ทานสูตร


 ดูกรสารีบุตร !ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลแห่ง
 ทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทานไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า
 "ตายไปแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้"
 แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า
 "การให้ทานเป็นการกระทำที่ดี"
 เขาผู้นั้น ให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้วเมื่อทำกาลกิริยาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเหล่าเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์สวรรค์

ปุญญกิริยาวัตถุสูตร


 ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่งกระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่งไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนา เมื่อถึงแก่กาลกิริยาตายไปแล้วเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
 ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย ! ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้นได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรกทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรกย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ
 ๑.อายุทิพย์
 ๒. วรรณทิพย์
 ๓. สุขทิพย์
 ๔.ยศทิพย์
 ๕. อธิปไตยทิพย์
 ๖. รูปทิพย์
 ๗.เสียงทิพย์
 ๘. กลิ่นทิพย์
 ๙. รสทิพย์
 ๑๐.โผฏฐัพพทิพย์

สังคีติสูตร


 เหตุที่ยกนำให้ไปอุบัติเกิดณ จาตุมหาราชิกาสวรรค์ นอกจากที่พรรณนามาแล้วยังมีข้อความอีกประการหนึ่งอันมีปรากฏในสังคีติสูตรซึ่งเป็นข้อความที่พวกเราชาวพุทธบริษัทผู้มีโอกาสดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาในชาตินี้ควรจักรับทราบไว้โดยตระหนักดังต่อไปนี้
 บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้าผ่อน ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไปและเขาได้ยินมาว่า "พวกเทพเจ้าเหล่าจาตุมหาราชิกามีอายุยืน มีวรรณะงาม มากไปด้วยความสุข" ดังนี้แล้วเขาจึงรำพึงอย่างนี้ว่า

โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพเจ้าเหล่าจาตุมหาราชิกา


 เขาตั้งจิตนั้นไว้อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่ต่ำมิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูงย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ข้อนี้แล เรากล่าวสำหรับบุคคลผู้มีศีลไม่ใช่สำหรับบุคคลผู้มีทุศีลผู้มีอายุทั้งหลายความตั้งใจของบุคคลผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์
 แลเห็นและเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วการที่จักได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดา ณ แดนสุขาวดีดาวดึงส์สวรรค์นี้จักต้องมีปฏิปทาเดินไปตามวิถีทางใด ในโอกาสนี้ ใคร่จักเสนอชีวประวัติแห่งมนุษย์ผู้ตายไปผุดเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ฟังไว้เพื่อเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

จูฬรถเทพบุตร


 ดังได้สดับมา
 ครั้งศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง เป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในคลองแห่งศีล เห็นภัยในวัฏสงสารสู้อุตสาหะก้มหน้าบำเพ็ญสมณธรรมตามกำลังศรัทธา แต่เป็นที่น่าสงสารเพราะท่านยังมิได้มีโอกาสได้บรรลุพระอริยมรรคอริยผล ยังเป็นปุถุชนอยู่ได้ถึงแก่มรณะตายไปตามธรรมดาแห่งสังขาร ด้วยอำนาจแห่งการรักษาศีลบริสุทธิ์จึงไปผุดเกิดเป็นเทพบุตรสุดโสภา ณ แดนสุขาวดีดาวดึงส์สวรรค์ได้รับความสุขหรรษาตามเทพวิสัยเป็นอันมากเสวยทิพย์สมบัติเป็นสุขอยู่จนตราบเท่าสิ้นอายุจึงจุติขึ้นไปอุบัติเกิดในเทวโลกชั้นสูงอื่น ๆ อีก แต่เทพบุตรนั้น ท่องเที่ยวไป ๆมา ๆ ในสุคติภูมิเทวโลกสวรรค์เป็นเวลาช้านานครั้งถึงกาลที่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสมณโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราทั้งหลายได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณประกาศพระบวรพุทธศาสนายังประชาสัตว์ให้ได้ดื่มอมตธรรมเป็นอัน มากแล้วเทพบุตรผู้นี้จึงจุติมาปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของสมเด็จพระอัสสกะราชาธิบดี ในกโปตกะนคร ครั้นประสูติจากพระครรภ์แห่งพระมารดาแล้วพระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่าเจ้าชายสุชาตราชกุมาร
 เมื่อเจ้าชายสุชาตราชกุมาร จำเริญวัยวัฒนาการแล้วปรากฏว่าเป็นผู้มีบริวารมาก เป็นที่รักแห่งพระชนกพระชนนี แล้วต่อมาก็เกิดมีอันเป็นด้วยเหตุว่าสมเด็จพระชนนีถึงแก่ทิวงคตลง สมเด็จพระราชบิดาจึงทรงตั้งนางราชกัญญาผู้หนึ่ง ซึ่งมีรูปทรงโสภาไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสีต่อกาลไม่นานนัก พระอัครมเหสีใหม่นั้นก็ประสูติพระราชกุมารองค์หนึ่งสมเด็จพระบรมกษัตริย์ แต่พอได้ทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารซึ่งประสูติใหม่ก็ทรงมีพระราชหฤทัยชื่นชมยินดีเป็นยิ่งนักจึงพระราชทานพระพรแก่พระอัครมเหสีว่า
 "ดูกรเจ้าผู้จำเริญ ! เจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ก็จงขอสิ่งนั้นแก่เราเถิดเรายินดีจักให้เจ้าทุกสิ่งทุกประการ"
 พระอัครมเหสีสาวรับเอาซึ่งพระพรแล้วก็กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
 "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ !พรที่พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานแก่ข้าพระบาทนั้น ข้าพระบาทปรารถนาเมื่อใดจักขอรับพระราชทานเอาเมื่อนั้น"
 จำเนียรกาลนานมาเมื่อเจ้าชายสุชาตราชกุมาร มีพระชันษาได้ ๑๖ ปี กำลังรุ่นดรุณวัย พระอัครมเหสีใหม่จึงกราบทูลสมเด็จพระราชาธิบดีว่า
 "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นนฤบดี !บัดนี้ข้าพระบาทจักขอรับเอาพระพรที่พระองค์ทรงกรุณาพระราชทานให้ในวันนั้น"
 "เจ้าต้องการอะไรบอกมาเถิด เราจักให้"สมเด็จพระนฤบดีตรัสถามขึ้น
 "ขอพระองค์จงทรงยกราชสมบัติให้แก่โอรสของข้าพระบาทเถิด"นางกราบทูล
 "เอาอะไรมาพูด นางคนร้าย" พระราชาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังด้วยความไม่พอพระทัย "ในเมื่อเจ้าชายสุชาตกุมารอันเป็นโอรสองค์ใหญ่ของเราซึ่งทรงคุณวิเศษประดุจเทพกุมาร ยังปรากฏอยู่ เหตุไฉนเจ้าจึงมาว่าดังนี้"ตรัสด้วยพระอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป
 กาลต่อมาพระมเหสีสาวนั้น ก็กราบทูลขออยู่อย่างนั้นเนือง ๆโดยมารู้แจ้งชัดว่าพระมหากษัตริย์แก่ชราทรงมีความรักใคร่หลงใหลในตนเป็นนักหนาจึงวอนว่าโดยที่มิใคร่จะเกรงพระทัยนักถึงกระนั้น ก็ยังไม่ได้ง่าย ๆ สมดังเจตนา อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสีสาวโสภานั้นจึงกราบทูลขึ้นอีกว่า
 "ข้าแต่พระองค์ !ถึงแม้ว่าพระสุชาตกุมารยังดำรงอยู่ก็จะเป็นไรไป ขอพระองค์จงทรงพระกรุณายกราชสมบัติให้แก่โอรสของข้าพระบาทเถิด พระเจ้าข้าเพราะพระองค์ได้พระราชทานพรให้แก่ข้าพระบาทแล้ว"
 สมเด็จพระนฤบดีอัสสกราชได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ให้ทรงอัดอั้นเดือดร้อน กินแหนงในพระทัยว่า
 "อาตมานี้เป็นคนใจเร็วมิทันได้พิจารณาให้ดี มาพลั้งปากให้พรแก่นางคนนี้ครั้งจะคืนคำก็ให้ละอายแก่ใจนัก"
 ทรงอึกอักอัดอั้นตันพระทัยอยู่ในที่สุดก็ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้พระสุชาตกุมารโอรสรักเข้ามาเฝ้าในที่รโหฐานแต่ลำพังแล้วตรัสเล่าเหตุทั้งปวงนั้นให้ฟังทั้งหมดแล้ว พระองค์ก็ทรงพระกันแสงน้ำพระเนตรไหลออกจากพระนัยนาซ้ายขวา ฝ่ายว่าสมเด็จพระราชุมารเมื่อเห็นองค์ปิตุเรศทรงโศกสลดโทมนัส ก็มิอาจที่จะกลั้นน้ำพระเนตรไว้ได้ก็ทรงพระกันแสงพลางทูลว่า
 "ขอพระบิดา จงทรงอนุญาตให้ลูกนี้ไปในที่อื่นเถิด"
 "บิดานี้จะสร้างเมืองใหม่ให้แก่เจ้า"สมเด็จพระราชาธิบดีตรัสพร้อมกับทรงจ้องมองพระโอรสรักด้วยน้ำพระเนตรคลอหน่วย
 "ลูกมิปรารถนาจะรบกวนพระบิดาถึงเพียงนั้นขอแต่ทรงอนุญาตให้ลูกไปตามยถากรรมก็แล้วกัน พระเจ้าข้า"ราชบุตรทูลปฏิเสธ
 "ถ้าเช่นนั้นบิดาจะให้เจ้าไปอยู่ในสำนักท้าวพระยาทั้งหลาย อันเป็นสหายแห่งบิดาก็ได้ จะเอาไหมลูกรัก"
 "อันที่อื่นทั้งปวงนั้น ลูกมิพึงปรารถนา ลูกนี้จักขอเจ้าไปอยู่ในอรัญราวป่าและจะขออำลาพระบิดาไปแต่บัดนี้"
 สมเด็จพระนฤบดีได้ทรงสดับถ้วยคำปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น ก็ยิ่งทรงมีกมลสงสารทรงสวมกอดเอาพระราชโอรสจุมพิตกระหม่อมแล้วจึงมีพระราชดำรัสสั่งด้วยพระสุรเสียงอันสะอื้นว่า "ถ้าบิดาหาชีวิตไม่แล้วเจ้าจงกลับมาเอาสมบัติของบิดาในพระนครนี้เถิด"ทรงสั่งเสียพระราชโอรสรักดังนี้แล้วก็ส่งไป
 ฝ่ายเจ้าชายสุชาตราชกุมารพอเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวัง อันเคยอยู่เป็นสุขทุกทุกคืนวันก็บายพระพักตร์เข้าไปสู่อรัญป่าใหญ่อาศัยอยู่กับพรานไพรผู้หนึ่งเที่ยวฝึกหัดยิงเนื้อในกลางป่าตั้งพระทัยว่าจักยึดอาชีวะเป็นพรานพอเลี้ยงอาตมาพยายามลืมเสียซึ่งความหลงอันแสนจะชอกช้ำระกำทรวง
 กาลล่วงมาวันหนึ่งพระราชกุมารผู้ตกยาก ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ก็ถือเอาซึ่งธนูคู่มือออกมาจากทับที่อาศัย เพื่อแสวงหามฤคชาติทั้งหลาย ครั้งนั้นยังมีเทพเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นสหายกันกับพระราชกุมารได้เฝ้าติดตามอภิบาลรักษาพระราชกุมารด้วยความรักเสมอมาเมื่อเห็นเธอจะประพฤติมิจฉาอาชีวะกระทำบาปกรรมด้วยประสงค์จะเลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาตอันมีโทษถึงตกนรกเช่นนั้นก็ให้หวั่นเกรงกลัวภัยในอบายแทนสหายรักเป็นยิ่งนักใคร่จักให้ได้สติรู้จักผิดชอบชั่วดี จึงเนรมิตตนเป็นมฤคีแล้วก็แล่นมาล่อลวงให้พระราชกุมารนั้นเห็น พรานหน้าใหม่ราชกุมารครั้นเห็นมิคชาติก็แล่นไล่ติดตามไป ฝ่ายมิคชาติเนื้อเนรมิตนั้นก็แกล้งแล่นหนีไปในประเทศราวป่า จนถึงกุฎีที่อยู่แห่งพระมหาเถระองค์หนึ่งซึ่งมีนามว่า "พระมหากัจจายนเถรเจ้า"แล้วก็อันตรธานหายไป
 กล่าวฝ่ายพระราชกุมารตั้งแต่ติดตามมิคชาติมาแสนจะเหน็ดเหนื่อยนักหนาแต่คิดมานะว่าจะจับเอาเนื้อนั้นให้จงได้จึงอุตสาหะแล่นไล่มาจนถึงที่อยู่แห่งพระมหาเถรเจ้า ไม่เห็นเนื้อจึงเที่ยวพิจารณาดูและแล้วก็เหลือบไปเห็นพระมหาเถรเจ้านั่งอยู่นอกกุฎีป่าบรรณศาลาคิดดีใจจะเข้าไปถามว่าเห็นเนื้อวิ่งผ่านมาหรือไม่จึงเอาลูกธนูสอดไว้ในแล่งแล้วเข้าไปหาพระเถระใกล้ ๆฝ่ายพระเถรเจ้าของกุฎีป่าบรรณศาลาคิดดีใจจะเข้าไปถามว่าเห็นเนื้อวิ่งผ่านมาหรือไม่จึงเอาลูกธนูสอดไว้ในแล่งแล้วเข้าไปหาพระเถระใกล้ๆ ฝ่ายพระเถรเจ้าของกุฎีป่าเมื่อพิจารณาดูก็รู้ว่าชายผู้มาหานี้มีอาชีวะเป็นพรานไพรเพราะเครื่องแต่งกายบ่งบอกว่า เป็นผู้เที่ยวแสวงหามฤดี แต่ก็ทำเป็นมิรู้ไม่ชี้ทักถามขึ้นด้วยอัธยาศัยดีว่า
 "ตัวท่านนี้เป็นคนหนุ่มรุ่นดรุณวัยคงจะเป็นบุตรแห่งพรานไพร หรือว่าเป็นลูกท้าวลูกพระยาหรือว่าเป็นพระราชามหากษัตริย์มาประพาสป่า เพราะมีกิริยาเป็นพรานไพรมีมือถือธนูหน้าไม้ ท่องเที่ยวสันโดษเดี่ยวมา ณที่นี้"
 เจ้าชายสุชาตราชกุมารผู้ตกยากเมื่อจะบอกให้แจ้งซึ่งนามและวงศ์แห่งตนจึงกล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า !ข้าพเจ้านี้เป็นพระโอรสแห่งพระราชอัสสกะแห่งกโปตกะนครข้าพเจ้าเที่ยวสัญจรมาในอรัญป่าไม้ เพื่อจะแสวงหามิคชาติและสุกรทั้งหลายข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าสุชาตกุมาร แล่นไล่เนื้อมาในอรัญในบัดนี้และ ณ ที่นี่ แล้วไม่เห็นเนื้อที่อุตสาหะติดตามมานานนั้นกลับเห็นแต่พระผู้เป็นเจ้านั่งอยู่"
 สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าจึงกล่าวมธุรสวาจาปราศรัยว่า
 "ดูกรพระราชกุมารผู้มีบุญเป็นอันมาก !สภาวะที่พระองค์มาแต่ไกลก็เหมือนว่ามาแต่ที่ใกล้ เชิญบพิตรเสด็จมาข้างนี้ขอเชิญบพิตรเสด็จมาข้างนี้ จงล้างพระบาททั้ง ๒ ให้สิ้นละอองธุลีน้ำนี้เย็นใสสะอาดจืดสนิท ตักมาแต่ลำธารซอกเขาข้างโน้น ขอบพิตรจงเสวยให้สำราญแล้วอย่านั่งที่แผ่นดินไม่ดีจงทรงมานั่งเหนือภูมิภาคอันงามเรียบสะอาดที่อาตมภาพจัดไว้นั้นเถิด"
 พระราชกุมารเมื่อได้รักการปราศรัยต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดีงามเช่นนั้นจึงยอกรขึ้นนมัสการแล้วกล่าวว่า
 "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ !วาจาแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้ไพเราะนัก เป็นวาจาควรที่จะยินดีฟังเป็นวาจาที่ปราศจากโทษ เป็นวาจาประกอบไปด้วยประโยชน์ เป็นวาจานักปราชญ์อันประเสริฐจักให้บังเกิดความสุขในทิฐธรรม จักนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลเป็นแน่แท้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้านี้คิดว่า ถ้าหากได้อาศัยพระผู้เป็นเจ้าแล้วข้าพเจ้าก็อาจจักได้รู้ซึ่งส่วนแห่งพระธรรม อันจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ตนเองทั้งในโลกนี้และปรโลกภายภาคหน้าเป็นแน่แท้"
 พระมหากัจจายนเถรเจ้าเมื่อจักสำแดงวัตรปฏิบัติอันสมควรแก่พระราชกุมาร เพื่อให้รู้จักชั่วรู้จักดีจึงมีเถรวาทีว่า
 "ขอถวายพระพรพระราชกุมาร !อัธยาศัยแห่งอาตมาภาพนั้นมีอยู่ว่าบุคคลใดทำปาณาติบาตเบียดเบียนสัตว์บุคคลผู้นั้นย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแห่งอาตมภาพเพราะว่าบุคคลใดเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตั้งอยู่ในศีลมีอัธยาอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ทำปาณาติบาตนั้น เป็นผู้ที่อาตมภาพชอบใจและนักปราชญ์ทั้งหลายมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้นย่อมสรรเสริญบุคคลเช่นนั้น ขอถวายพระพร ความตายแห่งท่านใกล้เข้ามาแล้ว ยังอีกไม่ถึง๕ เดือน ตัวท่านก็จะถึงแก่ความตายแล้วขอท่านจงเร่งแก้ไขเอาตัวรอดให้พ้นจากทุกข์ในอบายภูมิเถิด"
 "อะไร ! พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่าอะไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลย ที่ว่าตาย ๆ นั้นใครกันที่จะตาย"
 "ท่านนั่นแหละจะตาย" องค์อรหันต์ผู้อยู่ป่าสาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวขึ้นแล้วพระผู้เป็นเจ้าผู้บรรลุอภิญญารู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ก็บอกแก่พระราชกุมารด้วยความกรุณาอีกต่อไปว่า "ขอถวายพระพร ! อาตมภาพพิจารณาดูด้วยญาณในอนาคต ก็เห็นว่า อายุแห่งท่านนั้นยังอีกประมาณ ๕ เดือน ก็จะสิ้นแล้ว จึงบังเกิดความกรุณาและบอกแก่ท่านตรง ๆดังนี้"
 เสียววาบเข้าไปในดวงฤดีเมื่อรู้ว่าชีวิตตนจะหมดสิ้นลงไปในไม่ช้า พระราชกุมารผู้น่าสงสารไหนจะต้องจากเวียงวังมาอยู่ไพรกันดาร ไหนจะต้องถึงแก่กาลกิริยาตายลงเป็นซ้ำสองก็ให้รู้สึกหม่นหมองโศกศัลย์ในความผันผวนวิปริตแห่งชีวิตเป็นนักหนา ในที่สุดก็กล่าวถามอย่างไร้เดียงสาว่า
 "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ! ที่ว่าอีก ๕เดือนข้าพเจ้าจักตายนั้น บัดนี้ข้าพเจ้าให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงมิปรารถนาที่จักตายจะมีอุบายอะไรบ้างหรือไม่ จะเป็นว่าหนีไปสู่ชนบทใด หรือจะทำกิจแห่งบุรุษอย่างไรหรือจะร่ำเรียนวิทยามนต์อันใดซึ่งจะเป็นเครื่องห้ามความตายได้ ขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงมีความกรุณาแก่ข้าพเจ้าแล้วบอกมาเถิดข้าพเจ้าจักกระทำทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกประการ"
 เมื่อเห็นพระราชกุมารผู้มีสันดานเป็นปุถุชนหวาดหวั่นพรั่นพรึงและถามถึงอุบายเป็นเครื่องป้องกันความตายอย่างโง่เขลาเช่นนั้นองค์อรหันต์พระมหากัจจายนะผู้มีญาณวิเศษ จึงเริ่มสำแดงพระธรรมนามมฤตยูกถาโดยใจความว่า
 ขอถวายพระพรพระราชกุมาร !บุรุษมีวิชาการอันประกอบไปด้วยความวิเศษ และจะไปอยู่ประเทศถิ่นใด ๆการที่เขาจะไม่แก่ไม่ตายในประเทศนั้น ๆ ย่อมจักเป็นไปมิได้ อีกประการหนึ่งชนทั้งหลายเหล่าใด แม้จะมีทรัพย์สมบัติและเครื่องใช้สอยเป็นอันมากก็ดีแต่การที่เขาเหล่านั้น จักรอดพ้นจากความตายย่อมจักเป็นไปมิได้ อนึ่งผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เช่นเป็นบรมกษัตริย์ครอบครองราชสมบัติอันแสนประเสริฐเป็นเลิศเป็นใหญ่อยู่ในบ้านเมืองมีฤทธิ์เฟื่องฟุ้งลือขจร หมู่ดัสกรต่างเกรงกลัวยอมสยบมีพระราชอาญาแผ่ไปร้อยโยชน์พันโยชน์ก็ดี แต่การที่เขาเป็นยอดชนจักรอดพ้นไปจากความตายนั้น ย่อมจักเป็นไปมิได้ อนึ่ง ชนผู้โลภมากทั้งหลายอุตสาหะสะสมทรัพย์สมบัติข้าวปลาอาหารไว้พอจะเลี้ยงผู้คนบ่าวไพร่อันมากมายได้สักเจ็ดสิบปีแปดสิบปีก็ดีแต่การที่เขาจะรอดพ้นจากความตายนั้นย่อมจักเป็นไปมิได้เลย
 ขอถวายพระพรพระราชกุมาร !เมื่อมฤตยูคือความตายนั้น มาประจัญหน้าเข้ากับบุคคลใดแล้ว มฤตยูนั้นย่อมมีสภาวะเหี้ยมหาญเด็ดเดี่ยวนัก ไม่มีใครสามารถจักยังมฤตยูให้รู้แพ้แลกลับไปได้ไม่จะด้วยทรัพย์สินเงินตราหรือวิทยาการกำลังกาย แม้ทแกล้วทหารทั้งหลายผู้คร่ำศึกเป็นขุนพลประกอบไปด้วยวิริยะความเพียรมีกำลังอาจสามารถที่จักเข้าผลาญผจญกับข้าศึกในสงครามครั้งสำคัญเชื้อชาติทหารนั้นก็ย่อมจะสิ้นอายุ ชนทั้งหลายอื่นดื่นดาษ ไม่ว่าจะเป็นชาติกษัตริย์พราหมณ์ พ่อค้าและชาวนา ตลอดจนจัณฑาลและกระยาจกก็ดี การที่จะมิรู้ตายนั้นหามิได้หรือชนทั้งหลายจะร่ายมนต์คาถา จะว่าไปในคัมภีร์ไสยไตรเพทางคศาสตร์อาจรู้น้ำใจอันบุคคลผู้อื่นคิดด้วยฤทธิ์วิเศษเกินคนธรรมดา แม้จะมีวิชาประเสริฐอย่างนี้การที่จะมิรู้ตายหามิได้ พระฤาษีดาบสทั้งหลายผู้ระงับเสียซึ่งบาปภายนอกมีจิตอันสูงสงบด้วยการบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ตั้งมั่นอยู่ในตบะความเพียรเป็นนักหนา ถึงกระนั้นก็ต้องดับขันธ์สิ้นชีวาเมื่อถึงคราวที่มัจจุภัยเข้ามาประจัญ การที่คนเหล่านั้นจะมิรู้ตายนั้นหามิได้ประการสุดท้าย พระอรหันต์ขีณาสพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้สิ้นกิเลสเป็นสมุจเฉทประหานมีสันดานปราศจากมลทินโทษโดยประการทั้งปวง หลุดล่วงจากโลกิยธรรมแล้วก็หาได้มีสังขารอันแคล้วจากมฤตยูไปไม่เลย ความจริงเป็นดังนี้นะพระกุมารขอถวายพระพร
 ได้สดับเทศนามฤตยูกถากัณฑ์ใหญ่ดังนี้แล้วพระสุชาตราชกุมาร ผู้ต้องทำนายว่าชะตาจักขาด ก็ย่อมมีจิตผ่องแผ้วจึงค่อยเอื้อนโอฐเอ่ยขึ้นว่า
 "ข้าแต่พระคุณเจ้า !พระคุณเจ้าเป็นนักปราชญ์ประเสริฐ กถาทั้งหลายที่สำแดงมา เป็นวาทีสุภาษิตแท้อาจเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าผู้จักสิ้นอายุอีกไม่นานบัดนี้ข้าพเจ้าถึงความมัธยัสถ์จักปฏิบัติตามคำของพระคุณเจ้าขอพระคุณเจ้าจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นสัตว์ผู้ยากด้วยเถิดเจ้าข้า"
 "ดูกรราชกุมาร !ท่านอย่าเข้าใจผิดคือว่าท่านอย่าได้ใส่ใจว่าจะเอาอาตมะเป็นที่พึ่งอาตมะนี้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธจ้าอาตมะนี้ถึงซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นพระบรมไตรโลกนาถเป็นที่พึ่ง เมื่อพระราชกุมารมีความเลื่อมใสก็จงยังใจของตนให้ถือเอาพระองค์เป็นที่พึ่งเถิดจะเกิดประโยชน์แก่ท่านเป็นหนักหนา"
 "ข้าแต่พระคุณเจ้า !สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้เป็นพระบรมศาสดาจารย์ ทรงพระคุณอันประเสริฐ ณบัดนี้ พระองค์ประทับอยู่ที่ใด ข้าพเจ้าจะขอไปให้ได้เห็นสักครั้งหนึ่งให้ได้แม้จักดับขันธ์ถึงแก่ชีพิตักษัยต่อภายหลังก็หาเสียใจไม่"
 "ขอถวายพระพร ! สมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นอาชาไนยบรมไตรโลกนาถนั้น บัดนี้เสด็จเข้าปรินิพานไปแล้วการที่ท่านปรารถนาจักเห็นพระองค์จึงเป็นอันจนใจสุดวิสัยนัก"
 พระมหากัจจายนเถรเจ้าชี้แจงให้พระราชกุมารได้สดับดังนี้ก็กล่าวกถาให้เธอมีจิตยินดีเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนายิ่งขึ้นแล้วจึงแนะนำให้พระราชกุมารนั้นตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์และศีลแล้วสอนว่า
 "ขอถวายพระพรพระราชบุตร! แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักเสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้วก็ตามขอท่านจงถือเอาพระองค์ผู้เสด็จปรินิพานไปแล้วนั้นเป็นที่พึ่งแก่ท่านเถิด อนึ่งพระธรรมเจ้าอันล้ำเลิศและพระอริยสงฆ์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยังปรากฏมีอยู่ในโลกในกาลบัดนี้ ท่านจงถือเอาเป็นที่พึ่งอย่างสูงสุดของท่านเถิดอีกประการหนึ่ง ขอท่านจงเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลที่ตนตั้งจิตสมาทานรักษาจงงดเว้นจากปาณาติบาตและอทินนาทาน เป็นต้น ขอท่านจงอย่าประมาท อย่าให้ศีลขาดได้จงตั้งใจถือเอาไตรสรณคมน์และศีลนี้ไว้ให้ดีนะพระราชกุมาร"
 "สาธุเป็นพระเดชพระคุณแก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้แล้วในครั้งนี้"พระราชกุมารผู้มีกรรมรู้ตัวว่าจักต้องตาย ประณมหัตถ์ชูขึ้นเหนือเกล้ากล่าวขึ้นด้วยความตื้นตันใจ
 "ราชกุมารเอ๋ย ! เรามีความกรุณาแก่ท่านองค์อรหันต์มองดูพักตร์แล้วกล่าวขึ้นอีกว่า "จะประโยชน์อันใดที่จะอยู่ในอรัญราวป่าอายุแห่งท่านจะยังอยู่ภายใน ๕ เดือนออก จึงจะถึงแก่ความตาย เราจะขอแนะนะให้แก่ท่านเออ ! ท่านจงกลับเข้าสู่สำนักสมเด็จพระบิดาแล้วจงอุตสาหะบำเพ็ญทานจำเริญซึ่งการกุศล เอาตนไปสู่สวรรค์เถิดจะดีกว่า" ว่าเท่านี้แล้วพระมหาเถระผู้มากไปด้วยความกรุณา ก็ลุกเข้าไปในกุฎี หยิบเอาพระบรมธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายื่นให้แก่พระราชกุมารผู้จะถึงฆาฏพลางให้โอวาทว่า "ท่านจงเอาพระบรมธาตุนี้ไปบูชาให้จงดีเถิด" ดังนี้แล้ว ก็กล่าวปลอดจิตและเดินติดตามไปส่งเมื่อจะพ้นบริเวณนั้นและก่อนที่พระราชกุมารผู้น่าสงสารจะนมัสการอำลาไปเป็นครั้งสุดท้ายได้กล่าวอาราธนาพระมหาเถรเจ้าขึ้นว่า
 "ข้าแต่พระคุณเจ้า !ข้าพเจ้านี้จักกระทำตามถ้อยคำที่พระคุณสั่งไม่ลืมเลยแต่ขอให้พระคุณเจ้าจงอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าด้วยคือว่าเมื่อข้าพเจ้าไปบ้านเมืองแล้วหากมีโอกาสดีในระยะ ๓-๔ เดือนนี้ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกรุณาอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าผู้จะต้องเข้าสู่ความตายด้วยเถิด"
 กล่าวด้วยความเศร้าดังนี้แล้วก็ถวายนมัสการลา กระทำประทักษิณพระมหาเถระแล้ว ก็มุ่งหน้าเดินทางตรงไปยังบ้านเมืองพอมาถึงเขตพระนคร ก็เข้าไปอยู่ในสวนอุทยานส่งข่าวสาสน์ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชบิดาว่าตนกลับมาอีกแล้วสมเด็จพระบรมกษัตริย์ผู้ทรงมีพระมนัสเศร้าสร้อยละห้อยหาตั้งแต่วันที่พระสุชาตราชโอรสจากไปแล้ว เมื่อได้ทรงทราบข่าวสาสน์นั้นก็พลันบังเกิดปิติโสมนัส จึงรีบเสด็จมาสู่สวนอุทยานพร้อมกับราชบริพารเป็นอันมากแล้วก็ทรงสวมกอดเอาพระราชโอรสให้สมกับที่ดวงพระหฤทัยระลึกถึงแล้วพาเสด็จเข้าสู่พระนครปรารถนาจะทรงกระทำพิธีราชาภิเษก ให้ครอบครองราชสมบัติโดยมิได้ทรงกริ่งเกรงพระอัครมเหสีใหม่ผู้ต้นเรื่องหรือผู้หนึ่งผู้ใดทั้งสิ้น
 เจ้าชายสุชาตกุมารจึงกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
 "ข้าแต่สมเด็จพระบิดา !อายุของลูกนี้ยังน้อยแล้ว ยังอีก ๕ เดือนก็จักถึงซึ่งความตายก็อันคนที่รู้ตัวว่าจักต้องตายเช่นลูกนี้ จะประโยชน์ไยเล่าด้วยราชสมบัติลูกนี้จะขออาศัยอยู่ด้วยสมเด็จพระราชบิดาอาศัยสมเด็จพระราชบิดาเพียงเพื่อว่าจะก่อสร้างกองกุศลอันเป็นเสบียงสำหรับตนไปในวันข้างหน้าลูกปรารถนาเพียงเท่านี้แหละ ขอเดชะ"
 กราบทูลเนื้อความว่าดังนี้แล้วก็ทรงพระกันแสงสะอื้นไห้ และทูลเหตุการณ์ทั้งหลายตั้งแต่ตนจากไปอยู่อรัญพร้อมกับกราบทูลพรรณนาซึ่งคุณแห่งพระมหาเถระและคุณพระรัตนตรัยให้สมเด็จพระราชบิดาทรงทราบทุกประการ
 สมเด็จพระนฤบดีได้ทรงฟังก็มีพระราชหฤทัยบังเกิดความสังเวชสงสารพระราชกุมารโอรสรักเป็นที่ยิ่งและเมื่อทรงคำนึงไป ก็มีพระหฤทัยเลื่อมใสศรัทธาในพระมหาเถรเจ้าและพระไตรสรณาคมน์พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างพระมหาวิหารอันใหญ่แล้วส่งทูตทั้งหลายให้ไปอาราธนาพระมหาเถระมา
 พระมหากัจจายนเถรเจ้าเมื่อได้รับข่าวสาสน์จากทูตทั้งหลายก็มีใจใคร่จะอนุเคราะห์แก่สมเด็จบรมกษัตริย์และปวงมหาชน จึงรับอาราธนาเดินทางมาสู่กโปตกะมหานครพร้อมกับทูตทั้งหลาย เมื่อมาถึงแล้วก็ได้รับการต้อนรับจากสมเด็จพระราชาธิบดี พร้อมกับไพร่ฟ้าคฤหบดีอย่างมโหฬารหลังจากที่พระเถรเจ้าเข้าไปยังมหาวิหารแล้วสมเด็จพระบรมกษัตริย์ก็ทรงอุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔ ตามสมควรแก่สมณวิสัยครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาอันพระมหาเถระแสดงแล้วก็ทรงตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์และศีล
 ฝ่ายพระราชกุมารผู้อันอัจจุภัยคุกคามอยู่และใกล้เข้ามาทุกเวลานาทีก็มียินดีสมาทานเอาศีลทุกวันตั้งมั่นอยู่ในศีลอุตสาหะบำเพ็ญทานและทำการอุปัฎฐากพระมหาเถระผู้มีคุณด้วยความคารวะเป็นอย่างยิ่งพอถึงวันที่จะมีชีวิตอยู่ดูโลกเป็นวันสุดท้าย โดยกาลอันล่วงไป ๔ เดือนแล้ว วันนั้นพระราชกุมารมีจิตผ่องแผ้วเป็นพิเศษเพลาเช้าเข้าไปถวายทานแก่พระมหาเถระยังมหาวิหารสมาทานศีลแล้วก็สดับพระธรรมเทศนาอันพระมหาเถระผู้มีจิตกรุณาเป็นองค์แสดงแล้วกลับพระบรมมหาราชวังเสด็จเข้าไปยังพระแท่นที่เพื่อจะพักผ่อนพระอริยาบถอย่างสำราญทรงมีดวงจิตคิดถึงศีลที่ตนสมาทานอยู่ ชั่วครู่ก็ให้บังเกิดเป็นโรคลมปัจจุบันถึงแก่ชีพิตักษัยในขณะนั้น
 แล้วขึ้นมาอุบัติเกิดเป็นเทพบุตรสุดโสภา ณแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้มีราชรถประดับไปด้วยสัตตพิธรัตนะแก้ว ๗ ประการ อันเป็นทิพย์เป็นยานพาหนะคู่บุญบารมีสถิตอยู่ ณ ปราสาทพิมานเสวยสดุดี มีเทพนารีเป็นบริวารแวดล้อมมากกว่าร้อยกว่าพันเพราะเหตุที่เทพบุตรนั้น มีรถทิพย์เป็นยาน ฉะนั้น จึงได้รับการขนานนามว่า "จูฬรถเทพบุตร" ก็จูฬรถเทพบุตรนั้น เมื่อเสวยสุขอยู่ ณ สรวงสวรรค์ได้หน่วยหนึ่งแล้วพิจารณาถึงเหตุที่พาให้ตนได้รับความสุข ก็รู้แจ้งเห็นอานิสงส์แห่งกัลยาณกรรมแห่งตนพร้อมกับเห็นคุณแห่งพระมหากัจจายนเถรเจ้า ด้วยจิตคิดกตัญญูรู้คุณจึงขึ้นสู่รถทิพย์แวดล้อมไปด้วยบริวารเป็นอันมาก เสด็จเลื่อนลอยจากดาวดึงส์พิภพมายังมนุษย์โลกเรานี้ ณ ที่กโปตกะนคร ขณะนั้น เป็นเพลาที่สมเด็จพระราชาธิบดีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระราชโอรสสุดที่รักด้วยเศร้าสลดพระทัยเป็นยิ่งนักพอดีจึงมีประชาชนชาวเมืองมาประชุมในที่นั่นกันอย่างคับคั่งและพระมหากัจจายนเถรเจ้าก็อยู่ ณ สมาคมนั้นด้วย เมื่อจูฬรถเทพบุตรมาถึงแล้วก็ลงจากทิพยรถ เข้าไปกราบลงแทบบาททั้งสองแล้วประคองหัตถ์ขึ้นประณมแก่พระมหาเถรเจ้านั้น
 องค์อรหันตสาวกสำคัญแห่งองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ผู้ได้บรรลุญาณพิเศษเมื่อแลเห็นเทพบุตรมาประณมกรต่อพักตร์ด้วยทิพย์จักษุจึงมีเถรวาทีไต่ถามว่า
 "พระอาทิตย์มีรัศมีเป็นอันมากสมด้วยคุณานุรูปแห่งตนมีรัศมีแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้งหลายและแผ่ไปบนอากาศได้ฉันใด ทิพยรถแห่งท่านนี้มีรัศมีมากมายใหญ่ได้หลายโยชน์ฉันนั้น ทิพยรถนั้น มีธงอันแล้วไปด้วยแผ่นทองมีงอนรถอันวิจิตรไปด้วยแก้วมณีแลแก้วมุกดาสลักเป็นดอกไม้ลดาวัลย์เกี่ยวพันไปด้วยแก้วไพฑูรย์ และตกแต่งงดงามแล้วไปด้วยสุวรรณรัชต์มากมายเทียมด้วยอาชาไนยสินธพชาติ เมื่อตัวท่านสถิตอยู่บนอาสนะ ณ ทิพยรถนั้นย่อมองอาจงดงามดุจท่านท้าวโกสีย์ อาตมะขอถามท่าน อันว่ายศบริวารและสมบัติพัสถานทั้งนี้ ท่านได้ด้วยเหตุอันใด"
 "ข้าแต่พระผู้เจ้า !ข้าพเจ้านี้แต่ก่อนเป็นราชบุตรนามว่า สุชาตะคือเจ้าของร่างสรีระที่คนทั้งหลายกำลังฌาปนกิจกันอยู่ขณะนี้พระผู้เป็นเจ้าผู้มีคุณรู้ว่าข้าพเจ้านี้จักสิ้นอายุแล้วเอ็นดูกรุณาแนะนำแก่ข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์และศีลแล้วให้พระบรมธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบูชาข้าพเจ้าก็อุตส่าห์สักการบูชาด้วยดอกไม้และของหอมครั้งสิ้นชีพจากมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิด ณ ปราสาทพิมานชั้นดาวดึงส์สวรรค์ ใกล้ ๆกับสวนนันทวันทิพยอุทยาน อันแสนประเสริฐสนุกสนานน่ายินดี ข้าพเจ้ามาในที่นี้เพื่อจักแสดงกตัญญูแต่พระผู้เป็นเจ้า"
 จูฬรถเทพบุตรนั้นครั้นสำแดงซึ่งบุรพกรรมของตนแก่มหาเถรเจ้าดังนี้แล้ว ก็ถวายนมัสการอำลากระทำประทักษิณมหาเถระแล้วก็เข้าไปกระทำประทักษิรด้วยความเคารพแด่สมเด็จพระนฤบดีจอมคนแห่งกโปตกะนครผู้บิดาแห่งตนทั้ง ๆ ที่องค์อภิชนนั้นไม่มีโอกาสได้เห็นตนผู้เป็นเทพแต่ประการใดแล้วก็ขึ้นสู่ทิพยรถคู่บารมี เสด็จจรลีไปยังปราสาทพิมานแห่งตน ณดาวดึงส์สวรรค์เทวโลก
 สรุปความว่า สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้เป็นแดนสุขาวดีที่มีเทพผู้ปกครอง ๓๓ องค์ซึ่งมีสมเด็จพระอมรินทราธิราชทรงเป็นประธานาธิบดีทวยเทพทั้งมวลล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสำราญด้วยการเสวยทิพย์สมบัติทุกทิพาราตรีกาลเพราะความบันดาลแห่งบุญกุศลที่ตนได้สร้างเอาไว้แต่ปางก่อนย้อนมาให้ผลจึงทำให้ตนได้รับความสุขอันเป็นทิพย์เห็นปานฉะนี้ ดังนั้นท่านที่มีปัญญาประกอบไปด้วยศรัทธาเชื่อมั่นในพระบรมพุทโธวาทมีปสาทเลื่อมใสในพระพุทธฎีกาเมื่อปรารถนาใคร่จักได้ไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดาเสวยสุขอยู่ในสรวงสวรรค์ชั้นนี้ภายหลังจากที่ตนดับขันธ์สิ้นชีวีไปแล้วไซร้ ในบัดนี้ ควรจักรีบเร่งกระทำความดียังจิตแห่งตนให้ยินดีในการบริจาคทานชำระสันดานแห่งตนให้งดงามด้วยการรักษาศีลไว้ให้จงมั่นเถิดเมื่อกองการกุศลที่ตนอุตสาหะก่อสร้างไว้นั้นมีพลังเพียงพอแล้วก็จักเป็นแรงผลักดันให้ได้ไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดา ณดาวดึงส์สวรรค์แดนสุขาวดีอย่างแน่นอน

มัชณิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๔๓๓ หน้า ๔๖๕บาลีฉบับสยามรัฐอังคุตรนิกาย สัตตกนิกาย ข้อ ๗๑ หน้า ๑๓๘บาลีฉับบสยามรัฐอังคุตรนิกาย สัตตกนิกาย ข้อ ๔๙ บาลีฉบับสยามรัฐ ฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อ ๓๔๖ หน้า ๒๗๑บาลีฉบับสยามรัฐฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อ ๓๔๖ หน้า ๒๗๑บาลีฉบับสยามรัฐ