สิริมหามายาเทพบุตรเล่ากันสืบมาว่า
สมเด็จพระนางยาสิริมหามายาพุทธมารดาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ผู้เป็นเอกอัครมเหสีในสมเด็จพระนฤบดีสุทโธทนะนั้นครั้นประสูติพระอังคีรสโพธิสัตว์อันเป็นพระบรมราชโอรสได้เพียง
๗ วันเท่านั้นก็ดับขันธ์ถึงแก่ชีพิตักษัยจากมนุษย์ขึ้นมาอุบัติเกิดเป็นเทพบุตรสุดโสภา
ณแดนดุสิตสวรรค์นี้ เสวยทิพยสมบัติมีนางเทพอัปสรมากมายเป็นบริวารแต่จะได้ยินดีในการเสพเบญจกามคุณกับด้วยนางฟ้าเหล่านั้นก็มิได้ในกรณีนี้หากจะมีปัญหาว่า
เหตุไฉน สมเด็จพระสิริมหามายา จึงไม่อุบัติเป็นเทพธิดาเพราะพระนางทรงไว้ซึ่งสตรีเพศ
เหตุใดจึงได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรดูน่าสงสัยเป็นนักหนา
คำวิสัชนาก็มีว่าเป็นวิสัยธรรมดาแห่งพระพุทธชนนีผู้มีบุญญาธิการถ้าหากว่าจะอุบัติเกิดเป็นเทพนารีทรงมีพระสิริลักษณ์อันงดงามหาที่เปรียบมิได้แล้วไซร้เทพบุตรองค์ใดมีปฏิพัทธ์จิตคิดรักใคร่ในพระรูปพระโฉม
กำเริบด้วยราคะดำฤษณาก็จักบังเกิดเป็นโทษแก่เทพบุตรองค์นั้นเป็นนักหนา
ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระพุทธมารดาในปัจฉิมภวิกชาติจึงอุบัติเกิดเป็นเทพบุตร
สถิตเสวยสุขอยู่ ณสรวงสวรรค์ชั้นดุสิต
ในกาลที่สมเด็จพระขนสีห์บรมไตรโลกนาถได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ทรมานเดียรถีย์ศาสนาต่างๆ ณ
มิ่งไม้คัณฑามพฤกษ์สำเร็จอย่างน่าสรรเสริญแล้วในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระดำริว่า
"พระสิริมหามายาผู้เป็นพระชนนีเจ้าแห่งตถาคตนี้
มีคุณูปการะและรักใคร่ในตถาคตปานดวงฤทัยได้ตั้งความปรารถนาเป็นมารดาแห่งตถาคตมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าจนตราบถึงบัดนี้
ก็นับเป็นเวลานานถึงแสนกัลป์ ฉะนั้นจึงควรแล้วที่ตถาคตจักไปแสดงธรรมโปรดสนองพระคุณในกาลครั้งนี้"
เมื่อมีพระพุทธดำริฉะนี้แล้วสมเด็จองค์พระประทีปแก้วจอมมุนีเจ้าจึงเสด็จขึ้นไปยังไตรตรึงษ์เทวโลกประทับเหนือปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ณภายใต้ไม้ปาริฉัตกพฤกษ์
สมเด็จพระอมรินทรเทวาธิราชผู้ทรงเป็นใหญ่ในแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ได้ทรงทราบข่าวจึงรีบเสด็จออกมาจากไพชยนตปราสาททิพยวิมานแล้วมีเทวราชโองการประกาศก้องป่าวร้องแก่เหล่าเทพยดาทั้งหลายว่า
"ดูกรท่านทั้งหลายผู้นฤทุกข์
! ท่านทั้งหลายจงอย่าได้ช้า จงออกมาเถิดบัดนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จมาโปรดถึงพิภพของพวกเราแล้วเป็นบุญลาภอันประเสริฐล้ำเลิศของพวกเราหาที่เปรียบมิได้
จงออกมาเถิดเราจะพากันไปเฝ้าและสดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระพุทธองค์อย่าได้ช้า"
เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายได้ฟังพระสุรเสียงแห่งเทพผู้เป็นนายคือ
องค์อินทร์ทรงประกาศเองเช่นนั้นก็รีบพากันออกจากวิมานทิพย์ด้วยความดีใจมีหัตถ์ถือดอกไม้และเครื่องสักการะของหอมมาเฝ้าแวดล้อมบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เนืองแน่นสมเด็จพระบรมครูเจ้า
มีพระหฤทัยปรารถนาจักให้พระพุทธมารดาเสด็จมาสู่ที่นั่นทรงทอดพระเนตรไปในระหว่างแห่งเทพนิกรบริษัท
มิได้ทัศนาเห็นพระพุทธชนนีจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามองค์อมรินทราธิราชว่า
"พระสิริมหามายาผู้เป็นชนนีของตถาคตมิได้เสด็จมาที่นี้หรือประการใด"
องค์ท้าวสหัสนัยน์ได้สดับพระพุทธฏีกาที่ตรัสถามเช่นนั้น
ก็ทรงทราบพระพุทธประสงค์โดยพลันว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาครั้งนี้คงมีพระกมลประสงค์จะแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาให้ได้บรรลุพระอริยมรรคอริยผลเป็นแม่นมั่นครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว
องค์ท้าวโกสีย์จึงรับเร่งเหาะไปโดยเทวฤทธิ์ถึงภิภพดุสิตแดนสุขาวดีอันเป็นที่สถิตอยู่
แห่งพระสิริมหามายาเทพบุตรแล้วก็ถวายอภิวันทน์โดยเคารพและทูลว่า
"ข้าแต่พระสิริมหามายาเจ้าผู้เจริญด้วยสิริสวัสดิ์
! บัดนี้ สมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเสด็จมาสู่พิภพไตรตรึงษ์แห่งข้าพระบาท
ประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ภายใต้ปาริฉัตกพฤกษชาติ
ประทับคอยท่าเพื่อจะตรัสพระธรรมเทศนาขอเชิญพระองค์เสด็จไปเฝ้าโดยเร็วเถิด
พระเจ้าข้า"
สิริมหามายาเทพเจ้าผู้เป็นพระพุทธชนนี
ได้ทรงสดับท้าวโกสีย์ผู้เป็นจอมเทพในแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มากราบทูลดังนั้น
ก็พลันบังเกิดความปีติตื้นตันตรัสถามว่า
"ดูกรท่านท้าววชิรปาณีผู้เป็นใหญ่
!พระบรมโอรสาธิราชของเรานั้นไซร้ ทรงพระสิริรูปโฉมเป็นประการใดท่านได้เห็นเป็นประการใดจงรีบบอกแก่เราไปให้แจ้งในบัดนี้"
ท้าวสักกะวชิรปาณีจึงทูลว่า
"ข้าแต่ท่านผู้เป็นพระพุทธมารดา
! พระบรมโอรสของพระองค์นั้นจะหาผู้ใดผู้หนึ่งเปรียบปานนั้นมิได้ในไตรภพพระสรีราพยพประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ
และพระอนุพยัญชนะสมบูรณ์ทุกประการมีพระรัศมีซ่านออกจากพระบวรกายหกประการ
มีพระสุรเสียงกอปรด้วยองค์แปดประการไพเราะจะหาผู้จะเสมอมิได้"
ได้ทรงสดับดังนั้นพลันพระสิริมหามายาเทพบุตรก็ทรงพระโสมนัสว่า
"อาตมะนี้ไปเกิดในโลกครั้งหนึ่ง
ถึงบุญลาภนักหนาชื่อว่าไม่มีใครเทียมเปรียบได้ด้วยว่าได้เป็นพระพุทธมารดา"
แล้วก็รีบด่วนทรงทิพยภูษาชวนเทพอัปสรกัญญา
ลงมาจากดุสิตปราสาทพิมานมีท่านท้าวมัฆวานนำเสด็จมาในเบื้องหน้า
ครั้นเสด็จมาถึงได้ทอดพระเนตรเห็นองค์สมเด็จพระพิชิตมาร
ก็ยิ่งตะลึงลาน ทรงพระปรีดาภิรมย์เพลินชมพระรูปพระโฉมจนทรงลืมอาลัยในดุสิตวิมานชมพลางก็เศร้าโศกเสียพระหฤทัยว่า
"อาตมะนี้เป็นคนบุญน้อยประสูติสมเด็จพระพุทธองค์อันเป็นพระบวรดนัยได้
๗ วันเท่านั้นก็ด่วนดับขันธ์ทำกาลกิริยา มิได้เห็นพระลูกรักอันทรงบุญญาภิหารเป็นเวลาช้านานถึงเพียงนี้
นี่ดีแต่ท้าวโกสีย์เสด็จไปบอกจึงได้มีโอกาสมาพบพระบวรโอรส"
พระสิริมหามายาเทพบุตร ทรงพระกันแสงกำสรดแล้วก็กลับทรงพระสรวลว่า
"อาตมะนี้ไม่ควรจะปริเทวนาการด้วยว่าอันผู้เกิดมาในวัฏสงสารจะได้มีบุญญาธิการเป็นพระพุทธมารดาดังอาตมะนี้ยากนักหนานับเป็นเวลาช้านานกว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าจักมาตรัสแต่ละพระองค์ก็แลว่าพระพุทธมารดานั้น
จะมีได้ก็แต่ผู้เดียวเท่านั้นไม่มีสอง อาตมะนี้แลก็ได้เป็นพระพุทธมารดา
ฉะนั้นควรจะถือว่า เป็นกุศลแห่งอาตมะโดยยิ่งได้ซึ่งมิ่งมหามงคลลาภอดูลย์
มิได้สูญเสียทีที่อาตมะอุ้มพระครรภ์มาได้ซึ่งพระบรมโอรสอันประเสริฐกอปรด้วยผลประโยชน์ล้ำเลิศเห็นปานดังนี้"
ส่วนสมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระพุทธประสงค์ทรงปรารถนาจะกระทำปัจจุปการสนองคุณพระชนนีของพระองค์จึงทรงพระพุทธจินตนาการว่า
"พระคุณแห่งพระมารดาอันได้ทำไว้แก่ตถาคตนี้ยิ่งใหญ่สูงสุดซึ่งจะคณนาหนากว้างแลคัมภีรภาพพ้นที่จะกำหนดและธรรมอันใดสมควรที่จะทดแทนสนองคุณพระชนนี
พระวินัยปิฎกแลพระสุตตันตปิฎกอันมีพระธรรมขันธ์ปิฎกละ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ยังน้อยเบามิเท่าทันกับพระคุณแห่งพระพุทธชนนี
เห็นมีอยู่ก็แต่พระอภิธรรมปิฎกอันมีประมาณ๔๒,๐๐๐
พระธรรมขันธ์เท่านั้นที่จะเทียมทันยกขึ้นขึ้นเปรียบปูนเท่ากันกับคุณพระมารดาก็คุณแห่งพระชนนีนั้นสูงกว้างใหญ่หนามีประมาณเท่าใด
ก็แลคุณพระอภิธรรมปิฎกก็ยกชั่งขึ้นมีความสูงกว้างใหญ่หนาและคัมภีรภาพมีประมาณเท่านั้นสมควรที่ตถาคตจะทำปัจจุปการสนองคุณพระมารดาด้วยอภิธรรมเทศนาในกาลบัดนี้"
ขณะนั้น สมเด็จพระจอมมุนีพุทธองค์ทรงมีพระทัยปรารถนาจะชำระขีรมูล
คือจะใช้ค่าน้ำนมของพระพุทธมารดาในอดีตปุเรชาติทั้งหลายอันนับด้วยกัลปเป็นอันมาก
มีครุวนาดุจจะและเปลี่ยนปณีตวัตถุอันมีค่ามาก กับด้วยวัตถุที่มีค่ามากดุจกันหรือมิฉะนั้นก็มีครุวนาดุจ
จะแลกเปลี่ยนซึ่งสิ่งของอันหาค่ามิได้กับด้วยสิ่งของอันหาค่าบ่มิได้เหมือนกันดังนั้น
จึงทรงเหยียดออกซึ่งทักษิณหัตถ์อันวิจิตรไปด้วยตาข่ายลายจักรลักษณะ
จากระหว่างผ้าสังฆาฏิตรัสเรียกพระพุทธมารดาว่า
"ข้าแต่พระชนนี !
พระชนนีจงมานี่พระชนนีจงมานี่ จะทอดพระเนตรดูไปไยซึ่งสรีระรูปโฉมอันเป็นอนิจจังพระพุทธมารดาจงมาใกล้
ๆ นี่เถิด ตถาคตจะให้ซึ่งขีรมูลแลโปสาวนิกมูลใช้ค่าน้ำนมและข้าวป้อนของพระมารดา
อันเลี้ยงดูตถาคตมาด้วยความเหนื่อยยากแต่อเนกอนันตชาติในอดีตภพนานนักหนา"
พระสิริมหามายาเทพบุตรได้ทรงสดับก็ได้พระสติเสด็จเข้ามาใกล้ประทับนั่งข้างหน้า
เป็นประธานแห่งหมู่เทพยดาทั้งหลายตั้งพระทัยที่จักสดับพระธรรมเทศนา
สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ก็โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมทั้ง
๗ พระคัมภีร์ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์จบลงองค์พระสิริมหามายาเทพบุตรผู้พระพุทธชนนี
ก็ได้สำเร็จพระโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนา
แล้วเสด็จกลับไปเสวยทิพยสมบัติอันเป็นสุข ณปราสาทพิมานแห่งตน
ในแดนสวรรค์ชั้นดุสิตแม้ทุกวันนี้ก็ยังเสวยสุขอยู่อย่างชื่นบานเริงสราญ
ด้วยอำนาจแห่งบุญญาธิการที่ได้สร้างสมอบรมไว้แต่ปางบรรพ์
จึงเป็นอันว่าเหล่าเทพเจ้าผู้มเหศักดิ์ทั้งหลาย
ผู้ได้ก่อสร้างกองการกุศลเอาไว้และด้วยเดชะแห่งกุศลนั้นเป็นแรงผลักดันส่งให้มาเกิดในสรวงสวรรค์ชั้นนี้ย่อมมีรูปทรงวงพักตร์และสัณฐานงดงามรุ่งเรืองมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสดชื่นรื่นเริง
ยิ่งกว่าเทพยดาชาวฟ้ายามาสวรรค์ทั้งหลายได้เสวยทิพยสมบัติอันเป็นสุขตามสมควรแก่อัตภาพและสมเด็จท่านท้าวสันดุสิตเทวาธิราชเจ้าผู้ทรงเป็นเทวาธิบดีปกครองสรวงสวรรค์ชั้นนี้เล่า
พระองค์ก็ทรงเป็นสัตบุรุษมีน้ำพระทัยประกอบไปด้วยกุศลยุติธรรมทรงปกครองเหล่าเทพเจ้าให้ได้รับความชุ่มฉ่ำเย็นใจได้รับความผาสุกทุกทิพาราตรีกาล
ทางไปสวรรค์ชั้นดุสิต
หากจะมีปัญหาว่า
การที่จักได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเทพเจ้า
เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขอยู่ ณ แดนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้จักต้องทำประการใดบ้าง
คำวิสัชนาก็มีว่า
ต้องอุตส่าห์พยายามสร้างเสบียงกล่าวคือบุญกุศล
ต้องมีกมลสันดานชอบสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาเพื่ออบรมปัญญาให้เจริญผ่องใส
ไม่หวั่นไหวโยกคลอนในการประกอบกุศลจริตไม่เป็นผู้มัวเมาประมาทในวัยและชีวิตของตน
เร่งสร้างบุญกุศลเช่นบำเพ็ญทานและรักษาศีลเป็นเนืองนิตย์ ทั้งนี้ก็โดยมีพระบาลีชี้ทางไปสู่แดนสวรรค์ชั้นดุสิต
ไว้ในสูตรต่าง ๆที่ควรจักทราบดังต่อไปนี้
ทานสูตร
ดูกรสารีบุตร !ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน
ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทานไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน
ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า
"บิดา มารดา ปู่ย่า ตา
ยาย เคยให้เคยทำมาเราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี
แต่ให้ทานด้วยคิดว่า
"เราหุงหากินแต่สมณะหรือพราหมณ์ไม่ได้หุงหากิน
เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหากินย่อมเป็นการไม่สมควร"
เขาผู้นั้น ให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้วเมื่อทำกาลกิริยาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิต
ปุญญกิริยาวัตถุสูตร
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฎสงสารทั้งหลาย
! บุคคลบางคนในโลกนี้
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่งกระทำบุญกิริยาวัตถุด้วยศีลมีประมาณยิ่งไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อถึงแก่กาลกิริยาตายไปแล้วเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! ท้าวสันดุสิตเทพบุตร
จอมเทพในชั้นดุสิตนั้นทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรกทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ท้าวเธอจึงทรงเจริญรุ่งเรืองก้าวล่วงเหล่าเทวดาชั้นดุสิตสวรรค์ โดยฐานะ ๑๐
ประการคือ
๑. อายุทิพย์
๒. วรรณทิพย์
๓.สุขทิพย์
๔. สุขทิพย์
๕. อธิปไตยทิพย์
๖.รูปทิพย์
๗. เสียงทิพย์
๘. กลิ่นทิพย์
๙.รสทิพย์
๑๐. โผฏฐัพพะทิพย์
สังคีติสูตร
ดูกรสารีบุตรบุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมถวายข้าวน้ำ ผ้าผ่อน ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ที่นอน ที่นั่ง ที่พัก
ที่อาศัยและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปให้เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์
เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนให้ไป โดยเขาได้ฟังมาว่า "พวกเทพเจ้าเหล่าดุสิตสวรรค์เป็นเทพที่มีอายุยืน
มีวรรณะงาม มากไปด้วยความสุข"ดังนี้แล้ว
เขาจึงจินตนาอย่างนี้ว่า
โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพวกเทพเจ้าเหล่าดุสิตสวรรค์เถิด
เขาตั้งจิตนั้นไว้อธิษฐานจิตนั้นไว้
อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่ทำมิได้อบรมเพื่อคุณเบื้องสูง
อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นก็ข้อนี้แล
เรากล่าวสำหรับบุคคลผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับบุคคลผู้ทุศีลผู้มีอายุทั้งหลาย
ความตั้งใจของบุคคลผู้มีศีลย่อมสำเร็จลงได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์
ข้อความที่ยกขึ้นมาอ้างไว้นี้ย่อมจักเป็นเครื่องชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการที่จักได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดา
ณ แดนสุขาวดีดุสิตสวรรค์นี้จักต้องมีปฏิปทาเป็นประการใด
ในลำดับต่อไปนี้ จักขอเอาชีวประวัติแห่งมนุษย์ผู้ตายไปผุดเกิดเป็นเทพยดาในสวรรค์ชั้นดุสิตเทวโลกมาเล่าให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้รับฟังไว้ดังนี้