จัณฑาลีผู้รู้คุณ


 กาลเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเราทั้งหลายประทับอยู่ ณ พระเวฬุวนาราม ใกล้เมืองราชคฤห์มหานคร วันหนึ่ง เพลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งพระองค์ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระมหากรุณา ตามธรรมดาวิสัยแห่งองค์พระโลกนาถศาสดาเมื่อทรงพิจารณาเล็กแลดู ก็ได้ทรงทราบว่าหญิงแก่จัณฑาลใกล้เมืองราชคฤห์คนหนึ่งซึ่งมีวัยเข้าปูนชราแล้วและจักสิ้นอายุสังขารในวันนั้นด้วยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้ามีพระหฤทัยอันกำลังแห่งพระมหากรุณาตักเตือนจึงทรงพระดำริว่าจักทรงอนุเคราะห์หญิงแก่วรรณะจัณฑาล จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์นั้นพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมากยายจัณฑาลตั้งใจว่าจะไปธุระในที่แห่งหนึ่งในเช้าวันนั้นจึงถือไม้เท้าประจำตนลงมาจากบ้าน แล้วเดินออกมาจากพระนครแลเห็นสมเด็จพระจอมมุนีพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากกำลังเดินสวนทางมายายแก่ก็บ่ายหน้าเฉพาะต่อพระบรมครูแล้วก็ยืนอยู่ริมทางแล้วก็ทำกิริยาว่าจะเดินต่อไปโดยไม่สนใจเท่าใดนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกิริยาประดุจดังว่าจะห้ามยายจัณฑาลที่จะเดินต่อไปนั้นโดยพระองค์ทรงยืนขวางหน้ายายแก่ไว้
 พระมหาโมคคัลลานเถระเจ้าองค์อรหันต์พิเศษผู้ทรงฤทธิ์ รู้ซึ่งพระพุทธอัธยาศัยและรู้ต่อไปว่าอายุยายแก่จัณฑาลนั้นจักสิ้นเพื่อจะแนะนำยายแก่ผู้ชราให้นมัสการแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงกล่าวแนะนำขึ้นว่า
 "ดูกรยายจัณฑาล !ขอยายจงนมัสการซึ่งพระบรมยุคลของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ชื่อว่าพระโคดมพระองค์ผู้มียศและกิตติศัพท์ประเสริฐกว่าพระปัจเจกโพธิ และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายพระองค์ทรงยืนอยู่เพื่อจะโปรดยายขอยายจงยังน้ำจิตให้เลื่อมใสถวายนมัสการในองค์พระอรหันต์เห็นปานดังนี้เร็วๆ เถิด อายุของยายน้อยอยู่แล้ว"
 จัณฑาลีหญิงแก่เมื่อได้ฟังถ้อยคำแห่งองค์อรหันต์มหาสาวกดังนั้น ก็บังเกิดความสังเวชสลดใจยังจิตอันเลื่อมใสให้บังเกิดในองค์สมเด็จพระชินสีห์แล้วจึงประณมกรอัญชลีถวายบังคมนมัสการบังเกิดปิติเป็นเอกัคตา จิตตั้งอยู่ในพระพุทธคุณมิได้ขาดสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าทรงดำริว่า "กิริยามนัสการแห่งหญิงจัณฑาลนี้ก็สมควรอยู่แล้ว" จึงทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปสู่พระนคร เพื่อทรงบิณฑบาตต่อไปแต่พอหมู่พระภิกษุสงฆ์หลีกไปได้ไม่นานในกาลนั้น มีแม่โคนมลูกอ่อนตัวหนึ่งนอนอยู่ได้ยินเสียงไม้เท้าดังกึกกัก จึงตื่นขึ้นด้วยอารามตกใจจึงวิ่งเข้าชนยายแก่ซึ่งกำลังเดินถือไม้เท้างุ่มง่าม แต่มีใจเอิบอิ่มไปด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธคุณขวิดด้วยเขาทั้ง ๒ เข้าให้เต็มที่ จนยายแก่นั้นล้มลงหงายหลังตึงศีรษะฟาดกับพื้นปฐพีถึงแก่ชีพิตักษัยในบัดใจ
 ด้วยเดชะแห่งน้ำจิตอันเต็มไปด้วยความยินดีเลื่อมใสในการที่ตนได้กราบไหว้สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยายแก่จัณฑาลีผู้ขาดใจตายไปด้วยขณะจิตอันมีพระพุทธคุณเป็นอารามณ์นั้นก็พลันไปเป็นอุบัติเทพ เกิดเป็นเทพนารี ณ สรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์แวดล้อมไปด้วยนางเทพอัปสรกัญญาถึง ๑,๐๐๐ เป็นบริวารทันที และในเพลาต่อมาเมื่อเทพนารีผู้อุบัติใหม่ ได้พิจารณาดูซึ่งกุศลอันตนบำเพ็ญมาก็ทราบว่าการที่ตนได้ทิพยสมบัติเป็นเทพนารี มีรูปทรงพิมานอันประเสริฐก็เพราะอานิสงส์แห่งการถวายนมัสการสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ด้วยการเตือนสติแห่งองค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลาน์เมื่อทราบดังนี้จึงมีกตัญญูรู้คุณแห่งพระเถระผู้เตือนสติให้ตนนมัสการองค์พระบรมโลกนาถเจ้าเป็นอันมากให้มีจิตอยากจะนมัสการขอบพระคุณเป็นกำลัง เมื่อเล็งแลด้วยทิพยจักษุก็ทราบว่าบัดนี้พระมหาเถระผู้มีคุณแก่ตนกำลังนั่งอยู่ในรโหฐานป่าใหญ่จึงพาบริวารของตนลงจากปราสาทพิมาน เข้าไปสู่สำนักแห่งพระโมคคัลลานะเพื่อจักถวายนมัสการ แล้วสำแดงอาการอันจะนมัสการนั้นด้วยความเคารพเลื่อมใสเป็นนักหนาแล้วกล่าวขึ้นว่า
 "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า !พระคุณเจ้าเป็นผู้มีอานุภาพมากและเป็นผู้กล้าหาญข้าพเจ้ามาขอนมัสการพระผู้เป็นเจ้า"
 พระเถรเจ้าจึงมีเถรวาที่ไต่ถามว่า
 "ดูกรนางเทพธิดา ! ตัวท่านนี้รุ่งเรืองด้วยรัศมีกาย และรัศมีเครื่องประดับวัตถาลังกาอาภรณ์งามดังรัศมีแห่งทองชมพูนุท มีบริวารยศเป็นอันมากมาจากทิพยวิมานแวดล้อมไปด้วยนารีอันมีเครื่องประดับวิจิตรต่างๆ ท่านพร้อมกับด้วยนางฟ้าถึง ๑,๐๐๐ มานมัสการเราด้วยเหตุเป็นประการใด"
 "ข้าแต่พระคุณเจ้า ! ข้าพเจ้านี้คือ หญิงจัณฑาลผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าแนะนำให้ถวายนมัสการสมเด็จพระจอมมุนีผู้ประเสริฐทรงพระนามว่าพระโคดม ทรงมียศและกิตติศัพท์อันเลื่องลือข้าพเจ้าถวายนมัสการพระยุคลบาทแห่งพระองค์เมื่อเช้าวันนี้แล้วตายจากกำเนิดแห่งยายแก่จัณฑาลนั้นแล้วได้ไปเกิดในวิมานอันจำเริญด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าทั้งหลาย ๑,๐๐๐เป็นบริวารแวดล้อม ข้าพเจ้านมัสการพระคุณเจ้าแล้วจักไปเที่ยวชมสวนนันทวันอันรื่นรมย์ ณ ไตรตรึงษ์สวรรค์ข้าพเจ้านั้นประเสริฐกว่านางฟ้าทั้งหลายด้วยรัศมีและยศศักดิ์ข้าพเจ้ารู้โดยรอบคอบแล้วว่า การกระทำกุศลนั้น ถึงแม้ว่าจักกระทำน้อย แต่ก็ได้ผลมากหากได้เนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์และประเสริฐ ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณแห่งพระผู้เป็นเจ้าจึงมาสู่สำนักเพื่อจักน้อมนมัสการ และจักขอลาพระผู้เป็นเจ้าไป ณกาลบัดนี้"
 เทพนารียายแก่จัณฑาลกล่าวดังนี้แล้วก็อันตรธานหายไปปรากฏยังดาวดึงส์สวรรค์เพื่อพาบริวารเที่ยวชมสวนนันทวันต่อไป
 ได้พรรณนาถึงการอุบัติเกิดและชีวะความเป็นอยู่แห่งทวยเทพทั้งปวงต่อจากนี้ไปจักได้กล่าวถึงสวรรค์ชั้นฟ้า อันเป็นที่สถิตอยู่แห่งทวยเทพต่างๆตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นสูงสุดเพื่อให้เราชาวพุทธผู้มีปัญญาทั้งหลายได้รับทราบไว้ด้วยดี ก็สวรรค์ชั้นฟ้านั้นมีอยู่ด้วยกัน ๖ ชั้น
 สิริรวมเป็นสวรรค์ ๖ ชั้นเทวภูมิด้วยกัน

สวรรค์ ๖ ชั้น

สวรรค์ชั้นที่จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ


 เทวภูมิอันดับที่ ๑ นี้เป็นแดนแห่งความสุข ที่สถิตอยู่แห่งปวงเทพยดาชาวฟ้าผู้อุบัติเทพมีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่ ๔ พระองค์ ทรงเป็นอธิบดีผู้มีมเหศักดิ์ปกครองดูแล เพราะฉะนั้นสรวงสวรรค์ชั้นนี้ จึงมีนามว่า จาตุมหาราชิกาเทวภูมิภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพอันมีท้าวจาตุมหาราชทรงเป็นอธิบดี
 เมืองสวรรค์ชั้นฟ้าอันมีนามว่า จาตุมหาราชิกานี้ มีเมืองใหญ่ซึ่งเป็นเทพนครอยู่ถึง ๔ พระนครแต่ละพระนครมีปราการกำแพงทองทิพย์เหลืองอร่ามแลดูงามนักหนาซ้ำประดับประดาไปด้วยสัตตรัตนะแก้ว ๗ ประการ บานประตูแห่งกำแพงทองทิพย์นั้นแล้วไปด้วยแก้ววิเศษแสนประเสริฐ และมีปราสาทอันรุ่งเรืองสวยงามอยู่เหนือประตูทุก ๆประตู ภายในเทพนครอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีปราสาทแก้วอันเป็นวิมานที่อยู่แห่งเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลายปรากฏตั้งอยู่เรียงรายมากมาย ฝ่ายพื้นภูมิภาคนั้นเล่าก็หาใช่เป็นพื้นแผ่นปฐพีดังมนุษย์โลกเรานี้ไม่ โดยที่แท้ เป็นพื้นแผ่นสุวรรณทองคำมีสีเหลืองอร่ามรุ่งเรืองเลื่อมพรรณรายราบเรียบเสมอมีครุวนาดุจหน้ากล้องและมีความวิเศษอ่อนนิ่มดังฟูกผ้าเมื่อฝูงเทพยดาทั้งหลายเหยียบลงไปก็มีลักษณะการอ่อนยุบลง แล้วก็เต็มขึ้นมาดังเดิมมิได้เห็นรอยเท้าของเทพยดาทั้งหลายเหล่านั้นเลย
 สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเทวภูมินี้นอกจากจะมีสมบัติทิพย์อันอำนวยความสุขให้แก่ปวงเทพยดานานาประการแล้วยังมีสระโบกขรณีอันมีน้ำใสยิ่งกว่าแก้ว เต็มไปด้วยปทุมชาตินานาชนิดส่งกลิ่นทิพย์หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณเป็นดั่งเช่นมีใครแสร้งเอาน้ำอบน้ำหอมไปประพรหมไว้ตลอดกาลฉะนั้นมีดอกไม้นานาพรรณสีสันวิจิตรตระการตา และมีรุกขาติต้นไม้สวรรค์อันแสนประเสริฐนักหนาด้วยว่ามีผลปรากฏประกอบไปด้วยโอชารสอันยิ่ง แลอันว่ามิ่งไม้ในสรวงสวรรค์นั้นย่อมมีดอกมีผลอันเป็นทิพย์ปรากฏให้เหล่าชาวสวรรค์ได้ชื่นชมอยู่ตลอดกาลไม่มีวันร่วงโรยและหมดไปเลย
 ก็เทพนครทั้ง๑ ในสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้ มีเทวาธิราชผู้มเหศักดิ์มีหธิอำนาจปกครองดังต่อไปนี้คือ
 

๑.ธตรฐมหาราช


 เทพนครปราการสุวรรณอันสวยสวยสดงดงามซึ่งตั้งอยู่ในทิศบูรพา คือทิศตะวันออกแห่งแดนสุขาวดีสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมาหราชิกานี้มีเทวาผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าวธตรฐมหาราช"
 ทรงเป็นจอมเทพผู้ปกครองก็อันว่าท่านท้าวธตรฐมหาราชนี้ พระองค์ทรงเป็นเทวาธิราช มีบุญญานุภาพมาก มีรัศมีมากเทวาที่อุบัติเกิดเป็นบุตรของพระองค์มีมากมายแต่ละพระองค์ล้วนแต่ทรงไว้ซึ่งกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ เป็นอันมากพระองค์ทรงเป็นอธิบดีผู้มีอำนาจใหญ่ ทรงปกครองทวยเทพในเทพนครด้านทิศบูรพา ณสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้โดยธรรม ยังความสุขสำราญชื่นบานหรรษาให้บังเกิดแก่มวลเทพยดาผู้เป็นบริวารตลอดทุกทิพาราตรีกาล
 นอกจากจะทรงเป็นเทวาธิราชผู้มียศศักดิ์และอำนาจเหนือเทพบริษัทในเทพนครด้านทิศบูรพาดังกล่าวแล้วท่านท้าวธตรฐมหาราช ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีปกครอง "หมู่คนธรรพ์"
 อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ก็หมู่คนธรรพ์นี้ เป็นเทวดาพวกหนึ่งซึ่งนับเนื่องอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้มีความถนัดในการดนตรีศิลปะระบำรำฟ้อน และชำนาญในเพลงขับเป็นยิ่งนักมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอยู่ในหมู่เทวดาทั้งหลาย เช่น คนธรรพ์ผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าสุมธรรมาชำนาญตีกลองประจำตัว กับคนธรรพ์อีกผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าพิมพสุรกะ ชำนาญในการตีกลองหน้าเดียว เมื่อเขาทั้ง ๒ตีกลองด้วยเพลงคนธรรพ์อันเลื่องลือย่อมปรากฏว่ามีความไพเราะเป็นที่เสนาะโสตชื่นชอบแห่งเหล่าเทพยดานักหนาไม่ว่าจะมีเทวสันนิบาตการชื่นชุมนุมเพื่อความสนุกสนานของเหล่าเทวดาทั้งหลายณ ที่ใด ย่อมมีฝูงคนธรรพ์ทั้งหลายไปร่วมด้วยโดยทำหน้าที่เป็นผู้ขับกล่อมและจับระบำรำฟ้อนให้ปวงเทพได้รับความชื่นบานเริงสราญในเทวสันนิบาตสถานนั้นๆ อยู่เป็นนิตย์เสมอมา มิได้ขาดสักคราเลย ก็หมู่คนธรรพ์ มีความภักดีและความเคารพต่อท่านท้าวธตรฐมหาราชผู้เป็นอธิบดีแห่งพวกตนเป็นยิ่งนัก

๒.วิรุฬหกมหาราช


 เทพนครปราการสุวรรณอันสวยสดงดงามซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศทักษิณคือ ทิศใต้แห่งแดนสุขาวดีสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้มีเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าววิรุฬหกมหาราช" ทรงเป็นจอมเทพผู้ปกครองก็อันว่าท่านท้าววิรุฬหกมหาราชนี้ พระองค์เป็นเทวาธิราช มีบุญญานุภาพมาก มีรัศมีมียศเป็นอันมากเทวาที่เป็นอุบัติเทพบังเกิดเป็นเทพบุตรของพระองค์นั้นมากมายแต่ละองค์ทรงไว้ซึ่งกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มียศเป็นอันมากพระองค์ทรงเป็นอธิบดีมีอำนาจใหญ่ ทรงปกครองทวยเทพในเทพนครด้านทิศทักษิณ ณสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้โดยธรรมยังความสุขสำราญชื่นบานหรรษาให้บังเกิดแก่มวลเทพยดาผู้เป็นบริวารตลอดทุกทิพาราตรีกาล
 นอกจากจะทรงเป็นเทวาธิราชผู้มียศศักดิ์และมีอำนาจเหนือเทพบริษัทในเทพนครด้านทิศทักษิณดังกล่าวแล้วท่านท้าววิรุฬหกมหาราช ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีปกครอง "หมู่กุมภัณฑ์"อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ก็หมู่กุมภัณฑ์นี้เป็นพวกกายทิพย์พวกหนึ่งซึ่งมีรูปร่างแปลกประหลาดพิกล คือ ส่วนอุทรท้องนั้นมีสัณฐานใหญ่ผิดธรรมดาและมีสัญลักษณ์พิเศษที่สังเกตได้ง่ายอีกอย่างหนึ่งก็คือ เหล่ากายทิพย์พวกนี้มีอัณฑะซึ่งมีลักษณะเหมือนหม้อ ฉะนั้น จึงได้นามว่า กุมภัณฑ์ซึ่งแปลว่าเหล่าสัตว์ที่มีอัณฑะเหมือนหม้อ พวกเขาเหล่ากายทิพย์กุมภัณฑ์เหล่านี้มีความสุขโดยสมควรแด่อัตภาพและมีความภักดีเคารพต่อท่านท้าววิรุฬหกมหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีผู้ประเสริฐ แห่งพวกตนเป็นยิ่งนัก

๓.วิรูปักษ์มหาราช


 เทพนครปราการสุวรรณอันสวยงามซึ่งตั้งอยู่ในทิศปัจฉิม คือด้านตะวันตกแห่งแดนสุขาวดีสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าววิรูปักษ์มหาราช" ทรงเป็นจอมเทพผู้ปกครองก็อันว่าท่านท้าววิรูปักษ์มหาราชนี้นั้นพระองค์ทรงเป็นเทวาธิราช มีบุญญานุภาพมากมีรัศมีมาก เทวาที่อุบัติเกิดเป็นบุตรของพระองค์ก็มีมากแต่ละองค์ล้วนแต่ทรงไว้ซึ่งพละกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มียศ เป็นอันมากพระองค์ทรงเป็นอธิบดีผู้มีอำนาจใหญ่ ทรงปกครองทวยเทพในเทพนครด้านทิศตะวันตก ณสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้โดยธรรมยังความผาสุกชื่นบานหรรษาให้บังเกิดแก่มวลเทพผู้เป็นบริวารตลอดทุกทิพาราตรีกาล
 นอกจากจะทรงเป็นเทวาธิราช ผู้มียศศักดิ์และมีอำนาจเหนือเทพบริษัทแห่งตน ในเทพนครด้านทิศตะวันตกดังกล่าวแล้วท่านท้าววิรูปักษ์มหาราชยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี
 ปกครอง "หมู่นาค"อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ก็หมู่นาคนี้ เป็นสัตว์วิเศษเหล่ากายทิพย์พวกหนึ่งซึ่งปรากฏว่ามีฤทธิ์เดชมาก เพราะพิษแห่งนาคทั้งหลายนั้นมีฤทธิ์กล้าแข็งแต่เพียงถูกต้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พิษแห่งนาคย่อมมีฤทธิ์สามารถตัดเอาผิวหนังแห่งบุคคลนั้นให้ถึงแก่ความตายได้ในพริบตาเหมือนกับคบดาบ และเหล่านาคทั้งหลายย่อมรู้จักนิรมิตตนเมื่อมีความประสงค์จะเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ณ แดนมนุษยโลกเรานี้บางคราวเหล่านาคีผู้มีฤทธิ์ย่อมนิรมิตตนเป็นงู บางคราวก็ทรงเพศเป็นเทพยดาแต่บางคราวก็นิรมิตตนเป็นกระแตบ้าง เป็นต้นเที่ยวไปในราวไพรตามอัธยาศัยแห่งตนอย่างสุขสำราญ
 ในกรณีนี้หากจะมีปัญหาว่า "สัตว์ทั้งหลายในวัฏสงสาร" ทำกรรมอะไรไว้จึงได้มีโอกาสมาเกิดเป็นนาคได้เล่า"
 คำวิสัชนาก็มีว่า
 มีพระภิกษุพุทธสาวกรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้คนบางคนในโลกนี้ ตายแล้วไปเกิดเป็นนาค"สมเด็จพระผู้มีพระภาพเจ้าได้ทรงมีพระมหากรุณาตรัสว่า
 "บุคคลบางคนในโลกนี้ เขาได้ยินได้ฟังมาว่าพวกนาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความสุขมาก เขาจึงชอบใจแล้วทำความดีด้วยไตรทวารแล้วมีความปรารถนาว่า
 "โอหนอเมื่อเราตายไปจากโลกนี้แล้วขอให้เราได้ไปบังเกิดเป็นนาค"
 ครั้งเขาตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย คือได้ไปเกิดเป็นนาคข้อนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้คนบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้วไปเกิดเป็นนาค"
 พระพุทธฎีกานี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ประกอบกัลยาณกรรมความดีด้วย กาย วาจา ใจยินดีในการบำเพ็ญกุศลเมื่อต้องการไปเกิดเป็นนาคย่อมมีโอกาสได้เป็นนาคในชาติต่อไปสมความปรารถนาพวกนาคเหล่านี้ มีชีวิตความเป็นอยู่โดยผาสุกสมควรแก่อัตภาพและพวกเขามีความภักดีและความเคารพต่อท่านท้าววิรูปักษ์มหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งตนเป็นยิ่งนัก

๔.เวสสุวัณมหาราช


 เทพนครปราการสุวรรณอันสวยสดงดงามซึ่งปรากฏตั้งตระหง่านอยู่ด้านทิศอุดร คือทิศเหนือแห่งแดนสุขาวดีสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้ มีเทวาผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าวเวสสุวัณมหาราช"ทรงเป็นจอมเทพผู้ปกครองก็อันว่าท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชนี้ยังมีพระนามปรากฏเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปอีกอย่างหนึ่งว่า "ท้าวกุเวรมหาราช" พระองค์ทรงเป็นเทวาธิราชผู้มเหศักดิ์ มีบุญยานุภาพมาก มีรัศมีมียศเป็นอันมาก เทวาที่อุบัติเกิดเป็นบุตรของพระองค์นั้นมีมากมายแต่ละองค์ล้วนทรงไว้ซึ่งพละกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มียศเป็นอันมากพระองค์ทรงเป็นอธิบดีมีอำนาจใหญ่ ทรงปกครองทวยเทพในเทพนครด้านทิศอุดร ณสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้โดยธรรม ยังความผาสุกชื่นบานหรรษาให้บังเกิดแก่มวลเทพยดาผู้เป็นบริวารตลอดทุกทิพาราตรีกาล
 นอกจากจะทรงเป็นเทวาธิราชผู้มียศศักดิ์และอำนาจเหนือเทพบริษัทในเทพนครด้านอุดรดังกล่าวแล้วท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชนี้ ยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีปกครอง "หมู่ยักษ์"อีกตำแหน่งหนึ่งอีกด้วย ก็หมู่ยักษ์นี้เป็นสัตว์ประเภทกายทิพย์พวกหนึ่งซึ่งปรากฏว่าสันดานแตกต่างกัน คือ บางตนก็มีสันดานดีประกอบด้วยศีลธรรมบางตนมีสันดานร้ายมีจิตใจมากไปด้วยโทสะ โมหะ เป็นอันธพาลใจแกล้วกล้าหาญดุดันมิใคร่จะเลื่อมใสเชื่อฟังคำแห่งพระสัพพัญญูเจ้าเอาง่าย ๆ ในกรณีนี้พึงทราบดังเรื่องที่ปรากฏในอาฏานาฏิยสูตร โดยใจความว่า
 คราวหนึ่งสมเด็จพระมหามุนีนาถบรมศาสดาจารย์เจ้าแห่งเราทั้งหลายพระองค์ประทับอยู่ ณภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ผู้ทรงเป็นจอมเทพอธิบดีแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ได้พากันมาเฝ้าตั้งอารักขาไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งพลขันธ์ ตั้งผู้ตรวจตราไว้ทั้ง ๔ ทิศด้วยเสนายักษ์กองใหญ่ ๑ เสนาคนธรรพ์กองใหญ่กอง ๑ เสนากุมภัณฑ์กองใหญ่กอง ๑เสนานาคกองใหญ่กอง ๑ ในขณะเมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้วเปล่งรัศมีรุ่งเรืองพรรณรายงามยิ่งทำให้ภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นสว่างไสวแล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วพากันประทับนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
 ฝ่ายยักษ์ทั้งหลายผู้เป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชนั้นสำแดงกิริยาอาการต่าง ๆกันคือ
 บางพวก ถวายบังคมสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วก็นั่งเงียบอยู่
 บางพวก ปราศรัยกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าด้วยเรื่องพอให้ระลึกถึงกันแล้ว ก็นั่งเป็นปรกติ
 บางพวกเป็นแต่เพียงประณมอัญชลีไปทางที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าประทับแล้วนั่งเงียบ
 บางพวก ประกาศชื่อและโคตรของตนแล้วนั่งเงียบอยู่
 บางพวก มิได้สำแดงกิริยาอาการอันใดทั้งสิ้น นั่งนิ่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 ท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชจอมเทพผู้ทรงเป็นอธิบดีแห่งพวกยักษ์เหล่านั้นได้กราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมไตรโลกนาถขึ้นในคราวนั้นว่า
 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ในบรรดายักษ์ทั้งหลายเหล่านี้
 ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมิได้เลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ยักษ์ชั้นสูงบางพวกมีความเลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ยักษ์ชั้นกลางบางพวกมิได้เลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ยักษ์ชั้นกลางบางพวกมีความเลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ยักษ์ชั้นต่ำบางพวกมิได้มีความเลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ยักษ์ชั้นต่ำบางพวกมีความเลื่อมใสในสมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคเจ้าก็มี
 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! โดยมากการที่ยักษ์ทั้งหลายมิได้มีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระพุทธองค์ผู้ทรงพระภาคนั้นเป็นเพราะเหตุไร
 เพราะเหตุว่า สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาทการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แต่โดยมาก พวกยักษ์ทั้งหลายมิได้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท การดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะเหตุนี้แหละพระเจ้าข้าสมเด็จพระพุทธองค์จึงไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์เหล่านั้น
 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !ก็พระสาวกของสมเด็จพระพุทธองค์นั้น บางพวกย่อมพอใจอยู่ราวไพรในป่าเสพเสนาสนะอันสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องน้อย ปราศจากหมู่ชนผู้เดินไปมาเป็นสถานที่ควรแก่การกระทำกรรมอันเร้นลับของมนุษย์ ควรแก่การหลีกเร้นยักษ์ชั้นสูงบางพวก มักสิงสถิตอยู่ในป่าเช่นนั้นยักษ์พวกใดมิได้เลื่อมใสในปาพจน์ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงถือเอาการรักษาอันชื่อว่า อาฎานาฏิยะ เพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใสเพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า
 องค์อธิบดีแห่งมวลยักษ์คือท่านท้าวเวสสุวัณมหาราช กราบบังคบทูลอย่างยืดยาวฉะนี้เมื่อทรงเห็นสมเด็จพระจอมมุนีทรงรับอาราธนาโดยพระอาการดุษณีแล้ว จึงกล่าว "อาฎานาฏิยะรักษา" ในเวลานั้น เป็นใจความว่า
 "ขอนอบน้อมแด่สมเด็จพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระจักษุผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธสิริขอนอบน้อม แด่สมเด็จพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์แก่มวลสัตว์ทุกถ้วนหน้าเป็นต้น"
 ครั้นตรัสอาฏานาฏิยะรักษาถวายสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าจบลงแล้ว องค์จอมเทพผู้พุทธสาวกได้กราบทูลขึ้นว่า
 "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ นี้แหละพระเจ้าข้า ย่อมเป็นไปเพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษาเพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสิกาทั้งหลายข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ และบัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีกิจมาก มีกรณียะมากจักขอทูลลาไปแล้ว พระเจ้าข้า"
 สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า
 "ดูกรมหาบพิตร ! ขอมหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควร ณบัดนี้เถิด"
 ลำดับนั้น ท่านท้าวมหาราชจอมเทพผู้มีมเหศักดิ์ทั้ง ๔เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะถวายอภิวาททำประทักษิณสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วอันตรธานไปในขณะนั้นเองฝ่ายยักษ์ทั้งหลาย เมื่อเห็นองค์อธิบดีแห่งตน เสด็จกลับแล้วก็จะกลับบ้างและในขณะที่พวกเขาจักกลับนี้ ก็แสดงกิริยาอาการต่างกันอีกคือ
 บางพวกลุกขึ้นแล้ว ถวายอภิวาททำประทักษิณสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วอันตรธานหายไป
 บางพวก ลุกขึ้นแล้วปราศรัยกถาพอให้ระลึกถึงกันกะสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วอันตรธานหายไป
 บางพวก ลุกขึ้นแล้วประณมอัญชลีไปทางที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วอันตรธานหายไป
 บางพวก ลุกขึ้นแล้วประกาศนามและโคตรของตนแก่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าแล้วอันตรธานหายไปในขณะนั้นเอง
 เรื่องที่เล่ามานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่าเหล่ายักษ์ทั้งหลายซึ่งมีกายเป็นทิพย์นับเนื่องเจ้าในเทพชั้นต่ำแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้มีปรากฏอยู่มากมายบางตนเป็นพวกยักษ์ร้าย บางตนเป็นยักษ์ผู้ดี เพราะมีสันดานแตกต่างกันแต่จะอย่างไรก็ตาม บรรดายักษ์ทั้งหลายย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพ และพวกเขาเหล่านั้นย่อมมีความจงรักภักดีและมีความเคารพยำเกรง ต่อท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีแห่งพวกตนเป็นยิ่งนัก