขวิดตายในขณะที่กำลังประคองมืออยู่ตายแล้วไปบังเกิดในอุทยานนันทวัน มาหาท่านเพื่อกราบด้วยความรู้สึกคุณแล้วอันตรธานไปจากที่นั้น
 - พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามบุพพกรรมของนางเทพธิดาองค์หนึ่งซึ่งมาเฝ้า นางเทพธิดาองค์หนึ่งซึ่งมาเฝ้านางได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า
 "ชาติก่อนนางเป็นอุบาสิกาอยู่ที่เมืองกิมพิลนครชื่อ ภัททิตถิกาเป็นโยมอุปฐากพระอัครสาวกทั้งสอง สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ศีลยินดีในการจำแนกทาน บำรุงพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ รักษาอุโบสถศีล ถือศีล ๕ยินดีในอริยสัจ ๔ ตายไปแล้วบังเกิดเป็นเทพธิดา ณ นันทวันชั้นดาวดึงส์"
 อดีตอุบาสิกาชาวเมืองนาลันทา ชื่อว่า โสณทินนาได้ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับองค์ เกิดในที่เดียวกันคือชั้นดาวดึงส์แม้อดีตอุบาสิกาชื่อ สุนัททา ชาวกรุงราชคฤห์ ก็ได้เรียนถวายบุพพกรรมของนางเช่นเดียวกับสององค์แรก อีกองค์หนึ่งซึ่งสถิต ณ สุทินนาวิมานก็เกิดบนสวรรค์ด้วยกรรมเช่นเดียวกัน
 - เทพธิดาองค์หนึ่ง ณ อุโบสถวิมานได้เรียนถวายให้พระโมคคัลลานเถระทราบว่า ในอดีตนางเป็นอุบาสิกา ชาวเมืองสาเกตมีศรัทธารักษาอุโบสถ แต่ไม่ได้ฟังพระพุทธวจนะ จึงต้องบังเกิดในภพที่ต่ำกว่าที่ควรเมื่อพระเถระถามถึงอายุขัยบนสวรรค์ นางบอกว่า ประมาณ ๖ หมื่นปีทิพย์จุติจากนั้นแล้วจะได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์อีกพระเถระจึงบอกว่าอย่าได้มีความสะทกสะท้านเลยเพราะพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ว่านางจะได้บรรลุโสดาปัตติผล
 - เทพธิดาสององค์ในสองวิมาน บอกผลบุญของนางที่ได้กระทำในชาติก่อนเหมือนกันคือเมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส ได้ถวายภักษาด้วยมือตนเป็นผลให้เกิดทิพย์สมบัตินี้

ต้นปาริฉัตตกะ
 วรรคนี้มีวิมาน ๑๐ วิมานแต่เทพธิดาที่กล่าวถึงและผลบุญของ

เทพธิดาเหล่านี้มีเป็นอันมากผิดกันเฉพาะสิ่งที่บริจาค แต่เป็นเทพธิดาผู้มีอานุภาพมากเหมือนกัน
 - เทพธิดาในสองวิมานแรก เป็นสะใภ้ ในตระกูลมิจฉาทิฏฐิมาก่อนเมื่อเห็นพระภิกษุเที่ยวบิณฑบาตเกิดความเลื่อมใสองค์แรกได้ถวายขนมองค์ที่สองได้ถวายอ้อยท่อนหนึ่ง แม่สามีทราบเข้าโกรธมากจึงทุบตีเอาจนตายทั้งคู่ ด้วยอำนาจผลบุญนั้น อันตนทำด้วยจิตเลื่อมใสจึงได้บังเกิดในสวรรค์
 - เทพธิดาที่บัลลังก์วิมานได้เรียนถวายถึงผลแห่งความดีที่นางได้กระทำในชาติก่อนแก่พระโมคคัลลานเถระ ความว่า "ในมนุษย์โลกนางเป็นหญิงสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่ง ได้ทำตนเป็นภรรยาที่ดีของสามีไม่โกรธ ไม่ประมาณในวันอุโบสถ ไม่ประพฤตินอกใจสามีทำตนให้เป็นที่ชื่นชอบของสามีทั้งกลางคืนและกลางวัน มีใจผ่องใส รักษาศีล ๕ ประจำและรักษาอุโบสถศีลในวันอุโบสถ
 - ลตาวิมาน เทพธิดา ๔องค์เป็นธิดาของท้าวเวสวัณมหาราช สอบถามผลแห่งความดีของกันและกัน พี่สาวคนโตชื่อลดาเทพธิดาได้บอกว่านางได้บอกผลแห่งความดีของนางเช่นเดียวกับเทพธิดาในบัลลังก์วิมานแต่เพิ่มการทำตนให้เป็นที่โปรดปรานของพ่อผัวแม่ผัวญาติพี่น้องเป็นที่รักของบริวารขนแต่ไม่ได้รักษาอุโบสถศีล เทพธิดาอีก ๓ นางจึงแสดงความชื่นชมยินดีจะปฏิบัติตามและได้ให้หลักในการดำรงชีวิตของสตรีไว้ว่า "สตรีผู้มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ เมื่อยังอาศัยภัสดาอยู่ควรประพฤติยำเกรงต่อสามี ฆ่าความโกรธเสีย กำจัดความตระหนี่ออกไปเมื่อประพฤติธรรมโดยชอบย่อมบันเทิงในสวรรค์"
 - คุตติลวิมานท่านได้เล่าถึงเรื่องคุตติลบัณฑิตผู้สามารถดีดพิณได้ดีที่สุดในชมพูทวีปท้าวสักกเทวราชให้มาตลีเทพบุตรนำไปสู่เทวโลกเพื่อดีดพิณให้ฟังท่านบัณฑิตขอสอบถามบุพพกรรมของเทพธิดาก่อนได้อนุญาตแล้วจึงได้สอบถามเทพธิดาเป็นอันมากถึง ๓๐ องค์ ในจำนวนนั้น ๒๘องค์เป็นผลของการถวายทานที่เรียกว่า ทานวัตถุต่าง ๆ กัน อีก ๒องค์เป็นผลจากการปฏิบัติธรรม คือ
 องค์แรกเป็นสะใภ้ในตระกูลที่พ่อแม่สามีดุร้ายหยาบคายมาก แต่นางตั้งใจปฏิบัติดีไม่คิดมุ่งร้ายตอบ มีความไม่ประมาทและรักษาศีลเป็นประจำ
 องค์ที่ ๒เคยเป็นคนใช้เขา แต่ตั้งใจทำงานดี ไม่เกียจคร้าน ไม่โกรธง่าย ไม่ถือตัวยินดีในการแบ่งปันสิ่งของที่ตนมีอยู่แก่คนอื่น
 ท่านคุตติบัณฑิตเมื่อได้สอบถามนางเทพธิดาทั้งหลายแล้วได้ทราบชัดว่าบุญกุศลทั้งหลายที่บุคคลได้กระทำแล้วนั้นย่อมอำนวยผลเป็นความสุขทั้งในชาติปัจจุบันและการบังเกิดในสวรรค์ในชาติหน้าด้วยจึงกล่าวว่าการมาสู่เมืองสวรรค์ของข้าพเจ้าในวันนี้เป็นการดี เพราะได้เห็นนางเทพธิดาซึ่งเป็นนางฟ้ามีรูปร่างผิวพรรณน่ารักใคร่ทั้งยังได้ฟังธรรมและแนะนำเรื่องบุญกุศลจากเธอเหล่านั้นด้วยนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
 "ข้าพเจ้าจักกระทำบุญกุศลให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการมีศีลสังวร และด้วยการฝึกอินทรีย์ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ซึ่งไปแล้วเศร้าโศก"
 - ทัททัลลวิมานกล่าวถึง เทพธิดาสององค์ซึ่งเคยเป็นพี่น้องกันองค์พี่ชื่อ ภัททา เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์น้องชื่อสุภัททาเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมานรดี สุภัททาเทพธิดาได้มาเยี่ยมภัททาเทพธิดาผู้เคยเป็นพี่สาวและเคยร่วมสามีกันมาในชาติปางก่อน จึงได้ถามถึงผลบุญของกันและกันได้ความว่า
 นางภัททาได้ถวายทานแก่พระผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘รูปด้วยมือของตน ฝ่ายนางสุภัททานั้นได้นิมนต์พระสงฆ์ ๘ รูป มีพระเรวตเถระเป็นประธานพระเถระได้แนะนำให้ถวายเป็นสังฆทาน ผลบุญจึงแตกต่างกันมากเมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้ว ท้าวสักกเทวราชได้สอบถามนางภัททาเมื่อนางได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตในอดีตและผลบุญที่ทั้งสองฝ่ายได้กระทำแล้วท้าวสักกเทวราชได้ตรัสแก่นางเป็นใจความว่า
 ฉันเคยทูลถามพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ประทับณ ภูเขาคิชฌกูฏว่า มนุษย์ทั้งหลายผู้กระทำบุญอยู่ชื่อว่ากระทำเพราะปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายทานแก่บุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมากพระองค์ทรงแสดงว่าให้ถวายเป็นสังฆทานแก่ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรคอริยผลผลบุญที่เกิดจากถวายสังฆทานไม่อาจจะประมาณได้เหมือนคนไม่อาจหยั่งรู้ความลึกของมหาสมุทรฉะนั้น
 "ชนเหล่าใดที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลกมาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้เกิดปีติโสมนัสแล้ว จะขจัดมลทินคือความตระหนี่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลในใจและความตีเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้ทั้งที่ไม่ถูกผู้รู้ติเตียนแต่นั้นจะเข้าถึงสถานที่ซึ่งเป็นแดนสวรรค์"
 - เสสวดีวิมานพระวังคีสเถระได้ถามบุพพกรรมของนางเทพธิดาในเสสวดีวิมาน นางเรียนให้ท่านทราบว่านางเคยเป็นธิดาของตระกูลชื่อว่าเสสวดี เป็นหญิงสะใภ้ของตระกูลภายในเมืองราชคฤห์นางได้บูชาเจดีย์บรรจุธาตุของพระสารีบุตรเถระ ด้วยเครื่องสักการะหลายอย่างซึ่งทำด้วยรัตนะและดอกคำ เพราะการบูชานี้เองทำให้นางได้อุบัติในสุคติโลกสวรรค์
 - มัลลิกาวิมานพระนารทเถระได้สอบถามบุพพกรรมของนางมัลลิกาเทพธิดา นางเรียนถวายให้ทราบว่าวิมานของนางเกิดจากผลแห่งการบูชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งได้ปรินิพพานไปแล้วเพราะนางได้ทำกรรมอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญจึงสร่างโศกหมดโรคภัยได้รับแต่ความสุขกายสุขใจรื่นเริงบันเทิงใจเป็นนิตย์
 จากวิมานทั้งสองนี้ แสดงว่า พระวังคีสเถระซึ่งเป็นพระเถระ ระดับเอตทัคคะ และพระนารทเถระมีชีวิตอยู่ถึงสมัยหลังพุทธปรินิพพานพระวังคีสเถระท่านเลิศทางปฏิภาณ มักกล่าวเรื่องอะไรเป็นคำฉันท์หมดแต่ไม่มีชื่อในคราวปฐมสังคายนา อาจได้รับเลือกในกลุ่มพระสังคีติกาจารย์แต่ไม่ได้ทำงานสำคัญจึงไม่มีชื่อ
 - วิสาลักขิวิมานท้าวสักกเทวราชได้ตรัสถามบุพพกรรมของนางสุนันทาเทพธิดาผู้มีรัศมีข่มเทพธิดาองค์อื่นในจิตตลดาวันว่า เคยทำบุญอะไรมานางได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า นางเป็นอุบาสิกาชื่อ สุนันทาในกรุงราชคฤห์เป็นคนสมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายประทีปและปัจจัย ๔แก่พระผู้ปฏิบัติตรง รักษาอุโบสถในวันธรรมสวนะ และในปาฏิหิริกปักษ์คือปักษ์ที่ควรแก่การรักษาอุโบสถยินดีในศีล ๕ ฉลาดในอริยสัจและเป็นพระสกทาคามี
 - ปาริฉัตตกวิมานพระโมคคัลลานะเถระได้ถามเทพธิดาผู้เก็บดอกปาริฉัตตกะว่า นางได้ทำกรรมอะไรมาจึงได้เสวยสุขในเทวโลก นางเรียนถวายว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้นำดอกอโศกซึ่งมีเกสรงาม เลื่อมประภัสสรมีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า จึงได้เสวยสุขในเทวโลก