สวนสวรรค์
เมื่อจะกล่าวถึงทิพยสมบัติอันปรากฏมี
ณ แดนสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์นี้นอกจากไพชยนตปราสาทพิมานดังพรรณนามาแล้วก็ยังมีทิพยสมบัติอันประเสริฐอีกมากมายหลากหลายนักทั้งนี้ก็เพราะว่าสรวงสวรรค์ชั้นนี้เป็นที่สถิตอยู่แห่งเทพบุตรเทพธิดาผู้มีบุญญาธิการเป็นจำนวนมากทั้งท่านท้าวสักกะจอมเทพผู้เป็นประธานาธิบดีแห่งเหล่าเทพยดาทั้งหลายพระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งบุญสิริมีบุญญานุภาพมากมายทรงมีกมลหฤทัยฝักใฝ่ในการอันเป็นบุญกุศลอยู่เนืองนิตย์ทรงขวนขวายในกิจอันเป็นอัตหิตประโยชน์และปรหิตประโยชน์อยู่เสมอในเมื่อเทพยเจ้าทั้งปวง
ต่างก็มีบุญญาธิการเป็นอันมากเช่นนี้แดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงเจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์รู้กันว่าเป็นแดนที่อยู่อันแสนจะสนุกเป็นสุขสำราญเป็นสถานที่อันรื่นรมย์น่าชมน่าเที่ยวน่าทอดทัศนา
ฉะนั้น จึงปรากฏว่าโยคีฤาษีสิทธิทั้งหลายผู้ได้ฌานอภิญญาก็ดีหรือแม้แต่พระอริยเจ้าในพระบวรพุทธศาสนาผู้ได้บรรลุอภิญญาประกอบด้วยอริยฤทธิ์ก็ดีย่อมถือโอกาสมาเที่ยวชมแดนสรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์นี้อยู่เสมอ
ๆบรรดาทิพยสมบัติอันมีปรากฏอยู่ในสรวงสวรรค์ชั้นนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปก็คือ
สวนสวรรค์อุทยานทิพย์ ในสวรรค์ชั้นนี้มีอุทยานทิพย์อยู่มากมาย
เมื่อจะนับแต่อุทยานใหญ่ ๆ มีชื่อเสียง ก็มีอยู่ ๔อุทยานคือ
๑. นันทวันอุทยานทิพย์
ตั้งอยู่ในด้านทิศตะวันออกแห่งดาวดึงส์แดนสวรรค์
๒. จิตรลดาวันอุทยานทิพย์ตั้งอยู่ในด้านทิศตะวันตก
แห่งดาวดึงส์แดนสวรรค์
๓. สักวันอุทยานทิพย์ตั้งอยู่ในด้านทิศเหนือ
แห่งดาวดึงส์แดนสวรรค์
๓. ปารุสกวันอุทยานทิพย์ตั้งอยู่ในด้านทิศใต้แห่งดาวดึงส์แดนสวรรค์
สวนขวัญอุทยานทิพย์เหล่านี้เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์
สวยสดงดงามน่าสนุกสนานจะหาที่เปรียบปานในมนุษย์โลกเรานี้มิได้เลย
เพราะเป็นอุทยานทิพย์ในสรวงสวรรค์เต็มไปด้วย
สรรพรุกขชาตินานาพรรณ นอกจากนั้นก็มีสระโบกขรณีอันเป็นทิพย์มีน้ำใสดังแผ่นแก้วและดูรุ่งเรืองน่ารื่นรมย์และมีปาสาณศิลาคือก้อนหินศิลาล้วนแต่เป็นทิพย์มีรัศมีสวยรุ่งเรืองเลื่อมประภัสสรมีแท่นที่นั่งเล่นอันอ่อนนุ่มมีสีขาวสะอาดดุจดังใครมาแสร้งวาดไว้ให้พิจิตรสวยงามฝูงเทพบุตรเทพธิดาผู้มีความสุขทั้งหลาย
ย่อมพากันมาเล่นสนุกเป็นที่สุขใจเริงสราญในสวนสวรรค์อุทยานทิพย์เหล่านี้เป็นเนืองนิตย์มิได้ขาดเลย
พระเกศจุฬามณีเจดีย์
ณเบื้องสวรรค์เมืองฟ้าชั้นดาวดึงส์นี้
มีสถานที่สำคัญที่สุดอยู่แห่งหนึ่งสถานที่ที่ว่านี้ก็คือ
"พระจุฬามณีเจดีย์" ก็อันว่าพระจุฬามณีเจดีย์เจ้านี้เป็นเจดีย์ที่ทรงสัณฐานใหญ่ทรงไว้ซึ่งความประเสริฐวิเศษเป็นมโหราฬิกและศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ในทิศอาคเนย์คือทิศตะวันออกเฉียงใต้
แห่งไตรตรึงษ์เทพนครองค์พระเจดีย์เจ้านั้นแลดูสวยสดงดงามมีรัศมีรุ่งเรืองนักหนาเพราะว่าสร้างด้วยแก้วอินทนิลอันเป็นทิพย์ตั้งแต่กลางถึงยอดพระเจดีย์เจ้านั้นทำด้วยสุวรรณทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ผุดผ่องและประดับไปด้วยสัตตพิธรัตนะคือแก้ว
๗ ประการ ส่วนสูงทั้งหมดเมื่อกำหนดนับได้๘๐,๐๐๐ วา
มีปราการกำแพงทองคำเนื้อแท้ล้อมรอบทุกด้านเป็นจตุรทิศ กำแพงแต่ละทิศนั้นมีความยาวนับได้
๑๖๐,๐๐๐ วา
มีธงประดับนานาชนิดมีสีสันแตกต่างกัน บ้างเหลืองบ้างแดง บ้างขาว บ้างเขียว
แลดูงดงามสลับสลอนพรรณรายนักหนา ฝูงเทพยดาทั้งหลายบางพวกบางหมู่ถึงเครื่องดีดสีตีเป่าสังคีตสรรพดุริยางค์ต่าง
ๆมาบรรเลงถวายบูชาพระเจดีย์เจ้านั้นทุกวันมิได้ขาด
ด้วยว่าพระเกศจุฬามณีเจดีย์
อันสถิตประดิษฐานอยู่ ณเบื้องสรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้เป็นที่บรรจุสิ่งสำคัญอันหาค่ามิได้ไว้ถึง
๒ อย่างด้วยกันคือ
๑.พระเกศโมลี
แห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีประวัติความเป็นมาว่ากาลเมื่อพระพุทธองค์เจ้า
เสด็จออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ คือออกบรรพชา ครั้งนั้นพระองค์ทรงตัดมวยพระโมลีแล้ว
ทรงอธิษฐานว่า "ถ้าจะได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้วขอให้มวยพระเกศโมลีจงลอยขึ้นไปบนนภากาศเถิด
อย่าได้ตกลงมาสู่พื้นปฐพีเลย" คราทีนั้นสมเด็จพระอมรินทราราช
จึงทรงนำผอบทองคำมารองรับพระเกศโมลีนั้นแล้วทรงนำขึ้นมาบนดาวดึงส์สวรรค์สร้างพระเจดีย์นี้สำหรับบรรจุพระโมลีนั้น
๒.พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยมีประวัติความเป็นมาว่าเมื่อครั้งถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแห่งองค์สมเด็จพระสุคตเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วขณะที่ท่านโทณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แบ่งพระธาตุเปิดรางทองคำออกนั้นเหล่ากษัตริย์ทั้งหลาย
บรรดาที่จะได้รับส่วนแบ่ง ได้พร้อมกันมาประทับยืนอยู่ใกล้
ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมธาตุอันมีสีเหมือนทองคำต่างองค์ต่างก็ร่ำไห้รำพันอาลัยรักในสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคสัพพัญญูเจ้า
! เมื่อกาลก่อน
ข้าพระบาททั้งหลายได้เคยยลพระสรีระแห่งพระองค์อันทรงไว้ซึ่งพระมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการมีพระฉัพพรรณรังสีรุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ
แต่มากาลบัดนี้ควรฤามามีเพียงพระธาตุต่างพระพักตร์ไม่สมควรแก่พระองค์เลย"
ฝ่ายโทณพราหณ์ผู้ทำหน้าที่ใหญ่ครั้นเห็นกษัตริย์เหล่านั้น
พิลาพร่ำถึงพระบรมครูอยู่ดังนั้น ก็พลันฉุกคิดจึงแยกพระเขี้ยวไว้เสียต่างหากจากพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่นแล้วเก็บไว้ในผ้าโพกศรีษะแห่งตนแล้วสาละวนในการจัดแบ่งพระบรมธาตุออกเป็น
๘ ส่วน เพื่อถวายกษัตริย์เหล่านั้นต่อไปกล่าวฝ่ายสมเด็จพระอมรินทราธิราชจอมเทพผู้มีความเลื่อมใสในพระสัพพัญญูเจ้าอย่างลึกซึ้งได้เสด็จมาสังเกตการณ์อยู่ด้วยพระทัยประสงค์จะได้พระบรมธาตุเหมือนกันครั้นทรงเห็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาอันประเสริฐเช่นนั้น
เจ้าสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ก็อัญเชิญพระบรมธาตุจากผ้าโพกศีรษะของพราหมณ์เฒ่านั้นลงสู่ผอบทองคำทิพย์อีกทอดหนึ่ง
ด้วยกิริยาอันเลื่อมใสยิ่งแล้วรีบเสด็จเอามาประดิษฐานบรรจุไว้
ณพระเกศจุฬามณีเจดีย์นี้
เมื่อพระเกศจุฬามณีเจดีย์บรรจุซึ่งสิ่งสำคัญอันหาค่ามิได้ไว้ถึง
๒ อย่างดังนี้ ฉะนั้นจึงปรากฏว่าเหล่าเทพยดาทั้งหลายต่างก็มีความเลื่อมใสเคารพบูชาในองค์พระมหาเจดีย์เจ้านี้เป็นยิ่งนักสำหรับองค์ท้าวสักกะจอมเทพนั้นแทบจะมิต้องกล่าวถึงก็ได้ว่าพระองค์ทรงมีประปสาทเลื่อมใสเพียงใด
ทุกวารวันพระองค์พร้อมด้วยเทพบริวารทั้งหลายมีพระหัตถ์ถือดอกไม้ธูปเทียนของทิพย์สุคนธชาติไปถวายบูชาพระเจดีย์เจ้าแล้วทรงกระทำประทักษิณเวียนรอบเสมอเป็นนิตยกาลนอกจากนั้นแล้วเทพเจ้าทั้งหลายผู้สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์ชั้นอื่น
ๆเช่นท่านท้าวจาตุมหาราชแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิและเหล่าเทพยดาในสวรรค์ชั้นสูงคือชั้นยามาชั้นดุสิตสวรรค์
เช่นพระศรีอารยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เป็นต้นต่างก็พากันมานมัสการบูชาพระเจดีย์เจ้านี้เสมอมิได้ขาด
ปาริชาติ
นอกเหนือไตรตรึงษ์เทพนครออกไปทางทิศอีสานคือ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุทยานทิพย์อยู่แห่งหนึ่งซึ่งมีนามปรากฏว่า "ชื่อว่า
"ปาริชากัลปพฤกษ์" และใต้ต้นไม้ทิพย์นั้นมีแท่นศิลาแก้วอันหนึ่ง
ซึ่งปรากฏปุณฑริกวัน"เป็นสวนขวัญอุทยานทิพย์มีบริเวณกว้างใหญ่ยิ่งนัก
มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้านกลางสวนนั้นมีไม้ทองหลางใหญ่อันเป็นทิพย์อยู่ต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์อันปรากฏมีชื่อเสียงเลื่องลือโดยนามว่า
"บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์"เป็นแท่นทิพย์มีสีแดงดังดอกชบาและมีลักษณะอ่อนนุ่มดังผ้าฟูกหรือหงอนแห่งพญาราชหงส์ทองเมื่อสมเด็จพระอมรินทราธิราชประทับนั่งพักผ่อนพระอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลานี้แล้วแท่นศิลาอันเป็นทิพย์ประเสริฐนี้
ก็จะมีลักษณะการอ่อนยุบลงไปและเมื่อพระองค์เสด็จลุกขั้น
แท่นศิลานี้ก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิมเป็นแท่นศิลาที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์เพราะยุบลงได้และฟูขึ้นได้เองโดยธรรมชาติอย่างนี้ตลอดกาล
ส่วนไม้ปาริชาตินั้นต่อกาลนับได้ ๑๐๐ ปี
จึงมีดอกบานครั้งหนึ่ง และเมื่อถึงคราวดอกไม้สวรรค์นี้จะบานฝูงเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย
ต่างก็พากันรื่นเริงยินดีเป็นนักหนาย่อมผลัดเปลี่ยนเวรเวียนกันอยู่เฝ้า
จนกว่าดอกไม้นั้นจะบานครั้งดอกไม้สวรรค์นั้นบานแล้วย่อมปรากฏมีแสงอันรุ่งเรืองงดงามนักหนารัศมีแห่งดอกปาริชาตนั้น
ย่อมเรือง ๆไปไกลได้หลายหมื่น เมื่อลมรำเพยพัดพาไปทางทิศใด
ย่อมส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทางทิศนั้นเป็นระยะไกลสุดไกล
เพราะมิใช่ดอกไม้ดอกเดียว โดยที่แท้เป็นดอกไม้หลายหลากนักหนาบานสะพรั่งตลอดหมดทั้งต้นทุกกิ่งทุกก้าน
ฝูงเทพยดาทั้งหลายเมื่อต้องการดอกไม้นั้นก็มิพักต้องขึ้นไปสอยไปเก็บให้เหนื่อยยาก
หากแต่เพียงแต่เข้าไปใต้ต้นดอกปาริชาตนั้น
ก็จะหล่นตกลงมาถึงมือเอง ประดุจดังจะรู้จิตใจของเขาถ้าเขายังทันได้รับก่อนแล้วไซร้ดอกไม้สวรรค์ก็หาพลันตกลงถึงพื้นไม่เพราะมีลมชนิดหนึ่ง
พัดชูดอกไม้นั้นเข้าไว้บนอากาศมิให้ตกถึงพื้นจนกว่าเทพยดาผู้ต้องประสงค์นั้น
จะรับเอา เพื่อความเข้าใจดีในเรื่องนี้พึงทราบจากพระพุทธฎีกา
อันมีปรากฏในปาริฉัตตกสูตร๒ดังต่อไปนี้ว่า
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย !
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์มีใบเหลือง สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างพากันดีใจว่า
"เวลานี้ต้นปาริชาตกัลปพฤกษ์มีใบเหลืองแล้วอีกไม่นานเท่าไร
ก็จักผลัดใบใหม่"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัดใบใหม่สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างก็พากันดีใจว่า
"เวลานี้ต้นปาริชาตกัลปพฤกษ์กำลังผลัดใบใหม่แล้ว
อีกไม่นานเท่าไรก็จักผลิดอกออกใบ"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลิดอกออกใบแล้ว
สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างก็พากันดีใจว่า "เวลานี้
ต้นปาริชาตผลิดอกออกใบแล้วอีกไม่นานเท่าไรก็จักเป็นดอกเป็นใบ"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์ของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบแล้วสมัยนั้น
เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ก็พากันดีใจว่า "เวลานี้ปาริชาตกัลปพฤกษ์เป็นดอกเป็นใบแล้ว
อีกไม่นานเท่าไรก็จักเป็นดอกตูม"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูมแล้ว
สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ต่างก็พากันดีใจว่า "เวลานี้ปาริชาตกัลปพฤกษ์ออกดอกตูมแล้วอีกไม่นานเท่าไร
ก็จักเริ่มแย้ม"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์เริ่มแย้มแล้ว
สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ต่างก็พากันดีใจว่า
"ปาริชาตกัลปพฤกษ์เริ่มแย้มแล้วอีกไม่นานเท่าไร
ก็จักบานเต็มที่"
สมัยใดปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว
สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ต่างพากันดีใจเป็นนักหนาเอิบอิ่มพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณทั้ง
๕ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนทิพย์ ณควงไม้ปาริชาตกัลปพฤกษ์
ก็เมื่อดอกปาริชาตกัลปพฤกษ์บานที่นั้น จะแผ่รัศมีไปได้ ๕๐โยชน์ในบริเวณรอบ ๆ
จะส่งกลิ่นไปตามลมได้ ๑๐๐ โยชน์ อานุภาพแห่งปาริชาตกัลปพฤกษ์มีดังนี้
สุธรรมาเทวสภา
ณที่ไม่ไกลจากปาริชาตต้นไม้สวรรค์เท่าใดนัก
มีศาลาใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งปรากฏนามว่า "สุธรรมาเทวสภา"
เป็นศาลาทิพย์อันงามตระหว่านประเสริฐนักมีปริมณฑลกว้างขวางใหญ่โตพื้นศาลานั้นแล้วไปด้วยแก้วผลึก
ประดับไปด้วยสัตตพิธรัตนะแก้ว ๗ ประการคือสุวรรณปราการกำแพงทองล้อมรอบ
และ ณ ที่ใกล้กำแพงนั้นมีดอกไม้สวรรค์วิเศษอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งปรากฏนามว่า "อสาพติ" ดอกไม้ชนิดนี้กว่าจะบานก็เป็นเวลานานนัก
ครบถ้วนเวลา ๑,๐๐๐ ปี จึงจะบานสักครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาดอกไม้นี้บานแล้วย่อมจะส่งกลิ่นอบอวล
หอมหวนนักหนา ฝูงเทพยดาทั้งหลายเขาย่อมเปลี่ยนเวรกันอยู่เฝ้า
ด้วยว่าเทวดาทั้งปวงนั้นเขามีจิตผูกพันรักดอกไม้เป็นยิ่งนัก
ภายในศาลาสุธรรมาซึ่งเป็นที่ประชุมฟังธรรมของเหล่าเทพยดาผู้สัมมาทิฐิทั้งหลายนั้นมีธรรมาสน์แก้วสวยงามวิจิตรงดงามตระการตานัก
มีความกว้างใหญ่หลายวาเป็นธรรมาสน์ประจำตั้งอยู่ที่ศาลานั้น
นอกจากนี้ ก็มีเทวราชอาสน์อันเป็นทิพย์ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งสดับธรรมของสมเด็จพระอมรินทร์จอมเทพต่อจากนั้นก็มีเทวอาสน์ที่นั่งของเทพเจ้าผู้เป็นพระสหายของพระองค์ต่อจากนั้นก็เป็นอาสนะที่นั่งแห่งปวงเทพเจ้าทั้งหลาย
ลดหลั่นกันลงไปตามฐานานุศักดิ์เมื่อจักพรรณนาถึงความรื่นรมย์แล้ว
ภายในสุธรรมาเทวสภานี้ย่อมมีความรื่นรมย์หาที่ใดจักเปรียบปานมิได้อบอวลหอมหวนไปด้วยกลิ่นดอกไม้สวรรค์นานาชนิดอยู่ตลอดกาล
ได้ทราบว่า สถานที่นี่เป็นที่น่ารื่นรมย์ชวนชมกว่าแห่งอื่นในสรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์ผู้ที่มีฤทธิ์วิเศษมีโอกาสไปถึงและได้เห็นมาแล้วเมื่อมาพบเห็นที่ใดที่หนึ่งอันน่ารื่นรมย์ในมนุษย์โลกเรานี้มักจะอุทานวาทีเปรียบเปรยว่า
"รื่นรมย์เหมือนสุธรรมาเทวสภา"ด้วยประการฉะนี้
ทางไปดาวดึงส์สวรรค์
เมื่อได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่แห่งทวยเทพเหล่าชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังกล่าวมาแล้ว
ต่อไปนี้เราก็ควรจะทราบถึงกรณีสำคัญ คือปัญหาที่ว่า
"การที่จะได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเทพยดา
เสวยทิพย์สมบัติเป็นสุขอยู่ ณแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น
จักต้องทำประการใดบ้าง"
"สร้างเสบียง"นี่คือคำตอบสั้น
ๆ ง่าย ๆ โดยมีอรรถาธิบายว่า "ต้องสร้างเสบียง กล่าวคือบุญกุศลต้องพยายามทำตนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
ห้ามตนไม่ให้ทำกรรมหยาบช้าลามกความสกปรกแห่งกายวาจาใจอย่าให้บังเกิดมีจงอุตสาหะก้มหน้ากระทำแต่กัลยาณกรรมความดี