อนาถปิณฑิกเทพบุตร
ได้สดับมาว่าครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว
ในสมัยที่พระมิ่งมงกุฎปทุมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนี้
มีมาณพหนุ่มผู้หนึ่งได้เห็นองค์สมเด็จพระจอมมุนีพระองค์นั้น
ซึ่งทรงตั้งอุบาสกคฤหบดีผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศกว่าบรรดาทายกทั้งหลายแล้ว
มีความพอใจยินดีจึงกระทำอธิการกุศลแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น
ครั้นเขาทำกาลกิริยาตายแล้วได้ท่องเที่ยวเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในกำเนิดแห่งเทวดาและมนุษย์ด้วยอำนาจแห่งวัฏสงสารเป็นเวลาช้านานตกมาถึงสมัยที่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสมณโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกในพุทธาปาทกาลนี้
มาณพหนุ่มนั้นได้มาเกิดเป็นบุตรของท่านสุมนเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี มีนามว่า
"สุทัตกุมาร"ครั้นเจริญวัยวัฒนาการแล้ว
ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเศรษฐีสืบตระกูลแทนบิดาเพราะเหตุที่ท่านสุทัตตะเศรษฐี
มีทรัพย์มากและยินดีในการบริจาคทานให้แก่คนอนาถาทั้งหลายเป็นประจำ
ชนทั้งหลายจึงขนานนามท่านเศรษฐีนั้นให้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า
ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเศรษฐีผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา
อยู่มาคราวหนึ่ง ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีได้บรรทุกสินค้าเต็ม
๕๐๐ เล่มเกวียนออกจากกรุงสาวัตถีมุ่งหน้าเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์เมื่อถึงแล้วก็นำขบวนเกวียนเข้าไปพักที่บริเวณบ้านท่านราชคหกเศรษฐีซึ่งเป็นพี่ชายแห่งภริยาของตน
ขณะนั้นราชคหกเศรษฐีได้นิมนต์พระสงฆ์ซี่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานไว้
เพื่อจักถวายอาหารบิณฑบาตจึงเร่งสั่งกำชับพวกทาสกรรมกรทั้งหลายอยู่อย่างวุ่นวายด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าเจ้าพวกนั้นเขาจะแจงอาหารเพื่อถวายพระสงฆ์บกพร่องไม่เรียบร้อย
อนาถบิณฑิกคฤหบดี เห็นพี่ภรรยามีท่าทางวุ่นวายเตรียมงานใหญ่
ก็ให้มีความสงสัยว่า "เมื่อก่อนนี้พอเรามาถึงท่านเจ้าของบ้านผู้พี่ชาย
ต้องพักกิจการทั้งปวงไว้แล้วมาต้อนรับแสดงความชื่นชมยินดีในการมาของเราทุกคราวไป
แต่ครั้งนี้เขากังวลแต่สั่งทาสกรรมกรให้จัดทำอาหาร
จักมีการแต่งงานหรือการบูชายัญใหญ่หรือเขาได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีให้มาเสวยในวันพรุ่งนี้หรืออย่างไร"พอราชคหกเศรษฐีสั่งพวกทาสกรรมกรเสร็จแล้ว
ก็ออกไปต้อนรับด้วยความยินดี เช่นเคยอนาถปิณฑิกะผู้น้องเขย
จึงถามว่า
"ข้าแต่พี่ !พี่ได้เตรียมพิธีการใหญ่ให้วุ่นวายอยู่ดังนี้
จะมีการแต่งงานหรือบูชายัญใหญ่หรือจะมีการเลี้ยงสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินท่าน"
"ดูกรน้องรัก !ที่นี่ไม่มีการแต่งงานไม่มีการอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเสวยพระกระยาหารเลี้ยงเป็นแต่ได้เตรียมการบูชาไว้
อย่างใหญ่หลวงที่สุดคือพี่ได้ทูลอาราธนาสมเด็จพระพุทธเจ้าให้พาพระอริยสงฆ์ทั้งหลายมาเสวยภัตตาหารในวันพรุ่งนี้"
แต่พอราชคหกเศรษฐีกล่าวดังนี้ดวงฤดีของอาคันตุกะอนาถปิณฑิกคฤหบดีนั้น
ก็พลันหวั่นไหวมึนงงมิอาจจะดำรงจิตให้เป็นการปรกติได้
และโสตประสาทนั้นไซร้ก็ให้บังเกิดมีอาการอื้ออึงอลวนจนครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยเอ่ยปากถามขึ้นได้ว่า
"ข้าแต่พี่ !เมื่อตะกี้นี้พี่ว่ากระไรนะ
ดูเหมือนพี่ว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้า"มิใช่หรือๆว่ากระไร"
"ถูกแล้ว"
เศรษฐีพี่ภริยากล่าวซ้ำ
"จริงฤาที่พี่ออกนามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏขึ้นในโลกแล้วจริงฤา"อนาถปิณฑิกผู้มีวาสนากล่าวคล้ายกับไม่เชื่อหูของตนเอง
จนกระทั่งราชคหกเศรษฐีออกพระนามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง
๓ ครั้งและกล่าวยืนยันอย่างมั่นคงว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปรากฏขึ้นในโลกแล้วจริง ๆนั่นแหละ
อนาถปิณฑิกจึงได้เชื่อ และกล่าวขึ้น ทั้ง ๆยังไม่ได้พักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเดินทางรอนแรมมาแต่ไกลในขณะนั้นเองว่า
"ข้าแต่พี่
! เสียงว่า
"สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" นี้ เป็นเสียงที่ปรากฏมีขึ้นได้ยากในโลกข้าพเจ้าอาจจะได้เฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสุดในขณะนี้ได้หรือไม่เล่า"
"ไม่ได้"ราชคหกเศรษฐีบอก
เพราะไม่ใช่เวลาเสียแล้ว รอเอาไว้พรุ่งนี้เถิดน้องเป็นต้องได้เฝ้าสมเด็จพระพุทธองค์เป็นแน่ขณะนี้พักผ่อนหลับนอนให้เป็นที่สบายเสียก่อนดีกว่าเพราะนี่ก็ย่ำสนธยาแล้ว"
ราตรีนั้น อาคันตุกะผู้มาจากแดนไกลนอนมิค่อยจะหลับลงได้
เพราะในดวงฤทัยนั้นให้พะวงอยู่แต่ว่า "พรุ่งนี้แต่เพลาเช้าเราก็จักมีโอกาสได้เฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมโลกกุตมาจารย์"คืนนั้นเขาได้ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งที่
๓ ในเพลาเที่ยงคืนไปแล้วแต่เมื่อเห็นว่ายังไม่สว่างจึงกลับลงนอนอีก
หลับไปได้หน่อยเดียวก็ต้องตื่นขึ้นอีกด้วยอำนาจแห่งความใคร่ที่จักได้เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกำลังครั้งนี้อดใจมิได้แล้วก็ตัดสินใจฉับพลันลงมาจากตึกชั้นแต่เพียงผู้เดียวในเพลาราตรีนั้นออกจากบริเวณบ้านอันกว้าวใหญ่ของท่านราชคหกเศรษฐีซึ่งอยู่ในตัวเมืองจักไปยังป่าสีตวัน
อันเป็นที่ประทับอยู่แห่งองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าที่ตนได้ข่าวเมื่อเย็นนี้
ก็ในสมัยนั้นพระนครราชคฤห์เป็นนครหลวงใหญ่มีประชาชนพลเมืองอาศัยอยู่มากมายเฉพาะภายในเมืองมีคนอยู่
๙ โกฏิ และคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกตัวเมืองก็มีประมาณถึง๙ โกฏิพอๆกัน
เมื่อมีคนอยู่มากเช่นนั้น ก็ย่อมจะต้องมาการตายบ้างเป็นธรรมดาคนที่ถึงแก่มรณะในราตรีนั้น
พวกญาติพี่น้องไม่สามารถที่จำนำเอาไปเผาได้ทันเพราะเป็นเวลากลางคืน
จึงนำเอาศพนั้นออกจากบ้านมาวางไว้ข้าง ๆ ทางด้วยตั้งใจว่าจักเผาในเวลากลางวันและคืนนั้นก็มีคนเอาศพมาวางไว้ใกล้ทางอยู่หลายศพ
ท่านมหาเศรษฐีต่างเมืองพอออกมาพ้นประตูเมืองเพื่อเดินทางไปยังป่าสีตวัน
ในค่ำคืนอันมืดสนิทและดึกสงัดเงียบเมื่อเขาเดินมะงุมมะงาหราออกมาด้วยความไม่ชำนาญทางเช่นนั้นพลันเท้าหนึ่งก็เหยียบเอาศพสด
ๆ เข้าและอีกเท้าหนึ่งก็สะดุดศพอีกศพหนึ่งซึ่งมีฝูงแมลงวันแตกฮือมีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจกระทบจมูก
"นี่มันอะไรกัน"มหาเศรษฐีอุทานออกมาด้วยสงสัย
พลางก้มหน้าลงไปเพื่อพิจารณาดู พอรู้ว่าเป็นผีตายท่านมหาเศรษฐีก็ใจคอหายด้วยความตกใจ
จึงยืนชะงักงันอยู่ความเลื่อมใสอุตสาหะที่จะไปเฝ้าพระสัพพัญญูเจ้าในขณะนั้นก็ลดลงไปหน่อยหนึ่ง
"ช้างร้อยม้าร้อย
รถร้อย สาวน้อยที่ประดับประดาด้วยกุณฑลแก้วมณีอีกตั้งแสนก็ไม่ประเสริฐดีเท่าเสี้ยวที่
๑๖แห่งการก้าวเท้าไปเพื่อเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงก้าวเดียวไปเถิดอนาถปิณฑิกคฤหบดี
ท่านจงเดินทางต่อไปอีกเถิดอย่าท้อถอย"
เสียงประหลาดเสียงหนึ่งว่าดังนี้แหวกม่านดำแห่งราตรีลงมาจากเบื้องบนอากาศซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีแปลกประหลาดและยิ่งตกใจนัก
แลเสียงนั้นดังขึ้นตั้ง ๒-๓ ครั้งดังนั้น
ท่านอนาถปิณฑิกะผู้จะได้เฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้า จึงแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วถามไปอย่างนั้นเองว่า
"ท่านเป็นใครไฉนจึงได้รู้จักเราเล่า"
"เราคือยักษ์ผู้เป็นสัมมาทิฐิ
มีนามว่าสีวกยักษ์ มีความรักใคร่เห็นใจท่านนัก จึงคอยพิทักษ์รักษา
และได้ส่งเสียงร้องมาก็เพื่อที่จะให้กำลังใจแก่ท่านคฤหบดี
การไปข้างหน้าของท่านประเสริฐท่านจงเดินทางต่อไปเถิดการกลับด้วยความท้อถอยศรัทธานั้นไม่ประเสริฐเลย"
เสียงกล่าวตอบลงมาจากเบื้องบนว่าดังนี้
ซึ่งก็ทำให้ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีมีกำลังใจเดินทางต่อไปจนกระทั่งลุถึงป่าสีตวันอันเป็นที่ประทับอยู่แห่งองค์สมเด็จพระบรมครูเจ้าพร้อมเหล่าพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย
ในขณะนั้นเป็นเวลาจวนรุ่งสางสว่างแล้วสมเด็จองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กำลังทรงเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้งได้ทรงเห็นท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีมาแต่ไกลจึงตรัสเรียกด้วยพระพุทธอัชฌาสัยว่า
"มาทางนี้ สุทัตตะ
!"
"อนาถปิณฑิกะผู้มิค่อยจะได้หลับได้นอนเท่าใดนักในคืนนั้นก็พลันสะดุ้งแต่เมื่อได้เหลือบไปเห็นพระรัศมีอันพวยพุ่งและพระวรกายอันรุ่งเรืองแห่งองค์พระสัพพัญญูเจ้าก็เจ้าใจได้ในทันทีว่า
พระองค์ผู้ทรงรัศมีประมาณวาหนึ่งนี้คือองค์สมเด็จพระโลกเชษฐเพราะเหตุที่ทรงเรียกว่า
"สุทัตตะ" อันเป็นนามเดิมของตนได้อย่างถูกต้องจึงน้อมกายประคองอัญชลีเข้าไปหมอบลงที่เบื้องบงกชพุทธบาทอยู่ครู่หนึ่งด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดซึ่งในดวงฤดีแล้วจึงมีวาจาค่อยทูลถามทั้งน้ำตาคลอด้วยปีติว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
! ราตรีนี้พระองค์ทรงเข้าที่บรรทมค่อยเป็นสุขดีดอกหรือพระเจ้าข้า"
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทอดพระเนตรดูท่านคฤหบดีด้วยพระพุทธนัยนาอันประกอบไปด้วยพระมหากรุณาใหญ่แล้วตรัสตอบไปด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดังเสียงแห่งพระพรหมว่า
"ดูกรอนาถปิณฑิกะผู้ที่ดับความร้อนหมดแล้ว
ผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย ผู้เย็นแล้วผู้ไม่มีอุปธิคือที่ขังทุกข์ย่อมนอนเป็นสุขทุกเมื่อ"
ครั้นทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสฉะนี้แล้วก็ทรงแสดงอนุปุพพีกถา
และพระจตุราริยสัจให้ท่านคฤหบดีผู้มีอุปนิสัยได้สดับแต่พอสดับธรรมีกถาอันเหมาะแก่อุปนิสัยวาสนาบารมีจากพระโอฐแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมไตรโลกนาถเจ้าจบลงแล้วท่านอนาถปิณฑิกก็ได้สมบัติแก้วกล่าวคือได้ธรรมจักษุมีดวงตาปัญญาแจ่มจ้าปราศจากธุลีมลทินสามารถเห็นนิโรธอริยสัจคือพระนิพพานสำเร็จเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนาเพราะว่าได้บรรลุพระโสดาปัตติผลในเพลาอรุณรุ่งวันนั้นเอง
วันหลังต่อมาโสดาบันอนาถปิณฑิกคฤหบดีได้เตรียมพิธีการใหญ่จะถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นประธานขึ้นที่บ้านท่านราชคหกเศรษฐีแม้ท่านผู้ราชคหกเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของบ้าน
และสมเด็จพระเจ้าพิมพิสารราชาธิบดีจะรับอาสาจัดอาหารเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์แทนเพราะเห็นว่าท่านอนาถปิณฑกะเป็นแขกต่างบ้านต่างเมืองไม่ควรจะสิ้นเปลืองทรัพย์ค่าอาหารมากมายเช่นนั้นแต่ท่านเศรษฐีต่างเมืองผู้มีน้ำใจเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยก็หายินยอมไม่จัดพิธีการใหญ่เพื่อเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์มากมายพอได้เวลาก็ใช้ให้คนไปกราบทูลเวลาอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาครั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพาพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จเข้าไปเสวยและเมื่อเสด็จจากเสวยแล้ว
ท่านอนาถปิณฑิกะผู้เป็นเจ้าภาพได้เข้าไปหมอบแทบพระยุคลบาท
แล้วกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !ข้าพระบาทขอทูลอาราธนา
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์จงทรงอนุเคราะห์เพื่อการพักอยู่ตลอดไตรมาส
ณ ที่กรุงสาวัตถีของข้าพระบาทเถิดพระเจ้าข้า"
เมื่อทรงรับอาราธนาจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสว่า
"ดูกรคฤหบดี !
ธรรมดาว่าพระตถาคตทั้งหลายย่อมยินดียิ่งในสถานที่อันสงัด"
"ข้าพระบาท ทราบเกล้าแล้วพระเจ้าข้า"
เขารับพระพุทธดำรัสฉะนี้แล้วก็ส่งเสด็จพระผู้พระภาคเจ้าไปยังสีตวันอันเป็นที่ประทับ
ต่อจากนั้นก็รีบจัดแจงกรณียกิจเกี่ยวกับสินค้าที่บรรทุกมาในเมืองราชคฤห์จนเสด็จสิ้นแล้วจึงเตรียมเดินทางกลับกรุงสาวัตถี
ในเวลาที่เดินทางกลับนั้นเมื่อถึงระยะที่พักในระหว่างทางได้ให้เงินแห่งละ
๑๐๐,๐๐๐กษาปณ์แก่คนทั้งหลายแล้วสั่งว่า
"พวกท่านทั้งหลายจงสร้างอารามจงสร้างวิหาร
จงให้ทาน สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์สัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก
เราได้ทูลอาราธนาไว้แล้ว พระองค์จักเสด็จมาตามทางนี้ในไม่ช้านี้แหละ"
บริจาคทรัพย์และสั่งไว้ดังนี้ทุกแห่งตลอดระยะทางก็ตามธรรมดา
ท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีนี้ เป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้มีมิตรสหายมากมีผู้เชื่อถือถ้อยคำเพราะเป็นคนมีศีลธรรมประจำใจอยู่แล้ว
ฉะนั้นพวกคนที่รับคำสั่งตลอดระยะทางก็พากันสร้างอาราม สร้างวิหารและตระเตรียมจัดของให้ทานไว้
ตามคำของเศรษฐีผู้ใจดีอย่างเรียบร้อยทุกแห่งไปฝ่ายท่านคฤหบดี
เมื่อเดินทางกลับมาถึงกรุงสาวัตถีแล้วก็เที่ยวตรวจดูรอบเมืองสาวัตถี
ไม่พบสถานที่ที่เหมาะใจสักแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่สมควรจะสร้างวิหาร
จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เดินเที่ยวหามาจนถึงสวนของ "เจ้าเชตกุมาร"
เห็นว่าเป็นสถานที่สมควรแก่การประทับอยู่ขององค์สมเด็จพระบรมครูเจ้าเพราะเป็นสถานที่ไม่ไกลนัก
สมบูรณ์ด้วยทางไปทางมาเหมาะสมกับการที่คนทั้งหลายจะไปมาได้สะดวก
กลางวันไม่มีผู้คนพลุกพล่านกลางคืนเงียบงัด เหมาะแก่การที่จะบำเพ็ญสมณธรรม
เมื่อพบสถานที่อันเหมาะใจเช่นนั้นจึงตรงเข้าไปหาเจ้าเชตกุมารแล้วขอซื้อทันที
"ขายไม่ได้นอกจากจะเอาเงินมาเรียงเป็นโกฏิ
ๆ "ท่านเจ้าของที่กล่าวโดยไม่ประสงค์จะขาย
"ตกลง"
ท่านเศรษฐีกลับตอบสั้น ๆโดยเชตกุมารนั้นไม่คาดฝัน แล้วกลับไปบ้านตน
สั่งคนให้บรรทุกเงินเหรียญเป็นเกวียน ๆนับเป็นเงินถึง ๑๘
โกฏิไปเทลาดจนเต็มสวน ยังเหลืออยู่เพียงที่ใกล้ซุ้มประตูเท่านั้นก็พอดีเงินที่ขนไปเที่ยวแรกหมดลง
จึงสั่งให้คนไปขนเอาเงินที่บ้านมาอีก ในขณะนั้นเจ้าเชตกุมารผู้ขายที่
จึงคิดว่า "เรื่องนี้คงจักไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้วจึงดูท่านคฤหบดีเอาจริงเอาจัง
ถึงกับสละเงินมากมายเพียงนี้สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า
คงจักต้องทรงเป็นผู้มีพระคุณอันประเสริฐอย่างแน่ๆ"ดำริฉะนี้แล้วเจ้าเชตกุมารผู้ยังไม่รู้จักสมเด็จพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า
"อย่าเลยท่านคฤหบดี เท่านี้ก็พอแล้วอย่าเอาเงินมาเรียงที่ตรงนี้เลยจงเหลือที่นี่ไว้ให้เราบ้างเถิดเราจักขอร่วมบุญกุศลกับท่านในการนี้ด้วย"
คฤหบดีผู้มีศรัทธาใหญ่เมื่อได้ฟังเจ้าของที่ราคาแพงว่าดังนั้น
ก็พิจารณาอยู่หนึ่งเห็นว่าเจ้าเชตกุมารผู้นี้ เป็นผู้มีชื่อเสียง
มีคนรู้จัก มีคนนับหน้าถือตามากจักทำให้คนทั้งหลายเกิดความเลื่อมใสในพระบรมพุทธศาสนาได้มากซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ในการที่จะะให้คนทั้งหลายได้มีโอกาสดื่มรสอมตธรรมในวันหน้าได้อย่างหนึ่งจึงตอบตกลงด้วยดี
เจ้าเชตกุมาร ก็สั่งให้คนของตนสร้างซุ้มประตูลง ณ ที่ตรงนั้นเมื่อการชำระเงินค่าที่ด้วยวิธีแปลกประหลาดผ่านพ้นไปแล้วอนาถปิณฑิกเศรษฐีผู้ใจผ่องแผ้ว
ก็เริ่มให้นายช่างจัดการสร้างวิหาร ศาลา โรงไฟกัปปิยกุฎี วัจจกุฎี ที่จงกลม
โรงจงกรม บ่อน้ำ ศาลาบ่อน้ำ สระโบกขรณี และปะรำจนสำเร็จเป็นวิหารใหญ่ในสถานที่นั้น
ซึ่งปรากฏนามเป็นที่รู้กันทั่วไปในภายหลังว่า "วัดพระเชตวันมหาวิหาร"
เมื่อได้จัดการตกแต่งประดับประดาพระเชตวันมหาวิหารสำเร็จเรียบร้อยลงทุนทุกประการแล้วท่านอนาถปิณฑิกะมหาเศรษฐีก็ส่งทูลไปทูลอาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังกรุงราชคฤห์ทันทีเมื่อสมเด็จพระชินสีห์ทรงสดับคำทูลอาราธนาของทูลแล้ว
ก็ทรงพาพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมากเสด็จมายังกรุงสาวัตถีตามเส้นทางที่ท่านเศรษฐีกำหนดไว้จนกระทั่งมาถึงได้เสด็จเข้าสู่พระเชตวันมหาวิหารด้วยพระพุทธลีลาอันงามเลิศหาที่เปรียบมิได้
โดยที่พระสรีราพยพแห่งพระองค์นั้นไซร้เปล่งปลั่งไปด้วยพระรัศมีหกประการแผ่ซ่านไปทั่วทิศานุทิศเป็นที่อัศจรรย์จิตแห่งเทพยดาแลมนุษย์ทั้งหลายครั้นเสด็จเข้าไปประทับนั่ง
ณ พุทธอาสน์เรียบร้อยแล้วอนาถปิณฑิกะจึงหมอบลงแทบพระยุคลบาทแล้วทูลถามข้อปฏิบัติขึ้นว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !ข้าพระบาทจักปฏิบัติต่อวิหารนี้อย่างไรพระเจ้าข้า"
จึงมีพระพุทธฎีกาว่า
"ดูกรคฤหบดี !ท่านจงถวายวิหารนี้แก่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมาจากจตุรทิศ"
คฤหบดีผู้จิตตกกระแสพระนิพพานเป็นพระโสดาบันจึงทูลรับว่า
"พระเจ้าข้า"แล้วยื่นเมื่อจับเอาเต้าทองคำหลั่งน้ำลงไปที่พระหัตถ์แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์แล้วกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !ข้าพระบาทขอตั้งจิตถวายพระเชตวันมหาวิหารนี้อุทิศแก่พระสงฆ์ซึ่งมาจากทิศทั้ง
๔มีองค์สมเด็จพระชินค์พระชินสีห์เจ้าเป็นประธานในกาลบัดนี้พระเจ้าข้า"
สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงรับพระวิหารแล้วก็ทรงอนุโมทนาด้วยวิหารทานคาถา
ตั้งแต่วันนั้นมาท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็จัดให้มีพิธีการงานฉลองพระมหาวิหารอยู่นานถึง
๙ เดือนนับเป็นการบริจาคทานอย่างมโหฬาร
รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้นทั้งค่าซื้อที่ ค่าก่อสร้างและค่าฉลองเป็นจำนวนเงิน ๕๔
โกฏิ ต่อจากนั้นก็ปรากฏกว่าท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีมีจิตศรัทธาทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกเป็นอันมากและสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสว่า อนาถปิณฑิกะมหาเศรษฐีนี้เป็นผู้เลิศกว่าทายกทั้งหลาย
ในพระศาสนานี้
วันเดือนปีล่วงไปอายุแลยังก็ย่อมล่วงไปตามเป็นธรรมดา
ท่านคนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้น บัดนี้เป็นคนชราและเจ็บไข้มานาน
ใกล้มรณกาลเต็มที่ นอนอยู่บนมรณมัญจาอาสน์เตียงเป็นที่ตายแต่ยังมีกำลังพอที่จะเรียกคนใช้คนหนึ่งมาแล้วสั่งว่า
"พ่อมหาจำเริญ !พ่อจงเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระคุณอันประเสริฐ
ยังที่ประทับแล้วจงถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าและกราบทูลพระองค์ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบัดนี้
อนาถปิณฑิกคฤหบดีป่วยเป็นไข้หนัก ทนทุกขเวทนาขอถวายบังคมมายังพระยุคลบาทแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า
กราบทูลดังนี้แล้วพ่ออย่าเพิ่งกลับจงแวะไปหาท่านพระสารีบุตรองค์ธรรมเสนาบดีที่ที่ท่านอยู่แล้วกราบเท้าท่านและกราบเรียนถวายอย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญบัดนี้
อนาถปิณฑิกคฤหบดีป่วยหนัก ทนทุกขเวทนาเป็นไข้หนักขอกราบเท้าท่านพระสารีบุตรด้วยเศียรเกล้า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญหากมีโอกาสเหมาะแล้วขอท่านพระสารีบุตรจงอาศัยความอนุเคราะห์นิมนต์เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีเถิดเจ้าข้า
จำได้ไหมเล่า ที่เราบอกนี่น่ะ ถ้าจำได้แล้วก็จงรีบไปแต่เดี๋ยวนี้เถิดพ่อ"
บุรุษคนใช้นั้นรับคำท่านอนาถปิณฑกคฤหบดีแล้วก็ค่อยคลานออกมาและรีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังพระเชตวันมหาวิหารหลังจากที่เข้าไปกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ธรรมราชาแล้วก็เข้าไปกราบเรียนท่านพระสารีบุตรผู้ธรรมเสนาบดี
และกรุณาเรียนนิมนต์โดยดุษณีภาพพอบุรุษนั้นกราบลาไปแล้ว
องค์ท่านธรรมเสนาบดี ก็นุ่งสบงทรงจีวรมีท่านพระอานนท์พุทธอนุชาเป็นปัจฉาสมณะพากันเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีแล้วนั่งยังอาสนะที่เขาแต่งตั้งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วจึงกล่าวถามขึ้นว่า
"ดูกรท่านคฤหบดี ! ท่านพอทนได้
พอเป็นไปได้อยู่หรือทุกขเวทนาทุเลาไม่กำเริบ ปรากฏความทุเลาลง
ไม่ปรากฏความกำเริบละหรือ ๆอย่างไร"
"กระผมเหลือทนแล้ว
ข้าแต่พระคุณเจ้าสารีบุตร "ท่านอนาถปิณฑิกะกล่าวค่อย ๆ
ด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับยกมือขึ้นมานมัสการด้วยความตื้นตันใจแล้วก็กล่าวต่อไปว่า
"ลมเหลือประมาณกระทบกระหม่อมของกระผมอยู่เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง
เอาของแหลมคมทิ่มที่กระหม่อมของกระผมอยู่ฉะนั้นและอีกประการหนึ่ง
ลมเหลือประมาณ เวียนศีรษะกระผมอยู่เปรียบเหมือบุรุษมีกำลังให้คนขันศีรษะของกระผมด้วยชะเนาะแน่นหนาฉะนั้นและอีกประการหนึ่ง
ลมเหลือประมาณ ปั่นป่วนท้องของกระผมเปรียบเหมือนเพชฌฆาตฆ่าโคหรือลูกมือของเพชฌฆาตฆ่าโคผู้ฉลาดเอามีดแล่เนื้อโคอันคมขาวมาคว้านท้องของกระผมฉะนั้นและอีกประการหนึ่ง
ความร้อนในกายของกระผม มีมากมายเหลือประมาณเปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง
๒ คน จับบุรุษมีกำลังน้อยกว่าที่อวัยวะ ป้องกันตัวต่าง ๆแล้วจึงทำการนาบ ย่าง
ในหลุมถ่านเพลิงฉะนั้น
เพราะเหตุดังนี้แหละกระผมจึงจะทนไม่ไหวแล้ว
ทุกขเวทนาของกระผมหนักมากนักพระคุณเจ้าสารีบุตรผู้เจริญ"
องค์ธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้ชาญฉลาดในการแสดงพระธรรมเทศนาเห็นว่าท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลแล้วและในขณะวิกฤติการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้
พระธรรมเทศนาที่เหมาะสมก็คือการตั้งสติกำหนดอารมณ์มาประจวบเข้า
ฉะนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงแสดงธรรมโดยเริ่มต้นว่า "ดูกรคฤหบดี เพราะฉะนั้นแล
ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักไม่ยึดมั่นจักษุและวิญญาณที่อาศัยจักษุ
จักไม่มีแก่เรา"ดังนี้เป็นต้น
ขอท่านสาธุชนทั้งหลายพึงทราบว่าพระธรรมเทศนาที่พระสารีบุตรแสดงแก่ท่านคฤหบดีในครั้งนี้มีใจความพิสดารมากมาย
แต่ไม่สามารถจะนำมากล่าวไว้ในที่นี่ทั้งหมดได้ถ้าท่านผู้ใดสนใจ
พึงค้นดูในอนาถปิณฑิโกวาทสูตรนั้นเถิดบัดนี้จะขอรวบรัดตัดความให้สั้นเข้าว่าเมื่อองค์พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงพระธรรมเทศนาจบลงแล้วท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีก็ร้องไห้
น้ำตาไหลอยู่ขณะนั้นสาวกสมเด็จพระบรมครูที่มาด้วยอีกผู้หนึ่งคือพระอานนท์เถระให้แปลกใจสงสัยจึงถามขึ้นว่า
"ดูกรคฤหบดี
! ท่านยังมีอาลัยใจจดใจจ่ออยู่หรือ"
อนาถปิณฑิกคฤหบดีผู้ป่วยหนักจึงค่อยกราบเรียนว่า
"ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ !
กระผมมิได้อาลัยมิได้มีใจจดใจจ่อ
แต่ว่าตัวกระผมได้นั่งใกล้สมเด็จพระบรมศาสดาของเราและได้นั่งใกล้หมู่พระภิกษุสงฆ์ที่น่าเจริญใจมานานแล้วไม่เคยได้สดับธรรมีกถาเช่นนี้เลย"
พระอานนท์จึงชี้แจงว่า
"ธรรมีกถาเห็นปานนี้
มิได้แจ่มแจ้งแก่คฤหัสถ์แต่แจ่มแจ้งแก่บรรพชิตนะคฤหบดี"
ครั้นพอสมควรแก่กาลเวลาแล้วพระพุทธชิโนรสทั้งสอง
ก็กล่าวคำอำลาท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี กลับไปยังที่อยู่ของตน ณเชตวันมหาวิหาร แต่พอท่านทั้งสอง
ลากลับไปไม่นานท่านอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีผู้ป่วยหนักก็ดับขันธ์ถึงแก่ชีพิตักษัยเป็นอันจบชีวิตแห่งท่านทานบดียิ่งใหญ่ในศาสนาแห่งพระสมณโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลายเพียงเท่านี้
เมื่อดับขันธ์แล้วมาเกิดเป็นเทพบุตรสุดประเสริฐณ
ปราสาทพิมานในแดนสวรรค์ชั้นดุสิต คือสรวงสวรรค์ชั้นที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้มีนามปรากฏว่า
"อนาถปิณฑิกเทพบุตร"แต่พอสิ้นใจตายจากมนุษยโลกและมาบังเกิดเป็นเทพดาได้ไม่นานด้วยดวงมานที่ผูกพันเคารพเลื่อมใสในองค์พระสัพพัญญูเจ้าอย่างลึกซึ้งจึงในปฐมยามราตรีนั้นเองอนาถปิณฑิกเทพบุตรก็ออกจากปราสาทพิมานบนสรวงสวรรค์ชั้นดุสิตมุ่งหน้ามายังมนุษยโลกเรานี้
แล้วเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !พระเชตวันนี้มีประโยชน์อันสงฆ์ผู้แสวงบุญอยู่อาศัยแล้วอันพระองค์ผู้เป็นธรรมราชาประทับอยู่เป็นที่บังเกิดปีติแก่ข้าพระองค์สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธ์ด้วยธรรม ๕ประการนี้คือ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอันอุดม๑ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์เพราะฉะนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิตเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้นด้วยอาการนี้พระสารีบุตรนั้นแลย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยปัญญาด้วยศีล และด้วยความสงบความจริงผู้ถึงฝั่งแล้วจะอย่างยิ่งก็เท่าพระสารีบุตรนี้เท่านั้น"
อนาถปิณฑิกเทพบุตรกราบทูลดังนี้กะองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจึงได้ถวายอภิวาทกระทำประทักษิณแล้วก็กลับไปสถิตเสวยสุขอยู่
ณปราสาทพิมานแห่งตนบนแดนสุขาวดีดุสิตสวรรค์
อีกวันหนึ่งต่อมาสมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงว่า
"ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! เมื่อคืนนี้
ล่วงปฐมยามไปแล้ว มีเทพบุตรตนหนึ่งมีรัศมีงามรุ่งเรืองส่องพระเชตวันวิหาร
ให้สว่างทั่วเข้ามาหาเราตถาคตถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวเนื้อความอย่างหนึ่งกะเรา"
ครั้นแล้วสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเล่าถึงเนื้อความที่อนาถปิณฑิกเทพบุตรนั้นกราบทูลพระองค์เมื่อยามราตรีให้ภิกษุเหล่านั้นฟังกันจนทั่ว
เมื่อพระองค์ทรงเล่าจบแล้ว พระอานนท์เถระได้กราบทูลขึ้นว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
ก็เทพบุตรนั้นคงจักเป็นอนาถปิณฑิกเทพบุตรแน่ เพราะอนาถปิณฑิกคฤหบดีได้เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระสารีบุตรเป็นยิ่งนักพระเจ้าข้า"
"ถูกแล้วอานนท์
เทพบุตรที่เรากล่าวถึงนี้ คืออนาถปิณฑิกเทพบุตรนั้นเองมิใช่อื่น"สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับรองในที่สุด
จึงเป็นอันว่า บัดนี้ อนาถปิณฑิกเทพบุตรก็ยังคงเสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่
ณ สรวงสวรรค์ชั้นดุสิตแดนสุขาวดีด้วยประการฉะนี้
สรุปความว่า สรวงสวรรค์ชั้นดุสิตนี้
เป็นแดนสุขาวดีซึ่งเป็นที่สถิตอยู่แห่งทวยเทพทั้งหลายอันมีสมเด็จท่านท้าวสันดุสิตเทวาธิราชเป็นผู้ปกครองทวยเทพทุกผู้ล้วนมีชีวิตความเป็น
อยู่อย่างสำราญชื่นบานด้วยการเสวยทิพยสมบัติเป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเพราะความบันดาลแห่งบุญกุศลที่ตนได้เคยก่อสร้างไว้แต่ปางบรรพ์
ฉะนั้นท่านผู้มีปัญญาประกอบด้วยศรัทธาเชื่อมั่นในพระบวรพุทธศาสนาเมื่อมีความปรารถนาใคร่จักได้ไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดาเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสรวงสวรรค์ชั้นนี้
ก่อนที่จักขาดใจตายก็ควรขวนขวายรีบเร่งบำเพ็ญกองการกุศล
ทำตนให้เป็นผู้ใคร่ในธรรมด้วยการอุตส่าห์พยายามสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา
และตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุมีให้ทานและรักษาศีลเป็นอาจิณ
เมื่อถึงคราวสิ้นอายุถึงแก่ชีพิตักษัยหากกองการกุศลที่ตนก่อสร้างเอาไว้มีพลังเพียงพอ
ก็จักเป็นแรงส่งผลักดันให้ได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดา ณ
ดุสิตสวรรค์แดนแห่งความสุขอย่างแน่นอน