วิมานปริทรรศน์


 วิมานวัตถุคือ เรื่องวิมานทั้งหมดนี้มีรวมกันถึง ๑๓๓ วิมานมีประเด็นที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นหลายประการเช่น

 ๑. ลักษณะของวิมาน ส่วนมากจะพูดถึงวัสดุที่นำมาใช้เป็นวิมานเป็นของประเภทอัญมณี เช่น แก้วมณี ทอง เงิน แก้วผลึก เป็นต้นฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่สิ่งเหล่านั้นจะมามากถึงขนาดมาสร้างเป็นวิมานได้เรื่องนี้อาจจำแนกออกเป็น ๒ ประเด็น คือ
 ๑.๑ วิมานเหล่านั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งบุญถ้าประเด็นนี้ต้องยอมรับในฐานะที่เป็นกัมมวิปากวิสัย คือวิสัยแห่งกรรมเป็นอจินไตยคือไม่อาจคิดเดาได้ เช่นเดียวกับไม่อาจหาคำตอบได้ว่า ทำไมปลาจึงอยู่ในน้ำได้นกบินในอากาศได้ นอกจากจะพูดว่าเป็นเรื่องของกัมมโยนิคือกำเนิดเกิดจากกรรม
 ๑.๒ ในแง่ของแร่ธาตุเราจะพบว่าพวกอัญมณีทั้งหลายที่มีค่ามากนั้น เพราะเป็นของมีน้อยและคนไปกำหนดค่าให้มัน แต่ถ้าในโลกธาตุอื่น ๆ แร่ธาตุเหล่านี้มีมากเหมือนโลกมนุษย์เรามีทรายมาก การจะสร้างบ้านเรือนด้วยสิ่งเหล่านั้นจึงกลายเป็นของธรรมดาสำหรับสิ่งมีชีวิตในโลกธาตุนั้นแต่กลายเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อสำหรับโลกธาตุที่มีสิ่งเหล่านั้นน้อยเหมือนคนร่ำรวยเลี้ยงสุนัขด้วยอาหารอย่างดีกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนจน ที่จะนำอาหารเช่นนั้นไปเลี้ยงสุนัขเพราะแม้แต่ตนเองยังหากินก็ไม่ได้เลยฉะนั้น

 ๒. วิมานต่าง ๆที่ท่านบอกไว้ว่าใหญ่โตมาก ที่แปลกคือ คล้าย ๆ กับใช้เป็นยานพาหนะได้ด้วยคือเมื่อต้องการ ให้เลื่อนลอยไปในที่ใด ก็สามารถไปได้ ๒ วิธี คือ เลื่อนลอยไปแบบยานและอันตรธานไปจากที่นั้น ไปปรากฏในที่ซึ่งตนต้องการไปได้ทันทีความกว้างใหญ่ของวิมานเกิดขึ้นจากปริมาณของบุญเหมือนความใหญ่โตของบ้านคนเกิดขึ้นจากปริมาณของเงินที่ใช้ก่อสร้างและการสามารถไปในที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการนั้น เราพอจะเห็นได้ว่าคนเราถ้ามีอำนาจวาสนาบารมีเงินทองมากจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาเป็นเครื่องเปรียบเทียบได้ เช่นจะไปไหนมาไหนก็ไม่ลำบากเรื่องการเดินทาง เป็นต้น

 ๓. ความสวยงามของวิมานและเครื่องประดับวิมาน จะเป็นการสะท้อนออกซึ่งผลทาน เป็นต้นที่คนเหล่านั้นได้กระทำไว้ในอดีตชาติ เช่น ถวายตั่งก็มีวิมานตั่งเลื่อนลอยไปได้ถวายมะม่วงมีสวนมะม่วง ถวายแกงปู มีรูปปูทองคำเป็นสัญลักษณฺ์แห่งผลบุญ เป็นต้นผลที่เกิดขึ้นจากการให้จึงออกมาในรูปของปฏิกิริยาซึ่งออกมาสัมพันธ์กับกิริยาที่แสดงออกไปอย่างที่ทรงแสดงไว้ว่า
 การให้ข้าวชื่อว่าให้กำลังการให้ยานชื่อว่าให้ความสุข การให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณการให้ประทีปชื่อว่าให้แสงสว่าง แต่บุคคลใดให้ที่อยู่อาศัยผู้นั้นชื่อว่าให้ทุกอย่าง เป็นต้น

 ๔.การพบเห็นวิมานเป็นเรื่องประจักษ์ ของท่านผู้เห็นเหล่านั้นและไม่ว่าใครจะเป็นคนเห็นวิมานเหล่านั้นก็ตามจะนำเรื่องที่ได้พบเห็นมากราบทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อทรงยืนยันถึงผลแห่งการทำความดีนั้น ๆ ว่า เป็นเหตุให้เกิดวิมานจริงหรือ ? พระพุทธองค์จะทรงยืนยันทั้งส่วนที่เป็นเหตุให้บังเกิดในวิมานและความมีอยู่ของวิมานเหล่านั้นเรื่องวิมานจึงเป็นเรื่องที่เกิดด้วยอำนาจกัมมวิปากวิสัย รู้เห็นได้ด้วยท่านไปพบเห็นวิมานเหล่านั้นด้วยอิทธิวิสัยพระพุทธเจ้าทรงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องวิมานเหล่านั้นด้วยพุทธญาณ คือความรู้ของคนระดับพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นพุทธวิสัย
 แต่ที่ควรสังเกตไว้คือท่านที่ไปเกิดในวิมานนั้นเป็นการเสวยผลบุญอดีตเหมือนคนที่ในวัยหนุ่มสาวได้สร้างฐานะต่าง ๆ จนเป็นหลักฐานมีทรัพย์สมบัติเก็บสะสมไว้มาก ย่อมได้รับความนอนใจ สบายใจ ไม่เดือดร้อนสามารถไปท่องเที่ยวหาความสำราญได้ เพราะไม่มีปัญหาที่จะต้องวิตกกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายเงินทองที่จะนำมาสนองความต้องการของตนได้โดยไม่มีความเดือดร้อนฉะนั้น

บทที่ ๓
 
มูลเหตุสำคัญที่นำให้บังเกิดในวิมานบนสรวงสวรรค์

อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
 การบริจาคทานด้วยจิตใจเลื่อมใสมีความเคารพในทานและผู้รับภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ คือ
 - วัตถุสัมปทา สมบูรณ์ด้วยวัตถุ คือท่านผู้รับที่เรียกว่าเป็นทักขิไณยบุคคล มีพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล ทั้งส่วนที่เป็นปาฏิปุคคลิกทานคือทานที่เจาะจงบุคคล แต่ที่มีผลมากคือ การขอพระจากสงฆ์โดยไม่เจาะจงใครแล้วถวายเป็นสังฆทาน
 - ปัจจสัมปทาสิ่งที่นำมาบริจาคนั้นต้องได้มาโดยธรรมถูกต้องตามธรรม อาจจะเป็นของมีค่าน้อยหรือมากประณีตหรือไม่ประณีตก็ตาม แต่ในประเด็นนี้มีข้อที่ควรตระหนักไว้คือของนั้นจะต้องไม่เลวกว่าสิ่งที่ตนบริโภค เพราะท่านจัดประเภทของทานออกเป็น สามีทานคือให้ของที่ประณีตกว่าที่ตนบริโภค สหายทาน ให้ของประเภทเดียวกับที่ตนบริโภค ทาสทานให้ของเลวกว่าที่ตนบริโภค ผลนั้นมีแต่เป็นผลแบบที่ เสริสสกเทพบุตรได้เพราะการให้วัตถุที่เลวในชาติที่เป็นพระเจ้าปายาสิ
 - เจตนาคือความสมบูรณ์ด้วยเจตนาที่เกิดสืบเนื่องมาจากศรัทธา และบุคคลสามารถรักษาเจตนาทั้ง๓ กาลของตนไว้ได้ไม่ให้เกิดความเสียดายหรือความเศร้าหมองบังเกิดขึ้นภายในใจคือ
 ๑. บุพพเจตนาก่อนที่จะให้ก็มีความศรัทธาเลื่อมใสจิตใจสะอาดปราศจากตระหนี่หวงแหน
 ๒. มุญจเจตนากำลังให้ทานอยู่ก็มีความปลาบปลื้มยินดีในกุศลกรรมของตน
 การรักษาศีลด้วยความสำนึกถึงคุณค่าของศีลและเห็นว่าการรักษาศีลเป็นความดี ไม่ยอมละเมิดศีลแม้ว่าตนจะประสบทุกข์ทรมานหรืออาจจะถึงตายก็ตาม อย่างโจร ๕๐๐คนที่รักษาศีลได้เพียงครู่เดียวชาวบ้านก็มาฆ่าตาย พวกท่านเหล่านั้นไม่ยอมละเมิดศีลทำให้เกิดในสวรรค์ได้
 ๓ การประพฤติธรรมเช่นมีศรัทธา หิริ ความซื่อตรง ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา มีเมตตา สัมมาอาชีวะสทารสันโดษ ปติวัตร พูดคำสัตย์ คำไพเราะอ่อนหวาน คำสมานสามัคคี และคำที่มีประโยชน์ไม่มักโกรธ ไม่ริษยา ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป
 อปจายนมัยคือการประพฤติอ่อนน้อมต่อวัตถุ เช่นเจดีย์ สถานต่าง ๆ บุคคลเช่น วุฑฒบุคคลคือท่านผู้เจริญด้วยวัย เจริญด้วยชาติและเจริญด้วยคุณความดีบางคราวรุนแรงมาก็ไม่โกรธตอบ เช่น ลูกสะใภ้ไม่โกรธตอบต่อแม่สามีที่กระทำรุนแรงต่อตน คนใช้ไม่ประทุษร้ายตอบต่อนาย เป็นต้น
 เวยยาวัจมัยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานที่ชอบธรรม เช่นช่วยสรงน้ำให้พระสารีบุตรของเทพบุตรตนหนึ่งการช่วยจัดดอกไม้ที่เขาจัดไว้ไม่เรียบร้อย การช่วยบอกกล่าวเรื่องบุญกุศลชักชวนชาวบ้านให้ทำบุญให้ทาน ช่วยบอกทางเดินให้คนเดินทางช่วยทำงานที่เป็นกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ เป็นต้น
 ๖ ปัตติทานมัยการให้ส่วนบุญที่ตนกระทำแล้วแก่คนอื่น อาจทำด้วยการบอกให้หรือการกรวดน้ำให้ อย่างที่เราเรียกว่า ทำบุญอุทิศส่วนกุศลการทำบุญประเภทนี้จัดเป็นประเภทธรรมทาน คือการให้ความดีที่ตนกระทำบุญที่ตนกระทำมิได้สิ้นเปลืองไปอย่างให้วัตถุ แต่เป็นการเพิ่มบุญของตนให้สูงขึ้นเพราะได้กระทำบุญมากขึ้นจากบุญที่เป็นเหตุให้ตนอุทิศส่วนกุศลให้เขา
 ปัตตานุโมทนามัยการพลอยแสดงความชื่นชมยินดีในการทำความดีของคนอื่นอันเกิดขึ้นจากการขจัดริษยาให้ออกไปเช่นการอนุโมทนากุศลที่นายอุทยานบาลกระทำของพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น
 ธัมมเทสนามัยการแสดงธรรม หมายถึงการแนะนำชักชวนให้คนรู้จักผิดชอบชั่วดีเพื่อให้ละความชั่วประพฤติความดี เป็นการกระทำที่ต้องประกอบด้วยกุศลเจตนาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เขาเป็นที่ตั้ง ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์เพื่อตนอย่างที่ทรงแสดงว่า "สงเคราะห์เขาด้วยน้ำใจอันงาม" อานิสงส์จากการกระทำเช่นนี้มีมากเพราะทรงแสดงไว้ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวงแต่ในทำนองเดียวกัน หากมีการบิดเบือนธรรม แสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่ใช่เป็นต้นผลแห่งบาปกรรมก็แรงมาก เช่น เรื่องปลากปิละ
 ธัมมสวนมัยการฟังธรรมด้วยความเคารพซึ่งในการฟังธรรมนี้บางคราวคนฟังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ใจกำหนดว่า "นี่เป็นเสียงแห่งธรรม แล้วฟังด้วยความเคารพเท่านั้น"สามารถส่งผลให้เกิดในสวรรค์ได้ เช่น มัณฑุกวิมานที่เล่าเรื่องการฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง และเทพบุตร ๕๐๐องค์ที่ฟังพระสาธยายอภิธรรม ในสมัยที่ตนเกิดเป็นค้างคาวอยู่ในถ้ำด้วยความสำคัญว่านี่เป็นเสียงธรรมเท่านั้น ตายไปในขณะฟังธรรม แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ ตามหลักที่ทรงแสดงว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมองย่อมหวังสุคติได้การฟังธรรมอำนวยผลช่วงหนึ่งแต่การปฏิบัติธรรมกลับเพิ่มอานิสงส์สูงขึ้นไปอีก
 ๑๐สัมมาทิฏฐิมีปัญญาเห็นชอบ ในชั้นของกัมมสกตาสัมมาทิฏฐิคือปัญญาอันเห็นชอบในการที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือการยอมรับว่าเจตนาที่บุคคลทำไปทางกายวาจาและใจนั้นเป็นกรรมผลที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบล้วนมาจากการกระทำของตน และยอมรับความมีอยู่แห่งผลของทาน ศีลยัญ การบวงสรวง การทำดีทำชั่ว โลกนี้โลกหน้า มารดา บิดา โอปปาติกะและบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ จนได้สัมผัสผลในชั้นต่าง ๆจนถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นต้น
 ให้สังเกตว่าท่านบอกอานิสงส์เหล่านี้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสร้างภพชาติให้ประณีตขึ้น สำหรับผู้ยังเวียนว่ายในสังสารวัฏคือยังต้องทำบุญทำบาปอยู่การกระทำที่นำคนไปสู่สวรรค์จึงเป็นเรื่องของบุญกิริยาวัตถุ เป็นหลักเมื่อดูองค์ธรรมที่นำไปสู่สุคติอย่างที่นำมาเรียงไว้ อาจจะมีความรู้สึกว่ามากไปยากที่จะปฏิบัติให้สมบูรณ์ได้ แต่เมื่อว่าโดยหลักของการปฏิบัติแล้วมูลฐานสำคัญที่จะนำไปสู่สุคติอยู่ที่ "สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอันเห็นชอบในชั้นกัมมสกตาสัมมาทิฏิ เป็นต้นไป เมื่อใจของคนประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิแล้ว ข้อปฏิบัติอีก๑๑ ข้อข้างต้นจะเป็นไปเอง เพราะการกระทำเหล่านั้นเป็นผลสะท้อนออกไปจากจิตที่ประกอบด้วยความเห็นชอบทั้งนั้น"
 เหมือนคนที่ไม่ต้องการติดคุกต้องการอยู่เป็นสุขในชีวิตไม่จำเป็นจะต้องรู้กฎหมายอะไรมากนัก ขอเพียงแต่ยึดหลักว่า "เราจะเป็นพลเมืองดี"ไว้เท่านั้น พฤติกรรมที่แสดงออกจะเป็นสุจริตเองโดยอัตโนมัติตราบเท่าที่เขายังสำนึกว่าตนจะเป็นพลเมืองดีอยู่ฉันใดสัมมาทิฏฐิภายในใจคนจะควบคุมความประพฤติของคนให้ดำเนินไปในครรลองแห่งสุจริตธรรมเช่นเดียวกันฉันนั้น

 ๖.อายุของความเป็นเทวดา เฉพาะที่ปรากฏในวิมานวัตถุนี้ มีอยู่ ๒วิมานที่แสดงว่าอายุยืนมากเหลือเกินคือคุตลวิมาน
 เทพธิดาในวิมานเหล่านี้มีรวมกัน ๓๘ วิมานพระโมคคัลลานเถระไปพบ สอบถามถึงบุพพกรรมของเทพธิดาแต่ละองค์ปรากฏว่าล้วนแต่เป็นผลของการให้ทานไม่มากนัก แต่ให้ด้วยจิตเลื่อมใสมีความเคารพสมบูรณ์ด้วยปัจจัยและเจตนาที่กล่าวแล้วเมื่อพระโมคคัลลานเถระนำมากราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์รับสั่งเทพธิดาเหล่านั้นบอกแก่เธออย่างไร ได้บอกแก่เราในชาติที่เราเป็นคุตติลบัณฑิตฉะนั้นเรื่องคุตติลบัณฑิตอยู่ในชาดก ไม่ได้บอกว่าเป็นชาติที่เท่าไรเมื่อนับย้อนขึ้นไปจากพระชาติที่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ที่แน่นอนคือต้องเป็นพระชาติก่อนจากทศชาติแสดงว่าท่านอยู่ในวิมานนานเหลือเกิน
 เทพบุตรในอเนกวัณณวิมานที่เป็นผลเกิดจากการบวชมา ๗ พรรษา บูชารัตนเจดีย์และช่วยชักชวนแนะนำคนให้บูชาพระเจดีย์ ความดีเหล่านี้ทำมาแต่สมัยที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสในศาสนาของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า "สุเมธ"ซึ่งนับจากพระพุทธเจ้าของเราย้อนขึ้นไปเป็นองค์ที่ ๑๖ นานกว่า ๓๘ วิมานก่อนเสียอีกอะไรเป็นตัวกำหนดความยืนยาวแห่งอายุเช่นนี้ ?
 เมื่อดูจากพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในที่ต่าง ๆทำให้ได้หลักว่า "การให้ทาน ไม่เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ และฆ่าสัตว์พร้อมกับมีเมตตากรุณาต่อสัตว์" เป็นตัวกำหนดความยืนยาวแห่งอายุทิพย์และอายุของมนุษย์ทั้งหลาย

 ๗. การจุติคือ เคลื่อนจากวิมานของเทพบุตรเทพธิดานั้น ท่านแสดงว่ามีเหตุ ๔ คือ
 ๗.๑ อายุกฺขเยนเพราะสิ้นอายุ
 ๗.๒ ปุญฺญกฺขเยนเพราะสิ้นบุญสนับสนุน
 ๗.๓ อาหารกฺขเยนเพราะสิ้นอาหาร
 ๗.๔ โกเปนเพราะความโกรธ
 ก่อนเทพบุตรเทพธิดาจะจุติท่านบอกว่าปรากฏบุพพนิมิตให้เห็นก่อนว่า กำลังจุติคือ
 "ทิพยบุปผาที่ประดับกายเหี่ยวแห้งทิพยพัตราภรณ์ที่ทรงมีสีเศร้าหมอง เกิดมีพระเสโทไหลออกจากรักแร้พระสรีระกายปรากฏอาการชราให้เห็น มีพระทัยกระสันเป็นทุกข์ เหนื่อยหน่ายในเทวโลกไม่ได้มีความยินดีในทิพยสมบัติเหมือนเดิม"

 ๘. เทวดาที่จะจุตินั้นหากสร้างบุญกุศลเพิ่มขึ้น ก็อาจรักษาสถานะเดิมไว้ได้ เช่นท้าวสักกเทวราชจุติและอุบัติเป็นท้าวสักกเทวราชอีก หลังจากฟังพระธรรมเทศนาสักกปัญหสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ณ อินทศาลคูหา กรุงราชคฤห์บางองค์จุติจากสวรรค์แล้วตกนรกเลยก็มี หรือเกิดเป็นมนุษย์ เทพในระดับที่ต่ำหรือสูงขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามอำนาจแห่งกรรมคติของเทวดาจึงไม่น่ายินดีอะไรมากนักเพราะเป็นเพียงการเสวยผลในช่วงหนึ่งจากเหตุที่ตนประกอบไว้เท่านั้น

 ๙.น่าสังเกตว่า พระอริยบุคคลระดับเดียวกัน คือเป็นพระโสดาบันด้วยกัน เช่นพระเจ้าพิมพิสารเกิดเป็นชนวสภยักษ์ชั้นจาตุมหาราชิกาแต่นางวิสาขามหาอุบาเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีท่านบอกว่าเป็นไปตามความพอใจที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น ๆ ก่อนตายเหตุให้เกิดวิมานเหล่านี้จะพบว่า คนเราอาจสร้างวิมานขึ้นภายในบ้านด้วยการปฏิบัติธรรมดังกล่าว และอาจจะเป็นเทพบุตรเทพธิดาในร่างมนุษย์ได้ด้วยการที่มีหิริโอตตัปปะ โดยไม่ต้องรอคอยเป็นเทพบุตรเทพธิดาในชาติหน้า.

บทที่ ๔

ภูมิของเทวดา


 เทวภูมิปฏิปทาคือหนทางดำเนินไปสู่เทวภูมิหรือเทวโลก ซึ่งมีปรากฏในมหาสีหนาทสูตรดังต่อไปนี้

มหาสีหนาทสูตร


 ดูกรพระสารีบุตร!เราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลายทางอันยังสัตว์ให้ไปถึงเทวโลกและปฏิปทาที่จะยังสัตว์ให้ไปถึงเทวโลก อนึ่งสัตว์ผู้ปฏิบัติประการใดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
 ดูกรพระสารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างว่าบุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นและขึ้นสู่หนทางนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์สามัญ
 ดูกรพระสารีบุตร! เปรียบเหมือนปราสาทในปราสาทมีเรือนยอด ซึ่งฉาบทาดีแล้ว มีวงกรอบอันสนิท หาช่องลมมิได้มีบานประตูและหน้าต่างปิดสนิทดีในเรือนยอดนั้น มีบัลลังก์อันนาด้วยผ้าโกเชาว์ขนยาวลาดด้วยขนแกะสีขาว ลาดด้วยขนเจียมเป็นแผ่นทึบ มีเครื่องลาดอย่างดี ทำด้วยหนังชะมดมีเพดานกั้นในเบื้องบน มีหมอนแดงวาง ณ ข้างทั้งสอง ลำดับนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งมีเนื้อตัวถูกความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำ มีความเหน็ดเหนื่อยสะทกสะท้านหิวกระหาย เดินทางมุ่งหน้ามาสู่ปราสาทนั่นแหละ โดยมรรคาสายเดียวบุรุษผู้มีตาดี เห็นเขาเข้าแล้ว ย่อมมีใจกรุณากล่าวแนะนำอย่างนี้ว่า
 " บุคคลปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นจักมาถึงปราสาทนั้นอย่างแน่นอนทีเดียวหนา"
 โดยสมัยต่อมาบุรุษผู้มีตาดีนั้น ย่อมเห็นชายคนนั้น นั่งหรือนอนบนบัลลังก์ ในเรือนยอดปราสาทนั้นเสวยสุขเวทนา โดยส่วนเดียว อุปมานี้ฉันใด
 ดูกรพระสารีบุตร!เราตถาคตก็เป็นเช่นเดียวกัน คือย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจว่า
 "บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"
 โดยสมัยต่อมา เราตถาคตได้เห็นบุคคลนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติโลกสวรรค์ เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ดังนี้
 พระพุทธฎีกา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเล่าให้พระสารีบุตรมหาขีณาสพเจ้าองค์อัครสาวกผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอย่างยอดเยี่ยมฟัง ตามที่ได้อัญเชิญมานี้ย่อมจักเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราซึ่งมีมรณธรรมคือมีความตายเป็นธรรมดาและได้ล้มหายตายจากมนุษย์โลกไปทุก ๆ วัน ดังที่เราท่านเห็นกันอยู่นี้เมื่อตายไปแล้ว ใช่ว่าจะไปอยู่เมืองผีปิศาจ หรือขาดสูญหายไปเฉย ๆดังที่หมู่ชนโดยมากเข้าใจกันอยู่ ก็หามิได้ โดยที่แท้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลกนี้ มนุษย์คนใด ประพฤติตนนำชีวิตตนให้ดำเนินไปตามปฏิปทาทางไปสู่เทวโลกหรือโลกสวรรค์แล้ว มนุษย์ผู้นั้นก็ย่อมไม่แคล้วที่จักได้ไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาเสวยสุขสมบัติอยู่ในสรวงสวรรค์ฉะนั้นความสงสัยซึ่งมักจะปรากฏขึ้นในใจของคนทั้งหลายอยู่เสมอว่า "มนุษย์เราตายไปแล้วจักได้ไปเกิดเป็นเทพยดานั้นหรือ และสวรรค์วิมานที่คนโบราณมักชอบพรรณนาให้วิจิตรพิสดารต่าง ๆ นั้น หลับหูหลับตาว่าเอาเองกระมัง"ความสงสัยดังกล่าวมานี้ หากมีศรัทธาได้สดับพระพุทธฎีกานั้นแล้วก็คงจะหลุดล่วงออกไปจากดวงใจได้บ้างไม่มากก็น้อย

ประเภทแห่งเทพยดา


 เทวภูมิหรือโลกของทวยเทพนี้เป็นโลกที่อาศัยแห่งสัตว์ซึ่งเป็นทิพย์มีแสงรุ่งเรือง เพราะคำว่าทิพย์นี้หมายถึงว่า มีแววรุ่งเรือง พูดให้ฟังกันง่าย ๆ ก็ว่าเป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายซึ่งได้แก่สวรรค์ชั้นฟ้าแดนแห่งความสุขนั่นเอง
 ก่อนที่จักกล่าวถึงประเภทแห่งทวยเทพเราควรจะพูดถึงกันถึงการอุบัติขึ้นแห่งทวยเทพเสียก่อนดังนี้คือมนุษย์ทั้งหลายซึ่งรวมสัตว์เหล่าอื่น บรรดาที่ได้ก่อสร้างบุญกุศลเอาไว้บุญกุศลนั้นก็จะนำส่งให้มาอุบัติเกิดในเทวโลกสรวงสวรรค์และเมื่อจะเกิดนั้น ก็เป็น "อุปปัติเทพ" คือเป็นเทพยดาผู้อุบัติขึ้น ไม่ต้องนอนในครรภ์มารดาเหมือนดังมนุษย์หรืออยู่ในฟองไข่เหมือนดังสัตว์เดียรัจฉานบางจำพวกอุบัติเกิดขึ้นมีรูปร่างเป็นทิพย์ ตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวเป็นเทพบุตรเทพธิดาเลยทีเดียวเมื่อเขาอุบัติเกิดขึ้น ณ สรวงสวรรค์นั้นแล้ว จะตั้งอยู่ในฐานะอะไรเป็นเทพประเภทไหนนั้นก็สุดแต่สถานที่ที่ตนอุบัติขึ้น คือ
 หากตนได้สร้างบุญกุศลไว้น้อยไม่สามารถจะมีวิมานของตนเองได้ไปอุบัติเกิด ณ ที่ตักของเทพองค์ใดก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นบุตรเป็นธิดาแห่งเทพองค์นั้น
 หากเป็นสตรีสร้างบุญกุศลไว้ตายแล้วไปอุบัติเกิดขึ้นเหนือแท่นที่บรรทมของเทพตนใดก็ต้องเป็นบริจาริกาแห่งเทพตนนั้น
 หากตนสร้างบุญกุศลไว้น้อยมีวาสนาจะได้เป็นเพียงพนักงานตกแต่งประดับประดาอาภรณ์วิภูษิตเครื่องต้นเครื่องทรงของเทพตนใด ก็ย่อมไปอุบัติเกิด ณ ที่ใกล้ ๆแท่นที่บรรทมแห่งเทพตนนั้นผู้จะเป็นนาย
 หากว่าไม่ไปอุบัติเหตุเกิดในบริวารวิมานของเทพองค์ใดทั้งสิ้นแต่อุบัติเกิดในที่ว่างระหว่างแดนต่อแดนไม่ทราบว่าจะเป็นบริวารของเทพผู้เป็นเจ้าของวิมานไหน ในกรณีนี้องค์จอมเทพมเหศักดิ์ผู้ทรงเป็นอธิบดี ยิ่งใหญ่กว่าทวยเทพทั้งปวงในเมืองฟ้านั้นย่อมจะเสด็จมาแล้วทรงทำหน้าที่เป็นพิพากษาตัดสินวิธีวินิจฉัยคดีของพระองค์ท่านก็คือ หากเทวดาที่อุบัติเหตุเกิดใหม่นั้นเกิดใกล้วิมานของเทพตนใด ก็ทรงตัดสินให้เป็นบริวารของเทพตนนั้นหากว่าทรงอนุมานดูแล้ว ทรงเห็นว่าสถานที่ที่เทวดาอุบัติเกิดใหม่นั้นตั้งอยู่กึ่งกลางพอดี ก็ทรงดูที่พักตร์ของเทวดาผู้อุบัติใหม่ ผิว่าหันหน้าเล็งแลไปทางวิมานของเทพตนใดพระองค์ก็ทรงตัดสินให้เป็นบริวารแห่งเทพตนนั้นทีนี้หากว่าเทวดาผู้เป็นตัวปัญหา คือผู้ที่อุบัติเกิดมาใหม่นั้นไม่ดูแลวิมานของเทพองค์ใดเลย เฉยอยู่อย่างนั้นท่านอธิบดีเทพผู้พิพากษาใหญ่กว่าเทวดาทั้งปวง ก็ทรงตัดสินเอาเทวดาตัวปริศนานั้นให้เป็นบริวารแห่งพระองค์เองทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตัดปัญหาเสีย
 หากว่าตนได้เคยสร้างบุญกุศลไว้มากพอเพียงก็ได้ไปอุบัติเกิด ณ วิมานของตนเอง เพราะมีปราสาทหินพิมานพร้อมทั้งเทพบริวารคอยต้อนรับอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นบุตรธิดา หรือเป็นเทวดารับใช้แห่งเทพผู้ใดเป็นอยู่อย่างสบายอิสระเสรีมีความสุขเสวยทิพยสมบัติอยู่ ณเมืองแมนแดนสวรรค์นั้น
 เมื่อจะกล่าวถึงชีวะความเป็นอยู่ทวยเทพทั้งปวงในสรวงสวรรค์ ย่อมมีรูปโฉมโนมพรรณเป็นทิพย์สวยงามนักหนาสรีระกายกายาเนื้อตัวบริสุทธิ์ สะอาดปราศจากมลทินโทษโดยประการทั้งปวงจะได้มีกลิ่นอันเหม็นและกลิ่นอันร้ายกาจในกายของเขาดังมนุษย์เรานี้แม้แต่สักนิดหนึ่งเป็นไม่มีเลยและเขาจะเนรมิตกายให้ใหญ่และเล็กเท่าใดก็ได้ดังจิตปรารถนาเพราะกายาแห่งเขานั้นเป็นทิพย์ เทวดาจำนวน ๑๐-๘๐ องค์ อาจจะเนรมิตตนลงให้อยู่ในสถานที่อันเล็กน้อยประมาณเท่าปลายเส้นผม ดังนี้ก็ย่อมทำได้ในกรณีนี้พึงเห็นตัวอย่างเช่น ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลายยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ บางกาลฝูงเทวดาทั้งหลายได้พากันมาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นพระบรมโลกนาถเจ้า เพื่อสดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาบางคราวมีประมาณมากมายนับจำนวนได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ถ้าว่าเมื่อไม่เนรมิตกายลงให้เล็กลงแล้ว ไหนเลยสถานที่จักมีพอฉะนั้นเขาจึงพากันเนรมิตกายลงให้เล็กนักหนาแล้วตั้งใจสดับพระธรรมเทศนาที่องค์สมเด็จพระมหากรุณาเจ้าทรงแสดงได้โดยสะดวก
 อนึ่งเหล่าเทพยดาทั้งหลาย ย่อมบริโภคสุธาโภชนาหารอันเป็นทิพย์ทุกวารวันสุธาโภชนาหารที่เขาบริโภคเข้าไปแล้วนั้น ย่อมแห้งเหือดหายไปในกายของเขาจนหมดสิ้นจะได้ปรากฏเหลือเป็นมูตรคูถ ซึ่งมีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจดั่งมุนษยชาติก็หาไม่ตราบใดที่ยังมีชีวิตเป็นเทพอยู่ในสรวงสวรรค์ ตราบนั้น อุปัทวันตรายใด ๆอันเกิดแต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดี หรือศัสตราอาวุธต่าง ๆ ก็ดีที่จะมีมาเบียดเบียนบีฑาแม้แต่นิดหนึ่ง เป็นไม่มีเลยพวกเขาย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสำราญชื่นบานนักหนา และเหล่าเทวดาทั้งปวงนั้นย่อมทรงผ้าผ่อนสรรพเครื่องประดับ
 อลังกรร้อนเป็นทิพย์มีรัศมีรุ่งเรืองส่องสว่างเป็นยิ่งนัก ก็แลผ้าทิพย์ภูษาอันเทวดาทั้งหลายนุ่งห่มนั้นอย่างพลันเข้าใจว่าเป็นผ้าเช่นเดียวกับเมืองมนุษย์ เพราะความจริงไม่ใช่โดยที่แท้นั้น ผ้าของเทพยดาย่อมเป็นผ้าทิพย์ผืนเล็กนิดเดียวมีประมาณเท่าดอกปีบเท่านั้น ครั้นเขาคลี่ออกปรารถนาจะนุ่งห่มนั้นก็จะพลันเป็นผ้าอัศจรรย์มีประมาณใหญ่ยาวและกว้างพอแก่ร่างของเทพยดาผู้เป็นเจ้าของ
 อนึ่ง รัศมีทั้งผองคือรัศมีแห่งอาภรณ์วิภูษิตต่าง ๆ ก็ดี รัศมีแห่งปราสาทพิมานที่ทวยเทพสถิตอยู่ก็ดีรัศมีแห่งภายตัวแห่งเทพยดาทั้งหลายเองก็ดี ย่อมส่องแสงสว่างรุ่งเรืองนักเมื่อเทวโลกเต็มไปด้วยรัศมีรุ่งเรืองส่องสว่างเช่นนี้ราตรีค่ำคืนอันมืดมัวในสวรรค์เทวโลกจึงไม่มีเหมือนอย่างมนุษย์เรานี้มีแต่ทิวาวารปรากฏเป็นดุจกลางวันอยู่เป็นนิจกาลไม่มีกิจด้วยการตามประทีปแสงไปใหญ่น้อยให้เหนื่อยยาก ในเทวโลกก็ส่องสว่างไปเองด้วยอำนาจแห่งรัศมีต่าง ๆ ดังกล่าวมาและรัศมีแห่งเงินทองแก้วเก้าเนาวรัตน์อันเป็นทิพยสมบัติซึ่งเกิดจากบุญญานุภาพอันเหล่าเทพยดาต่างทั้งหลายได้พากันสร้างสมอบรมมาแต่ปางบรรพ์
 เพื่อจะชี้ให้ได้ทราบถึงความอุบัติขึ้นพร้อมกับความเป็นอยู่แห่งเหล่าเทพยดาทั้งหลายก็ในกรณีแห่งการอุบัติขึ้นแห่งเทพยดาที่กล่าวไว้แต่ตอนต้นว่าผู้ที่สร้างบุญกุศลเอาไว้ เมื่อตายแล้ว บุคคลนั้นก็จะนำส่งให้มาเกิดในสรวงสวรรค์บังเกิดเป็นอุปปัตติเทพเป็นเทวดาผู้อุบัติขึ้นไม่ต้องนอนในครรภ์มารดาเหมือนดังมนุษย์อุบัติผุดขึ้นมีรูปร่างเป็นทิพย์ ตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวเป็นเทพบุตร เทพธิดาเลยทีเดียวนั้น ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายพึงเห็นตัวอย่างจากเรื่องดังต่อไปนี้