เมื่อได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่แห่งเหล่าชาวสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาดังพรรณนามาแล้ว
บัดนี้ถึงปัญหาสำคัญที่เราท่านควรจะสนใจ
ปัญหาที่ว่านั้นก็คือว่า "การที่จะได้มีโอกาสไปเกิดเป็นเทพยดาณ
แดนสุขาวดีจาตุมหาราชิกาสวรรค์นั้นจักต้องทำประการใดบ้าง"
การที่เหล่าสัตว์ในวัฏสงสารซึ่งรวมทั้งเราท่านผู้เป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์โลกขณะนี้จักมีโอกาสไปเกิดเป็นเทพยดาได้นั้น
เมื่อจะกล่าวอย่างสั้น ๆก็คือต้องประกอบกรรมอันเป็นบุญเป็นกุศล เช่น
ให้ทานรักษาศีล เป็นต้นจึงจะมีโอกาสไปเกิด ณ สรวงสวรรค์ได้
นี่เป็นกฎตายตัว เป็นหลักใหญ่อย่างกว้าง ๆที่ควรจักจดจำไว้
แต่เมื่อจะแยกให้ละเอียดลงไปเป็นส่วนเฉพาะว่า "การที่จักได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้จะต้องประกอบกุศลกรรมความดีชนิดใด"
ในเรื่องนี้ ถ้าจักให้ดีพึงทราบตามพระพุทธฎีกาที่องค์สมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสไว้ในสูตรต่างๆ ซึ่งจักขอประมวลมาตั้งไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้
สมัยหนึ่งสมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประทับอยู่ ณ ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อว่าคัคคราใกล้จัมปานคร
พร้อมกับด้วยพระสงฆ์องค์อรหันตสาวกเป็นอันมากอุบาสกชาวเมืองจัมปามากคนด้วยกัน
เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรองค์อัครสาวกเมื่ออภิวาทนมัสการแล้วได้กราบเรียนพระผู้เป็นเจ้าขึ้นว่า
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ !ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
พวกข้าพเจ้าไม่ได้ฟังกันมานานแล้วได้โปรดเถิดขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดพาพวกข้าพเจ้าไปฟังธรรมมีกถาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเถิดเจ้าข้า"
องค์ธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงบอกแก่อุบาสกเหล่านั้นว่า
ดูกรอุบาสกทั้งหลาย ! ถ้าเช่นนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย
จงพากันมาในวันอุโบสถเถิด เมื่อถึงวันนั้นแล้วพวกท่านจักได้สดับธรรมีกถาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นนอน"
อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำขอท่านสารีบุตรมหาขีณาสพแล้วก็ลุกจากที่นั่งพากันอภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป
ต่อมา เมื่อถึงวันอุโบสถได้เวลานัดหมายแล้ว
พระเถรเจ้าก็พาเอาอุบาสกทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
! ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว
มีผลมากแต่ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือไม่พระเจ้าข้า
และทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากถึงมีหรือไม่หนอ
พระเจ้าข้า"
สมเด็จพระมหากรุราสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"ดูกรสารีบุตร !
ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเป็นทานมีผลมาก
แต่ไม่มีอานิสงส์มากก็มี และทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเป็นทานมีผลมาก
มีอานิสงส์มากก็มี"
ครั้นตรัสฉะนี้แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาต่อไปอีกว่า
"ดูกรสารีบุตร
! ในการให้ทานนั้น
บุคคลสมความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน
ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้ว จักได้เสวยผลแห่งทานนี้เขาผู้นั้นให้ทานแล้ว
เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช"
สมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถึงบุคคลที่จักได้มีโอกาสไปเกิดเป็นเทพยดา
ณแดนสุขาวดีจาตุมหาราชิกาสวรรค์และเหตุที่จักได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งเป็นท้าวจุตมหาราชจอมเทพในสวรรค์ชั้นนี้ไว้ในปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒ว่าดังนี้
"ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! บุญกิริยาวัตถุ ๓ประการคือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา
๑
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! บุคคลบางคนในโลกนี้
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่งทำบุญกิริยาที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่งไม่เจริญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วย
ภาวนาเลย เมื่อตายไปแล้วเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! ท้าวมหาราชทั้ง
๔ ในชั้นนั้นได้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรกทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรกย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาโดยฐานะ
๑๐ ประการคือ
๑.อายุทิพย์
๒.วรรณทิพย์
๓.สุขทิพย์
๔.ยศทิพย์
๕.อธิปไตยทิพย์
๖.รูปทิพย์
๗.เสียงทิพย์
๘.กลิ่นทิพย์
๙.รสทิพย์
๑๐.โผฏฐัพพทิพย์
เหตุที่ยกนำให้ไปอุบัติเกิดณ
จาตุมหาราชิกาสวรรค์ นอกจากที่พรรณนามาแล้วยังมีข้อความอีกประการหนึ่งอันมีปรากฏในสังคีติสูตร๓ซึ่งเป็นข้อความที่พวกเราชาวพุทธบริษัทผู้มีโอกาสดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาในชาตินี้ควรจักรับทราบไว้โดยตระหนักดังต่อไปนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้าผ่อน
ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป
เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไปและเขาได้ยินมาว่า "พวกเทพเจ้าเหล่าจาตุมหาราชิกามีอายุยืน
มีวรรณะงาม มากไปด้วยความสุข" ดังนี้แล้วเขาจึงรำพึงอย่างนี้ว่า
โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพเจ้าเหล่าจาตุมหาราชิกา
เขาตั้งจิตนั้นไว้อธิษฐานจิตนั้นไว้
อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขาน้อมไปในสิ่งที่เลวมิได้อบรมเพื่อคุณเบื้องสูง
ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในจาตุมหาราชิกานั้นก็ข้อนี้แลเรากล่าวสำหรับบุคคลผู้มีศีล
ไม่ใช่สำหรับบุคคลผู้ทุศีลผู้มีอายุทั้งหลายความตั้งใจของบุคคลผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ดังนี้
๑อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๕๐ หน้า ๖๐บาลีฉบับสยามรัฐ๒อังคุตรนิกาย อัฎฐกนิกาย ข้อ ๑๒๖ หน้า ๒๔๕บาลีฉบับสยามรัฐ๓ฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อ ๓๔๖ หน้า ๒๗๖บาลีฉบับสยามรัฐ
สวรรค์ชั้นที่๒ตาวติงสเทวภูมิ
เทวภูมิอันดับที่ ๒ นี้เป็นแดนแห่งความสุข
ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่แห่งปวงเทพยดาชาวฟ้าผู้อุปบัติเทพมีเทพผู้เป็นอธิบดีมเหศักดิ์รวม
๓๓ องค์ อันมีท่านท้าวสักเทวาธิราชเป็นประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นสรวงสวรรค์ชั้นนี้จึงมีนามว่าตาวติงสเทวภูมิภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพอันมีเทพสามสิบองค์ทรงเป็นอธิบดี
แดนสุขาวดีเมืองสวรรค์ชั้นฟ้าอันมีนามว่าตาวติงสเทวภูมิ
หรือที่เรียกให้ฟังกันง่าย ๆในหมู่ชาวเราว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สวรรค์ชั้นนี้
ตั้งอยู่เหนือจอมเขาสิเนรุราชบรรพตปรากฏเป็นเทพนครใหญ่กว้างขวางนักหนาปรางค์ปราสาทล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์แวดล้อมรอบพระนครด้วยปราการกำแพงแก้วทิพย์อีกเช่นกันเพราะความมโหฬารกว้างใหญ่ของเทพนครแห่งนี้
จึงปรากฏว่ามีประตูกำแพงแก้วถึง ๑,๐๐๐ประตู
และมีปราสาทยอดอันทรงรัศมีเลื่อมพรรณราย สวยสดงดงามอยู่เหนือประตูทุก ๆ ประตูเมื่อประตูเหล่านั้นเปิดออกแต่ละครั้ง
ย่อมปรากฏมีเสียงดังไพเราะเป็นยิ่งนักก็ในท่ามกลางพระนครไตรตรึงษ์นั้นมีปราสาทพิมานอันมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลืออยู่วิมานหนึ่ง
นั่นคือ "ไพชยนตปราสาทพิมาน" ก็ไพชยนตปราสาทพิมานนี้ มีรูปทรงสูงเยี่ยมเอี่ยมอ่องไปด้วยรัศมีสัตตรัตน์
เพราะประดับไปด้วยแก้ว ๗ ประการอันมีความงามสุดจะพรรณนา
ด้วยว่าเป็นปราสาทพิมานอันเป็นที่ประทับอยู่แห่งองค์เทพผู้เป็นเทวาธิราช
ซึ่งมีนามปรากฏเป็นที่ทราบกันอยู่โดยมากว่าสมเด็จพระอมรินทราธิราช
พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดีมีมเหศักดิ์สูงสุด ณสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ได้เคยมีพระพุทธสาวกผู้ทรงฤทธิ์เข้าไปยังไพชยนตปราสาทพิมานนี้เหมือนกันดังเรื่องที่ปรากฏในจูฬตัณหาสังขยสูตร๑มีว่า
คราวหนึ่ง สมเด็จพระอมรินทราธิราชได้เสด็จลงมาสดับพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ณ มนุษย์โลกเรานี้พอสดับพระธรรมเทศนาจบลงแล้วก็ทรงสำแดงพระอาการชื่นชมยินดีในภาษิตขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ทรงถวายอภิวาททำประทักษิณ
รับอันตรธานเสด็จกลับไป ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าองค์อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้ทรงฤทธิ์ของสมเด็จพระพิชิตมารซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลและเห็นพระอาการของท่านท้าวสักกะจอมเทพที่รีบเสด็จกลับเช่นนั้นท่านจึงมีความดำริว่า
"ท้าวสักกะจอมเทพนั้นทรงเข้าพระทัยเนื้อความพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระบรมครู
เจ้าแล้วจึงทรงสำแดงอาการชื่นชมยินดีหรือว่าทรงสำแดงอาการยินดีแต่สักว่าโดยไม่ทรงเข้าพระทัยความหมายในพระธรรมเทศนานั้นเลย"
ครั้นดำริดังนี้แล้วสาวกขององค์พระประทีปแก้ว
ก็เหาะขึ้นไปด้วยอริยฤทธิ์ เพื่อจักพิสูจน์ความจริงไปปรากฏในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์
ปานประหนึ่งว่าบุรุษที่มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไปหรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามา
ชั่วเวลาเพียงนี้เท่านั้น ครั้งท่านไปถึงแล้วก็เข้าไปหาท่านท้าวสักกะจอมเทพ
ในขณะนั้นท่านท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กำลังทรงอิ่มเอิบพรั่งพร้อมมีพระทัยเบิกบานอยู่ด้วยความสุขเพราะเสียงทิพยดนตรีอันเหล่าเทพนารีรับบรรเลงบำเรออยู่หลายร้อย
ในสวนดอกปุณฑริกล้วนเมื่อท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้ซึ่งพระองค์ทรงเคารพเลื่อมใสมาแต่ไกลจึงทรงให้หยุดการบรรเลงทิพยดนตรีนั้นเสียแล้วเสด็จออกต้อนรับพระเถรเจ้าตรัสปราศรัยขึ้นว่า
"ข้าแต่พระโมคคัลลานะผู้นฤทุกข์
! นิมนต์มาเถิด
พระผู้เป็นเจ้ามาก็ดีแล้ว นานแล้วที่พระผู้เป็นเจ้าปริยาย เพื่อจะมาณ
ที่นี่ นิมนต์นั่งเถิดอาสนะนี้แต่งตั้งไว้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า"
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้านั่งบนอาสนะตามพระดำรัสแห่งท่านท้าวสักเทวราชแล้วจึงมีเถรวาทีไต่ถามว่า
"ขอถวายพระบรมพิตรพระราชสมภารสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสถึงความน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาแก่มหาบพิตร
เมื่อสักครู่นี้ความว่าอย่างไร ขอโอกาสเถิดตัวอาตมภาพใคร่จักขอมีส่วนเพื่อจะรู้ธรรมีกถาที่มหาบพิตรได้สดับมานั้นบ้างท่านยังจะพอกล่าวให้อาตมภาพทราบได้บ้างหรือไม่"
ท่านท่าวสหัสนัยน์ผู้จำธรรมีกถามิใคร่จะได้
จึงทรงสารภาพตามตรงว่า
"ข้าแต่ท่านโมคคัลลาน์
! โยมนี้มีกิจมาก
มีภารธุระที่จะต้องทำเป็นอันมากไหนจะธุระส่วนตัวของโยมไหนจะธุระของพวกเทพยดาในดาวดึงส์นี้
ธรรมีกถาที่ได้ฟังแล้วก็มักจะหลงลืมเสียเร็วพลัน
ก็ภาษิตธรรมีกถานั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ฟังดีแล้วเรียนดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว
ทรงไว้ดีแล้วจะกลับมาถามโยมผู้มีสติปัญญาน้อยไปทำไมกัน ข้าแต่ท่านโมคคัลลาน์เรามาปราศรัยสนทนาถึงเรื่องอื่นกันดีกว่าคือว่า
เมื่อสงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้วในสงครามคราวนั้นปรากฏว่า
พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ครั้งเทวดาสุรสงครามเสร็จสิ้นลงแล้วโยมนี้กลับจากสงครามแล้วได้จัดการสร้างไพชยนตปราสาท
ก็ไพชยนตปราสาทนั้นมี ๑๐๐ ชั้น ในชั้นหนึ่ง ๆมีกูฎาคารคือเรือนยอด ๗๐๐
ในเรือนยอดแห่งหนึ่ง ๆ มีนางอัปสร ๗๐๐ นาง อัปสรผู้หนึ่งๆ มีเทพธิดาผู้บำเรอ ๗๐๐
ข้าแต่ท่านโมคคัลลาน์ท่านปรารถนาเพื่อจะชมสถานที่น่ารื่นรมย์
แห่งไพชยนตปราสาทของโยมหรือไม่เล่าโยมจักพาไป"
ท่านพระมหาโมคคัลลานะองค์อรหันต์ก็รับด้วยดุษณีภาพลำดับนั้นท่านท้าวสักเทวาธิราชพร้อมกับท่านท้าวเสสุวัณมหาราชผู้เป็นอาคันตุะมาแต่สรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่นด้วย
ได้นิมนต์พระมหาโมคคัลลานะออกหน้าแล้วพากันเข้ายังไพชยนตปราสาทพิมาน
เหล่าเทพธิดาผู้บำเรอแห่งท่านท้าวสักกะเมื่อแลเห็นพระมหาโมคคัลลานะมาแต่ไกล
ก็มีความเกรงกลัวระคนความละอายจึงพากันเข้าไปแอบอยู่ในห้องเล็กของตน
ๆ ประดุจหญิงสะใภ้เห็นพ่อผัวเข้าก็เกรงกลัวละอายอยู่ฉะนั้น
ขณะที่พาเที่ยวเดินชมไพชยนตปราสาทอยู่นั้นท่านท้าวสักเทวราช
ก็ตรัสบอกอยู่ด้วยความกระหยิ่มในพระทัยมิขาดระยะว่า "ข้าแต่ท่านโมคคัลลาน์ผู้เป็นเจ้าขอท่านจงดูสถานที่รื่นรมย์แห่งไพชยนตปราสาทแม้นี้"ท่านพระมหาโมคคัลานะก็มีเถรวาทีรับสมอ้างว่า
"ท่านท้าวโกสีย์ไพชยนตปราสาทของท่านเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์
ย่อมงดงามเหมือนสถานที่ของผู้ที่ได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อนแม้แต่ผู้ได้ชมทั้งหลาย
เห็นสถานที่น่ารื่นรมย์ไหน ๆ เข้าแล้ว ก็กล่าวกันว่างามจริงดุจสถานที่ของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์"
เมื่อเที่ยวเดินชมไพชนตปราสาทจนทั่วโดยมีองค์สมเด็จพระอมรินทราธิราชเป็นผู้ชี้เชิญชมอธิบายความวิเศษแห่งปราสาทอยู่มิขาดปากด้วยความภาคภูมิใจเป็นนักหนา
คราทีนั้น องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าจึงมีความดำริว่า
"ท่านท้าวสักกะผู้นี้
เป็นผู้มีความประมาทอยู่มากนักด้วยความรักใคร่พอใจในไพชยนตปราสาทอันเป็นสมบัติแห่งตน
ถ้ากระไร ในบัดนี้เราควรจะให้ท่านท้าวสักกะบังเกิดความสังเวชบ้างเถิด"
ครั้นดำริฉะนี้สาวกสมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ก็บันดาลอิทธาภิสังขาร
เอาหัวแม่เท้ากดไพชยนตปราสาทเขย่าให้สะท้านหวั่นไหวในทันใดนั้นเป็นอัศจรรย์
ท่านท้าวสักกะจอมเทพเจ้าของปราสาทพิมานและท่านท้าวเวสสุวัณมหาราช
พร้อมกับมวลเทพยดาชาวดาวดึงส์เมื่อเห็นไพชยนตปราสาทอันมั่นคงใหญ่โตบังเกิดความหวั่นไหวด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเช่นนั้นก็พลันเกิดความประหลาดมหัศจรรย์จิตกล่าวแก่กันว่า
"นี่เป็นความประหลาดมหัศจรรย์ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นเจ้ามีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก เพียงเอาหัวเท้ากดเท่านั้นปราสาททิพยพิมาน
ก็สั่นสะท้านหวั่นไหวได้ โอ ไพชยนตปราสาท ตกอยู่ในความแปรปรวนไม่วิเศษเที่ยงแท้ยั่งยืนหนอ"
ครั้นเห็นสมเด็จท้าวโกสีย์มีความสลดจิตขนลุก
เกิดความสังเวชสมเจตนาแล้วองค์อรหันต์ผู้วิเศษก็เริ่มกล่าวธรรมีกถากับพระองค์อยู่ชั่วครู่แล้วก็ถวายพระพรอำลากลับมายังมนุษย์โลกเรานี้ตามเดิมเมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานะกลับมาแล้วเหล่าเทพธิดาผู้เป็นบริวารของท่านท้าวสักกะในไพชยนตปราสาทนั้นได้ทูลถามพระองค์ขึ้นว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
! พระสมณะนั้น
เป็นองค์พระโลกุตมาจารย์ผู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงเคารพบูชาใช่หรือไม่"
"มิใช่"ท้าวสหัสนัยน์ตรัสตอบ
"พระสมณะรูปนั้นมิใช่สมเด็จพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระบรมศาสดาของเราแต่ท่านมีนามว่าพระมหาโมคัลลานะองค์อรหันต์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นซึ่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสเป็นอย่างมากแห่งเราเหมือนกัน"
เทพธิดาเหล่านั้นจึงพากันกล่าวสรรเสริญว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
!เป็นลาภของพระองค์นักที่ได้เคารพบูชาพระสมณะผู้มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมากอย่างนี้และสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นจอมมุนี
คงจักทรงมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเป็นอัศจรรย์กว่านี้เป็นแน่"
กล่าวสรรเสริญดังนี้แล้วก็มีใจผ่องแผ้วระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยแล้วก็พากันไปเที่ยวเล่นสนุกในสวนสวรรค์พอควรแก่การแล้วก็กลับมาเสวยสุขอยู่
ณ ไพชยนตปราสาทนั้นอย่างแสนจะสำราญเป็นนักหนา