มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

ความเห็นล่าสุด


 

วิสุทธิ ๗

วิสุทธิมัคค คือ ทางบริสุทธิ ที่นำไปสู่ความหมดจดจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ซึ่งจัดเป็น ๗ ระยะ หรือ ๗ ขั้น อันเรียกว่า วิสุทธิ ๗ ประการนั้นเปรียบเหมือนรถ ๗ ผลัด หรือบรรได ๗ ขั้น จึงจะถึงซึ่งความบริสุทธิ วิสุทธิ ๗ ได้แก่

๑. สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งสีล บุคคลที่สมบูรณ์ด้วย จาตุปาริสุทธิสีลนั้นชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยสีล เป็นสีลวิสุทธิ จาตุปาริสุทธิสีล ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรสีล อินทรียสังวรสีล อาชีวปาริสุทธิสีล และปัจจยนิสสิตสีล

๒. จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งจิต คือ จิตที่บริสุทธิจากนิวรณ์ทั้งหลาย ขณะใดที่จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ ขณะนั้นเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ จึงได้ชื่อว่า เป็นจิตตวิสุทธิ

๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งทิฏฐิ ปัญญาที่รู้แจ้ง รูปนามตามความเป็นจริง ได้ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ กล่าวโดย โสฬสญาณ คือ ญาณ ๑๖ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณแล้ว (โสฬสญาณจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)

๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งการข้ามพ้นจากความสงสัย เพราะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งปัจจัยที่ให้เกิดรูปนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร, นามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ กล่าวโดยโสฬสญาณ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๒ ที่ชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณแล้ว

๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้ว่าทาง หรือ มิใช่ทาง กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแจ้งญาณที่ ๓ ที่ชื่อว่า สัมมสนญาณแล้ว และถึงญาณที่ ๔ ที่ชื่อว่า อุทยัพพยญาณ เพียง ตรุณะ คือ เพียงอย่างอ่อนเท่านั้น ยังไม่ถึง อุทยัพพยญาณ ที่เรียกว่า พลวะ คือ อย่างกล้า(ตรุณอุทยัพพยญาณ นี่แหละที่จะเกิด วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)

๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็นว่า นี่แหละเป็นทางที่ชอบแล้ว กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแล้ว พลวอุทยัพพยญาณ (อย่างกล้า)นั้นแล้ว เป็นต้นไปถึง อนุโลมญาณ และนับโคตรภูญาณรวมด้วยโดยปริยายโดยอ้อม

๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็น พระนิพพาน คือ มัคคญาณ และนับผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ รวมด้วยโดยอนุโลม

อานุภาพแห่งญาณทัสสนวิสุทธิ ๕ ประการ

๑. ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาว  บริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

๒. วุฏฺฐาน  พ้นจากสังขารนิมิตอารมณ์

๓. ผลสมาโยค  ประกอบด้วยสมาธิพละ และปัญญาพละ

๔. เตสํปหาน  ละสังโยชน์เป็นต้นได้

๕. ปริญฺญาทีนิ  บรรลุซึ่งกิจอันมีปริญญากิจเป็นต้น

ปริญญากิจ ๓ ประการ

๑. ญาตปริญฺญา  รู้ซึ่งรูปนาม คือ นามรูปปริจเฉทญาณ, ปัจจยปริคคหญาณ และสัมมสนญาณ

๒. ตีรณปริญฺญา  รู้ไตรลักษณ์ หมายถึง อุทยัพพยญาณ ญาณเดียวเท่านั้น

๓. ปหานปริญฺญา  รู้ละกิเลส นับตั้งแต่ ภังคญาณถึงมัคคญาณ

ปหานกิจ ๓ ประการ

๑. วิกฺขมฺภนปหาน  ละนิวรณ์ด้วยโลกียฌาน อุปมา หินทับหญ้า  โลกียปัญญา

๒. ตทงฺคปหาน  ละกิเลสด้วยวิปัสสนาญาณ อุปมา ฟ้าแลบ

๓. สมุจฺเฉทปหาน  ละกิเลสด้วยมัคคญาณ อุปมา ฟ้าผ่า  โลกุตตรปัญญา

ภาวนากิจ ๒ ประการ

โลกียภาวนา

สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

อารมณ์ต่างๆกัน

โลกุตตรภาวนา

สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น

สัจฉิกิริยกิจ ๓ ประการ

๑. โลกียสจฺฉิกิริยกิจฺจ  น้อมเข้าหาโลกียฌาน (ฌานในวิปัสสนาภาวนา)

๒. ทสฺสนสจฺฉิกิริยกิจฺจ  น้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยโสดาปัตติมัคคญาณ

๓. ภาวนาสจฺฉิกิริยกิจฺจ  น้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยมัคคญาณเบื้องบน ๓

ผังวิสุทธิ ๗


สีล

สีลวิสุทธิ


สมาธิ

จิตตวิสุทธิ

วิสุทธิ ๗


ทิฏฐิวิสุทธิ


โลกียะ

ปัญญา 

กังขาวิตรณวิสุทธิ

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ


โลกุตตระ

ญาณทัสสนวิสุทธิ

โสฬสญาณ

เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษา จึงขอกล่าวถึงโสฬสญาณ คือ ญาณ ๑๖ พร้อมทั้งความหมายโดยย่อ เสียในที่นี้เลยทีเดียว

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้

๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ

๓. สัมมสนญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์

๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ

อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว

๕. ภังคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด

๖. ภยญาณ บ้างก็เรียกว่่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น

๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น

๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า เกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์

๙. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง

๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์

๑๑. สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว

๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้

๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน

๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ

๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข

๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต,ผลจิต,นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่

ตั้งแต่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ รวม ๑๐ ญาณ นี้เรียกว่า วิปัสสนาญาณ เพราะสัมมสนญาณนั้น เริ่มเห็นไตรลักษณ์แล้ว

บางแห่งก็จัดว่า วิปัสสนาญาณ มีเพียง ๙ คือ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะอุทยัพพยญาณเป็นญาณแรกที่รู้เห็นไตรลักษณ์ ด้วยปัญญาชนิดที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัย จินตามยปัญญาเข้ามาช่วย

วิปัสสนาญาณ หมายถึง ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นประจักษ์แจ้งซึ่ง ไตรลักษณ์ แห่งรูปนาม

ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ คือลักษณะ ๓ ประการที่บรรดารูปธรรมนามธรรมที่เป็นสังขารทั้งหลาย จะต้องมี ต้องเป็นไปเหมือนกันหมด ไม่มียกเว้น เหตุนี้จึงเรียกว่า สามัญญ ลักษณะก็ได้ เพราะเป็นลักษณะที่เป็นธรรมดาตามธรรมชาติแห่งสังขารทั้งหลายที่จะต้องมีอันเป็นไปอย่างนี้ มีอาการอย่างนี้ มีคาถาที่ ๑๕ แสดงว่า

๑๕. อนิจฺจลกฺขณํ ทุกข ลกฺขณํ กมโต ฐิตํ อนตฺตลกฺขณญฺเจติ ตีเณว ลกฺขณานิ จ ฯ

ก็อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ พึงตั้งอยู่แล้วโดยลำดับแห่งลักษณะ ๓ ดังที่กล่าวนี้นั่นเทียว

มีความหมายว่า อนิจจลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล โดยมีความเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปในที่สุด (อุปฺปาทวย ปวตฺตน), โดยความแปรปรวน (วิปริณาม), โดยเป็นของชั่วคราว (ตาวกาลิก), โดยต้านกับความเที่ยง (นิจฺจปฏิกฺเขป)

ทุกขลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ทนอยู่ไม่ได้ จำต้องเสื่อมสลายสิ้นไป, โดยความบีบคั้นอยู่เสมอ (อภิญฺหสมฺปฏิปฬน), โดยความทนได้ยาก (ทุกฺขม), โดยเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ (ทุกฺขวตฺถุ), โดยต้านกับความสุข (สุขปฏิกฺเขป)

อนัตตลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ว่างเปล่าจากตัวตน ที่ไม่ใช่ตัวตน จึงบังคับบัญชาไม่ได้ จะให้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาก็ไม่ได้ โดยความเป็นของสูญ (ว่างเปล่า สุญฺญต), โดยความไม่มีเจ้าของ (อสฺสามิก), โดยไม่มีสิ่งอะไรที่จะพึงทำตาม (อวสวตฺตน), โดยค้านกับอัตตา (อตฺตปฏิกฺเขป)

ไตรลักษณ์นี้เป็นลักษณะสามัญตามธรรมดาที่ธรรมชาติแห่งรูปนามที่เป็นสังขารทั้งหลายจะต้องเป็นไปอย่างนี้นั่นเทียว ถ้ากล่าวโดยพิสดารแล้ว อนิจจะมีลักษณะ ๑๐ ประการ ทุกขะมีลักษณะ ๒๕ ประการ อนัตตะ มีลักษณะ ๕ ประการ รวมเป็น ๔๐ ประการ เมื่อปรับเข้ากับขันธ์ ๕ ก็เป็นไตรลักษณ์ ถึง ๒๐๐ ประการ คือ รูปขันธ์ ๔๐ ประการ เวทนาขันธ์ ๔๐ ประการ สัญญาขันธ์ ๔๐ ประการ สังขารขันธ์ ๔๐ ประการ และวิญญาณขันธ์ ๔๐ ประการ รวมเป็น ๒๐๐ ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

อนิจจลักษณะ ๑๐

๑. อนิจฺจโต  ไม่เที่ยง 

๒. อทฺธุวโต  ไม่ยั่งยืน

๓. อสารกโต  ไม่เป็นแก่นสาร 

๔. จลโต  เป็นของหวั่นไหว ยุ่งยาก

๕. ปโลกโต  แตกดับ 

๖. วิปริณามธมฺมโต  เปลี่ยนแปลง กลับกลอก

๗. มรณธมฺมโต  เป็นธรรมเพื่อความตาย 

๘. วิภวโต  เป็นของฉิบหาย

๙. สงฺขตโต  เป็นของที่ต้องปรุงแต่งเนือง ๆ

๑๐. ปภงฺคุโต  ต้องทำลาย ผุพัง แตกกระจัดกระจายไป

รวม ๑๐ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๕๐

ทุกขลักษณะ ๒๕

๑. ทุกฺขมโต  เป็นทุกข์ 

๒. ภยโต  เป็นของน่ากลัว

๓. อีติโต  เป็นเสนียดจัญไร 

๔. อุปทฺทวโต  เป็นอันตราย ระทมทุกข์ อุบาทว์

๕. อุปสคฺคโต  เป็นความขัดข้อง 

๖. โรคโต  เป็นสิ่งเสียดแทง

๗. อาพาธโต  เป็นสภาพที่ป่วยไข้ 

๘. คณฺฑโต  เป็นประดุจหัวฝี

๙. สลฺลโต  เป็นประดุจศรปักอก 

๑๐. อฆโต  เป็นสิ่งหาคุณมิได้

๑๑. อตาณโต  เป็นสิ่งที่พ้นจากการต้านทาน

๑๒. อเลณโต  เป็นสิ่งที่พ้นจากการป้องกัน

๑๓. อสรณโต  เป็นสิ่งที่พึ่งไม่ได้

๑๔. อาทีนวโต  เป็นสิ่งที่มีแต่โทษ

๑๕. อฆมูลโต  เป็นมูลแห่งความทุกข์

๑๖. วธกโต  เป็นประดุจเพชฌฆาต

๑๗. สาสวโต  เป็นไปเพื่ออาสวะ

๑๘. มารามิสโต  เป็นเหยื่อแห่งมาร

๑๙. ชาติธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ให้เกิด

๒๐. ชราธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ทำให้แก่

๒๑. พยาธิธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย

๒๒. โสกธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ทำให้เศร้าโศก

๒๓. ปริเทวธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ทำให้บ่นพร่ำรำพัน

๒๔. อุปายาสธมฺมโต  เป็นสิ่งที่ทำให้คับแค้นใจ

๒๕. สงฺกิเลสิกธมฺมโต  เป็นสิ่งที่เศร้าหมอง

รวม ๒๕ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๑๒๕

อนัตตลักษณะ ๕

๑. อนตฺตโต  ไม่ใช่ตัวตน  ๒. ปรโต  ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งอื่น

๓. ริตฺตโต  ว่างเปล่าจากตัวเรา  ๔. ตุจฺฉโต  ว่างเปล่าจากแก่นสาร

๕. สุญฺญโต  ว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล

รวม ๕ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๒๕

รวมทั้งหมดเป็น ๔๐ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๒๐๐

ไตรลักษณ์นี้เป็นลักษณะสามัญหรืออาการตามปกติตามธรรมดาของรูปนามที่เป็นสังขาร ดังนั้นก่อนที่จะเห็นไตรลักษณ์ จะต้องรู้จักรูปธรรมและนามธรรมเสียก่อน เพราะรูปธรรมนามธรรมนี่แหละเป็นสิ่งเริ่มต้นแห่งการเจริญวิปัสสนากัมมัฏ ฐาน รูปนามที่เป็นกัมมัฏฐานในการเจริญวิปัสสนานั้น เมื่อกล่าวโดยพิสดารแล้ว เรียกว่า วิปัสสนาภูมิ คือ พื้นเพในการเจริญวิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนาภูมิ

วิปัสสนาภูมิ คือ พื้นเพในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น มี ๖ ได้แก่

๑.ขันธ์ ๕ ๒.อายตนะ ๑๒ ๓.ธาตุ ๑๘ ๔.อินทรีย ๒๒ ๕.ปฏิจจสมุปปาท ๑๒ ๖.อริยสัจจ ๔ แต่ข้อ๑ ถึงข้อ ๔ และข้อ ๖ รวม  ๕ ข้อนี้ ได้แสดงไว้แล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ ส่วนข้อ ๕ ปฏิจจสมุปปาทนั้น ก็ได้กล่าวไว้ในคู่มือปริจเฉทที่ ๘ แล้ว จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำในที่นี้อีก

วิปัสสนาภูมิ ๖ นี้ เมื่อย่อลงก็ได้แก่ รูป นาม เท่านี้เอง ชั้นต้นต้องพิจารณาให้เห็นรูปนามก่อน แล้วกำหนดดูจนเห็นปัจจัยที่ให้เกิดรูปนาม ต่อจากนั้นจึงเพ่งให้เห็นแจ้งไตรลักษณ์ว่า รูปนามมีลักษณะที่ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาว่ากล่าวให้เป็นไปตามใจชอบก็ไม่ได้ เมื่อเพ่งจนเห็นไตรลักษณ์ ก็จะได้ละความเห็นผิด เข้าใจผิด จำผิด ว่ารูปนามเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน ที่พึงบังคับบัญชาได้ ตลอดจนว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม การเห็นผิด เข้าใจผิด จำผิดนี้เรียกว่า วิปัลลาสธรรม คือเป็นสิ่งที่วิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

 

มรรค

มรรคคือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ประกอบด้วยคุณลักษณะ  ๘ ประการ[1]คือ

  ๑.  สัมมาทิฎฐิ  เห็นชอบ

  ๒.  สัมมาสังกัปปะ    ดำริชอบ

  ๓.  สัมมาวาจา  พูดชอบ

  ๔.  สัมมากัมมันตะ    กระทำการงานชอบ

  ๕.  สัมมาอาชีวะ    เลี้ยงชีพชอบ

  ๖.  สัมมาวายามะ    พยายามชอบ

  ๗.  สัมมาสติ    ระลึกชอบ

  ๘.  สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ

  สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘ มีดังต่อไปนี้

  ๑. สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ จักษุคือปัญญา หมายถึง การมีความเห็นถูกต้อง ไม่ถูกครอบงำด้วยวิปลาส และมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๒.สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ ความดำริชอบ มีความดำริในการละอกุศลและประกอบกุศล หรือความดำริในการออกจากกาม เป็นต้น

๓.สัมมาวาจา ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาวาจาหรือวจีทุจริตชนิดต่างๆ เช่น คำหยาบคำเท็จเป็นต้น

๔.สัมมากัมมันตะ ได้แก่ การเว้นจากกายทุจริต ๓ มีปาณาติบาต เป็นต้น

๕.สัมมาอาชีวะ ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาชีพต่างๆ  เช่น งดเว้นจากการค้าขายยาพิษ เป็นต้น

๖.สัมมาวายามะ ได้แก่ ความพยายามชอบเพื่องดเว้นจากกายทุจริต และวจีทุจริต

๗.สัมมาสติ ได้แก่ ความระลึกชอบ เช่นระลึกในสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

๘.สัมมาสมาธิ ได้แก่ ความตั้งใจชอบ การที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ กำจัดมิจฉาสมาธิ ประกอบด้วยสัมมาสติ

..  การกระทำนิพพานให้แจ้ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจ ๔ จึงทรงปฏิญาณพระองค์ได้ว่า ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หมายถึงการทำให้แจ้งซึ่งทุกขนิโรธ เป็นการทำให้ประจักษ์แจ้ง บรรลุถึงภาวะดับทุกข์ พูดง่าย ๆ ว่า เข้าถึงภาวพที่แก้ไขปัญหาได้เสร็จสิ้นแล้ว บรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการสูงสุด และเข้าถึงภาวะที่เป็นอิสระปลอดโปร่งอย่างแท้จริงและโดยสมบูรณ์บริบูรณ์ คือ ภาวะแห่งพระนิพพาน

) ความหมายของการกระทำนิพพานให้แจ้ง การทำนิพพานให้แจ้งหรือการดับทุกข์อันเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า นิพพานแปลได้ ๓ อย่าง คือ

. ปราศจากตัณหา

. ไม่มีเครื่องเสียบแทง และ

. แปลว่า ดับ คือ ดับกิเลสและทุกข์สิ้นเชิง[2]

พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า นิพพาน แปลว่า ดับเย็น หมายถึง ความดับเย็นของสิ่งที่ร้อน เช่น ถ่านไฟดับเย็นลง อาหารที่ปรุงใหม่เย็นลง แต่ในทางพุทธศาสนานั้นมีนัยที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ๓ อย่าง คือ

นิพพาน หมายถึง การสิ้นกิเลสหรือการดับกิเลส

นิพพาน ผลที่เกิดขึ้น เป็นความสงบปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นภาวะที่ปราศจากความทุกข์ อันเกิดจากการสิ้นกิเลสนั่นเอง

.นิพพาน หมายถึง นิพพานธาตุ ซึ่งเป็นธรรมธาตุอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดับของกิเลสและสภาพที่มีอยู่นิรันดร เมื่อใครพึงปฏิบัติถึงที่สุด กิเลสของผู้นั้นก็ดับไป[3]

พิจารณาตามศัพท์คำว่านิพพานมาจากคำว่า นิ+วาน นิ เป็นคำอุปสรรค (แปลว่า ออกไป หมดไป ไม่มี เลิก) วาน (แปลว่า พัด ไป หรือ เป็นไป หรือ เครื่องร้อยรัด) ใช้เป็นกิริยาของไฟ หรือการดับไฟ หรือของที่ร้อนเพราะไฟ แปลว่า ดับไฟ หรือดับร้อน หมายถึง หายร้อน เย็นลง หรือเย็นสนิท (ไม่ใช่ดับสูญ) แสดงสภาวะทางจิตใจ หมายถึง เย็นใจ สดชื่น ชุ่มชื่นใจ ดับความร้อนใจ หายร้อนรน ไม่มีความกระวนกระวาย หรือแปลว่า เป็นเครื่องดับกิเลส ทำให้กิเลสหมดไป ส่วนมากนิยมแปลว่า ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด หรือออกไปแล้วจากตัณหาที่เป็นเครื่องร้อยติดไว้กับภพ นิพพานจึงเป็นสภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ดับภพ ดับชาติ ตัดขาดจากสังสารวัฏ คือ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปนิพพานเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์แปด และเป็นผลมาจากการเห็นอริยสัจ ผู้ประพฤติธรรมมีปัญญามองเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง ย่อมถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ละตัณหามานะทิฏฐิเสียได้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง มีความสงบ ความดับเย็น ผลที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า “นิพพาน”

) ประเภทของนิพพาน ในคัมภีร์อิติวุตตกะ แบ่งนิพพานออกเป็น ๒ ประเภท[4]คือ

. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่

. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสและเบญจขันธ์

) วิธีทำนิพพานให้แจ้ง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงถึงวิธีการทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยการปฏิบัติตามแนวแห่งวิปัสสนาญาณ ๙ ประการ[5]คือ

.อุทยพยานุปัสสนาญาณญาณกำหนดรู้เกิดและความดับของนามและรูป 

.ภังคานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ความดับของนามและรูป 

ภยตุปัฏฐานญาณ  ญาณกำหนดรู้ว่านามและรูปเป็นของน่ากลัว

อาทีนวานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้โทษของนามและรูป 

.นิพพิทานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ความเบื่อหน่ายในนามและรูป 

มุญจิตุกัมยตาญาณญาณกำหนดรู้ด้วยปรารถนาที่จะพ้นไปจากนามและรูป 

ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน

.สังวขารุเบกขาญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยความวางเฉยในสังขาร 

.อนุโลมญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยการคล้อยตามสัจจานุโลมิกญาณ 

.หลักจริยศาสตร์ด้านผลสูงสุดทางจริยศาสตร์

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ได้เน้นให้เห็นถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ เป็นเป้าที่คนทุกคนควรเข้าถึงให้ได้ เพราะว่าเป้าหมายที่จะกล่าวต่อไปนี้ นับได้ว่าเป็นเป้าหมายที่เต็มไปด้วยเสรีภาพจากเครื่องเศร้าหมองใจทุกประการ โดยประกอบด้วย

๑. ความมีจิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม

๒. จิตไม่เศร้าโศก 

๓. จิตปราศจากธุลี

๔. จิตเกษมจากโยคะ 

 

..๑ จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้วย่อมไม่หวั่นไหว

ก่อนจะพิจารณาลักษณะจิตที่ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบว่าเป็นอย่างไร ควรพิจารณาจิตที่หวั่นไหวเสียก่อน โดยปกติจิตของคนสามัญย่อมไม่คงที่ มีลักษณะและอาการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เมื่อดีใจก็แช่มชื่น เสียใจก็เหี่ยวแห้งหดหู่ ร้องไห้รำพัน อาการของจิตที่โน้มเอียงไปข้างดีใจบ้าง เสียใจบ้างอย่างนี้ เรียกว่า จิตหวั่นไหว คือ ไม่คงที่ ในมงคลข้อนี้ ท่านมุ่งเอาจิตที่ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายความว่า จิตอันโลกธรรมให้หวั่นไหวไม่ได้ ไม่มีความยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เรียกว่า มีจิตคงที่ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับจิตที่หวั่นไหว ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในโลกธรรมสูตร ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑  สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ฯ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรม เหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อม ไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์ ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอัน ปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง[6]

) ความหมายของจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ความที่จิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม ๘ประการ ซึ่งมีความสุขหรือทุกข์ และมีสรรเสริญหรือนินทา เป็นต้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า

โลกธรรมแปลว่าธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกและสัตว์โลกก็หมุนเวียนไปตามโลกธรรมเหล่านั้น พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมถูกโลกธรรมครอบงำ แต่ท่านรู้เท่าทันโลกธรรม ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา ท่านจึงไม่ยินดียินร้าย จิตจึงสงบเป็นปรกติ และมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม[7]

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายถึง สภาพจิตของผู้ทำพระนิพพานให้แจ้ง มีใจตั้งมั่นเกิดความมั่นคงหนักแน่น เป็นอุเบกขาวางเฉยได้เมื่อพบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ จิตก็ไม่หวั่นไหว เมื่อพบกับความได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป็นสุข จิตก็ไม่หวั่นไหว เพราะรู้เท่าทันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นว่าเป็นธรรมดาคือไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนถาวรอะไร มีลาภได้ก็เสื่อมลาภได้ ยศตำแหน่งไม่ใช่ของเราตลอดไป สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ทุกคนต้องพบทั้งนั้น และในที่สุดก็ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดาของกฏธรรมชาติ

บุคคลผู้ที่มีสภาพจิตมั่นคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่หวาดกลัวหรือวิตกกังวล ไม่มีความปรารถนาอยากได้ หรือหลงไหลในโลกธรรม ซึ่งเป็นธรรมครอบงำสัตว์โลก อันได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้สรรเสริญ นินทา ได้สุข ได้ทุกข์ แต่จิตไม่หวั่นไหว เพราะรู้เท่าทันสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ยินดียินร้าย ไม่หลงติดในโลกธรรม และจิตที่ไม่ยินดียินร้ายไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่ถูกโลกธรรมนั้น ๆ มากระทบ จึงหมายถึงจิตของพระอรหันต์ในมงคลข้อนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุด เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ประเสริฐในโลก

)  ลักษณะของจิตที่ไม่หวั่นไหว เมื่อโลกธรรมเกิดขึ้นกับบุคคลใด ท่านสอนให้พิจารณาตามความจริงว่า โลกธรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายนั้น เมื่อเกิดมีขึ้นแล้วมันไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร มีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้ใครจะอ้อนวอนให้มันเที่ยง ให้มันคงอยู่ถาวร ให้มันไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง มันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น ใคร ๆ จะยึดครองเอาแต่สิ่งที่ตนพึงพอใจไว้เป็นของตนตลอดไปไม่ได้เลย เพราะผลดีกับร้ายเป็นของคู่กัน มันเป็นของประจำโลก เมื่อผลดีมี ผลร้ายก็ต้องมีตามมา เหมือนความซ้ำเลือดมี หนองก็เกิดมีตาม ฉะนั้น การพิจารณาเห็นความจริงหรือสัจธรรมของความเสื่อม ๆ ต่างที่เกิดมีขึ้นในชีวิต เช่น เสื่อมยศ เสื่อมลาภ เป็นต้น ก็จะเป็นผลดีต่อการทำใจให้คุ้นเคยและเมื่อประสบพบเจอเข้าจริง จิตใจก็จะไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง แต่ในความหมายที่แท้จริงในมงคลข้อนี้ จิตที่ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม ๘ นั้น ท่านหมายเอาเฉพาะจิตของพระอรหันต์เท่านั้น 

)  สาเหตุที่ทำให้จิตหวั่นไหว สาเหตุที่ทำให้จิตหวั่นไหวหรือคลอนแคลนได้แก่โลกธรรม ๘ ประการ[8]ดังนี้

๑. มีลาภ

๒. เสื่อมลาภ

๓. มียศ

๔. เสื่อมยศ

๕. สรรเสริญ

๖. นินทา

๗. สุข

๘. ทุกข์

..๒ ไม่เศร้าโศก

มงคลข้อนี้ว่าจิตไม่มีความเศร้าโศก เป็นการแสดงผลของจิตที่อยู่ในชั้นโลกุตรภูมิ หรือเป็นบทสรรเสริญคุณของจิตที่บรรลุนิพพานแล้ว เป็นจิตที่ไม่โศก คือ จะไม่มีความโศกเศร้าเสียใจใดๆ เกิดขึ้นได้ การที่จะเห็นความโศกเศร้าของจิตได้อย่างแจ่มชัด จะต้องย้อนกลับมาดูลักษณะของจิตที่โศกเศร้าก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ปุถุชนทั่วไปรู้เห็นและเข้าใจได้โดยง่าย

)  ความหมายของไม่เศร้าโศก ความที่จิตประสบกับความสุขอย่างแท้จริงหรือจิตไม่เศร้าโศกเพราะกิเลสต่างๆ ที่จรมา ส่วนจิตที่เศร้าโศก คือ สภาพจิตที่แห้งผากเหมือนดินแห้ง ใบไม้แห้ง หมดความชุ่มชื้น เนื่องจากไม่สมหวังในความรัก ทำให้มีอาการเหี่ยวแห้งหม่นไหม้ โหยหาขึ้นในใจ ใจซึมเซาไม่อยากทำการงานไม่อยากรับรู้อารมณ์อื่นใด

ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่า โสกะเป็นไฉน ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ  ความแห้งผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความ  พิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้  เรียกว่าโสกะ[9]

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า “ความเศร้าโศกเกิดแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี สิ่งที่ใคร่และสิ่งที่อยากได้ แม้ภัยก็เกิดแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี สิ่งที่ใคร่และสิ่งที่อยากได้ เมื่อจิตหลุดพ้นจากสิ่งที่ชอบ หน่ายรัก สิ้นยินดี หยุดใคร่และหมดความอยากเสียแล้ว ความเศร้าโศกก็เป็นอันไม่มี[10]  จิตไม่เศร้าโศก ได้แก่จิตที่ไม่แสดงอาการเดือดร้อน หวั่นไหว ทุกข์ทรมาน เพราะการเก็บสิ่งที่ไม่ดีมาคิดด้วยอำนาจความโลภบ้าง ด้วยอำนาจความโกรธบ้าง ด้วยอำนาจความหลงบ้าง ในมงคลที่ข้อนี้ จิตไม่เศร้าโศกหมายถึงจิตที่สร่างโศกหรือจิตที่พ้นจากความเศร้าโศก เป็นจิตของอริยชนผู้บรรลุนิพพานแล้ว หลุดพ้นแล้วจากสิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี หยุดความใคร่ และหมดความอยากแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น จึงไม่แห้ง ไม่มีโศก

..๓ ปราศจากธุลี

จิตปราศจากธุลี หรือ หมดธุลี หมายถึง จิตของอริยชนที่ใสสะอาด ผุดผ่อง เหมือนกระจกที่ปราศจากฝุ่นละอองมาจับให้ขุ่นมัวเปรอะเปื้อนเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะจิตในขั้นโลกุตรภูมิอีกด้านหนึ่ง เพราะจิตในขั้นนี้จะมีได้เฉพาะผู้ที่บรรลุนิพพาน หรือผู้ที่เรียกว่า พระอรหันต์เท่านั้น เป็นจิตที่กิเลสเครื่องเศร้าหมองแม้น้อยนิดเพียงเศษธุลี ก็ไม่สามารถมาแตะต้องจับหรืออาศัยได้ จึงเป็นจิตที่ผ่องใส บริสุทธิ์สะอาดตลอดกาล

)  ความหมายของปราศจากธุลี การที่จิตบริสุทธิ์หมดจดหรือปราศจากกิเลสที่ประดุจดังธุลีนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ราคะ โทสะ และโมหะ ชื่อว่า ธุลี จริงอยู่ ราคะ โทสะ และโมหะเหล่านั้น ย่อมกระทำจิตนั้นๆ ให้เศร้าหมอง เหมือนอย่างธุลีตามปกติ ตกไปในที่ใดๆ ย่อมทำที่นั้นๆ ให้เศร้าหมอง  เพราะฉะนั้น ราคะโทสะและโมหะเหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่า ธุลี เพราะเป็นดุจธุลีธรรมดา เหตุความเป็นสภาพเสมอด้วยธุลี เพราะกระทำให้เศร้าหมอง[11]

สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า

จิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตัวเรา เราจะได้สุขไปสู่สวรรค์หรือบรรลุนิพพานก็เพราะจิตดี จิตดีปราศจากกิเลส มีความผ่องใส ไม่เศร้าหมองขุ่นมัว ปราศจากธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นความยินดีในกาม ในภพ ละความเห็นผิด จิตมีปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่หวั่นไหวเมื่อถูกต้องโลกธรรม เป็นจิตที่บริสุทธิ์ มีความสงบเย็น[12]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า

วรชํ แปลว่า หมดธุลี เป็นคำพรรณนาคุณของจิตในโลกุตรภูมิ ในด้านความสะอาด ความผุดผ่องของจิต คำว่า ธุลี ตามภาษาโลก หมายถึง ฝุ่นที่ละเอียดเกือบจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เมื่อปลิวไปเกาะของที่สะอาด เช่น กระจกเงาจึงเห็น ทำให้ของใสกลายเป็นฝ้ามัวเสียความผุดผ่อง ในทางศาสนา ท่านสอนว่าสิ่งที่ทำให้จิตมัวหมอง คือ กิเลสทำให้จิตใจมืดมัว กิเลสมี ๓ ตระกูล คือ ตระกูลรัก (โลภะ) ตระกูลชัง (โทสะ) และตระกูลหลง (โมหะ) ใจหมดธุลี เป็นใจของพระอริยเจ้าเป็นใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างยิ่ง[13]

จิตปราศจากธุลีหรือจิตปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี หมายถึง จิตที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ กล่าวคือเมื่อได้สัมผัสกับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าพึงพอใจ และอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจก็เกิดความรัก ความโกรธ และความหลงไปตามอารมณ์นั้น ๆ จิตที่มีสภาวะเช่นนี้เรียกว่า จิตปราศจากธุลี เป็นจิตซึ่งหมดกิเลสแล้วทั้งกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างละเอียดอย่างหมดจดสิ้นเชิง ไม่มีฟื้นกลับเข้าปรุงแต่งจิตได้อีก ทำให้จิตใจสะอาด ผ่องใส ได้แก่จิตของพระอรหันต์

..  จิตเกษมจากโยคะ

จิตเกษมเป็นจิตชั้นยอด คือจิตที่เป็นมงคลสูงสุด ท่านใช้คำว่า เขมะ หมายถึง ความปลอดภัย พ้นจากภยันตรายทั้งปวง เป็นการสรุปภาวะของจิตในขั้นโลกุตรภูมิ หรือจิตที่เข้าสู่แดนเกษม เป็นอันสิ้นสุดของการดำเนินตามปฏิปทาแห่งมงคลในพระพุทธศาสนา  การมีจิตเกษม ได้แก่จิตที่เป็นอิสระภาพพ้นจากความดี ความชั่วทั้งหลาย กล่าวคือตนเองไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของความดี เพราะได้รับความดีอันสูงสุดของชีวิตแล้ว และความชั่วความเดือดร้อนกายใจตนเองก็ได้หลุดพ้นแล้ว โลกธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือ การยกย่อง สรรเสริญ การติฉินนินทา ไม่สามารถครอบงำจิตใจได้แล้ว จึงเป็นจิตที่อยู่เหนือโลกธรรมทั้งปวง เป็นเหตุให้มีความเป็นเอกภาพในตัวเอง เนื่องจากได้ศึกษาและปฏิบัติเจนจบแล้ว ได้บรรลุปัญญาอันสูงสุด มีความรู้จริงเห็นจริง รู้แจ้งแทงตลอดในทุกสิ่งแล้ว ได้บรรลุจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต คือได้บรรลุพระนิพพานแล้ว ร่างกายและจิตใจได้ดำรงอยู่ในภาวะที่ดีของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ เป็นสาระแก่นแท้ของชีวิตเป็นจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต

)  ความหมายของจิตเกษมจากโยคะ ความที่จิตเกษมจากโยคะคือจากกิเลสที่เป็นเครื่องประกอบหรือผูกไว้ในภพต่าง ๆ  ความหมายของจิตเกษม คือจิตที่ปราศจากโยคะ ๔ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติถึงชาติและมรณะ ไปสู่  สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด กำหนดรู้กามทั้งหลายและภวโยคะโดยประการทั้งปวง ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ และสำรอก  อวิชชาเสียได้ สัตว์เหล่านั้นแล เป็นผู้ พรากจากโยคะทั้งปวง เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้[14]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า คำว่า เกษม แปลว่า ปลอดภัยพ้นจากภัยทั้งปวงโดยสิ้นเชิง จิตเกษม หมายถึง ผู้ดำเนินตามปฏิปทาแห่งมรรคในพุทธศาสนาบรรลุถึงจุดสุดยอดแล้ว คือ จิตเกษม[15]

คำว่า เกษม จึงหมายถึง ความปลอดภัย พ้นภัย สิ้นกิเลส มีความสุข ได้แก่สภาพจิตที่หมดกิเลสแล้ว จิตเป็นอิสระไม่มีพิษภัยใด ๆ มาบีบคั้นได้อีก จึงมีความสุขอย่างแท้จริง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือผู้ที่มีใจสงบนิ่งอยู่ในพระนิพพานตลอดเวลา ได้แก่จิตพระอรหันต์ผู้สิ้นแล้วซึ่งกิเลสอาสวะและรอดพ้นจากวงล้อมของโยคะทั้งหลาย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้เกิดจิตเกษมจากโยคะ คือการพัฒนาจิตให้เกษมหลุดพ้นจากกิเลสภัย บรรลุนิพพาน มีความเป็นอยู่ด้วยความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเป็นสิ่งประเสริฐ ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นบรมธรรม สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดและจบสิ้นภาระกิจของเกิดมาเป็นมนุษย์

จากการที่ได้ศึกษาหลักการทางพุทธจริยศาสตร์ที่ปรากฏในมงคลสูตรตามที่ได้กล่าวทั้งหมดสามารถสรุปโดยแบ่งเป็น ๓ ระดับใหญ่ ดังนี้

 

.๙.๕จริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน

จริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานประกอบด้วยหลักการปฏิบัติในด้านต่างๆ ดังนี้

) หลักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม คือปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการพัฒนาชีวิต ได้แก่

๑.การไม่คบคนพาล

๒.การคบบัณฑิต

๓.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

๔.อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม

๒) หลักปฏิบัติด้านตนเอง คือหลักจริยศาสตร์ที่ถือเป็นหลักการจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาตนเอง ประกอบด้วย

๑.การสร้างสมความดีไว้ก่อน

๒.การตั้งตนไว้ชอบหรือดำรงตนถูกต้อง

๓.การรอบรู้วิทยาการ ใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ

๔.ความชำนาญในศิลปะ

๕.การมีระเบียบวินัย

๖.การพูดจาดีเป็นวาจาสุภาษิต

) หลักปฏิบัติด้านการพัฒนาครอบครัวเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ ประกอบด้วย

๑.การเลี้ยงดูบิดามารดา

๒.การเลี้ยงดูบุตรธิดา

๓.การเลี้ยงดูภรรยา

๔.การทำงานไม่ให้คั่งค้าง

) หลักปฏิบัติด้านสังคม คือเป็นจริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน ประกอบด้วย

๑.การบำเพ็ญทาน

๒.การประพฤติเป็นธรรม

๓.การสงเคราะห์ญาติ

๔.การกระทำที่ไม่มีโทษ

.๙.๖ หลักจริยศาสตร์ระดับกลาง

หลักจริยศาสตร์ระดับนี้ประกอบด้วยหลักปฏิบัติด้านการศึกษาธรรมและด้านคุณธรรม ประกอบด้วย

จริยศาสตร์ด้านการสร้างเสริมศีลธรรม ได้แก่

๑.การงดเว้นจากบาปความ

๒.สำรวมจากการดื่มน้ำเมาหรือการงดเว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ

จริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับการศึกษาธรรม ได้แก่

๑.การฟังธรรมตามกาลเวลา ได้แก่ การตั้งใจฟังหรือเชื่อฟังคำสอนของพระพระพุทธองค์

๒.ความอดทน ได้แก่ การไม่โกรธไม่โต้ตอบในขณะที่ถูกกิเลสครอบงำ

๓.ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ได้แก่ การเป็นผู้ตั้งใจฟังคำสั่งสอน ไม่ดื้อรั้นและดันทุรัน

๔.การคบหาสมณะ ได้แก่ การคบค้าสมาคมกับนักปราชญ์ท่านผู้รู้หรือสมณะซึ่ง แปลว่าผู้สงบกาย วาจา และใจ

๕.การสนทนาธรรมตามกาล ได้แก่ การพูดคุยธรรมะ พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ งดเว้นจากการพูดคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้อ

จริยศาสตร์ด้านคุณธรรม เป็นจริยศาสตร์ระดับกลาง คือ

๑.ความไม่ประมาทในธรรม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยไม่ปราศจากธรรมต่างๆ เช่น สติ เป็นต้น ก็จะสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่

๒.ความเป็นผู้มีสัมมาคารวะ ได้แก่ การเป็นผู้มีความอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง

๓.การถ่อมตัว ได้แก่ การเป็นผู้ไม่ดูหมิ่นคนอื่นและไม่ชอบโอ้อวด

๔.ความสันโดษ ได้แก่ การเป็นผู้มักน้อย ไม่โลภมาก

๕.ความกตัญญู ได้แก่ การเป็นผู้รู้จักตอบแทนบุญคุณของบุคคลและสิ่งต่างๆ ที่มีคุณต่อตัวเรา

.๙.๗ หลักจริยศาสตร์ระดับสูง

หลักจริยศาสตร์ระดับสูงประกอบด้วยหลักปฏิบัติด้านการประพฤติธรรมและผลของการประพฤติธรรม ประกอบด้วย

หลักจริยศาสตร์ด้านการประพฤติธรรมได้แก่

๑.ความมีตบะ ได้แก่ มีความเพียรไม่ย่อหย่อน กระทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเผาผลาญหรือทำลายกิเลสาสวะให้หมดสิ้นไป

๒.การประพฤติพรหมจรรย์  ได้แก่ การดำเนินชีวิตไปสู่ความบริสุทธิ์ หมดจด ไร้กิเลส เป็นชีวิตที่มีเสรีภาพจากกิเลสอย่างแท้จริง

๓.การเห็นแจ้งในอริยสัจ ได้แก่ การเห็นแจ้งในความทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ และเห็นข้อ

หลักจริยศาสตร์ด้านผลของการประพฤติธรรม

โดยการดำเนินการตามมรรควิธีดังกล่าวย่อมก่อให้บังเกิดผล คือ

๑.จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ได้แก่ สภาพที่จิตใจมีความมั่นคง ไม่เอนเอียงไปเพราะแรงแห่งโลกธรรม

๒.จิตไม่เศร้าโศก ได้แก่ จิตใจที่ปลอดโปร่ง ห่างไกลจากเครื่องเศร้าหมอง 

๓.จิตปราศจากธุลี ได้แก่ จิตใจที่พ้นจากกิเลสเรียบร้อยแล้ว มีแต่ความบริสุทธิ์ หมดจด ผ่องแผ้ว 

๔.จิตเกษมจากโยคะ ได้แก่ จิตใจที่ปลอดจากเครื่องผูกหรือโยคะ เป็นจิตที่เข้าถึงเสรีภาพอย่างสูงสุด ไม่มีกิเลสมาพัวพันอีกต่อไป.

คำสอนในมงคลสูตรได้แสดงหลักจริยศาสตร์ไว้ครบทั้ง ๓ ระดับคือ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

๑) คำสอนในมลคลสูตรชุดแรก ซึ่งระกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑) การไม่คบคนพาล

จัดว่าเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม

 

(๒) การคบบัณฑิต 

(๓) บูชาบุคคลที่ควรบูชา

(๔) การอยู่อาสัยในถิ่นที่เหมาะสม

๒) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่สอง ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๕) การทำบุญไว้ก่อน

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านการพัฒนาตนเอง

 

(๖) การตั้งตนไว้ชอบ

(๗) ความเป็นพหูสูต 

(๘) การมีศิลปะ

(๙) การมีวินัย

(๑๐) มีวาจาเป็นสุภาษิต

๓) คำสอนสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑๑) เลี้ยงดูบิดามารดา

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านครอบครัว

 

(๑๒) การเลี้ยงดูบุตรธิดา  

(๑๓) การเลี้ยงดูภรรยา  

(๑๔) การทำงานไม่เหลาะแหละคั่งค้าง

๔) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๔ ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑๕) การบำเพ็ญทาน

(๑๖) การประพฤติธรรม

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านสังคม

 

(๑๗) การสงเคราะห์ญาติ

(๑๘) การทำงานไม่มีโทษ

(๑๙) การงดเว้นจากบาป

๕) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๕ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านศีลธรรม

 

(๒๐) เว้นจากการดื่มน้ำเมา

(๒๑) การไม่ประมาทในธรรม

๖) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๖ คือ

(๒๒) ความเคารพ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านคุณธรรม

 

(๒๓) เจียมตัว

(๒๔) สันโดษ

(๒๕) กตัญญู

(๒๖) ฟังธรรมตามกาล

๗) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๗ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านการศึกษา

 

(๒๗) ความอดทน

(๒๘) การเป็นผู้ว่าง่าย

(๒๙) คบหาสมณะ

(๓๐) สนทนาธรรมตามกาล

๘) คำสอนในมงคลสูตรชุด ๘ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นสูงคือธรรมปฏิบัติ

 

(๓๑) การบำเพ็ญตบะ

(๓๒ การประพฤติพรหมจรรย์

(๓๓) ความเห็นแจ้งอริยสัจ ๔

(๓๔) การทำให้แจ้งนิพพาน

๙) คำสอนในมงคลสูตรชุด ๙ ได้แก่

(๓๕) จิตไม่หวั่นไหว

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นที่เป็นผลสูงสุดของธรรมปฏิบัติ

 

(๓๖) จิตไม่เศร้าโศก

(๓๗) จิตปราศจากธุระ

(๓๘) จิตเกษม

แผนภูมิแสดงแนวคิดทางจริยศาสตร์ในมงคลสูตร

ความสันโดษ

ความกตัญญู

ความมีตบะเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส

การประพฤติพรหมจรรย์

จริยศาสตร์ระดับสูงระดับโลกุตตระ

 

การเห็นแจ้งในอริยสัจ

การรู้แจ้งซึ่งรพระนิพพาน

ความมีจิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม

จิตไม่เศร้าหมอง

จิตปราศจากธุลี

จิตเกษมจากโยคะ

ดังนั้นจึงพอจะสรุปภาพรวมในลักษณะการบูรณาการตามหลักการทางพุทธจริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ในการพัฒนาพฤติกรรม รวมไปถึง ความเชื่อ ค่านิยม รูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลตามแผนภูมิดังนี้

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นาย

 

.หลักจริยศาสตร์ด้านการปฏิบัติตนขั้นสูง

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ต้องการเน้นให้เห็นถึงกระบวนการปฏิบัติอันเป็นมรรควิธีหรือหนทางแห่งการเข้าถึงเสรีภาพอย่างแท้จริงทั้งกายและใจ โดยประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ คือ

๑.ความมีตบะเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส

๒.การประพฤติพรหมจรรย์

๓.การเห็นแจ้งในอริยสัจ

๔.การรู้แจ้งซึ่งพระนิพพาน 

..  ความเพียร

การบำเพ็ญตบะนี้ได้มีมาก่อนพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้พุทธบริษัทบำเพ็ญตบะเหมือนกัน แต่มีความหมายและวิธีการบำเพ็ญที่แตกต่างกัน พระพุทธศาสนาซึ่งเผยแผ่อยู่ในกลุ่มของชาวฮินดูต้องการจะอธิบายธรรมะให้ชาวฮินดูสนใจและเข้าใจในคำสอนได้ง่าย จึงยืมถ้อยคำสำนวนของศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิฮินดูมาใช้ แต่มาตีความแตกต่างกันไป ตัวอย่าง คำว่า “ยัญญะ” ฮินดู หมายถึง การฆ่าสัตว์บูชาเทพเจ้าที่เรียกว่า บูชายัญ ส่วนชาวพุทธเราหมายถึง การบริจาคทาน “พรหม” ฮินดู หมายถึง พระพรหมผู้สร้างโลก พุทธ หมายถึง บิดามารดา เป็นต้น คำว่า ตบะ ก็เช่นเดียวกัน การบำเพ็ญตบะของชาวฮินดู คือ การทรมานตนให้ลำบาก เพื่อตัดความรู้สึกทางกายเสีย วิญญาณจะได้บริสุทธิ์ถึงความเป็นพรหมเมื่อสิ้นชีพแล้ว เช่น การนั่งทรมานตน ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัด ก่อไฟไว้รอบตัว ๕ กอง ห่างจากตัวประมาณ ๑ วา แล้วนั่งทำสมาธิ พยายามตัดความรู้สึกทางจิตออกจากกาย ทำอยู่อย่างนี้หลายๆ วันจนไม่รู้สึกร้อน วิธีการบำเพ็ญตบะอย่างนี้ จำทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ตามคติของฮินดู นอกจากนี้ยังมีวิธีการทรมานตนอีกมาก เช่น การลงแช่น้ำเย็นในฤดูหนาว การเพ่งดูดวงอาทิตย์ขณะกำลังร้อนจัด เป็นต้น ตามพุทธประวัติจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าเคยทรงบำเพ็ญตบะแบบฮินดูมาก่อน คือ ในระยะเวลา ๖ ปี ที่แสวงหาทางตรัสรู้ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือ การทรมานพระวรกายอย่างยิ่งยวด แต่มิใช่หนทางจึงทรงละเสีย ครั้นพบเห็นทางที่ถูกต้องได้ตรัสรู้สัจธรรมแล้ว จึงทรงประกาศทางสายกลางเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรค ๘ นั่นเอง

) ความหมายของความเพียร การบำเพ็ญเพียรอันเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสต่างๆ มี โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นต้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ธรรมเป็นเครื่องเผาผลาญบาป ชื่ว่า ตบ, ธรรมที่ชื่อว่า ตบะ เพราะอรรถว่าเผาผลาญซึ่งธรรมทั้งหลายอันลาม,  ขันติ ชื่อว่า ตบะศีล ชื่อว่า ตบะกิจมีการเรียนพระพุทธพจน์เป็นอาทิ ก็ชื่อว่า ตบะ[1]

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า

คำที่ว่า ตปธรรมนั้น ประสงค์ธรรมที่เผากิเลสให้เร่าร้อน มีหลายประเภท ขันติ ความอดทน ก็ชื่อว่าตปธรรม สมถวิปัสสนา ก็ชื่อว่าตปธรรม รวมความว่า ความเพียรประเภทใดอันกุลบุตรประกอบให้มีขึ้นในตัว เป็นเหตุยังกิเลสให้เร่าร้อน กิเลสตั้งอยู่ไม่ได้ ธรรมประเภทนั้น ชื่อว่าตบะ[2]

ตบะ ได้แก่ ธรรมที่มีเดช มีอานุภาพสามารถเผาผลาญบาปอกุศลให้หมดไป ความจริงแล้ว ธรรมคือเครื่องเผาผลาญบาปนั้น ว่าด้วยโดยสภาวะก็ได้แก่กุศลธรรมทั้งมวล  การทำความเพียรเผาผลาญกิเลส ซึ่งเป็นต้นเหตุของความชั่วให้หลุดพ้นออกจากจิต ทำให้จิตสะอาด ผ่องใส หมดความทุกข์ด้วยฝึกฝนตนให้มีความอดทน ความขยันหมั่นเพียรและการสำรวมอินทรีย์ เป็นต้นตบะ มาจากศัพท์ ตปะ แปลว่า ทำให้เร่าร้อน การทำอะไรก็ได้ให้ร้อนใช้คำว่า ตบะ ได้ทั้งนั้น ในมงคลสูตรท่านกล่าวว่า ธรรมเป็นเครื่องเผาผลาญบาป ชื่อว่า ตบะ ในที่นี้ ตบะ หมายถึง การทำให้ความชั่วร้อนตัว เพราะบาปหรือความชั่วก็เป็นของร้อน เผาใจคนให้เดือดร้อนตลอดมา เราจึงควรเผาความชั่ว ความหมายของคำว่า ตบะ ในพระพุทธศาสนา

) หลักแห่งการบำเพ็ญความเพียร  หลักปฏิบัติเพื่อเผาผลาญขับไล่กิเลสให้หลุดพ้นออกไปจากใจนั้นมี ๒ ประเภท คือ

๑. แบบค่อยเป็นค่อยไป (สัลเลขะ) เป็นการฝืนกิเลส โดยการปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขัดเกลากันไป

๒. แบบหักโหมรุนแรง (ธุตังคะ) เป็นการเผาผลาญกิเลสที่หักโหมรุนแรงเด็ดขาดเป็นการปฏิวัติอุปนิสัยได้รวดเร็วฉับพลัน ผู้ปฏิบัติต้องมีความอดทน ความพากเพียร มีกำลังใจ มีความเกล้าหาญที่สูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวปฏิบัติสำหรับภิกษุ สำหรับฆราวาสก็เลือกปฏิบัติไปตามความเหมาะสม การบำเพ็ญตบะแบบหักโหมเรียกว่า “ธุดงค์วัตร”

..  พรหมจรรย์

ทางก้าวหน้าของชีวิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นหลักปฏิบัติในทางเหตุผลตามลำดับขั้น ในมงคลข้อนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ทางร่างกายและจิตใจครั้งใหญ่ ในทางร่างกายเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเพศฆราวาสเป็นเพศพรหมจรรย์ ชีวิตพรหมจรรย์เป็นจุดสุดท้ายระหว่าง ๒ ภูมิ คือ โลกิยภูมิ กับ โลกุตรภูมิ เหมือนสนามบินเป็นสถานีต่อแดนระหว่างภาคพื้นดินกับภาคพื้นอากาศ การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการเตรียมเดินทางจากภูมิหนึ่งไปสู่อีกภูมิหนึ่ง คือ จากโลกิยะไปสู่โลกุตระ ดังนั้น จึงเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไป เพราะว่าการประพฤติพรหมมจรรย์เป็นจริยธรรมเป็นวิธีการฝึกอบรมกาย วาจา ใจ ให้หมดจดปราศจากกิเลส ได้แก่การฝึกอบรมกายวาจาใจให้ห่างไกลจากราคะ โทสะและโมหะ  อันเป็นต้นเหตุแห่งการทำให้เกิดความทุกข์ความเดือนร้อน เป็นการปฏิบัติเพื่อมุ่งทำที่สุดแห่งความทุกข์ เพื่อตัดวัฏฏะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อเลื่อนฐานะของตัวเองให้บรรลุจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต การประพฤติพรหมจรรย์นี้สามารถปฏิบัติได้ทั้งบรรพชิต และฆารวาส ผู้อยู่ครองเรือน เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งผลให้ตัวเองมีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า และทำให้สังคมมีความสงบสุข

) ความหมายของพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์หรือการประพฤติเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งชีวิตของตนนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ชื่อว่าพรหมจรรย์มี ๑๐ อย่าง ด้วยสามารถแห่งทาน เวยยาวัจจะ เบญจศีล อัปมัญญา เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ วิริยะ องค์อุโบสถ อรยมรรคและศาสนา[3]

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

การประพฤติพรหมจรรย์ คือ การงดเว้นจากกามคุณทั้งปวง อันเป็นเครื่องยั่วให้เกิดความใคร่ ความขัดใจ ความลุ่มหลงและความมัวเมา คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล มีการงดเว้นเมถุนธรรม คือ งดเว้นบริโภคกามในวันอุโบสถ ทำจิตใจให้ห่างไกลกามคุณ ด้วยการเจริญกรรมฐาน ๒ อย่าง คือ กายคตาสติและมรณัสสติ สำหรับบรรพชิต สมณะผู้สงบ ปฏิบัติสมณธรรม ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวร อาชีวศีล และปัจจัยสันนิสสิตศีล เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปจาก วัตถุกามและกิเลสทั้งปวง[4]

การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการประพฤติที่ประเสริฐสูงขึ้น กล่าวคือชีวิตของคฤหัสถ์จะประพฤติพรหมจรรย์ได้ด้วยการรักษาอุโบสถศีล ในวันอุโบสถ ทำจิตใจให้ห่างไกลจากกามคุณ ปฏิบัติกรรมฐาน อบรมจิตใจให้สงบ ไม่หมกมุ่นในกาม เป็นกุศลวิธีที่จะพัฒนาจิตใจของตนให้สูงขึ้น ประณีตยิ่งขึ้น เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อบรรเทาและลดละโลภะ โทสะ โมหะ ให้ลดน้อยลงตามความสามารถที่พึงจะกระทำได้  การประพฤติพรหมจรรย์ จึงเป็นการประพฤติตนตามคุณธรรมในศาสนาให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น เพื่อสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้กิเลสกลับฟูฟุ้งขึ้นมาอีก กล่าวโดยสรุป การประพฤติพรหมจรรย์มี ๑๐ ประการ คือ

๑.ทาน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการบริจาคทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ 

๒.เวยยาวัจจะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการช่วยขวนขวายทำกิจการงานที่เป็นบุญกุศล

๓.รักษาศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ และศีล ๒๒๗

๔.อัปปมัญญา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการเป็นอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรม คือ เป็นผู้ที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อคนอื่นเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๕.เมถุนวิรัติ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ทุกชนิด

๖. สทารสันโดษ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการสันโดษ ยินดีอยู่แต่ในภรรยาสามีของตัวเอง ไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาสามีของคนอื่น

๗. วิริยะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเพียรพยายามละความชั่ว พยายามทำ แต่ความดี

๘. อุโบสถศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีลอุโบสถ ๘ ประการ โดยเคร่งครัด

๙. อริยมรรค คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการดำเนินชีวิตแบบมีอริยมรรคทั้ง ๘ ประการเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๑๐. ศาสนา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการประกาศศาสนา ได้แก่คำสั่งสอน

)  วิธีประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์มีวิธีการดังนี้

๑. พรหมจรรย์เบื้องต้น ผู้ครองเรือนควรครองตนด้วยการรักษาศีล ๕ มีความพอใจในคู่ครอง

๒. พรหมจรรย์ขั้นกลาง ผู้ครองเรือนควรรักษาศีล ๕ เป็นประจำ และรักษาศีล ๘ เป็นครั้งคราว ควรรักษาศีล ๘ ทุกวันพระ เดือนละ ๔ ครั้ง

๓. พรหมจรรย์ขั้นสูง สำหรับผู้ครองเรือน ถือศีล ๘ ตลอดชีวิตและครองชีวิตที่ประเสริฐ ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด สำหรับภิกษุก็ประพฤติสมณธรรม

พรหมจรรย์ทุกขั้นจะตั้งมั่นอยู่ได้ต้องอาศัยการฝึกสมาธิเป็นหลักพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นโดยการยึดหลักศีล สมาธิ ปัญญา

..  การเห็นอริยสัจ

หลักอริยสัจเป็นหลักคำสอนที่สูงสุดทางด้านจิตใจ และพระพุทธองค์ทรงค้นพบที่เรียกว่าตรัสรู้โดยพระปัญญาของพระองค์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อริยสัจเป็นศาสตร์ที่มีประวัติเกิดขึ้นในโลกผิดแผกกว่าศาสตร์ทุกชนิด โดยแฝงสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งไว้ถึง ๓ ประการด้วยกัน คือ ผู้ค้นพบ วิธีการค้นพบและสาระสำคัญของศาสตร์

ประการแรก ผู้ค้นพบศาสตร์ จะเห็นได้ว่า อริยสัจเกิดจากการค้นคว้าของบุคคลผู้เสียสละอย่างใหญ่หลวงอริยสัจไม่ได้เกิดจากปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการรบราฆ่าฟัน และไม่ได้เกิดเพราะถูกกดดันบีบคั้นทางสังคม หรือการประกอบอาชีพใด ๆ แล้วหนีไปพบโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเสียสละของคน ๆ เดียวเพื่อคนทั้งโลก ผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า การเกิดขึ้นของหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้มักเกิดจากการเสียสละของคนทั้งเมืองเพื่อคน ๆ เดียว หรือเพื่อสิ่ง ๆ เดียว แต่การเกิดขึ้นของอริยสัจมิใช่อย่างนั้น เป็นการเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกุลแก่คนทั่วไป

ประการที่สอง วิธีการค้นพบศาสตร์ ศาสตร์ต่าง ๆ ในโลกล้วนมีการค้นพบโดยท่านที่มีสติปัญญาทั้งนั้นแต่ว่าท่านได้ค้นพบในขณะจิตอย่างคนธรรมดาสามัญได้พบได้เห็นก็เกิดการคิดไปเขียนไป ศาสตร์บางสาขาอาจเกิดในวงข้าว วงเหล้า หรือในสนามรบ บางบท บางตอน บางเรื่อง อาจเกิดขึ้นขณะนอนหลับและฝัน หรือในขณะสติเลื่อนลอยเคลิบเคลิ้ม เกิดขึ้นด้วยความโลภ เกิดด้วยฤทธิ์โกรธ เกิดด้วยอำนาจของความหลงก็มี และเกิดในขณะจิตต่าง ๆ อีกมากมาย แต่อริยสัจเกิดในขณะจิตเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นจิตอิสระปราศจากการรบกวนจากกิเลส มีความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น มีแต่ปัญญาอันสว่างไสว เพราะฉะนั้น หลักอริยสัจจึงเป็นศาสตร์ที่เที่ยงตรงไม่โน้มเอียงด้วยอิทธิพลใด ๆ

  ประการที่สาม สาระสำคัญของศาสตร์ อริยสัจผิดแผกจากศาสตร์สาขาต่าง ๆทั่วไปไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ อักษรศาสตร์ หรือศาสตร์อย่างใดที่มีผู้ค้นพบทั้งสิ้น แต่อริยสัจเป็นศาสตร์อิสระชนิดหนึ่งต่างหาก ว่าด้วยการทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์และความมืดมนทางจิตใจทั้งปวง เป็นหลักวิชาที่ทำให้คนบรรลุเป็นพุทธะ ถ้าจะจัดเป็นศาสตร์ เรียกได้ว่า พุทธศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ทำให้คนบรรลุถึงพุทธภาวะ

)  ความหมายของการเห็นอริยสัจ  การเห็นแจ้งในความจริงอย่างสูงสุดหรือการเห็นความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งมีเห็นความทุกข์กายทุกข์ใจ เป็นต้น  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า  อริยสัจ แปลว่า ของจริงอันประเสริฐ ของจริงไม่มีข้าศึก ได้แก่จตุราริยสัจทั้ง ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุแห่งทุกข์๑ ความดับทุกข์๑ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์๑ คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ ชื่อว่าของจริงอริยสัจ[5]

อริยสัจ หมายถึง ทุกข์ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความดับทุกข์ การเห็นอริยสัจแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ เห็นแบบปริยัติ และเห็นแบบปฏิบัติ การเห็นอริยสัจแบบปริยัตินั้น หมายถึง การเห็นอริยสัจด้วยสุตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน การฟัง และจินตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการคิดตามหลักวิชาการ ตามเหตุผล การเห็นชั้นนี้เป็นการเห็นตามทฤษฏี ส่วนการเห็นอริยสัจแบบปฏิบัตินั้น เป็นการเห็นด้วยภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันได้แก่ การเห็นด้วยญาณทั้ง ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงที่มีอยู่คู่กับโลก แต่ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้แจ้งมาก่อน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ทั้งรู้และเห็นแล้วทรงชี้ให้เราเห็นได้แก่

๑.ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ทุกข์เปรียบได้กับคนป่วยเป็นโรค

๒.สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ เปรียบได้กับเชื้อโรค

๓.นิโรค คือ ความดับทุกข์ สภาพที่ความทุกข์ดับไปเปรียบได้กับสภาพที่หายจากโรค

๔.มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์เปรียบได้กับยาที่รักษาโรคให้หายป่วย

การเห็นอริยสัจ หมายถึง การเห็นด้วยการศึกษาเล่าเรียนและการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยการเจริญสมาธิและการเจริญปัญญา เพื่อให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า ตัณหาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ จะดับทุกข์ต้องดับที่ตัณหา มรรคเป็นต้นเหตุให้เกิดการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ จะดับทุกข์ควรปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด สภาพที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิงเรียกว่า นิโรธ

) องค์ประกอบของอริยสัจ อริยสัจคือความจริงอย่างประเสริฐหรือธรรมชาติจริงแท้มิได้แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นหลักธรรมที่ทำปุถุชนให้เป็นอริยชนได้ มี  ๔  ประการ[6]คือ

  .  ทุกข์  ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

  .  สมุทัย  เหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ ตัณหา

  .  นิโรธ  ความดับทุกข์

  .  มรรค  ทางปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์

พระพุทธองค์ทรงมีวิธีแสดงอริยสัจไว้ดังนี้ ๑. ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่หยาบ สรรพสัตว์รู้ได้ง่าย ๒. ทรงแสดงต้นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัย เพราะเป็นลักษณะคำสอนที่แสดงให้ทราบถึงต้นเค้าของทุกข์ ๓. ทรงแสดงความดับทุกข์หรือนิโรธ ๔. ทรงแสดงทางให้ถึงความดับ การแสดงทั้ง ๔ วิธีนี้เป็นการแสดงที่แสดงจากผลไปหาเหตุ อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงเรื่องทุกข์ไว้ก่อนก็เพื่อให้สัตว์ผู้มีความกำหนัดด้วยอำนาจความชื่นชมความสุขในภพ เพื่อให้เกิดความสังเวชใจและสะดวกในการน้อมเข้าไปหาทุกข์ได้

อริยสัจ ๔ นี้มีความเป็นเอกภาพอยู่ในตัวแล้วคือมีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ขาดไม่เกิน จะตัดออกไม่ได้ เพราะเป็นธรรมที่ต้องใส่ใจการปฏิบัติถึง ๔ ประการ คือ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ทุกข์) ธรรมที่ควรละ (สมุทัย) ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (นิโรธ) และธรรมที่ควรทำให้เจริญ (มรรค) ดังนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว อริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ก็คือการสอนให้มองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งว่าอยู่ในอำนาจของเหตุและผล

ภาวะที่เป็นจริงหรือภาวะที่ก่อให้เกิดการบีบคั้นสำหรับชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าทุกข์ และทุกข์ก็เป็นสิ่งที่จริงอย่างยิ่ง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ขึ้นชื่อว่าทุกข์แล้วจะไม่เบียดเบียนเป็นไม่มี สิ่งอื่นนอกจากทุกข์ก็ไม่มีอะไรเบียดเบียน เพราะเป็นสภาพที่ต้องเบียดเบียนอย่างแน่นอน ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์นี้เป็นสัจจะประการหนึ่ง ทุกข์นั้นเว้นจากตัณหาเสียแล้วก็ไม่มีจากที่อื่น และมันจะมีจากที่อื่นไม่ได้นอกจากตัณหา ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง  ๆ จึงชื่อว่าเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความสงบอย่างหนึ่ง นอกจากนิพพานมิได้มี และนิพพานจะเป็นธรรมชาติที่ไม่สงบก็หามิได้ เพราะกำหนดว่าเป็นสภาพที่สงบนิโรธจึงเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เครื่องนำออกจากทุกข์อย่างอื่นนอกจากมรรคมิได้มีและมรรคเล่าจะไม่นำออกก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นเองมรรคจึงเป็นสัจจะอันประเสริฐอีกประการหนึ่ง

  ทุกข์อันเกิดจากการเกิด

  ท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์ต่างๆ เกิดติดตามมากับทุกๆ ชีวิต หรือจะกล่าวว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่สร้างคนให้เกิดมาก็ว่าได้ คือ เมื่อเกิดมาแล้ว ความทุกข์จะปรากฏดังนี้

  ๑.ทุกข์เพราะทนได้ยาก (ทุกฺขทุกฺขํ)

  ๒.ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง (วิปริณามทุกฺขํ)

  ๓.ทุกข์ประจำสังขาร (สงฺขารทุกฺขํ)

  ๔.ทุกข์ที่ยังปกปิดอำพราง (ปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

  ๕.ทุกข์ที่เปิดเผย (อปฺปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ชื่อว่า ทุกข์เพราะทนได้ยาก, สุขเวทนา ชื่อว่า ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง, อุเบกขาเวทนา ชื่อว่าสังขารทุกข์เพราะเบียดเบียนบีบคั้น, อาพาธทางกายและทางใจ มีการปวดหู ฟัน และความเร่าร้อนเพราะราคะโทสะเป็นต้น ชื่อว่าทุกข์ที่ปกปิดหรืออำพราง, ทุกข์ที่เปิดเผย คือ อาพาธ ซึ่งมีสมุฏฐานต้นเหตุมาจากกรรมกรณ์ ๓๒

สรุปว่า ความเกิดเป็นทุกข์แน่นอน เพราะการเกิดเป็นการเริ่มต้นความทุกข์ของสรรพสิ่ง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว คือ เมื่อเด็กหรือสัตว์ที่อยู่ในครรภ์ก็ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานนานาประการ เหมือนหนอนซึ่งเกิดในน้ำครำแห่งปลาเน่า และขนมถั่วบูด เมื่อเวลามารดาเคลื่อนไหว หรือดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น กลืนข้าว เด็กก็มีความทุกข์ทรมาน หรือทุกข์เพราะครรภ์พิบัติ ในขณะคลอดเด็กได้รับความเจ็บปวด ประดุจถูกบีบด้วยภูเขากระทบกัน เมื่อออกจากครรภ์มารดาแล้วเมื่อถูกจับตัวอาบน้ำ เด็กซึ่งยังมีสรีระละเอียดอ่อน จะรู้สึกเจ็บเหมือนแผลใหม่ถูกเช็ดด้วยของแข็ง เมื่อออกจากครรภ์แล้ว สัตว์ทั้งหลายย่อมกระเสือกกระสนพยายามเพื่อมีชีพอยู่ และเดือดร้อนเพราะกิเลสมีความโกรธ เป็นต้น และทุกข์เพราะความพยายามของผู้อื่น เช่น ถูกประหาร  ถูกเบียดเบียนเพราะบุคคลผู้มีเวรต่อกัน

ทุกข์อันเกิดจากการแก่

อวัยวะทั้งหลายมีตาเป็นต้นของสรรพสัตว์ย่อมเสื่อมสลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่น ความทุกข์หรือความไม่สบายกายก็เกิดขึ้น

  ทุกข์อันเกิดจากความตาย

  ความตายเป็นความทุกข์ เพราะมองเห็นนิมิตอันชั่วร้ายแห่งบุคคลผู้ทำกรรมชั่วไว้มาก เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันตนรักใคร่ติดใจ

ทุกข์อันเกิดจากความโศก คือ ความแห้งใจ หรือใจแห้ง (โสกะ)

ความโศกเศร้าเสียใจเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ เพราะความเสียใจมักทำให้จิตใจหดหู่ ไม่สบาย

  ทุกข์อันเกิดจากความคร่ำครวญรำพัน (ปริเทวะ)

  การร่ำไรรำพันหรือคร่ำครวญเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความทุกข์ เพราะอาการเหล่านี้มักจะสร้างความรำคาญใจอยู่เรื่อย ทำจิตใจไม่ให้เป็นปกติสุข

  ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางกาย (ทุกขะ)

  ความทุกข์ทางกาย เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย ถูกเตะถูกตี เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น

  ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางใจ (โทมนัสสะ)

  ความระทมใจหรือความเศร้าในใจเป็นอาการแห่งความไม่เป็นปกติสุขในจิต เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์อีกประการหนึ่ง

  ทุกข์อันเกิดจากความคับแค้นใจ (อุปายาส)

  ความคับแค้นใจอันเกิดจากการที่ไม่สามารถกระทำอะไรได้ตามใจ เช่น ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็ไม่สามารถระงับความโกรธได้ เป็นต้น

  ทุกข์อันเกิดจากการต้องประสบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รัก (อัปปิยสัมปโยค)

  การประสบกับอนิฏฐารมณ์หรืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่ชอบใจเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เช่น การได้ร่วมงานกับคนที่เป็นศัตรูกัน ไม่ชอบพอกัน เป็นต้น

  ทุกข์อันเกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก (ปิยวิปโยค)

  การพลัดพรากหรือการสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง เช่น พ่อ แม่ ลูกหลาน เหลน เพื่อน ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน

  ทุกข์อันเกิดจากการไม่ได้สัตว์และสังขารดังที่ใจปรารถนา (อิจฉาวิฆาตะ)

  การได้พบกับสัตว์หรือการได้สังขารที่ไม่เป็นดังใจนับว่าเป็นความทุกข์ด้วย

สมุทัยสมุทัยคือต้นเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด สำหรับขั้นมูลฐาน ได้แก่ ตัณหาหรือความดิ้นรนด้วยอาการๆ  มี ๓ ประการ[7]คือ

  .กามตัณหา    ดิ้นรนในเรื่องกาม

  .ภวตัณหา   ดิ้นรนอยากมีอยากได้

  .วิภวตัณหา  ดิ้นรนอยากไม่มีอยากไม่เป็น

สรุปว่าสมุทัยท่านเน้นถึงตัณหา ๓ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นานาประการ

นิโรธ

นิโรธหมายถึงพระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ย่ำยีความเมาในภพ ถอนอาลัย ตัดวัฏฏะ กำหนัด ตัณหา  และดับทุกข์ทุกประการ

นิโรธคือการดับทุกข์หรือการดับสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) และการสำรอกราคะ ตัณหา เป็นต้น โดยสรุป นิโรธก็คือนิพพานดังที่ท่านกล่าวว่า “นิพพานมีอยู่จริง, แต่จะเห็นได้ก็ด้วยการปฏิบัติให้เหมาะสม หรือสมควรแก่นิพพานนั้น ถ้ายังไม่ปฏิบัติให้สมควรก็ไม่อาจเห็นนิพพานได้ พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม เพราะไม่มีปัจจัยปรุง ไม่มีสิ่งให้เกิด อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น มิใช่เป็นธรรมที่ให้เกิดนิพพาน เป็นแต่เพียงว่า พระนิพพานจะต้องบรรลุด้วยมรรคมีองค์ ๘  เท่านั้น พระนิพพานมิใช่สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นแต่เพียงบุคคลต้องบรรลุถึงเท่านั้น เพราะ  พระนิพพานไม่มีแดนเกิด ไม่มีเหตุให้เกิดจึงไม่แก่ไม่ตาย



[1] มงฺคลตฺถทีปนี. ๕ / ๒-๓.

[2] พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๑.

[3]มงฺคลตฺถทีปนี. ๕ / ๓๗.

[4]สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๘๐-๒๘๕.

[5]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๕.

[6]อภิ. วิภงฺค. ๓๕ / ๑๔๕ / ๑๒๗.

[7]องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๗๗ / ๔๙๔.

 

) ลักษณะของสมณะ

เมื่อรวมใจความตามพระพุทธวจนะแล้ว สามารถสรุปลักษณะของสมณะได้ดังนี้คือ

๑. สมณะย่อมไม่ทำอันตรายใคร เพราะถ้ายังมีการฆ่า ทำร้ายใครอยู่ หรือแม้แต่สนับสนุนคนอื่นให้ทำอย่างนั้น ก็ไม่เรียกว่าสมณะ

๒. สมณะย่อมไม่เห็นแก่ลาภสักการะ สมณะย่อมดำรงชีพอยู่เพียงเพื่อความเพียรเท่านั้น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่กิน ย่อมเว้นขาดจากมิจฉาชีพทุกชนิด

๓. สมณะต้องบำเพ็ญสมณธรรม สมณะย่อมไม่นั่งกินนอนกิน มีชีวิตเพียงไปวันหนึ่ง ๆ แต่ต้องฝึกตนให้เข้าถึงความเป็นสมณะที่ดียิ่งขึ้น

๔. สมณะต้องบำเพ็ญตบะ หมายถึง การทำความเพียรเพื่อละกิเลส ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะกิเลสให้ได้ เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิ สมาทานธุดงค์ เป็นต้น

การได้พบเห็นสมณะหรือคบหาสมณะนี้ เป็นเหตุให้ได้พบเห็นตัวอย่างที่ดีจากการปฏิบัติ จากการศึกษาค้นคว้า จากการดำเนินชีวิตที่สันโดษ มักน้อย กินน้อย ใช้น้อย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายของสมณะและทำให้ได้คุณค่าที่มีประโยชน์มากที่สุดให้แก่ชีวิต และย่อมได้รับการอนุเคราะห์จากท่าน ดังนี้ คือ

  ๑. ห้ามทำความชั่วทุกอย่าง

  ๒. ให้ตั้งอยู่แต่ในความดีความถูกต้อง

  ๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจที่บริสุทธิ์และดีงาม

  ๔. ให้ได้ฟังให้ได้ยินให้ได้รู้แต่ในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังไม่เคยได้รู้มาก่อน

  ๕.ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้แจ่มแจ้งให้เข้าใจที่ถูกต้อง

  ๖. ได้บอกทางสวรรค์หรือทางแห่งความเจริญให้นำมาปฏิบัติ

..  การสนทนาธรรมตามกาล

เมื่อบุคคลได้เห็นสมณะผู้สงบแล้ว จิตใจย่อมน้อมไปสู่ความดีงาม ฝักใฝ่คุณความดีและแสวงหาคุณความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป วิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยพัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญาของตน ก็คือ การสนทนาธรรมตามกาลที่ควร เป็นอุบายประคับประคองจิตใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง

)  ความหมายของการสนทนาธรรมตามกาลการพูดคุยกันด้วยธรรมะหรือการสนทนาธรรมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ในเวลาพลบค่ำหรือในเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุผู้เรียนพระสูตร ๒ รูป ย่อมสนทนาพระสูตรกะกันและกันภิกษุผู้ทรงวินัย ย่อมสนทนาพระวินัยภิกษุผู้เรียนอภิธรรม ย่อมสนทนาพระอภิธรรมภิกษุผู้กล่าวชาดก ย่อมสนทนาชาดกภิกษุผู้เรียนอรรถกถา ย่อมสนทนาอรรถกถา, หรือภิกษุย่อมสนทนากันในกาลนั้นๆ เพื่อจะชำระจิตที่หดหู่ฟุ้งซ่าน และที่ถูกวิจิกิจฉาครอบงำ นี้ชื่อว่า การสนทนาธรรมตามกาล[1]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า  คำที่ว่าสนทนาก็คือไต่ถามพูดจากันในข้ออรรถข้อธรรมแก่กันและกัน นั่นแหละชื่อว่า ธมฺมสากจฺฉา[2]

การสนทนาธรรม ที่ใช้ในคำว่า ธรรมสากัจฉา หมายความว่า เราพูดเขาฟัง เขาพูดเราฟัง ผลัดกันฟังผลัดกันพูด ซึ่งมีความแตกต่างจากการฟังธรรม การฟังธรรมเป็นงานทางจิตใจที่หนัก เป็นการฝึกจิตใจที่ยาก การฟังธรรมต้องฟังด้วยใจ การควบคุมจิตใจให้หยิบเอาประโยชน์จากการฟังนั้นยากยิ่งกว่าการควบคุมจิตใจในการพูดให้คนอื่นฟัง โดยสรุปแล้ว การฟังธรรมจะต้องต่อสู้กับความยากอยู่ ๒ อย่าง คือ ยากที่จะควบคุมจิตใจให้ฟังธรรม และยากที่จะรับเอาธรรมะเข้าสู่จิตใจ แต่การสนทนาธรรมในมงคลข้อนี้ยิ่งยากกว่าการฟังธรรมอีก เพราะเป็นการพูดคุยซักถามธรรมะซึ่งกันและกันระหว่างคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป การสนทนาธรรมตามกาล คือการสนทนาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นการสนทนาธรรมตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม โดยนำหลักธรรมที่ได้เล่าเรียนศึกษามาเพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดเป็นความชั่วจะได้ละเว้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลจะได้ตั้งใจทำให้มาก ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมะ สามารถฟื้นฟูทบทวนและระลึกความจำถึงหัวข้อธรรม ทำให้มีความรู้แตกฉานในวิชาการ สามารถชำระ จิตให้สะอาดไม่หงอยเหงา มีจิตใจเบิกบาน เฉลียวฉลาดซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต

) กาลที่ควรสนทนาธรรม กาลที่ควรสนทนาธรรมพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัญจมวรรค ตติยปัณณาสก์ ในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า

ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ อย่างนี้ เมื่อใครอบรมบ่มนิสัยของตน ประพฤติตนให้ดีถูกชอบ ก็จะให้เขาได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายโดยลำดับ กาล ๔ อย่าง คือ ฟังธรรมตามกาล สนทนาธรรมตามกาล แสดงธรรมตามกาล เจริญวิปัสสนาธรรมตามกาล ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ อย่างนี้แหละ เมื่อใครอบรมบ่มนิสัยของตน ประพฤติตนให้ดีถูกชอบ จะให้เขาได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย[3]

.๗ หลักจริยศาสตร์ด้านคุณธรรม

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ต้องการเน้นหลักธรรมที่ช่วยเสริมศักยภาพภายในของมนุษย์ หรือหลักธรรมที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพของมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ ๑. ความไม่ประมาทในธรรม ๒. การมีสัมมาคารวะ ๓. ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ๔. ความสันโดษ ๕. ความกตัญญู

..๑ ความไม่ประมาทในธรรม

ผู้ที่จะสร้างความก้าวหน้าทางจิตใจ จะต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในทุก ๆ เรื่อง ความไม่ประมาทเป็นหัวใจของการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีอุปการะมากในธรรมอันหาโทษมิได้ เพราะเป็นไปเพื่อก่อให้เกิดกุศลความดีงามเพียงฝ่ายเดียว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัปปมาทวรรค สังยุตตนิกายว่า  ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งนั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูลประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งกุศลทั้งหลาย[4]

ความไม่ประมาทเป็นเหตุให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุด ท่านอุปมาไว้ว่า รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนพื้นปฐพีทุกจำพวก ย่อมถึงความรวมลงในรอยเท้าช้าง ชาวโลกย่อมกล่าวว่า รอยเท้าช้างเป็นยอดแห่งรอยเท้าของสรรพสัตว์เหล่านั้น เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่โตฉันใด กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตย่อมกล่าวว่าเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งหลายฉันนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสปัจฉิมโอวาทเตือนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทว่า  ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด[5]

)  ความหมายของการไม่ประมาทในธรรม การไม่ประมาทในธรรม คือ การไม่ดูถูก ยอมรับ นับถือ และยกย่องพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ธรรมในที่นี้ หมายถึง ความชั่วและความดีทั้งปวง ในความชั่วก็ไม่ประมาท คือ ไม่ดูหมิ่นว่าไม่เป็นไร แม้เพียงเล็กน้อยก็รีบละเสีย ไม่ปล่อยให้ความชั่วสะสมเพิ่มขึ้น หมั่นขจัดเพียรละความชั่วให้หมดสิ้นไป ในด้านความดีก็ตั้งใจเพียรพยายามขะมักเขม้นกระทำ ไม่ดูหมิ่นว่าเล็กน้อย แล้วทอดธุระ ละเลยเสีย ขยันเพิ่มพูนสะสมความดี เมื่อความชั่วหมดไป ความดีเพิ่มพูนเต็มเปี่ยมก็บริบูรณ์ด้วยสันติสุข การมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่เสมอ ไม่เผลอตัวหลงลืม มีความตั้งใจที่จะเว้นสิ่งชั่วหยุดทำชั่ว มีความขยันหมั่นเพียรสร้างความดี สะสมความดี ความไม่ประมาทเป็นยอดธรรมประจำใจ เป็นมูลเหตุให้ความชั่วอกุศลธรรมเสื่อมหายไปและเพิ่มพูนความดีกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ[6]

พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า  ความไม่ประมาทคือการไม่ปล่อยสติสัมปชัญญะ จะทำกิจใดหน้าที่ใด มีสติสัมปชัญญะกำกับ มิเผลอไผลหลงลืม เตือนใจตนเอง ได้ตลอดเวลา ปลุกใจให้ตื่นตัวอยู่ทุกเมื่อ[7]

ความไม่ประมาทในธรรม คือการมีสติกำกับตัวเสมอ จะคิดจะทำจะพูดสิ่งใด ไม่ยอมถลำลงไปในความเสื่อมเสีย และไม่ยอมพลาดในโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำถึงกิจกรรมที่ต้องเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำด้วยความจริงจังและดำเนินรุดหน้าตลอดเวลาจิตมีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนไม่ลืมตัวไม่เผลอตัว ไม่เลินเล่อและไม่มัวเมา กล่าวสั้นๆ ความไม่ประมาทก็คือจิตมีสติ จิตคือธรรมชาติที่นึกคิดไปตามอารมณ์ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้รู้ ส่วนสติคือความระลึกได้ เป็นคุณธรรมที่ช่วยเตือนจิต ควบคุมจิตไม่ให้เผลอตัว ไม่ให้ประมาทในการกระทำ การพูดและการคิด ความไม่ประมาทนับเป็นคุณธรรมสำคัญที่สนับสนุนความดีให้งอกงาม และทำลายความชั่วร้ายให้หมดไป ตรงกันข้ามกับความประมาทซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญที่จะส่งเสริมความชั่วให้เพิ่มพูนและทำลายความดีให้สูญสิ้นไป

..  ความเคารพ

คารวะ ได้แก่ ความเคารพนับถือ การนอบน้อมต่อบุคคลหรือสิ่งที่ควรนอบน้อม สิ่งที่ควรเคารพนับถือ การทำความคารวะ ได้แก่ การทำความเคารพ ทำความนับถือ การทำจิตใจ ให้เข้มแข็ง ให้เด็ดเดี่ยว ให้หนักแน่น ให้เชื่อถือให้เชื่อฟัง ให้ยึดมั่นในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในมารดาบิดา และผู้ควรแก่การเคารพนับถือ  การเคารพเป็นคุณธรรมเฉพาะของมนุษย์ เป็นยอดดีของมนุษย์อย่างหนึ่ง มิใช่คุณธรรมพื้นหรือขั้นต่ำ แต่เป็นคุณธรรมชั้นสูงสูงจนกระทั่งคนใจต่ำปฏิบัติไม่ได้ พระบางรูปยอมต้องอาบัติ ทหารบางคนยอมถูกขัง คนบางคนบางพวกเสียสมบัติผู้ดี เพราะตัวต่ำไม่อาจทำคารวะซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นสูงได้ เหมือนคนเตี้ยหยิบเอาของบนที่สูง ต้องฝืนตัวฝืนใจทำ ดังนั้น ท่านจึงจัดคารวธรรมไว้ในขั้นเกือบจะสูงสุดของมงคล

)  ความหมายของความเคารพ การแสดงความเคารพหรือแสดงความนับถือที่ตนเองมีแก่สิ่งต่าง ๆ เช่น การกราบไหว้พระรัตนตรัย เป็นต้น นี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า ความเคารพได้แก่กิริยาอาการยกย่องเชิดชูบุคคลหรือสิ่งที่ควรยกย่องเชิดชู ได้แก่ การกราบ การไหว้ อ่อนน้อม การต้อนรับ การสำรวมกิริยาให้สงบ และมีความเอื้อเฟื้อเอาใจใส่แสดงให้เห็นน้ำใจว่าตั้งใจยกย่องเชิดชูให้สมควรแก่ฐานะ[8] คารวะคือความเคารพนี้เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง อยู่ในจิตใจของผู้ที่มีคารวะไม่ได้หมายเพียงการกระทำกราบๆ ไหว้ๆ ซึ่งเป็นเพียงกิริยาแสดงคารวะเท่านั้น ผู้ที่ไม่มีคารวธรรมในจิตใจเลยอาจจะแสร้งทำด้วยความจำใจก็ได้ การทำคารวะกับการมีคารวะจึงไม่เหมือนกันความเคารพเป็นมารยาททางสังคมที่แสดงออกโดยการไหว้ การคำนับ การยืนตรง ฯลฯ ซึ่งเราได้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ บางครั้งเห็นเขาทำเราก็ทำตาม บางครั้งคนอื่นสอนให้ทำ  ความเคารพ คือ การตระหนักในความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น เราตระหนักในความดีของผู้ใดและสิ่งใด ก็หมายความว่าเรามีคารวะต่อผู้นั้นและสิ่งนั้น และคนที่จะตระหนักในความดีของผู้อื่นแลสิ่งอื่น ต้องมีของดีอย่างหนึ่งเป็นทุนอยู่ในใจก่อน คือ มีปัญญา ความรู้จักผิดชอบชั่วดีพอสมควร คนที่มีคารวะแล้วจะต้องมีปัญญาอยู่ด้วยเสมอ

)  สิ่งที่ควรเคารพ ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงบุคคลและสิ่งของที่ควรเคารพไว้ ๖ ประการ[9]คือ

. พระพุทธเจ้า

. พระธรรม

. พระสงฆ์

. การศึกษา

. ความไม่ประมาท

. ปฏิสันถาร

)  วิธีแสดงความเคารพ ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงวิธีการเคารพบุคคลและสิ่งของที่ควรเคารพไว้ด้งนี้

๑. พระพุทธเจ้า คือ ให้ตระหนักถึงคุณงามความดีอันมีอยู่ในพระองค์

๒. พระธรรม คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓. พระสงฆ์ คือ ให้ตระหนักถึงคุณงามความดีของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย

๔. การศึกษา คือ ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาเล่าเรียน ไม่เกียจคร้าน

๕. ความไม่ประมาท คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

๖. ปฏิสันถาร คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันจะพึงเกิดขึ้นจากการต้อนรับแขก

..๓ ความประพฤติถ่อมตน

สำหรับมงคลข้อนี้คำว่า “นิวาตะ” แปลว่า ความถ่อมตัว ซึ่งต่างจากความเคารพหรือคารวะ คารวะหมายถึงการตระหนักในความดีของคนอื่นสิ่งอื่น นิวาตะ คือ ความถ่อมตัว หมายถึง การถ่อมใจของเราลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบำเพ็ญคารวะต้องปรารภคนอื่น ส่วนการบำเพ็ญนิวาตะต้องปรารภตนเอง คารวะเรามองคุณความดีของคนอื่น ส่วนนิวาตะเรามองความบกพร่องของตัวเอง และปรับใจตัวเราเองให้เหมาะสมที่จะรับถ่ายทอดความดีจากคนอื่น คนที่มีคารวะแล้วไม่แน่ว่าจะมีนิวาตะ คือ คนถ่อมตัวหรือไม่ เพราะบางคนตระหนักในความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น แต่ยังมีกิเลสหนาอยู่ในใจ คือ ความทะนงตัวอวดดื้อถือดี เอาตัวเข้าไปเทียบว่าข้านี้ก็แน่ ข้าก็คือผู้วิเศษ ไม่สามารถน้อมตัวเพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นได้อย่างเต็มที่

๑ ความหมายของการประพฤติถ่อมตัวการอ่อนน้อมถ่อมตัวหรือการเป็นผู้ไม่มีความแข็งกระด้างนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ความเป็นมีใจอ่อนน้อม คือความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตน ชื่อว่า นิวาตะ (ความประพฤติถ่อมตน) บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตนใด เป็นผู้ขจัดมานะเสียได้ ขจัดความกระด้างเสียได้ เป็นผู้เช่นกับด้วยท่อนผ้าสำหรับเช็ดเท้า เสมอด้วยโคผู้ตัวเขาหัก และเป็นผู้เสมอด้วยงูพิษที่ถูกถอนเขี้ยวแล้ว มีวาจาอ่อนหวาน มีวาจานิ่มนวล มีวาจาน่าปลื้มใจ นี้ชื่อว่า นิวาตะ[10]

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

ความถ่อมตัวหรือไม่เย่อหยิ่ง ความอ่อนน้อม อ่อนโยน ไม่ถือตัวดูหมิ่นผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรักใคร่เอ็นดู มีเมตตาปรารถนาให้มีความสุข ความเจริญ ผู้ใดเป็นที่รักของชนมาก ผู้นั้นย่อมได้รับความสะดวกในกิจการทั้งปวง นำตนไปสู่ความเจริญด้วยอิสริยยศและบริวารสมบัติ[11]

พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า

นิวาโต แปลตรงศัพท์ว่า ไม่มีลม คือไม่แสดงอาการอบ่างพองลมหรือลูกโป่ง อันไม่มีสาระภายใน โดยใจความนั้นหมายความว่า ไม่หยิ่ง ไม่จองหอง เจียมตัวหรือถ่อมตน ท่านแสดงลักษณะบุคคลผู้เป็นเช่นนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีมานะ ไม่กระด้าง เป็นคนไม่มีพิษ ประดุจงูที่ถอนเขี้ยว มีวาจาอันละเอียดอ่อน ไพเราะเสนาะโสต แม้จะเป็นผู้มีอิสริยวัยหรือคุณสมบัติมาก ก็ไม่กระด้างเพื่อจะทำคารวะอ่อนน้อมต่อผู้อื่นโดยฐานะอันสมควร[12]

ความถ่อมตัว หมายถึง ไม่พองลม เอาลมออกแล้ว คือ เอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่อวดตน ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดื้อถือดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ความถ่อมตนเป็นการปรามตนเอง คอยพิจารณาข้อบกพร่องของตน จับผิดตนเองสามารถประเมินค่าตนเองได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมารยาททางสังคม ความถ่อมตน เป็นจริยที่มีความสำคัญมากในการครองตน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป การติดต่อประสานงานและการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนั้น ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การฝึกฝนตนเองให้มีความถ่อมตน ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพให้สุภาพ นุ่มนวล เป็นที่รักของบุคคลทั่วไปและผู้ที่เราได้พบปะสนทนาด้วย

..ความสันโดษ

เรื่องสันโดษเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังมีผู้เข้าใจผิดกันอยู่มาก บางทีก็เข้าใจว่า เพราะธรรมว่า “สันโดษ” นี้เองจึงทำให้คนเกียจคร้าน ทำให้คนยากจน ทำให้ชาติบ้านเมืองไม่เจริญเติบโตไม่พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากสอนให้คนสันโดษมักน้อย คือ พยายามจะเอาคำว่ามักน้อยไปขยายคำว่า “สันโดษ” หรือเข้าใจว่า มักน้อยกับสันโดษ เป็นคำมีความหมายเดียวกัน ความจริงแล้วสันโดษกับมักน้อยไม่ใช่อันเดียวกันเป็นคนละเรื่องกัน แต่ทั้งสองคำก็เป็นข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ใช้คนละวาระและคนละความมุ่งหมาย จึงควรทำความเข้าคำว่า “สันโดษ” ก่อน

) ความหมายของความสันโดษ การเป็นผู้มีความมักน้อยโดยคำนึงถึงความสามารถ กำลังสติปัญญา และความเหมาะสมที่จะพึงมีแก่ตนเองนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้  ความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ชื่อว่า สนฺตุฎฐิ บุคคลชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้[13]

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า สันโดษ แปลว่า ความยินดี จำแนกออกเป็น ๓ ประการ คือ

. ความยินดีของของตน หมายถึง ความยินดีในสิ่งที่ตนหามาได้โดยชอบธรรมด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน ตนสร้างขึ้นได้เอง ด้วยปัญญาความคิดของตน

. ความยินดีกับของที่ตนมีอยู่ ได้แก่ ทรัพย์สินที่ตนเองเก็บสะสมไว้และใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำสวน ค้าขาย

. มีความยินดีใจในสิ่งที่ชอบธรรม หมายความว่าของที่ตนได้มาและสิ่งที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม[14]

พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า  “สันโดษ หมายถึง ความยินดีพอใจในวัตถุ ปัจจัยที่หามาหรือในผลงานที่ทำสำเร็จขึ้นด้วยเรี่ยวแรงความพยายามของตน ในทางที่ชอบธรรมแล้วสร้างความพอดีไว้ในใจ ในการเสวยผลจากวัตถุปัจจัยหรือผลงานนั้น”[15]

สันโดษ หมายถึง ความเป็นผู้มีความยินดีโดยอาการสม่ำเสมอ ยินดี ชอบใจ พอใจ อิ่มใจ จุใจ กับของของตนโดยมีความยินดี ตามมี ตามได้และตามสมควรพอใจ ชอบใจ อิ่มใจ จุใจ สุขใจ กับสิ่งที่เป็นของๆ ตนก็ได้ มีความพอใจกับสิ่งที่ตนทำมาหาได้โดยชอบธรรม จะมีจำนวนมากหรือน้อยก็ได้ นี้คือความหมายของคำว่าสันโดษ เป็นการพัฒนาความรู้จักพอ มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาชีพ มีความยินดีพอใจ ในสิ่งที่ตนหามาได้ ไม่คิดโลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ด้วยการยักยอก เบียดบังหรือทุจริต

) ลักษณะของความสันโดษปัจจัย ๔ ใดอันอุปัชฌาย์แสดงในมณฑลที่อุปสมบทว่า

ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย เป็นต้น อันตนเองรับแล้ว ปัจจัยนั้น ชื่อว่า สกํ (ของตน) ภิกษุไม่แสดงวิการทั้งในเวลารับ ทั้งในเวลาบริโภค ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปัจจัย ๔ นั้น ที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งทายกถวายแล้ว โดยเคารพหรือไม่เคารพก็ตามพระผู้มีพระภาคตรัสว่าผู้สันโดษด้วยปัจจัยของตน

ปัจจัย ๔ ใด ย่อมเป็นของอันตนได้แล้ว คือมีอยู่แก่ตน ปัจจัย ๔ นั้น ซึ่งมีอยู่เท่านั้น ไม่ปรารถนาปัจจัยอื่นไปจากปัจจัยนั้น ละความเป็นคนมักมากเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้สันโดษด้วยปัจจัยที่มีอยู่

การละความยินดียินร้าย ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่า สมํ (สม่ำเสมอ) ภิกษุยินดีอยู่ในอารมณ์ทั้งปวง โดยความสม่ำเสมอนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้สันโดษโดยสม่ำเสมอ[16]

สรุปความสันโดษมีลักษณะดังต่อไปนี้

๑.สเกน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองมีอยู่

๒.สันเตน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองแสวงหามาได้

๓.สเมน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองครอบครองอยู่หรือรู้จักประมาณ

)  เกณฑ์ตัดสินความสันโดษ ความสันโดษมีเกณฑ์พิจารณาหรือตัดสินดังนี้

. ยถาลาภสันโดษ ได้แก่ การพอใจกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองหามาได้

. ยถาพลสันโดษ ได้แก่ การพอใจกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองหามาได้ด้วยกำลัง

. ยถาสารุปสันโดษ ได้แก่ การพอใจตามสมควรกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองได้มาและหามาได้ด้วยกำลังของตน[17]

..  ความกตัญญู

มงคลข้อกตัญญูนี้ได้กล่าวไว้ในมงคลข้อการบำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดา ในหัวข้อคุณธรรมของบุตรธิดาซึ่งได้อธิบายคู่กับกตเวที คือ การรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว ตอบแทนคุณให้ท่านด้วยการประกาศคุณและสนองคุณท่าน อันเป็นคุณธรรมเฉพาะของบุตรธิดาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ เป็นคุณธรรมพื้นฐานของคน คือ เป็นพื้นฐานของคนดี จัดเป็นคุณธรรมขั้นสามัญ เป็นการรู้อุปการคุณที่คนอื่นทำให้แก่ตน จะรับรองใครว่ามีคุณ ก็ต่อเมื่อเขาทำอะไรให้แก่ตนเท่านั้น เช่น รับว่ามารดาบิดามีคุณ ก็เพราะเลี้ยงตัวเรามา รับว่าครูอาจารย์มีคุณ เพราะท่านได้สอนวิชาความรู้ให้แก่เรามา เป็นต้น สรุปว่าความกตัญญูขั้นสามัญหมายถึงการรูอุปการคุณที่เขาทำให้แก่เรา

)  ความหมายของความกตัญญู การเป็นผู้รู้อุปการะที่ผู้อื่นได้กระทำแก่ตนเองหรือความเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทีนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

ความเป็นกตัญญู หมายถึง ความไม่ลบหลู่บุญคุณท่าน จะเป็นใครก็ตามถ้ามีบุญคุณกับตนแล้วต้องไม่ลบหลู่ ต้องยกย่องและพยายามตอบสนองคุณตามความสามารถ ความเป็นผู้กตัญญูเป็นภูมิธรรม เป็นประเพณีของคนดี เช่น บุตรมีความกตัญญูรู้คุณของบิดามารดา ตลอดถึงบุรพชนต้นตระกูล ที่ได้ก่อสร้างทรัพย์สมบัติ และคุณความดีช่วยกันรักษาสมบัติของชาติ เช่น แดนดินถิ่นประเทศ ส่วนกตเวทีนั้น หมายถึง ผู้ตอบแทนสนองอุปการะคุณ เช่น ศิษย์มีความสำนึก รู้คุณของครูอาจารย์ จึงเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอน เคารพในการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสมบูรณ์ ไม่บกพร่อง เป็นต้น[18]

พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า

ความรู้และยอมรับรู้ในบุญคุณของผู้อื่น ที่มีอยู่เหนือตนเรียกว่า กตัญญุตา การพยายามทำตอบแทนบุญคุณนั้น ๆ เรียกว่า กตเวทิตา คนที่รู้บุญคุณ เรียกว่า คนกตัญญู คนที่ทำตอบแทน เรียกว่า คนกตเวที กตัญญูกตเวทิตา หมายถึง ความรู้บุญคุณท่านแล้วทำตอบให้ปรากฏ นี้เป็นธรรมประคองโลกให้เป็นอยู่ได้ และอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามทั้งหลายของคนไทย ล้วนแต่มีความกตัญญูกตเวที่ตั้งสำคัญ และทั้งเป็นไปเพื่อรักษาส่งเสริมคุณธรรมข้อนี้ ให้คงมีอยู่ในโลกอย่างแน่นแฟ้นพร้อมกันไปในตัว[19]

ความกตัญญู คือความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ ปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการะคุณผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตามน้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดู สั่งสอนความกตัญญูข้อนี้ ท่านจัดไว้ในลำดับสูง เป็นเรื่องของการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น ประณีตขึ้นตามลำดับ จัดเป็นกตัญญูขั้นสูง เป็นกตัญญูในวงกว้าง คือ สูงหรือกว้างกว่ากตัญญูกตเวที เรียกว่ากตัญญูขั้นสัตบุรุษซึ่งหมายถึงการรู้เห็นความดีอันมีอยู่ในตัวคนอื่น ใครมีคุณความดีก็รู้ว่าเขาดี ไม่ว่าเขาจะทำอะไรให้เราหรือไม่ก็ตาม คนที่ไม่เป็นสัตบุรุษนั้นยากที่จะรับรู้ว่าคนอื่นดี ถ้าตัวเองไม่ได้รับประโยชน์จากเขา แม้เขาจะมีคุณความดีมากมายและเป็นผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติก็ตาม หากตัวคนเดียวไม่ได้รับผลประโยชน์หรือเสียประโยชน์ไปบ้าง ก็ไม่ยอมรับรู้ความดีของเขาถึงกับโพนทนาว่าร้ายเขาให้เสียหาย เป็นต้น ความกตัญญูกตเวทีนี้ คือความรู้และการยอมรับรู้ในบุญคุณของบุคคล สัตว์ สิ่งของและธรรมชาติ ที่มีต่อตัวเราทั้งทางตรงและทางอ้อม และพยายามกระทำตอบด้วยการทดแทนพระคุณ ช่วยเหลืออุปการะ ยกย่อง บำรุง รักษาให้คงอยู่ เพื่อความสงบสุขของสังคม และเพื่อความสมดุลทางธรรมชาติ

) สิ่งที่ควรกตัญญู สิ่งที่ควรแสดงความกตัญญูกตเวทีแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่

๑. กตัญญูต่อบุคคล  ได้แก่ พระพุทธเจ้า บิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลอื่นๆ เช่น เพื่อนๆ ที่มีพระคุณต่อเรา

๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ทุกประเภทที่มีคุณต่อเรา

๓. กตัญญูต่อสิ่งของ คือ สิ่งของทุกประเภทที่มีคุณประโยชน์ต่อเรา

๔. กตัญญูต่อสถาบัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

๕. กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้จักและมองเห็นคุณค่าของตัวเอง

๖. กตัญญูต่อธรรม คือ รู้จักและเข้าใจถึงความเป็นจริงของสัจธรรม



[1]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๒๓๗.

[2]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๔.

[3]องฺ. จตุกก. ๒๑ / ๑๔๗ / ๑๖๕.

[4]สํ. มหา. ๑๙ / ๒๑๒ / ๑๕๘.

[5]ที. มหา. ๑๐ / ๒๑๘ / ๑๖๘.

[6]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙๐-๑๙๑.

[7]พระเทพปริยัติโมลี, หลักการพัฒนาตน, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซี่ยง, ม.ป.ป.), หน้า๒๙.

[8]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙๖.

[9]องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๐๓ / ๓๖๘.

[10] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๓๒.

[11]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๖.

[12]พระธรรมโกศาจารย์, มงคลชีวิต, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๔๔),หน้า ๑๐๓.

[13]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๔๓.

[14]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๗-๒๑๗.

[15]พระเทพปริยัติโมลี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๔๒.

[16]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๔๓–๔๔.

[17]ที. อ. ๑ / ๒๕๓.

[18]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๑๙-๒๒๔.

[19]พระธรรมโกษาจารย์(พุทธทาสภิกขุ),กตัญญูกตเวทีเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๓๔),หน้า๓-๔.

 

.จริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับการศึกษาธรรม

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์เน้นที่ความเป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องจากระดับที่ผ่านมา คือ เป็นผู้มีคุณธรรมด้านดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก่อนที่จะนำคุณธรรมระดับต่อไปไปปฏิบัติเพื่อคุณงามความดีที่สูง ๆ ขึ้นได้ โดยประกอบด้วย ๑. การฟังธรรมตามกาล ๒. ความอดทน ๓. ความเป็นผู้ว่าง่าย ๔. การคบหากับสมณะ ๕. การสนทนาธรรม 

 

..๑ การฟังธรรมตามกาล

การได้ยินได้ฟังทำให้เกิดความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดีและไม่ดีหรือในทางบวกและทางลบแล้วแต่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าแก่การฟังเพียงใด ในมงคลข้อนี้ท่านมุ่งเอาการฟังธรรมตามกาล หมายถึง การฟังสิ่งที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นเสียงธรรมเสียงมงคล เสียงธรรมย่อมประกอบด้วยคุณความดี แสดงเหตุผลเข้าถึงจิตใจ จับใจ ถูกใจ เป็นเสียงสุภาษิต ชอบธรรม ชอบวินัย และชอบด้วยกฎหมาย ชักชวนให้ผู้ฟังมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติชอบตามกำลังความสามารถของตน

)  ความหมายของการฟังธรรมตามกาล การฟังธรรมตามกาลหรือการฟังธรรมะตามฤดูกาลที่มีท่านผู้รู้ประกาศธรรมนี้  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้ในกาลใด จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะหรือถูกอกุศลวิตกเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำ การฟังธรรมเพื่อบรรเทาวิตกเหล่านั้น ชื่อว่า การฟังธรรมโดยกาล[1]

การฟังธรรมตามกาลนั้นมีสองลักษณะ คือ ลักษณะที่ ๑ ให้ขวนขวายฟังธรรมะตามที่พระพุทธเจ้ากำหนด คือ ฟังธรรมในวันพระ สัปดาห์ละ ๑ วัน วันพระตรงกับวันขึ้นแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (แรม ๑๔ ค่ำ ถ้าเดือนขาด) ส่วนลักษณะที่ ๒ เป็นการฟังธรรมตามกาลเวลา ที่ผู้ฟังเกิดความวิตกกังวล ไม่สบายใจ จิตใจถูกกิเลสครอบงำมาก หรือมีปัญหาชีวิต แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องรับไปฟังธรรมหรือปรึกษาธรรม โดยไม่ต้องรอวันพระ

) อานิสงส์ของการฟังธรรมตามกาล การฟังธรรมหรือการสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีประโยชน์หรือมีอานิสงส์อย่างมากดังที่พระองค์ตรัสไว้ใน ธัมมัสสวนสูตร ความว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉนคือ ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑ ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๑ ย่อมทำความเห็นให้ตรง ๑ จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้แล[2]

สรุปการฟังธรรมตามกาลข้อนี้ว่า การฟังธรรมตามกาล คือ การขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรมคำสอนจากผู้ที่มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตและสติปัญญาให้สูงขึ้น โดยเมื่อฟังธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่านั้นมาเป็นกระจกสะท้อนดูตนเองว่ามีคุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นไปได้อย่างไร

การฟังธรรมตามกาล คือการฟังสิ่งที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นเสียงธรรมเสียงมงคล เสียงธรรมย่อมประกอบด้วยคุณความดี แสดงเหตุผลเข้าถึงจิตใจ จับใจ ถูกใจ เป็นเสียงสุภาษิต ชอบธรรม ชอบวินัย และชอบด้วยกฎหมาย ชักชวนให้ผู้ฟังมุ่งมั่นประพฤติดีปฏิบัติชอบตามกำลังความสามารถของตน

การฟังธรรมตามกาลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ได้แก่ ฟังคำสอนที่มีลักษณะเป็นข้อบังคับ เรียก วินัย และฟังคำสอนประเภทคำแนะนำให้ทำดี เรียก พุทโธวาท กาลตามพระพุทธบัญญัติ ได้แก่ วันขึ้น/แรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (หรือแรม ๑๔ ค่ำ) ของทุกเดือนเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ฟังพระสัทธรรม เรียกว่า วันธรรมสวนะ หรือ วันพระ ส่วนกาลตามพระพุทธโอวาท คือ คำสอนเชิงแนะนำของพระพุทธเจ้า กาลฟังธรรม มิได้กำหนดวัน-คืน ไว้ตายตัวขึ้นอยู่กับผู้ฟังและผู้แสดงธรรม

..๒ ความอดทน

งานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ งานทางโลกหรืองานทางธรรมที่สำเร็จขึ้นมาได้ นอกจากจะอาศัยสติปัญญาเป็นตัวนำแล้วล้วนต้องอาศัยคุณธรรมอันหนึ่งเป็นพื้นฐานจึงจะสำเร็จลุล่วงได้ คุณธรรมอันนั้นก็คือ ขันติ ความอดทน เพราะขันติเป็นคุณธรรมช่วยบำรุงกำลังให้แข็งแกร่งแรงกล้า หันหน้าเข้าต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายและสามารถเอาชนะงานที่ยาก งานหนักและงานใหญ่ได้เสมอ นอกจากนี้ยังพอใจริเริ่มงานชิ้นใหม่ขึ้นอีก ไม่ย่อท้อยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ คนที่มีขันติเป็นเครื่องประดับจิตใจ จึงเป็นคนเด่น เหมือนว่าวที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศเพราะสามารถต้านลมได้ฉะนั้น

) ความหมายของความอดทน  การมีขันติหรือมีความอดทน อดกลั้นต่อกิเลสต่างๆ เช่น ความโกรธ เป็นต้น ที่มากระทบเข้า ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า

ขันติ แปลว่า อดทน เป็นธรรมที่จำเป็นสำหรับคนทำงานทุกชนชั้น คนอดทนต่อถ้อยคำของคนที่สูงกว่าเพราะกลัว อดทนต่อคนเสมอกันเพราะชิงไหวชิงพริบ แต่ถ้าผู้ใดอดทนต่อคนที่ต่ำกว่าได้ สัตบุรุษกล่าวว่า เป็นความอดทนสูงสุด ขันติมีอยู่ ๒ ประเภท คือ  ๑. ขันติ หมายถึง ความอดทนในการทำงาน ต่อความลำบาก ความหิว ความกระหาย ความเจ็บปวด

. อธิวาสขันติ หมายถึง ความอดทนต่อล่วงเกินของคนที่ต่ำกว่า[3]

พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า ขันติคือความอดทนได้เมื่อถูกกระทบด้วยสิ่งไม่พึงปรารถนาเป็นลักษณะของกายและใจที่พร้อมจะเผชิญเหตุการณ์ที่พึ่งพาหรือที่จะเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ไม่มีความย่อท้อ เมื่อประสบสิ่งลำบากหรือไม่ต้องการต้องพยายามสงบใจ ทำใจให้เย็น ไม่เก็บเอาความลำบากความเจ็บปวด ความเจ็บใจ และความอยากนั้นๆ มาใส่ใจคิด เมื่อสงบใจได้แล้ว กิริยาท่าทางและคำพูดที่แสดงออกก็สงบเสงี่ยม เรียบร้อย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น[4]

ความอดทน คือการรักษาความเป็นปกติของคนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบทกระทั่งด้วยสิ่งอันพึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดเหมือนแผ่นดินไม่หวั่นไหวด้วยของเสียของหอม ของสกปรกหรือของสะอาดที่คนเทลงไปฉะนั้น ขันติ ความอดทนนี้ ท่านบรรจุไว้ในธรรมหมวดต่าง ๆ และมีคำอธิบายหลายนัยด้วยกัน แต่ที่ตรงกันก็คือท่านแปลว่า "ความอดทน" เหมือนกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าขันติที่ท่านแสดงไว้ในมงคลนี้ จัดเป็นคุณธรรมขั้นสูงเหมือนกับคุณธรรมข้อกตัญญู เป็นคุณธรรมช่วยพัฒนาจิตใจให้เจริญก้าวหน้าสู่ความบริสุทธิ์สะอาด ความอดทนเป็นคุณธรรมสำคัญ เป็นเครื่องประคองจิตใจไม่ให้ท้อถอย เมื่อประสบความลำบาก ตรากตรำหรือความทุกข์ยาก ให้อดทนต่อสู้ความลำบากตรากตรำไปจนกว่าการงานที่ทำเกิดความสำเร็จ รู้รักษาจิตใจให้เป็นปกติ ไม่หงุดหงิดฉุนเฉียวในเมื่อประสบอารมณ์ร้ายยั่วให้เกิดโทสะ ต้องอดทนห้ามใจมิให้แสดงกิริยาวาจาหยาบคายออกมาให้คนอื่นเห็น ทำให้น่ารัก น่าเคารพนับถือ ไม่ยอมแพ้อุปสรรคทั้งภายในและภายนอก เป็นกำลังใจให้สามารถต่อสู้กับกิเลสทั้งหลาย ให้สงบคราบคาบหมดไป

) ประเภทของความอดทน ความอดทนมีประเภทต่าง ๆ ดังนี้

๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ

๒. อดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย

๓. อดทนต่อความเจ็บใจ

๔. อดทนต่ออำนาจของกิเลส

ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ กล่าวถึงประเภทของขันติไว้ ดังนี้

“ตีติกขาขันติ ขันติอดออม อธิบายว่า ใจของเราธรรมดาย่อมหิวกระหายอยากเป็นกำลัง อยากในทางที่ชอบบ้าง อยากในทางที่ชั่วบ้าง ใจที่อยากในทางดีทางชอบเป็นใจสูง ใจที่หักห้ามในตนเองได้ไม่ให้โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะของการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน กรือไม่ชิงสุกก่อนห่าม

ธิติขันติ ขันติทนทาน ผู้มีใจทนทาน หรือมั่นคง คือทนตรากตรำในการทำงานทั่วไป เช่น ทนทานต่อความหิว กระหาย เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มุ่งมั่นประกอบการงานเป็นสำคัญ และทนลำบากต่อทุกข์เวทนา อันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่กระวนกระวาย ดำรงมั่นอยู่ในาวะปกติ ชื่อว่า ผู้มีธิติขันติ

อธิวาสนขันติ ขันติอดกลั้น การอดกลั้น หรือยับยั้งใจไม่ให้โกรธเมื่อผู้อื่นแสดงกิริยาวาจาล่วงล้ำฐานสบประมาท ลบหลู่ซึ่งหน้าก็สู้อดทนเพื่อรักษาความเป็นผู้ดีของตน โดยไม่โต้ตอบด้วยกิริยาวาจาเลวร้ายและไม่รับเอากรรมชั่วร้ายของผู้อื่นมาใส่ใจ ชื่อว่า ผู้มีอธิวาสนขันติ”[5]

) การฝึกความอดทน  การฝึกความอดทนมีขั้นตอนดังนี้

๑. มีความอดกลั้น อดทนข่มใจไว้ เช่น ถูกคนพาลด่า กระทบกระแทก ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ใส่ใจ ไม่ต่อปากต่อคำ

๒. ฝึกความอดทน ไม่กล่าวร้ายโต้ตอบเมื่อถูกว่าร้าย ถ้าจำเป็นก็พูดด้วยน้ำเสียงปรกติ ไม่โต้ตอบรักษาความสงบเสงี่ยมในการโต้ตอบ

๓. ไม่ก่อทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น การกล่าวกระทบกระแทกคนอื่น ทำให้คนอื่นโกรธ เสียหน้า ก่อเวรภัยให้กับตนเอง ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็เป็นทุกข์ ควรพูดด้วยจิตที่เมตตา

๔. มองโลกในแง่ดี คนที่มีความทุกข์ย่อมมีความโลภโกรธหลง ความทุกข์มากกว่า จึงเที่ยวมองเห็นว่าเลวร้าย ลบหลู่ดูหมิ่น และทำชั่วเพราะกิเลส เป็นคนที่ห่างไกลธรรมะ ดังนั้น ควรอดทนต่อคนเลวกว่าเรา เพราะเขามีความทุกข์มากกว่า ควรเพิ่มกำลังใจ และช่วยเขาให้พ้นทุกข์

๕. ทำจิตใจให้เบิกบาน ผ่องใสด้วยเมตตา จะคิดทำพูดสิ่งใด ตั้งจิตเมตตาให้ทุกคนที่มาติดต่อสัมพันธ์กับเรา จงมีความสุข ปราศจากความทุกข์

๖. ทำเป็นคนหูหนวกตาบอด ดังภาษิตโบราณว่า ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นั่งนอนสบาย

๗. หลีกห่างถอนตัวจากสิ่งชั่ว เช่น การดื่มน้ำเมากับเพื่อน เล่นการพนัน ฯลฯ

๘. อดทนเพื่อละสิ่งชั่ว พยายามทำความดี รักษากายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต

๙. รักษาใจไม่ให้เศร้าหมอง สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เจริญเมตตาเป็นประจำ

..  ความเป็นผู้ว่าง่าย

เมื่อบุคคลมีพลังขันติประจำใจ ก็สามารถรับเอาคุณธรรมความเป็นผู้ว่าง่ายนี้ได้ สังคมมนุษย์แต่ละสังคมมีทั้งผู้ใหญ่ ผู้เสมอกันและผู้น้อย ซึ่งจะต้องร่วมกันประพฤติปฏิบัติคุณธรรม คือ ความว่าง่าย เพราะทุกคนต่างก็หวังความดี อยากได้ดีด้วยกันทั้งนั้น และความดีก็รอคอยคนอยากได้ดีอยู่ข้างหน้า การที่จะรับเอาความดีเข้ามาในตนได้ ผู้อยากได้ดีต้องประพฤติธรรม คือ ความเป็นผู้ว่าง่าย ต้องมีคุณธรรมข้อนี้ไว้ในตัว มิฉะนั้นก็จะเหมือนคนเป็นโรคอัมพาต แม้ความดีจะอยู่ใกล้ตัวก็ไม่สามารถจะรับเอาความดีได้ คุณธรรมคือความว่าง่ายนี้จึงเหมาะแก่คนทุกวัย และทุกชั้น ทั้งผู้ใหญ่ ผู้เสมอกัน และผู้น้อย จะพึงยึดถือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

)  ความหมายของความเป็นผู้ว่าง่าย  การเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายหรืออีกนัยหนึ่งก็คือความเป็นผู้มีความอ่อนน้อมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า

คนว่าง่ายมีอยู่ ๒ พวก คือ พวกว่าง่ายเพราะเห็นแก่อามิสและว่าง่ายเพราะเห็นแก่ธรรมะ คือ ความดี พวกแรก พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าเป็นคนว่าง่าย เพราะใจมุ่งอามิส สินจ้าง รางวัล ค่าจ้าง ทำตนเป็นคนว่าง่าย เพราะเห็นแก่ได้ เช่น บุตรอยากได้ทรัพย์สมบัติของบิดามารดา จึงปฏิบัติตามคำสอนเพียงอุบายแสร้งทำ ฯลฯ ส่วนคนว่าง่ายเพราะเห็นธรรมะอยากเป็นคนดี มีคุณธรรม พระพุทธเจ้าทรงชมว่า เป็นคนว่าง่ายที่ถูกต้อง เพราะคุณธรรมความว่าง่ายเกิดขึ้นในจิตใจทำให้เกิดความรู้สึก ๓ ประการ คือ

. จิตน้อมรับคำสอน ด้วยจิตไม่มีกิเลส

. รับทำตามคำสอนโดยไม่มีสินจ้างรางวัล วุฒิบัตร และ

. รับรู้คุณความดีของผู้ให้คำสอน และตอบแทนคุณความดี ด้วยการศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ มีสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนและคอยปรนนิบัติรับใช้ช่วยเหลือตามโอกาส[6]

ความเป็นผู้ว่าง่ายมีความหมายเป็นไปในทางดี คือ เป็นไปในทางบวก เป็นเครื่องหมายของความเจริญ เพราะคนจะเป็นคนดีมีความรู้ และความประพฤติดีประพฤติชอบได้ก็ต้องอาศัย การอบรมฝึกฝน บุคคลที่ควรได้รับการฝึกฝนอบรมนั้น จะต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ดี กล่าวคือ เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่หัวดื้อ หัวรั้น ว่ายากสอนยาก ผู้ว่าง่ายสอนง่ายเป็นที่พึงปรารถนาของสังคม บุตร-ธิดาเป็นที่รักที่เอ็นดูและกรุณาปราณีของบิดามารดา ศิษย์เป็นที่รักเอ็นดูของครูอาจารย์ และผู้น้อยเป็นที่น่ารักที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ เป็นต้น

คนว่าง่ายสอนง่าย คือ คนที่อดทนต่อสั่งสอนได้ เมื่อมีผู้แนะนำพร่ำสอน ตักเตือน โดยชอบธรรมแล้ว ย่อมปฏิบัติตามคำสอนนั้นโดยความเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่คัดค้าน ไม่ได้โต้ตอบ ไม่แก้ตัวโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น คนบางคนทนได้สารพัด แต่ทนไม่ได้เมื่อมีใครมาแนะนำสั่งสอนตักเตือน เกิดความรู้สึกคับแค้น โต้ตอบหักล้างขึ้นมาทันที เพราะเขามีเชื้อหัวดื้อ ว่ายากสอนยากอยู่ในตัว ความว่าง่ายเป็นคนที่มีความอดทนต่อคำสอน การแนะนำ ว่ากล่าวตักเตือนและปฏิบัติตามคำสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ด้วยความเคารพและไม่หวังสิ่งตอบแทน คนว่าง่ายที่สังคมต้องการคือคนว่าง่ายที่เห็นกับความถูกต้องและความชอบธรรม

)  ลักษณะของความเป็นผู้ว่าง่าย คนผู้ง่ายสอนง่ายมีลักษณะดังต่อไปนี้

๑.รับฟังคำสอนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเคารพและเกรงใจ ยินดีรับฟังคำแนะนำข้อเสนอแนะด้วยมารยาทอันงาม

๒.เมื่อได้รับคำแนะนำว่ากล่าวตักเตือนข้อเสนอแนะแล้ว ไม่อยู่เฉย พยายามปรับปรุงแก้ไข พัฒนาตนเองตามคำแนะนำนั้นๆ

๓.ไม่คอยจับผิดเพ่งโทษผู้ว่ากล่าวตักเตือนผู้สอนฯลฯไม่โต้ตอบอวดดี ตีตนเสมอท่าน

๔.เคารพต่อคำสอน และผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง โดยเชื่อฟังทำตาม ทำให้ผู้สอนมีกำลังสอน มีความเมตตาสงสาร เกิดความรักใคร่เอ็นดู

๕.ไม่ดื้อรั้น ไม่ดันทุรัน ทำอะไรตามใจชอบ ไม่ทำสักแต่ว่าขอไปที ต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ถูกใจผู้ทำ

๖.ไม่ยินดีในการขัดคอ สอดแทรกในขณะที่ผู้สอนกำลังสอน ให้คำแนะนำตักเตือนหรือแกล้งพูดขัดคอให้ตลกขบขัน สนุกสนานเฮฮา เพ้อเจ้อไร้สาระ

๗.ปวารณาตัวเป็นศิษย์ ยินดีให้ว่ากล่าวตักเตือนแนะนำ สั่งสอนให้เป็นคนดี เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือนไม่โกรธ เพราะถือว่าผู้ชี้โทษของตนคือผู้ชี้ขุมทรัพย์

๘.มีความอดทนและสงบเสงี่ยมเจียมตน เมื่อถูกว่ากล่าวเตือนอย่างแรงก็ไม่โกรธ

๙.อโหสิกรรมแก่กัน ผู้สอนอาจพลาดพลั้ง ตักเตือนไปด้วยความโกรธ และผู้เรียนเกิดความโกรธอันจะเกิดเวรภัยในภายหน้าจึงขออโหสิกรรมต่อกัน

สรุปว่า คนว่าง่ายสอนง่ายนั้นมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑.รับฟังคำสอนด้วยดี ไม่เถียงไม่ขัดคอ ไม่จับผิด

๒.รับทำตามคำสอนด้วยดี ไม่ดื้อรั้นดันทุรัน

๓.รับรู้ความดีของผู้สอนด้วยดี ไม่โกรธ ไม่คิดลบหลู่บุญคุณ อดทนได้

) ประเภทของคนว่าง่าย คนว่าง่ายมี ๒ ประเภท คือ คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้ และคนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ความดี คือธรรมะ

๑.คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้ คนพวกนี้เป็นคนว่าง่าย เพราะเห็นแก่อามิสมีลาภผลในห้วงลึกรอคอยอยู่ข้างหน้าเพื่อให้บรรลุลาภผลดังกล่าวจึงแสร้งทำกิริยาท่าทีว่าเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย พอได้ลาภตามที่ต้องการแล้ว ก็เลิกเป็นคนว่าง่ายเสีย ดังที่ตรัสไว้ในกกจูปมสูตรว่า  ภิกษุทั้งหลาย พระที่ทำตัวเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย เพราะเห็นแก่อามิสต่างๆ มีปัจจัย ๔ คือ อาหารการกิน เป็นต้น ไม่เรียกว่าเป็นผู้ว่าง่าย เพราะเหตุใดจึงไม่เรียก เพราะว่าถ้าพระนั้นไม่ได้ปัจจัย ๔ ขึ้นมาแล้ว ก็จะเลิกเป็นผู้ว่าง่ายเสีย ส่วนพระรูปใดเคารพสักการะธรรม นอบน้อมต่อธรรมถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เราเรียกพระรูปนั้นว่าเป็นผู้ว่าง่าย[7]

๒. คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ความดี คือ ผู้ที่มีความดี รอคอยอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มุ่งแต่จะไปรับเอาแต่ความดี ตั้งใจฟังคำตักเตือนคำสอนจากผู้อื่น ยินดีรับและทำตามคำตักเตือนและคำสอนตลอดจนรู้คุณของผู้ตักเตือนหรือผู้สอนด้วยดี

..  การได้เห็นสมณะทั้งหลาย

คนดีมีอยู่ ๒ จำพวก คือ คนดีทางโลกและคนดีทางธรรม มงคลข้อนี้มุ่งเน้นคนดีทางธรรมที่เราควรเข้าไปหาเพื่อถ่ายทอดคุณความดีจากท่าน เวลาที่เราจะเข้าไปถ่ายทอดเอาดีจากคนดีทางธรรม ก็จะต้องเตรียมความดีในตัวเราไว้เป็นสื่อด้วย นั่นก็คือคุณธรรมความดีเป็นผู้ว่าง่าย คนดีในทางธรรมนั้นเรียกว่า สมณะ การได้เห็นสมณะแล้วถ่ายทอดเอาคุณความดีจากท่านมาใส่ตน ท่านกล่าวว่าเป็นมงคล เพราะตามความเข้าใจและความรู้สึกของคนทั่วไปนั้น สมณะคือผู้ที่เป็นแบบ เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นที่พึ่งพาอาศัยทางด้านจิตใจได้อย่างแท้จริง เด็ก ๆ ต้องการตัวอย่างที่ดีจากบิดามารดา ครู อาจารย์ฉันใด คนทั่วไปก็ต้องการตัวอย่างที่ดีจากสมณะฉันนั้น

)  ความหมายของการได้เห็นสมณะทั้งหลาย การสมาคมหรือการคบค้ากับสมณะท่านผู้ทรงศีลและมีความรู้นี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้  การเข้าไปหา การบำรุง การระลึกถึง การได้ยินและการเห็น บรรพชิตผู้มีกิเลสอันสงบแล้ว ผู้มีกาย วาจา จิต และปัญญาอันอบรมแล้ว ผู้ประกอบด้วยการฝึกอย่างสูง ชื่อว่า การเห็นสมณะ[8]

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

สมณะคือบุคคลที่มีความเมตตาจิต ไม่ทำบาปด้วยกาย วาจา และใจ เป็นผู้มีจิตใจสงบสงัดจากกิเลส เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ปลอดภัยทั้งปวง คือ  ไม่เป็นอันตรายแก่คนและสัตว์ ใครเข้าใกล้ย่อมได้ความสงบและเย็นใจ ไม่ต้องเดือดร้อน การเห็นสมณะได้แก่การเข้าหาท่านการบำรุงรักษาท่าน การตามระลึกถึง การฟังเรื่องของท่านและการเห็นความประพฤติและคุณธรรมอันน่าเลื่อมใสนับถือท่าน[9]

การเห็นสมณะเป็นอุดมมงคล คำว่าสมณะ แปลว่าผู้สงบ ในที่นี้สมณะหมายถึงบรรพชิตหรือนักบวช ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมกายวาจาใจ และปัญญา เพื่อดับกิเลสมาแล้วเป็นอย่างดี หรือ หมายถึงสมณะที่หมดจดจากกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว การได้เห็น ได้เข้าใกล้ ได้ฟัง ได้ระลึกถึง ได้อุปัฏฐาก บำรุงบรรพชิตทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยความฝึกตนอย่างสูง ย่อมเป็นเพื่อความสงบระงับจากกิเลส ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในโพชฌงคสังยุตว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุตติญาณทัสสนะการได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี แต่ละอย่างๆ เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว ย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ วิธี คือ หลีกออกด้วยกาย ๑ หลีกออกด้วยจิต ๑เธอหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้วย่อมระลึกถึงย่อมตรึกถึงธรรมนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึงย่อมตรึกถึงธรรมนั้น สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุปรารภแล้วสมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติย่อมสงบระงับ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้ว อย่างนั้นด้วยดี สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์.[10]

การเห็นสมณะเป็นมงคลเพราะเหตุว่าสมณะเป็นบุคคลที่มีเมตตาจิต ไม่ทำบาปด้วยกายวาจาและใจ มีใจสงบสงัดจากกิเลสเป็นผู้บริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้ปลอดภัยจากภัยทั้งปวง ไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์และสัตว์ การเห็นสมณะจึงเป็นมงคล ทำให้เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาในการประพฤติธรรม



[1] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๑๔๕.

[2] องฺ. ปญฺจก. ๒๒ / ๒๐๒ / ๒๗๖.

[3]ปิ่นมุทุกันต์, มงคลชีวิตภาค, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หน้า๑๘๕–๑๙๕.

[4]พระเทพปริยัติโมลี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙-๒๑.

[5]ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์, หลักพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,๒๕๓๔),หน้า ๒๗๐.

[6]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๑–๒๐๙.

[7]ม. มู. ๑๒ / ๒๖๖ / ๒๖๐.

[8] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๒๑๘.

[9]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๕๙.

[10] สํ. มหา. ๑๙ / ๓๗๓ / ๙๕.

 

..๒ การประพฤติธรรม

ธรรมจริยาหรือการประพฤติธรรม หมายถึง การตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อันประกอบด้วย กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓ การตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถก็คือการประพฤติธรรม ซึ่งมีแนวปฏิบัติเป็น ๒ คือ

) ความหมายของการประพฤติธรรม การดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องตามหลักศีลธรรมนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้  การประพฤติธรรมคือประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีสมกับที่เกิดมาเป็นคนและให้ความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า ประพฤติธรรม คือ การเว้นจากอกุศลกรรมบถ ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ[1]  พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า  ธัมมจริยา แปลว่า ประพฤติธรรม หมายความว่าการปฏิบัติธรรม การทำตามธรรม ได้แก่ การประพฤติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า[2] 

) ประเภทแห่งการประพฤติธรรมการประพฤติธรรมเป็นหน้าที่โดยตรงของชาวพุทธจำแนกเป็นลักษณะดังนี้

๑. ประพฤติเป็นยุติธรรม คือการยึดหลักรักษาหลักที่เที่ยงตรง แน่นอน ถูกชอบประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความสัตย์ ความเที่ยงธรรม และความหยั่งรู้ บุคคลผู้ประพฤติเป็นยุติธรรม คือผู้ยึดถือหลักเที่ยงตรง แน่นอน ถูกชอบธรรมในส่วนควรได้ควรมีควรเป็นของมนุษย์ ทำให้เป็นเสมอภาคทั่วหน้ากัน ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจหรืออับอายขายหน้าแก่กันและกัน บุคคลผู้ประพฤติธรรมแม้จะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ก็มีใจเป็นยุติธรรมปฏิบัติถูกต้องตามคลองธรรม ตั้งใจเที่ยงตรงแน่นอน ถูกชอบ มีกิริยาวาจาสุภาพ โน้มน้าวจิตใจหมู่คณะให้ดึงดูดกัน กลมกลืนกัน รักใคร่เป็นไมตรีและหวังความสงบสุขอยู่ร่วมกัน

๒. ประพฤติเป็นสุจริตธรรม ได้แก่ประพฤติเป็นกุศลกรรมบถ เพราะสุจริตธรรมเป็นคำรวมแห่งความดี มีจุดสำคัญอยู่ที่ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว และทำดี พูดดี คิดดี สุจริตธรรมเป็นความดีของมนุษย์ การอบรมให้มีสุจริตธรรมสำคัญเท่ากับการอบรมตนให้มีวิชาความรู้

..การสงเคราะห์ญาติ

ญาตินั้น โดยใจความได้แก่ ผู้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดทั้งพ่อ-แม่ เท่าที่จะพอนับกันได้ คือ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา บุตรธิดา หลาน เหลน นับเป็นญาติทางสายเลือด ส่วนคนที่เรารู้จักคุ้นเคยกัน มีความสนิทสนมระหว่างเรากับเขาโดยตรงบ้าง เกิดแต่ความสนิทกับญาติทางสายเลือดของเราบ้าง นับเป็นญาติทางสายธรรม

)  ความหมายของการสงเคราะห์ญาติ การสงเคราะห์ญาติหรือผู้ที่ตนเองรู้จักคุ้นเคยนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้

พระราชวรมุนี กล่าวว่า ญาติ หมายถึง พี่น้องที่นับกันรู้ได้ ผู้ร่วมสายโลหิตกันทางบิดาหรือมารดา ปัจุบันท่านให้นับญาติ ๗ ชั้น คือ

นับทางมารดาก็ได้ นับทางบิดาก็ดี ชั้นของตนเองเป็นชั้นที่ ๑ ข้างบนเป็น ๓ (ถึงทวด) ข้างล่าง ๓ (ถึงเหลน) เขย และสะใภ้ ไม่นับเป็นญาติ[3]

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า

เครือญาติมี ๒ สาย คือ ทางสายโลหิตและสายทางธรรม ญาติทางสายโลหิต หมายถึง คนที่เรารู้จักกันว่าเป็นเชื้อสายหรือเหล่ากอเดียวกันกับเรา ชั้นกลาง คือ พี่น้องของเรา ชั้นเหนือเราคือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ ปู่ทวด ตาทวด ยายทวด ส่วนญาติทางสายธรรม หมายถึง คนที่เรารู้จักกัน คุ้นกัน ซึ่งเกิดแต่การคุ้นเคยสนิทสนมระหว่างเรากับเขาโดยตรงบ้างเกิดความสนิทสนมกับญาติทางสายโลหิตของเราบ้าง[4]

พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า

ญาติ แปลว่า คุ้นเคย หมายความว่า บุคคลที่รู้จักกัน ข้างฝ่ายบิดา และฝ่ายมารดา หมายเอา ๗ ชั่วคน คือนับขึ้นไป ๓ นับลงมา ๓ ท่ามกลาง ๑ เรียกว่า ๗ ชั่วโคตร[5]

) วิธีการสงเคราะห์ญาติ การสงเคราะห์ คือการช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนส่งเสริม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่คิดร้ายไม่พูดร้าย และไม่ทำร้ายต่อกัน

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราสงเคราะห์ญาติ ซึ่งการสงเคราะห์ญาตินี้เอง คืออุบายเกาะเกี่ยวเหนี่ยวน้ำใจญาติให้เข้ารวมกลุ่มร่วมรัก เคารพนับถือกัน แต่วิธีสงเคราะห์ญาติท่านหมายเอาการสงเคราะห์ญาติด้วยญาติธรรมคือ การแสดงกิริยาวาจาสุภาพต่อกัน ประพฤติสม่ำเสมอยกย่องเชิดชูกันและเอื้อเฟื้อเชื่อฟังกัน แบ่งเป็น ๔ ประการ คือ[6]

. แสดงกิริยาสุภาพต่อกัน ญาติผู้น้อยควรแสดงความเคารพอ่อนน้อมต่อญาติผู้ใหญ่และผู้ใหญ่ก็ควรวางตัวให้เหมาะสมน่าเคารพนับถือ ในเรื่องถ้อยคำก็เช่นเดียวกันควรใช้ถ้อยคำสุภาพ แสดงความเคารพยำเกรงกระตุ้นใจผู้ใหญ่ให้เกิดความเอ็นดู กรุณาปราณี ญาติผู้ใหญ่เสมอกันควรพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ แสดงอัธยาศัยเป็นกันเอง ให้เป็นที่สนิทสนมกลมเกลียวกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเจริญก้าวหน้าแห่งวงศ์ตระกูล

. ประพฤติตนสม่ำเสมอ ญาติพี่น้องทุกคนย่อมชอบความเป็นธรรมเสมอหน้ากัน ผู้มีญาติตระกูล ยศ ศักดิ์ อำนาจ ทรัพย์ บริวาร คุณวุฒิ และสติปัญญา ฯลฯ ย่อมรักหวงแหนคอยรักษาเกียรติของสิ่งที่รักนั้น ๆ ไม่อยากให้ใครมาดูหมิ่นของสิ่งที่รักนั้น ๆ  ทุกคนจึงควรประพฤติตนให้สม่ำเสมอ คือ วางตัวกับญาติให้สมฐานะ เคารพญาติผู้ใหญ่ เอ็นดูญาติผู้น้อย อย่าแสดงอาการเย่อหยิ่งและดูหมิ่นดูแคลน พึงเห็นว่า อาการเย่อหยิ่งและดูหมิ่นนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม ดังพระพุทธพจน์ในปราภวสูตรว่า ผู้ใดหยิ่งเพราะมีชาติตระกูลสูง หยิ่งเพราะมีทรัพย์มาก กลับดูหมิ่นญาติของตน นั่นคือทางแห่งความเสื่อมของผู้นั้น

. ยกย่องเชิดชูกัน เราควรยกย่องเชิดชูญาติให้เหมือนยกย่องเชิดชูตนเอง ควรสำนึกในความรู้สึกของญาติให้เหมือนสำนึกในความรู้สึกของตนเอง เมื่อญาติได้รับยกย่องเชิดชูแล้วก็จะยกย่องเชิดชูตอบแก่เราตรงข้าม ถ้าเราติเตียนเหยียดหยามญาติ ญาติก็จะตอบในอาการคล้ายคลึงกัน เข้าทำนองซักธุลีทวนลมถ่มน้ำลายรดฟ้า

. เอื้อเฟื้อเชื่อฟังกัน เพื่อความอยู่สงบเรียบร้อยแห่งพงศ์พันธุ์ ญาติผู้ใหญ่และญาติผู้น้อย ควรถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน การที่ญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เอื้อเฟื้อญาติผู้น้อย และญาติผู้น้อยตั้งใจทำหน้าที่เชื่อฟังเคารพยำเกรงต่อญาติผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละฝ่ายรู้จักสงบสติอารมณ์ ทำความดีแก่กันและกัน

การสงเคราะห์ญาติเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้ความเป็นญาติพี่น้องดำรงอยู่ได้ เป็นเหตุให้หมู่ญาติมีความรักสามัคคีเคารพนับถือกัน ทำให้เกิดความอบอุ่นในหมู่ญาติ การสงเคราะห์เป็นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตและการงาน ดังนั้น การสงเคราะห์ญาติ พระองค์จึงตรัสว่า เป็นมงคลอันสูงสุด

..๔ การงานที่ไม่มีโทษ

คนทุกคนในโลกนี้ ต้องทำงาน ทำเพื่อดำรงชีวิตของตนเอง ให้อยู่เป็นสุขสำราญและทำเพื่อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกให้อยู่ดีกินด้วยกัน แม้งานที่ต้องทำก็มี ๓ ทาง คือ กายกรรม งานที่ทำทางกาย วจีกรรม งานที่ทำทางวาจาและมโนกรรม งานที่ทำทางใจ

) ความหมายของการงานไม่มีโทษ  การงาน (การกระทำ) ที่ไม่ผิดกฎหมายหรือไม่ก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองหรือสังคมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า

งานไม่มีโทษได้แก่ งานสุจริตยุติธรรม งานไม่มีเวรงานไม่มีภัยกับใครๆ และงานที่ไม่เบียดเบียนใคร[7]การงานใดเมื่อทำลงไปแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ก่อให้เกิดทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การงานนั้นเป็นงานที่มีโทษ การงานใด เมื่อทำแล้วไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใครไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ยาก และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การงานนั้นเป็นการงานที่ปราศจากโทษ

)  การงานที่ไม่มีโทษ  พระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งมงคลสูตรว่า  กรรมคือการสมาทานอุโบสถ การขวนขวายในการปบุตรธิดาสร้างละเมาะไม้ให้เป็นที่รื่นรมย์และการสร้างสะพาน เป็นต้น ชื่อว่า การงานอันไม่มีโทษ(อนวัชชกรรม)[8]

อุโบสถกรรม คือ การรักษาศีลแปดอันเป็นข้อปฏิบัติของบุคคล ผู้มีความตั้งใจทำความดีให้สูงยิ่งขึ้นกว่าพื้นเพเดิมของตน และจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ คือ

. เว้นจากการฆ่าและการเบียดเบียนร่างกายของคนและสัตว์

. เว้นจากการลักขโมย

. เว้นจากการบริโภคกามคุณ

. เว้นจากการพูดผิดหลอกลวง

. เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและของมึนเมา

. เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

. เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้องประโคมดนตรีและดูการเล่น

. เว้นจากการนอนบนที่นอนสูง  ที่นอนใหญ่ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี  ซึ่งเป็นเครื่องยวนใจให้ดน้มเอียงไปหากามคุณ[9]

อุโบสถศีล ๘ ประการนี้เป็นเครื่องป้องกันเวรภัยไม่ให้เกิดขึ้นแก่ตนและคนอื่น ช่วยคุ้มครองรักษาใจให้สงบผ่องใส ห่างไกลจากกิเลส เครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ ชื่อว่า อนวัชชกรรม เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่มีโทษ เสริมชีวิตให้เป็นสุข บริสุทธิ์ สะอาด และชีวิตมีโชคเหมาะปราศจากเคราะห์ร้าย ไวยาวัจจกรรม คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการของคนอื่นที่เป็นบุญกุศลเป็นคุณประโยชน์ ดังนี้

๑.กิจการที่เป็นกุศลเมื่อเราทราบข่าวว่า เพื่อนบ้านย่านเดียวกันจะทำบุญกุศลต่างๆ ก็ตั้งใจขวนขวายช่วยงานบุญกุศลตามกำลังของตน ตลอดจนการขวนขวายอำนวยความสะดวกให้แก่พระภิกษุสงฆ์และอุบาสก อุบาสิกาผู้เข้าวัดปฏิบัติธรรม

๒.กิจการที่เป็นคุณ เช่น ขวนขวายช่วยปฏิบัติรักษาท่านผู้มีอุปการคุณ มีพ่อ แม่ อุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นต้น ในเวลาท่านเจ็บไข้

๓.กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เมื่อเพื่อนบ้านญาติมิตรมีธุรกิจการงาน เราทำตนให้เป็นประโยชน์แก่เขาด้วยการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาตามกำลังของเขา

การสร้างสาธารณสถานมีเป็นจำนวนมาก เช่น สะพาน แหล่งเก็บน้ำ ศาลาที่พักของคนเดินทาง ศาลาการเปรียญ โรงพยาบาล สุขศาลา และโรงเรียน ที่ประชาชนต้องอาศัยร่วมกัน ได้รับความสุขความสะดวกและประโยชน์ร่วมกัน นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้สร้างและหมู่คณะในประเทศชาติ ส่วนอนวัชชกรรมนอกบาลีและอรรถกถายังมีอีกมาก ทั้งคดีโลกคดีธรรม กล่าวตามหลักการ ๔ อย่าง คือ กฎหมาย ประเพณี ศีล และธรรม

งานบางอย่างมีโทษทางกฎหมาย งานบางอย่างไม่มีโทษทางกฎหมาย แต่มีโทษทางประเพณี งานบางอย่างไม่มีโทษทั้งทางกฎหมายและทางประเพณี แต่มีโทษทางศีล งานบางอย่างไม่มีโทษทั้งทางกฎหมายทั้งทางประเพณีและทางศีล แต่มีโทษทางธรรม งานบางอย่างหาโทษไม่ได้ โดยตลอดทั้ง ๔ อย่าง นั่นคืองานอนวัชชกรรมอย่างยอดเยี่ยม

ส่วนงานที่ไม่มีโทษทางธรรมมีสัปปุริสธรรมเป็นตัวอย่าง คือ ความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตนเอง ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาละ ความรู้จักชุมชน และความรู้จักเลือกคน ทำให้ผู้ประพฤติตามเป็นคนดี

โดยสรุป อนวัชชกรรมที่มาในบาลีและอรรถกถา คือ อุโบสถกรรม ไวยาวัจจกรรม บุตรธิดา ต้นไม้ การสร้างสาธารณสถาน และอนวัชชกรรมนอกบาลีและอรรถกถา คือ ทำถูกกฎหมาย ประเพณี ศีลและชอบธรรม ช่วยส่งเสริมผู้ปฏิบัติให้ปราศจากโทษและก้าวหน้าไปสู่ความสุขความเจริญ

.๕ จริยศาสตร์ด้านการสร้างเสริมศีลธรรม

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์เน้นที่การปฏิบัติตนตามกฏระเบียบที่ทางสังคมได้วางไว้ ตลอดจนการรักษากาย วาจา ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ไปประทุษร้ายผู้อื่น ดังนี้ ๑. การงดเว้นจากบาป ซึ่งเป็นการกระทำที่จะนำตนให้ตกต่ำ ๒. เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษอันเป็นบ่อเกิดแห่งการปราศจากสติ 

..  การงดเว้นจากบาป

มงคลข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้งดเว้นจากบาป ได้แก่ งดเว้นอกุศล คือ ความชั่ว ความผิด สิ่งชั่วร้าย  สิ่งที่ทำให้มีผลที่จะรับคือความเดือดร้อน  ทุกข์ใจ เศร้าใจ 

ความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ต้องเริ่มต้นด้วยการงดเว้นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม คือ ในเบื้องต้นของการสร้างชีวิต เริ่มต้นด้วยการเว้นจากการคบค้าสมาคมกับคนพาลก่อน สำหรับการสร้างความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจนี้ท่านสอนให้งดเว้นจากบาป ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในการตบแต่งทั้งหลายจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะทำให้เสียหายก่อน เช่น จะแต่งตัวให้สวย แต่งหน้าให้สวย ก็ต้องเริ่มจากการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากตัวก่อน มีการอาบน้ำล้างหน้าและเช็ดตัว เป็นต้น การแต่งจิตใจก็ใช้หลักเดียวกัน คือ ต้องชำระสิ่งสกปรกทางใจเสียก่อนซึ่งสิ่งสกปรกทางใจนี้ท่านเรียกว่า  “บาป”  ถ้าคนเรายังไม่เว้นจากบาปอยู่ตราบใด ความก้าวหน้าทางจิตใจก็จะมีไม่ได้ตราบนั้น เพราะฉะนั้น การงดเว้นจากบาปจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่รักดี รักความก้าวหน้าทุกคน

) ความหมายของการงดเว้นจากบาป การงดเว้นจากความชั่วหรือบาปชนิดต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ เป็นต้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า  บาป แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองสกปรก เห็นผิดไม่เห็นชอบ อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเกิดขึ้นครอบงำจิตแล้วบันดาลให้คิดร้าย พูดร้าย ทำร้ายเบียดเบียน ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น[10]

พระราชวรมุนี กล่าวว่า “บาป หมายถึง ความชั่ว ความร้าย ความชั่วร้าย กรรมชั่ว กรรมที่ส่งให้ถึงความเดือดร้อน สภาพที่ทำให้ถึงคติอันชั่ว สิ่งที่ทำให้จิตตกไปสู่ที่ชั่ว”[11]

บาป คืออาการของจิตเศร้าหมอง เหลวไหล ต่ำทราม ร้ายกาจ มีคุณภาพต่ำ บาปคือความชั่ว ความเสีย ความไม่ดี ความชั่วความเสียตรงกันข้ามกับคำว่า ความดี คำว่า เสีย เป็นคำรวมคือบอกว่าไม่ดี ความเสียอาจจะมีได้แก่ของทุกอย่าง แต่เราเรียกไปต่างๆ กัน อาการเสียของจิตก็เหมือนกัน เราเรียกได้หลายอย่าง เช่น จิตเศร้าหมอง จิตเหลวไหล ใจต่ำ ใจร้าย ใจดำ ใจสกปรก เป็นต้น เป็นคำบอกว่า จิตเสีย ความเสียในทางจิตนี้ ทางศาสนาใช้คำสั้นๆ ว่า บาป คำว่า บาป จึงหมายถึงความเสียทางจิตใจ ไม่ว่าจะเสียในแง่ใด เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องของคน เพราะฉะนั้น คนที่มีอาการของจิตเสีย จึงเรียกว่า คนบาป ได้แก่ คนชั่ว คนเสียหรือคนไม่ดีนั่นเอง ดังนั้น การงดเว้นจากบาปจึงเป็นพื้นฐานในการปรับสภาพจิตให้ว่างจากสิ่งชั่วและนำคุณความดีมาแทนที่

)  ทางแห่งการทำบาป ทางแห่งความชั่ว ทำให้เกิดความเสื่อม ไม่เจริญ เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ (อกุศล แปลว่า บาป ความชั่วช้า กรรม  แปลว่า การกระทำที่มีเจตนา บถ แปลว่า ทาง) อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งบาปหรือทางแห่งความชั่ว[12]มี ๑๐ ประการ ดังนี้

๑. การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง

๒. การลักทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้

๓. การประพฤติผิดในกาม

๔. การพูดเท็จ

๕. พูดคำหยาบ

๖. พูดคำส่อเสียด

๗. พูดเพ้อเจ้อ

๘. การโลภอยากได้ของคนอื่น

๙. การพยาบาทปองร้ายคนอื่น

๑๐. การเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

) วิธีหยุดการทำบาป การงดเว้นจากบาป หมายถึง การเลิกหยุดการทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อันเป็นหนทางแห่งความชั่วร้าย ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้สภาพจิตลง ถ้าเคยทำบาปก็หยุด เลิกทำ ไม่ทำอีกต่อไป ถ้าไม่เคยทำบาป ก็มีเจตนางดเว้นไม่ทำอีกเช่นกัน

คำว่า วิรัต หรือคำว่า วิรัตเจตนา คือ ความตั้งใจงดเว้นบาปทั้งทางกาย วาจา และทางใจ แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง[13]คือ

. สัมปัตตวิรัต คือ เจตนา เว้นบาปในขณะประจวบเหมาะกับโอกาสที่ควรจะละเมิดศีลแต่ไม่ละเมิด

. สมาทานวิรัติ คือ เจตนางดเว้นจากบาปด้วยการสมาทานศีลจากพระภิกษุสามเณร โดยพระภิกษุหรือสามเณรกล่าวนำ แล้วว่าตาม เป็นการสมาทานหรือปฏิญญาณตนถือศีล

. สมุจเฉทวิรัติ คือ เจตนางดเว้นจากบาปได้เด็ดขาด ด้วยได้สำเร็จอริยมรรคญาณและอริยผลญาณ

..  ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา

การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา คือการงดเว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษต่าง ๆ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความประมาท การปราศจากสติ บุคคลผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ นอกจากจะต้องงดเว้นจากบาปชั่วร้ายต่างๆ ยังต้องงดเว้นจากสิ่งซึ่งบั่นทอนชีวิตด้วย อันได้แก่ ของมึนเมาออกฤทธิ์แก่ร่างกายและจิตใจ ทำให้สติฟั่นเฟือน บ้าคลั่งและเป็นเหตุให้ก่อความเลวร้ายแก่ชีวิต เพราะเมื่อบุคคลขาดสติสัมปชัญญะเสียแล้ว ก็สามารถจะทำความชั่วได้โดยง่าย ดังนั้น ท่านจึงสอนให้สำรวมจากการดื่มน้ำเมา

)  ความหมายของการสำรวมจากการดื่มน้ำเมา  การงดเว้นจากสิ่งเสพติดหรือของมึนเมาชนิดต่าง ๆ มีสุราเมรัย กัญชา เป็นต้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

การดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัยมีโทษมาก คนที่เมาย่อมประมาท ลืมตัว ย่อมทำบาปทำชั่วได้ทุกอย่าง ไร้ความสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดี ทำให้กิเลสกำเริบ เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็ทำตามอำนาจของความโกรธ ความโลภอยากได้เกิดขึ้นก็ทำตามอำนาจความโลภ ความกำหนัดความใคร่เกิดขึ้นผิดทาง ก็ทำตามอำนาจความใคร่ ขาดสติยับยั้งเป็นเหตุให้ฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดหลอกลวง ตู่ใส่ความ สร้างเวรภัย[14]

น้ำเมาโดยทั่วไปหมายถึง เหล้า แต่ในที่นี้หมายถึงของมึนเมาให้โทษทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือแห้ง รวมทั้งสิ่งเสพติดทุกชนิด ดื่ม หมายถึง การทำให้ซึมซาบเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าโดยวิธีดื่ม ดม อัด นัตถุ์ สูบ ฉีด การดื่มเหล้าทำให้เกิดความสุขบนความทุกข์ เป็นสุขหลอก ทำให้หลงเพลิดเพลินในเรื่องเศร้า เหล้าจึงล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ผลาญทรัพย์ ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพ ผลาญเกียรติยศ ผลาญศักดิ์ศรี ผลาญสติปัญญาของเสพติดทุกอย่างเหล่านี้ต้องงดเว้นโดยเด็ดขาด โทษของการดื่มสุราเมายาทำให้คนประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้กิเลสกำเริบ ทำให้ทำความชั่วได้ง่าย ชักนำให้คบคนพาล เพลิดเพลินในอบายมุข

)  โทษแห่งการดื่มน้ำเมา สิ่งเสพติดที่ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงนี้หมายถึงสิ่งมึนเมาทุกอย่างที่บุคคลเสพหรือดื่มเข้าไปแล้วสามารถทำให้ขาดสติสัมปชัญญะ แต่ที่พระพุทธศาสนามักกล่าวอ้างถึงก็คือสุราเมรัย โดยกล่าวว่า สุราเมรัยมีโทษ ดังนี้

คฤหบดีบุตร การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะทั้งหลายคฤหบดีบุตร โทษของการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้มี ๖ ประการ คือ เป็นเหตุเสื่อมทรัพย์เห็นทันตา เห็นเหตุก่อการทะเลาะวิวาท เป็นบ่อเกิดของโรคทั้งหลาย เป็นเหตุก่อความเสียชื่อเสียง ก่อสิ่งอุดจาดขาดความละอาย ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย[15]

การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสำรวมหรืองดเว้นการดื่มน้ำเมามีหลักปฏิบัติ คือ เลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด โดยตระหนักและคิดไตร่ตรองให้เห็นโทษของน้ำเมา ภายในบ้านก็ไม่สะสมขวดเหล้า สะสมเหล้าและภาพโฆษณาเกี่ยวกับสิงเสพติด ให้เลือกคบเพื่อนที่ดีไม่คบคนพาล ไม่คบคนขี้เหล้าขี้ยา และไม่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดงานในสถานศึกษา โดยมีการเลี้ยงเหล้า เบียร์ น้ำเมา ฯลฯ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ควรนึกถึงเกียรติ์ศักดิ์ศรีของตนให้มากและมีความละอายแก่ใจตนเองให้มากก่อนที่จะไปร่วมกันดื่มเหล้าและของมึนเมา พยายามควบคุมตนเองบังคับจิตใจตนเองมีสติไม่ประมาท ไม่ให้ตกเป็นทาสของยาเสพติดโดยการหมั่นออกกำลังกาย เล่นกีฬา หางานทำ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ค้นคว้าอ่านหนังสืออย่าอยู่เฉย หมั่นฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา ยึดมั่นในศีล ทาน ภาวนา



[1]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๘๘–๒๙๕

[2]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๒๑.

[3]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๖๒–๖๓.

[4]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๐๘–๓๐๙.

[5]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๒๘.

[6]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๑๓.

[7]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน,หน้า๑๓๓.

[8]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๑๒๒.

[9]องฺ. อฏฺฐก. ๒๓ / ๑๓๑ / ๒๕๓.

[10]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน,หน้า๑๖๘.

[11]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๓๖.

[12]ที. ปา. ๑๑ / ๓๕๙ / ๒๘๔.

[13]ที. อ. ๑ / ๓๗๗.

[14]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๗๙-๑๘๑.

[15]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๑๗๙ / ๑๖๔.

 

) บิดามารดาเป็นพรหมของบุตรธิดา บิดามารดานั้นท่านเรียกว่า เป็นพรหมบ้าง บุพพเทพบ้าง ปุพพาจารย์บ้าง อาหุไนยบุคคลบ้างของบุตรธิดา มีอธิบายว่า

๑. บิดามารดาเป็นพรหม ท้าวมหาพรหมย่อมมีพรหมวิหาร ๔  คือ เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ฉันใด บิดามารดาก็มีพรหมวิหาร ๔ นี้ เปี่ยมบริบูรณ์ต่อบุตรธิดาของตนฉันนั้น คือมีเมตตาปรารถนาดีต่อบุตรธิดาไม่มีที่สิ้นสุด มีกรุณาความหวั่นใจในความทุกข์ของบุตรธิดาอยากช่วยเหลือให้บุตรธิดา อยากช่วยเหลือให้บุตรธิดาพ้นทุกข์ เมื่อบุตรธิดาอยู่ดีสบายบิดามารดาก็มีมุทิตา คือพลอยปลาบปลื้มกับความสุขของบุตรธิดานั้น เมื่อใดบุตรธิดามีภรรยามีบุตรธิดาเลี้ยงตนเองได้อย่างดีแล้ว บิดามารดาก็มีอุเบกขาคือวางเฉย วางใจเป็นกลาง ขณะที่งวางใจเป็นกลางนั้นเองก็มี เมตตา กรุณา มุทิตาแฝงอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น  บิดามารดา ท่านจึงเรียกว่า “ พรหม “ เพราะประพฤติดังพรหม

๒. เป็นบุพพเทพ บุพพเทพ แปลว่า เทวดาองค์แรกของบุตรธิดา เทพในที่นี้ท่านหมายถึงสุทธิเทพคือพระอรหันต์ ขีณาสพ ธรรมดาเรียกว่า พระวิสุทธิเทพคือพระอรหันต์ ไม่เคยถือเอาความผิดพลาดของคนทั้งหลายมาเป็นอารมณ์ ท่านหวังแต่ความเจริญสุขแก่คนทั้งหลาย นอกจากนี้ยังทำให้สักการะที่คนทั้งหลายนำมาบูชามีผลอานิสงส์มาก เพราะท่านเป็นทักขิเณยบุคคล ฉันใด บิดามารดาก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดพลาดของบุตรธิดาทั้งหลายมุ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ส่วนเดียว ท่านเป็นผู้สมควรแก่บูชา ทำสักการะที่บุตรธิดานำมาบูชาให้มีผลมีอานิสงส์มาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นวิสุทธิเทพของบุตรธิดา

๓. เป็นบุพพาจารย์ ปุพพาจารย์แปลว่าอาจารย์คนแรกของบุตรธิดาๆ เพราะสอนให้ทำนั่นทำนี่ก่อนอาจารย์อื่น ๆ บิดามารดาสอนให้บุตรธิดาเว้นสิ่งที่ควรเว้น ประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติก่อนคนอื่น ส่วนอาจารย์ที่สอนศิลปวิทยาสำหรับเลี้ยงชีพ อาจารย์ให้สรณะและศีล อาจารย์ให้บรรพชาอุปสมบท อาจารย์ให้เรียนพุทธพจน์และให้บรรลุมรรคผล นิพพาน ล้วนเป็นปัจฉาจารย์คืออาจารย์ในภายหลังทั้งสิ้น การสอนของบิดามารดาเป็นการสอนด้วยความดี มีเมตตากรุณาต่อบุตรธิดาจริง ๆ มิได้หวังสินจ้างรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น หากบุตรธิดาประพฤติปฏิบัติตามที่ตนสอนก็เป็นความปลาบปลื้มชื่นชมแก่บิดามารดาอย่างใหญ่หลวง

๔. เป็นอาหุไนยบุคคล แปลว่าบุคคลที่ควรได้รับการบูชาด้วยข้าวด้วยน้ำ บิดามารดาเป็นผู้สมควรแก่การบูชาสักการะของบุตรธิดา เพราะมีคุณควรแก่การบูชา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในพรหมสูตร ทั้งในติกนิบาต อังคุตตรนิกาย ความว่าภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหม บุพพเทพ บุพพาจารย์และ อาหุไนยบุคคลนั้นเป็นคำสำหรับเรียก บิดามารดาเพราะเหตุไร ? เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะมากบำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร[1]

) การตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา การที่จะตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาให้เหมาะสมแก่อุปการะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าบุตรธิดาจะพึงวางแม่ไว้บนบ่าข้างขวาของตนและวางพ่อไว้บนบ่าข้างซ้าย ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้นให้ข้าวให้น้ำ ให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่านั้น บุตรธิดามีอายุ ๑๐๐ ปีและทำอย่างนั้นตลอด ๑๐๐ปี ก็ไม่เป็นอันตอบแทนบุญคุณของท่านได้เลย หรือจะสถาปนาพ่อให้เป็นจักรพรรดิ์ก็ไม่เป็นอันตอบแทนท่านไม่เหมือนกันพระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดในการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดานั้น คือ การทำให้ท่านมีศรัทธา มีศีล มีการเสียสละและมีปัญญาอันเป็นสาระของชีวิตที่แท้จริงนี่คือการตอบแทนคุณบิดามารดาอย่างสูง

พระพุทธองค์ยังตรัสเรื่องการบำรุงบิดามารดา ไว้ในสิงคาลกสูตร๕ ประการ คือ

. ท่านเลี้ยงเรามาแล้วต้องเลี้ยงท่านตอบ

. ทำกิจของท่าน

.  ดำรงวงศ์สกุลของท่าน

. ทำตัวให้สมควรได้รับทรัพย์มรดก

. ทำตัวให้สมควรได้รับทรัพย์มรดก[2]

วิธีการตอบสนองคุณบิดามารดา ๕ ประการ เป็นการตอบสนองคุณบิดามารดาอย่างต่ำเมื่อบุตรธิดาได้ตอบสนองคุณบิดามารดาด้วยวิธีการทั้ง ๒ แล้ว จึงได้ชื่อว่าปลดเปลื้องหนี้ของตนหรือใช้บุญแทนคุณท่านแล้วโดยสิ้นเขิง นับเป็นศรีสง่าและมิ่งขวัญของวงศ์ตระกูล การบำรุงบิดามารดานี้ เมื่อบุตรธิดาได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้วพระพุทธองค์ทรงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นมงคลสูงสุดเพราะเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุผลที่ต้องประสงค์ มีความสรรเสริญในโลกนี้

..๒ การสงเคราะห์บุตรธิดา

การสงเคราะห์บุตรธิดาเป็นภารกิจที่ยาก แม้บิดามารดามีสิทธิ์สงเคราะห์บุตรธิดาโดยหน้าที่จริง แต่สงเคราะห์บุตรธิดาด้วยความรักซึ่งยากนัก จะปรับความรักกับการสงเคราะห์ให้เข้ากลมกลืนกันได้ เพราะบางทีความรักนั่นเองคือ ศัตรูของการสงเคราะห์กลับเป็นเหตุให้บุตรธิดาต้องพลอยเสื่อมเสียไปด้วย แต่เมื่อบิดามารดาสงเคราะห์บุตรธิดาด้วยความรักอย่างเดียว ไม่อาศัยความเป็นธรรมเข้ากำกับด้วยอาจนำไปในทางเสีย หรือใจตามใจบุตรธิดาในทางเลวทรามเพราะความรักนั้นจะชักให้การสงเคราะห์ บุตรธิดานอกลู่นอกทาง  บุตรธิดาผู้ไม่ตั้งอยู่สุจริต ในความโอบอ้อมอารี ในความกล้าหาญในทางที่ได้ประโยชน์วิทยาก็เป็นแต่มูตรคูถของบิดามารดาแท้ ๆ จะนับว่าผู้มีบุตรธิดาหลายคนว่าเป็นโชคดีได้ไฉนถ้าบุตรธิดาเหล่านั้นเป็นเหมือนทะนานเปล่ามีเต็มอยู่ในยุ่ง มีบุตรธิดาผู้บำรุงสกุลเพียงคนเดียว ยังดีกว่าเพราะเขาเป็นศรีสง่าแก่บิดามารดาและวงศ์ตระกูล บุตรธิดาคนใดโง่แสนโง่ ขี้เกียจแสนเข็ญ เป็นคนอกตัญญู คนเนรคุณ ประพฤติในบิดามารดา ไม่น่าปลื้มใจ ขออย่าให้สตรีไรๆ คลอดบุตรธิดาผู้เช่นนั้นเลย ฉะนั้น เราจึงควรประพฤติตนเป็นคนดีของบิดามารดา

) ความหมายของการสงเคราะห์บุตรธิดาสมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) ได้นิยามการสงเคราะห์บุตรธิดาของบิดามารดาไว้ว่า บุตรธิดาย่อมเป็นวัตถุที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย บุตรธิดาเป็นผู้สืบสายโลหิตให้วงศ์สกุลแพร่หลาย[3]คำว่าบุตร แปลว่า ลูก มีความหมาย ๒ ประการ คือ

. ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์

๒ ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม

บุตรเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล สืบทอดเจตนารมณ์ของบิดามารดา บุตรจะดีหรือไม่ดีย่อมขึ้นอยู่กับบิดามารดาจะให้การศึกษาอบรม ดังนั้น การที่บิดามารดาได้สงเคราะห์เลี้ยงดูบุตรย่อมทำให้บุตรเป็นคนดีมีความเจริญก้าวหน้า สืบทอดสิ่งที่ดีงามตามที่บิดามารดาหรือญาติพี่น้องคาดหวัง หากไม่ได้รับการสงเคราะห์จากบิดามารดา และผู้เกี่ยวข้องแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ยากนักที่บุตรจะเจริญรุ่งเรืองหรือประสบความสำเร็จตามที่พึงประสงค์ได้

) ประเภทของบุตรธิดา ตามทัศนะทางพุทธศาสนาการนับบุตรธิดาในชั้นชาดก ท่านแบ่งบุตรธิดาออกเป็น ๓ ประเภทมีชื่อในปันทรชาดก ติงสนิบาตว่า

. อันเตวาสี บุตรธิดาที่อยู่อาศัยเรียนศิลปวิทยา (บุตรธิดาศิษย์)

. ทินนทะ  บุตรธิดาที่เขามอบให้ (บุตรธิดาเลี้ยงหรือบุตรธิดาบุญธรรม)

. อัตรชะ  บุตรธิดาที่อาศัยตนเกิด (บุตรธิดาในไส้)

จากชั้นชาดกมาถึงชั้นพระสูตร การนับบุตรธิดาในชั้นพระสูตรนี้ ท่านแบ่งบุตรธิดาในไส้ออกเป็น ๓ ประเภท โดยยึดเอาภูมิธรรมของบุตรธิดาเป็นเกณฑ์ และเอาภูมิธรรมของบิดามารดาเป็นเครื่องบวกลบ ดังปรากฏในตโยปุตตสูตรว่า

. อภิชาตบุตร   บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมสูงยิ่งกว่าบิดามารดา

. อนุชาตบุตร   บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมเสมอด้วยบิดามารดา

. อวชาตบุตร บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมต่ำกว่าบิดามารดา[4]

..  การสงเคราะห์ภรรยา

การสงเคราะห์เลี้ยงดู คือ การสนับสนุน ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เป็นอยู่อย่างมีความสุข ตามทัศนะทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า สามีภรรยามีอยู่ด้วยกัน ๔ คู่ ดังนี้

๑. สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผี

๒. สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทพธิดา

๓. สามีเทพบุตรอยู่ร่วมกับภรรยาผี

๔. สามีเทพบุตรอยู่ร่วมกับภรรยาเทพธิดา

โดยที่แต่ละคู่มีความประพฤติแตกต่างกันดังนี้

สามีคู่แรก เป็นคนไม่มีศีลธรรมทั้งคู่ มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย

สามีภรรยาคู่ที่สอง สำหรับสามีเป็นคนไม่มีศีลธรรม มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย แต่ภรรยาเป็นคนมีศีลธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี มีอัธยาศัยเผื่อแผ่

สามีภรรยาคู่ที่สาม สำหรับสามีเป็นคนมีศีลธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี มีอัธยาศัยเผื่อแผ่ แต่ภรรยาเป็นคนไม่มีศีลธรรม มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย

สามีภรรยาคู่ที่สี่ เป็นคนมีศีลธรรมเสมอกัน เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีสติครองตน ระมัดระวังกิริยาวาจา เลี้ยงดูกันโดยชอบธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี ไม่เป็นศัตรูจองล้างจองผลาญกัน ไม่ทำ พูด คิดให้ต้องเดือดร้อนใจกันในภายหลัง

) ความหมายของการสงเคราะห์ภรรยา การสงเคราะห์ภรรยาด้วยการให้เกียรติต่าง ๆ นี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า เมื่อชายหญิงที่ร่วมชีวิตกันแล้ว ฝ่ายชายเรียกว่า ภัสดา แปลว่า ผู้เลี้ยงดูภรรยา ฝ่ายหญิงเรียกว่า ภรรยา แปลว่า ผู้ควรเลี้ยงของภัสดา และภัสดาเป็นเครื่องปรากฏของสตรีและภรรยาเป็นเพื่อนสนิทของสามี[5] ภรรยา แปลว่า คนควรเลี้ยง สามี แปลว่า ผู้เลี้ยง คำสองคำนี้เป็นคำที่แฝงความหมายอยู่ในตัว และเป็นคำคู่กัน ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสามี ก็เพราะเลี้ยงดูภรรยา ผู้หญิงที่จะได้ชื่อว่าภรรยา ก็เพราะทำตัวเป็นคนน่าเลี้ยง ภรรยาคือหุ้นส่วนชีวิตเมื่อแต่งงานอยู่กันฉันท์ภรรยา-สามีแล้ว ทั้งสองต้องตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม

) ประเภทของสามีภรรยา ในคัมภีร์สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกายพระพุทธองค์ทรงแสดงประเภทของสามีและภรรยาไว้ ๗ จำพวก คือ

. ภรรยา ๗ จำพวก[6]

วธกาภริยา   ภรรยาเหมือนเพชฌฆาต

โจรีภริยา   ภรรยาเหมือนโจร

อัยยาภริยา   ภรรยาเหมือนนาย

มาตาภริยา   ภรรยาเหมือนแม่

ภคินีภริยา   ภรรยาเหมือนพี่สาว

สขีภริยา   ภรรยาเหมือนเพื่อน

ทาสีภริยา   ภรรยาเหมือนคนใช้

. สามี ๗ จำพวก

วธาภัสดา   สามีเหมือนเพชฌฆาต

โจรภัสดา   สามีเหมือนโจร

อัยยภัสดา     สามีเหมือนนาย

ปิตาภัสดา     สามีเหมือนพ่อ

ภาตาภัสดา   สามีเหมือนพี่ชาย

ทาสาภัสดา   สามีเหมือนคนใช้

โดยที่แต่ละประเภทมีความประพฤติมีอธิบายดังนี้

ประเภทที่ ๑ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นคนใจขมิ้น คือใจง่ายหน่ายเร็ว เหมือนขมิ้นคลายสี สามีนอกใจภรรยาไปคบหญิงอื่น ภรรยานอกใจสามีไปสมัครรักใคร่ชายอื่น มุ่งร้ายต่อกันเป็นนิตย์ และชอบทำร้ายซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ปากก็ร้าย

ประเภทที่ ๒ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีล้างภรรยาผลาญ คือล้างผลาญทรัพย์ที่ตนได้ช่วยกันเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างฐานะครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ภายหลังต่างคนต่างใช้เล่ห์กะเท่ ลักเอาทรัพย์ในครอบครัวไปใช้ในในลักษณะปิดบัง เอาไปบำรุงบำเรอคนภายนอกครอบครัวบ้าง เอาไปซื้อความสนุกสนานส่วนตัวตามลำพังบ้าง

ประเภทที่ ๓ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่ยกตนขึ้นเป็นนายของกันและกัน ต่างฝ่ายมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในครอบครัว ต่างฝ่ายคิดว่าตนเองเป็นหัวหน้าหรือผู้นำในครอบครัว ไม่มีความเคารพนับถือกัน ชอบต่อปากต่อคำกัน ไม่มีทางตกลงกันได้นับว่าเป็นสามีล้างภรรยาผลาญ คือล้างผลาญศักดิ์ศรีของกันและกัน

ประเภทที่ ๔ สามีภรรยาประเภทนี้ คือสามีภรรยาเป็นพ่อของสามีภรรยา และภรรยาเป็นเหมือนแม่ของสามี แต่ละฝ่ายรักกันเหมือนบิดามารดารักบุตรธิดา เมื่อยามเจ็บไข้และยามประสบวิบัติก็ไม่ทอดทิ้งกัน เพราะมีความรักสงสารไม่จืดจาง นี่คือ สามีภรรยารักกันอย่างบิดามารดารักบุตรธิดา

ประเภทที่ ๕ สามีภรรยาประเภทนี้สามีนับถือรักกันใคร่ภรรยาเสมอน้องสาว ภรรยานับถือรักใคร่สามีเหมือนพี่ชาย พากันสร้างความเจริญให้แก่ครอบครัว ทำความเข้าใจในกันและเห็นใจกัน รู้จักให้อภัยแก่กันในข้อผิดพลาดเล็กน้อย ปบุตรธิดาฝังความรักไว้มั่นคงเหมือนรักแรกเริ่มอยู่ด้วยกันเหมือนพี่ร่วมท้องน้องร่วมสายโลหิต

ประเภทที่ ๖ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่รักและอยู่กินด้วยกันฐานะเพื่อนชอบนิสัยใจคอกัน ถือกันเป็นเพื่อนร่วมชีวิตไปจนวันตาย เมื่อมีก็มีด้วยกัน จนก็จนด้วยกัน

ประเภทที่ ๗ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่ทำความเหลื่อมล้ำต่ำสูงแก่กัน รู้จักวางตัวให้สม่ำเสมอ มีความรู้สึกประหนึ่งว่าเป็นคนรับใช้ของกันและกัน ต่างคนต่างขยันขันแข็งทำงานตามหน้าที่ของตนเหมือนคนใช้

ในบรรดาสามีภรรยา ๗ ประเภทนี้ สามีภรรยาประเภทที่ ๔,๕,๖, และ ๗ จัดเป็นสามีและภรรยาชั้นดี ส่วนประเภทที่ ๑,๒, และ ๓ จัดเป็นสามีและภรรยาชั้นเลว

) การสงเคราะห์สามีภรรยา คำว่าสงเคราะห์ แปลว่า การยึดเหนี่ยว คือ ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน การสงเคราะห์ภรรยาเป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจภรรยา แม้การสงเคราะห์สามีก็เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจสามีนั่นเอง พึงทราบวิธีการที่สามีภรรยาสงเคราะห์กัน ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ฝ่ายละ ๕ สถาน[7]คือ

สามีสงเคราะห์ภรรยา ๕ สถาน

. ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา

. ไม่ดูหมิ่นดูแคลนภรรยา

. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา

. มอบความเป็นใหญ่ให้ภรรยา

. ให้เครื่องประดับตกแต่งแก่ภรรยาพอเหมาะพอดีกับกาลเทศะ

เมื่อภรรยาได้รับการสงเคราะห์จากสามีเช่นนี้แล้ว ตั้งใจตอบแทนคุณความดีของสามี ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ๕ ประการ[8]คือ

. จัดการงานดี

. สงเคราะห์คนข้างเคียง เช่น ญาติพี่น้องของสามี

. ไม่ประพฤตินอกใจสามี

. รักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาไว้ได้ให้ดี

. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

สามีภรรยาผู้มีน้ำใจหวังดีต่อกัน ต่างสงเคราะห์ตามหน้าที่ของตนฝ่ายละ ๕ สถานให้บริบูรณ์ไม่บกพร่อง ย่อมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ยศ คือ ความนับถือจากมวลชนด้วยเกียรติ คือ ชื่อเสียงดีงามเลื่องลือระบือไป และด้วยความสุขกาย สุขใจ พร้อมทั้งความรักใคร่สนิทสนมกันไม่จืดจาง

..  การงานอันไม่อากูล

การงานเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาชีวิตครอบครัวและพัฒนาชาติ เป็นทรัพยากร คือ บ่อเกิดแห่งทรัพย์สินเงินทอง เป็นเครื่องป้องกันความเสื่อมโทรมทั้งปวง และนำมาซึ่งความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง ความมั่งคั่งของคนประชาชนและประเทศชาตินั้น ก็อยู่ที่การงานทั้งสิ้น บุคคลมีชีวิตอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถซื้อหามาได้ด้วยทรัพย์ และทรัพย์สินย่อมได้มาจากการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “อาชีพ” งานที่จะก่อให้เกิดรายได้ดีนั้นต้องเป็นงานที่ดี คืองานที่ประณีตและทำสำเร็จเรียบร้อยไม่คั่งค้าง เป็นมงคลเพราะก่อให้เกิดผลอันงามและทำลายอาสวะบางอย่าง เช่นความเกียจคร้าน เป็นต้น

) ความหมายของการงานไม่อากูล การทำงานไม่อากูล คือการทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่เหลาะแหละนับว่าเป็นกิจที่ดี หมายถึงการไม่ละทิ้งการงานให้คั่งค้าง การงานไม่เสียหาย การงานไม่สับสน ด้วยความตั้งใจจริง เอาจริงเอาจังในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรและทำงานตรงเวลา ไม่มีการผลัดวันประกันพรุ่ง การงานที่ไม่อากูล เป็นการงานที่ไม่ปล่อยหรือละเลยจนก่อความเสียหาย

) ลักษณะของงานที่อากูล งานที่คั่งค้างหรืออากูลนั้นได้แก่งานที่มีลักษณะดังนี้

๑. การทำไม่ถูกกาล คือ ยังไม่ถึงเวลาที่ควรทำ แล้วทำลงไปบ้าง เริ่มทำเมื่อล่วงเลยเวลาที่ควรทำแล้วบ้าง แปลว่า กานงานไม่เหมาะ เช่น เริ่มเรียนหนังสือเมื่อแก่ เป็นการยากที่จะให้สำเร็จด้วยดีอย่างเรียนเมื่อเด็กหรือวัยหนุ่ม

๒. ทำไม่สมควร หมายถึง ไม่ถูกลักษณะของงาน คืออย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ แต่ไพล่ไปทำเสียอีกอย่างหนึ่ง

๓. การไม่ทำ เมื่อไม่ทำงานก็ย่อมหาความสำเร็จไม่ได้ ทำนองเดียวกับถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้ ถ้าไม่ดูก็ไม่เห็น ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็น

๔. การทำย่อหย่อน คือทำเพียงแต่สักว่าทำ ไม่บากบั่นด้วยเรี่ยวแรงกำลัง และความสามารถทั้งหมดเท่าที่มีและใจมักยอมแพ้เสียก่อน วันหนึ่งควรทำงาน ๑๐ ชั่วโมง ก็ทำเพียง ๒ ชั่วโมง อย่างนี้เรียกว่าย่อหย่อน งานที่ย่อหย่อนนั้นจะหวังผลมากไม่ได้ ส่วนงานที่บุคคลทำงานตรงกันข้ามกับลักษณะไม่ดีทั้ง ๔ ประการนี้  คือ

๑. ทำถูกกาล 

๒. ทำสมควร

๓. ลงมือทำ

๔. ทำอย่างขยันขันแข็ง ถือว่าเป็นงานที่ไม่คั่งค้าง

ดังนั้น เมื่อเราทำงานครบองค์ ๔ ประการนี้แล้ว การงานย่อมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่อากูล ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอาฬวักสูตรว่า

“ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ” แปลว่า ผู้ขยัน ผู้มีธุระอยู่เสมอ ทำการงานได้เหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้

คำว่า มีธุระอยู่เสมอนั้น หมายความว่า เป็นคนมีงานทำอยู่เสมอ ไม่ว่าง ไม่เป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่กลุ้มใจ และไม่บ่นว่าไม่มีอะไรทำ คำว่า ทำงานได้เหมาะสม หมายความว่า งานที่ทำนั้นเหมาะสมกาลสมัย เหมาะแก่ภูมิประเทศ

การรู้จักกาลเวลาในการทำงาน การทำงานให้เหมาะสม การทำงานให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ไม่อากูลคั่งค้างให้เสื่อมเสียวุ่นวาย สับสน และยุ่งเหยิง เป็นเหตุให้เจริญด้วยทรัพย์สมบัติ นำความสุขสำราญมาให้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

.  หลักจริยศาสตร์ด้านการทำหน้าที่ทางสังคม

การอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ เราต้องยอมรับว่าการไว้ใจซึ่งกันและกันและการสงเคราะห์ต่อกันและกันนั้น มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ตลอดจนการประพฤติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็มีส่วนสำคัญ ฉะนั้น ในมงคลสูตรส่วนนี้พระพุทธองค์จึงเน้นความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของมนุษย์ในสังคม ๔ ประการ ดังนี้ ๑. การบำเพ็ญทาน ๒. การประพฤติธรรม ๓. การสงเคราะห์ญาติ ๔. การทำงานไม่มีโทษ

..๑ ทาน

ทาน ได้แก่การให้ปันนี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคม  การให้สิ่งของที่ควรให้ของตนคนแก่คนอื่นที่ควรให้ เป็นการเฉลี่ยความสุขของตนแก่คนอื่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำใจที่ดีงาม เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยน้ำใจโอบอ้อมอารีเกื้อกูลสนับสนุนส่งเสริมกัน ทั้งยังเป็นการฝึกขจัดความตระหนี่อีกด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยควรช่วยเหลือเกื้อกูลคนจน และคนจนเมื่อได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็จะคอยคิดตอบแทนตามโอกาส การให้ หมายถึง การเสียสละสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ มีกริยาที่อ่อนโยนให้ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เสียสละสิ่งของของตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ การให้ทานเป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในการจรรโลงสันติสุข

) ความหมายของทาน การบริจาคหรือให้สิ่งของที่ควรให้นี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้

สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า บุคคลที่มีความเจริญด้านจิตใจย่อมมีความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปัน[9] 

ทาน มี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจจาคเจตนา วิรัติและไทยธรรม เจตนา ชื่อว่าทาน ในทานสูตรในอัฏฐกนิบาต อังคุตรนิกายว่า สัทธา๑ ความมีหิริ๑ ทานอันเป็นกุศล๑ ดังนี้เป็นต้น วิรัติชื่อว่าทาน ในอาคตสถาน (ที่มาแห่งทาน) ว่า อริยสาวก ย่อมให้อภัยไทยธรรมชื่อว่า ทาน ในอาคตสถานว่า อริยสาวก ย่อมให้ทาน คือข้าวและน้ำ[10]

) ประเภทของทาน ทานนั้น ท่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท[11]คืออามิสทาน การให้วัตถุสิ่งของแก่คนอื่น ซึ่งทำให้ผุ้รับเกิดความยินดีและสุขกาย สุขใจ  ๒ธรรมทาน การให้คำสอนหรือความรู้แก่คนอื่น เพื่อเขาจะได้นำไปปฏิบัติแต่ในทางที่ดีงาม  บรรดาทานทั้ง ๒ นี้ ธรรมทานดีกว่า ประเสริฐกว่า อามิสทาน การให้ทานจะมีผลมากนั้นต้องเป็นทานที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ ๖ ประการ แบ่งเป็นคุณลักษณะของทายกคือผู้ให้ ๓ ประการ และของปฏิคาหกคือผู้รับ ๓ ประการ

) คุณลักษณะของทายก

คุณลักษณะของทายกมี ๓ ประการ[12]คือ

. ปุพพเจตนา  ก่อนให้มีใจยินดี

. มุญจเจตนา   กำลังให้มีใจผ่องใส

. อปราปรเจตนา   ให้เสร็จแล้วมีใจชื่นบาน

) คุณลักษณะของปฏิคาหก

คุณลักษณะของผู้รับหรือปฏิคาหกมี ๓ ประการ[13]คือ

. เป็นผู้ปราศจากราคะ

. เป็นผู้ปราศจากโทสะ

. เป็นผู้ปราศจากโมหะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานอันประกอบด้วยคุณลักษณะ ๖ ประการนี้ย่อมมีผลมาก

) ลักษณะแห่งการให้ทาน ทานการให้ปันโดยลักษณะมีอยู่ ๓ อย่างคือ

. ให้ด้วยสงเคราะห์ เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจของสามีภรรยา บุตรธิดาหลาน ญาติมิตรไว้ด้วยการให้ปัน

. ให้ด้วยอนุเคราะห์ เช่น ให้ด้วยเมตตา อยากให้ผู้รับมีความสุขความเจริญ หรืออยากให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากพ้นทุกข์

. ให้ด้วยบูชาคุณ เช่น ให้ด้วยความเคารพนับถือ หรือตอบแทนท่านผู้มีพระคุณ เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น

) การให้ปันของสัตบุรุษ สัตบุรุษคือ คนผู้สงบเรียบร้อย มีอัธยาศัยไม่โลภไม่โกรธ ไม่หลง มีนิสัยเลือกให้สิ่งที่ดีเลิศ ไม่ห่วงใยในสิ่งที่ให้แล้ว มีจิตใจสุขุม และเสียสละอย่างไม่มีใครจะเท่าเทียมได้ ทานการให้ปันของสัตบุรุษนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๕ ประการ คือ

๑. ให้ทานด้วยศรัทธา คือเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลของกรรมดี กรรมชั่วเป็นของผู้กระทำ ต้องติดสอยห้อยตามผู้ทำไปเหมือนเงาตามตัว ผลของการให้ด้วยศรัทธาจะเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก

๒. ให้ทานโดยเคารพ คือ ให้ด้วยความนอบน้อมละมุนละม่อม  ให้วาจาไพเราะอ่อนหวาน ให้ด้วยน้ำใจไมตรีอันงาม ผลของการให้โดยเคารพ จะเป็นคนมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติมาก และบุตรธิดาหลานญาติมิตรก็เชื่อฟังถ้อยคำ

๓. ให้ทานตามกาล คือ ให้ในกาลอันสมควร เช่น ให้ในวันพระ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา และในงานมงคลต่าง ๆ

๔. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ คือ ให้ด้วยเกื้อกูลโอบอ้อมอารีด้วยเมตตาจิตและให้อุดหนุนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือด้วยกรุณา ผลของการให้ตามกาลจะเป็นคนมั่งคั่งมีสมบัติมาก มีความประสงค์เต็มเปี่ยม

๕. ให้ทานไม่กระทบกระทั่งตนและคนอื่น คือ ให้ตามกำลังของตนที่มีอยู่และไม่รบกวนสิ่งของผู้อื่นมาให้ ผลของการให้ข้อนี้ จะเป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก และมีโภคทรัพย์ปราศจากโรคภัย

) ทานสมบัติ ทานหรือการให้นั้น  ในทางศาสนามีความมุ่งหมาย ๒ อย่าง คือ

. ให้เพื่อทำคุณ เช่น การแบ่งปันอาหารการกินให้แกคนในบ้านใกล้เรือนเคียง ให้ของขวัญ ตลอดจนถึงการเลี้ยงอาหารแก่มิตรสหาย

. ให้เพื่อทำบุญ เป็นการให้เพื่อเพิกถอนความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ครบถ้วนด้วยทานสมบัติ ๓ อย่าง[14]คือ

. วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งของทำบุญที่ได้มาโดยสุจริต

. เจตนาบริสุทธิ์ คือ เจตนาเต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ มุ่งเพิกถอนความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจ

. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้ให้และผู้รับเป็นคนบริสุทธิ์ มีศีลธรรมตามชั้นภูมิของตน โดยเฉพาะผู้ที่จะรับไทยทานควรเลือกผู้มีภูมิธรรมสูงในทางพุทธศาสนา โดยทั่วไปสอนว่า พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ควรรับไทยทานเป็นนาบุญของชาวโลก แม้กระนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เลือกทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติศึกษาวินัยเคร่งครัดน่าเลื่อมใส

ทานการให้ปันนี้ ย่อมทำให้เป็นที่รักที่ชอบใจของคนหมู่มาก บัณฑิตยกย่องสรรเสริญ ผู้ให้ย่อมรักษาไมตรีไว้ ผู้มีปัญญาให้ความสุขย่อมได้รับความสุข ผู้ให้ของเลิศย่อมได้ผลที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐย่อมได้ฐานะประเสริฐ การให้ทานทำให้จิตใจของผู้บำเพ็ญทานสะอาด จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้บำเพ็ญทาน คิดอ่านทำมาหากินเก่ง เป็นผู้น้อยน่ารัก เป็นผู้ใหญ่น่าเคารพ เป็นผู้เสมอกันน่านับถือ



[1]  องฺ. ติก. ๒๐ / ๔๗๐ / ๑๕๐.

[2]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๑๙๘ / ๑๖๙.

[3]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า  ๘๕.

[4]ขุ. อิติ. ๒๕ / ๒๕๒ / ๒๗๘.

[5]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๙๓–๙๔.

[6]องฺ. สตฺตก. ๒๓ / ๖๐ / ๙๒.

[7]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๒๐๑ / ๑๗๐–๑๗๑.

[8]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๒๐๑ / ๑๗๑.

[9]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, ๑๐๘–๑๐๙.

[10]มงฺคลตฺถทีปนี. ๓ / ๒.

[11]องฺ. ทุก. ๒๐ / ๓๘๖ / ๑๑๔.

[12]อุ. อ. ๒๕๑.

[13]อุ. อ. ๒๕๑.

[14]อุ. อ. ๒๕๑.

 

..  ศิลปะ (สิปปะ)

คนที่มีศิลปะเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ได้ศึกษาหรืออบรมมาที่ได้รับสมญาว่าเป็นศิลปินหรือนักศิลปะนั้น เป็นคนช่างทำช่างพูดช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นคิดเป็น สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อยให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้ คนมีศิลปะวิทยา คือคนที่มีความสามารถในการจัดแจง หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความละเอียดอ่อน งดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจและต้องการของคนทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นคนมีฝีมือทางการช่าง การแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้ปรากฏได้อย่างน่าดูน่าชม และทำให้เกิดความซาบซึ้งตรึงใจ ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการงานต่าง ๆ

) ความหมายของการมีศิลปะ การเป็นผู้ชำนาญหรือเชี่ยวชาญในศิลปะนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้  คำว่าศิลปศาสตร์นั้น หมายวิชาที่เกี่ยวด้วยหัตถกรรม การช่างต่างๆ คือ การก่อสร้าง การถาก การตัด การวาด การเขียน การปั้น การปรุง การจัก การสาน การเย็บปักถักร้อย ตลอดจนการตัดผ่าบาดแผล เป็นอาทิ[1]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า คำว่าศิลปหมายถึงหัตถโกศลซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า ศิลป หมายถึง ฉลาดทำ คือ ทำเป็น[2]

ศิลปะแปลว่าฉลาดทำ คือ ทำเป็นนั่นเอง พหูสูตเป็นผู้ฉลาดรู้เรียนหลักวิชา ส่วนศิลปะเป็นความสามารถในทางปฏิบัติ  คือ สามารถนำความรู้นั้นมาใช้ให้บังเกิดผลได้ การมีศิลป คือการมีฝีมือทางการช่างหรือการแสดงออกให้ปรากฏขึ้นได้อย่างงดงามและทำให้ผู้พบเห็นเกิดอารมณ์ประทับใจ บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญการในการทำ การพูด การแสดง คือ ทำเป็นพูดเป็น แสดงเป็น หรือรู้จักใช้เทคโนโลยีการประกอบเครื่องจักรเครื่องยนต์กลไก เป็นอาทิ

) ประเภทของศิลปะ ในมังคลัตถทีปนีได้แก้คำว่า “ศิลปะ” ไว้ว่า หัตถโกศล คือ ความเป็นคนฉลาดในหัตถกรรม คือเป็นช่างฝีมือ ทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันและประณีตด้วยฝีมือของตน ชื่อว่า ศิลปะ และจำแนกศิลปะออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. ศิลปะของบรรพชิตหมายถึง ความเป็นผู้ฉลาดในการตัดเย็บจีวรและความเป็นผู้ฉลาดในกิจจานุกิจ เช่น ฉลาดในการปฏิบัติอุปัชฌาย์และอาจารย์ ท่านได้กล่าวถึงกิจไว้ดังนี้

๑. ฉลาดเอาใจใส่ปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ และช่วยทำกิจของท่านทุกอย่าง

๒. ฉลาดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ฝึกฝนอบรมจิตให้มั่นคงและธรรมปัญญาให้แก่กล้า

๓. ฉลาดระงับความเสื่อมเสีย อันจะพึงมีหรือมีแล้วแก่ท่าน

๔. ฉลาดรักษาน้ำใจท่านจะทำอะไรปรึกษาท่านก่อนไม่ทำตามลำพัง

๕. ฉลาดเคารพในท่าน รู้จักเสนอแนะความคิดเห็นในกาลอันสมควร

๖. ฉลาดระมัดระวังจะไปไหนต้องบอกลาท่านก่อน

๗. ฉลาดเอาใจใส่พยาบาลเมื่อท่านอาพาธ

ส่วนความเป็นช่างก่อสร้าง ฉลาดพัฒนาวัดและปฏิสังขรณ์ เสนาสนะ จัดเป็นศิลปะของบรรพชิตโดยตรง

๒. ศิลปะของคฤหัสถ์ ศิลปะทั้งของบรรพชิตและของคฤหัสถ์ เมื่อรวมลงก็อยู่ที่ช่างทำ ช่างพูด และช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นและคิดเป็นนั่นเอง เพราะศิลปะแห่งศิลปะทั้งหลาย อยู่ที่การปรับปรุงตนเองให้เป็นช่างทำที่ชำนาญ เป็นช่างพูดที่ประกอบด้วยเหตุผล  และเป็นช่างคิดที่ละเอียดรอบคอบ ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ ๓ ประการ คือ อัตถะ เป็นที่ต้องการของตนและคนอื่น หิตะ เกื้อกูล แก่ตนและคนอื่น สุขะ อำนวยความสุขแก่ตนและคนอื่น อย่างนี้เป็นมงคล กล่าวโดยสรุปศิลปะคือ ช่างพูด ช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นคิดเป็นนี้เป็นมงคลสูงสุด เพราะทำให้ผู้มีช่างทำ ช่างพูด ช่างคิด เจริญก้าวหน้า มีฐานะสูงขึ้น อุดมด้วยทรัพย์สมบัติสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศและชื่อเสียง

..๕ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว 

วินัยคือ ระเบียบ หรือกฏของหมู่คณะ หมู่คณะที่ไร้ระเบียบวินัยย่อมดูไม่งามส่วนที่มีระเบียบวินัยดี ย่อมดูมีสง่างามน่าเลื่อมใส เมื่อเราศึกษาแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ชาติกับศาสนาจะมั่นคงต้องมีวินัยรักษาคุ้มครองป้องกัน ชนชาติที่เจริญแล้วย่อมมีวินัยเป็นเครื่องควบคุมชิวิตจิตใจของตนให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม และให้สามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อจะทำอะไรให้ทำตามระเบียบไม่ละเมิดระเบียบ  ทำงานตามหน้าที่ของตน ไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศึกษามาดีแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ศึกษาวินัยมาอย่างดีชีวิตก็จะประสบแต่ความเสื่อม เปรียบเหมือนคนตาบอด เดินในทางเปลี่ยวซึ่งมีอันตรายรอบด้าน

)  ความหมายของการมีวินัย การเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยหรือมีวินัยในตนเองนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้

พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า  วินัย คือกฏเกณฑ์หรือระเบียบสำหรับฝึกกาย วาจา ใจ ป้องกันกีดกันมิให้ล่วงละเมิดศีลหรือล่วงละเมิดกุศลธรรมเป็นแบบแผนหรือข้อบังคับที่บัญญัติไว้หรือกำหนดไว้ สำหรับกำกับความประพฤติของสมาชิกในหมู่คณะนั้น[3] 

วินัย คือ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้หรือคนในวงการหนึ่งๆ หรืออาชีพหนึ่งๆ วินัยคือการลงโทษผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามกฏระเบียบหรือข้อบังคับที่กำหนดไว้ วินัยเป็นความคาดหวังของสังคมที่จะให้บุคคลมีความประพฤติในสิ่งที่ถูกที่ควรอันจะส่งผลให้เกิดความเจริญแก่ตนเองและสังคม วินัย หรือระเบียบ กฏเกณฑ์ ข้อบังคับมีไว้สำหรับควบคุมประพฤติทางกายของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ให้ห่างไกลจากความชั่วร้ายทั้งหลาย

) ประเภทของวินัย  วินัยมี ๒ อย่าง คือ วินัยของบรรพชิตและวินัยของคฤหัสถ์[4]

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) กล่าวว่า  วินัยนี้สามารถแบ่งออกเป็นวินัยของชาติและวินัยของศาสนา ดังนี้[5]

. วินัยของชาติ ได้แก่ ระเบียบควบคุมคนในสังคมต่าง ๆ โดยเป็นคำสั่งของสังคมให้ทำหรือไม่ให้ทำเป็นสิ่งควรดูหรือไม่ควรดู เป็นสิ่งควรฟังหรือไม่ควรฟัง เป็นสิ่งควรพูดหรือไม่ควรพูด ซึ่งมีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎหมาย กฎข้อบังคับ ระเบียบ แบบแผน ประเพณี คำสั่ง ประกาศ กติกา และอื่น ๆ เรียกว่าวินัยของชาติทั้งสิ้น ชาติที่มีระเบียบวินัยดีย่อมเป็นชาติที่เจริญ นักปราชญ์ทั่วโลกจึงเห็นสอดคล้องต้องกันว่า วินัยเป็นมูลสำคัญแห่งความเจริญของชาติ คนในชาติเกิดมาแล้วจำเป็นต้องมีระเบียบวินัยควบคุม

. วินัยของศาสนา ได้แก่ วินัยศาสนาหมายถึง กฎบทพุทธอาณาเป็นข้อห้ามบ้างเป็นข้ออนุญาตบ้าง มีอยู่ ๒ ประเภท คือ อาคาริยวินัย วินัยของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน และอนาคาริยวินัย  วินัยของบรรพชิตที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น เพื่อนำความประพฤติของศาสนิกให้สม่ำเสมอกัน มีความสงบระงับ มีความผาสุก คู่ขนาบคนไม่มีศีล ส่งเสริมคนมีศีลธรรมให้อยู่สบายป้องกันโทษในปัจจุบัน กำจัดโทษในภาพหน้า เร้าใจคนไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ส่งเสริมคนเลื่อมใสให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ให้พระศาสนิกเอื้อเฟื้อถือตามวินัยคฤหัสถ์คือ ชาวบ้านผู้ครองเรือนจำเป็นต้องมีที่พึ่งป้องกันเวรภัย โทษทุกข์ในปัจจุบันและอนาคต จึงต้องมีอาคาริยวินัยควบคุมชีวิตจิตใจ ให้ดำเนินไปในทางดีทางชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ

. ไตรสรณคมน์ หมายถึงการปฏิญาณตนนับถือพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งทางใจ ไตรสรณคมน์นี้ เป็นวินัยเบื้องต้นของคฤหัสถ์ชายหญิง สำหรับควบคุมจิตใจของตนให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยมาถือปฏิบัติ

. เบญจศีล คือ ศีล ๕ ประการ มีการเว้นจากการฆ่าและการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์เว้นจากการลักขโมยสิ่งของผู้อื่น เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จและเว้นจากการดื่มสุราและของมึนเมา

. อุโบสถศีลหรือศีล ๘

. กุศลกรรมบถ กรรมดีที่เป็นบุญ เป็นกุศล และเป็นให้เกิดความสุขทั้งในภพนี้และในภพหน้า มีอยู่ ๑๐ ประการ  โดยจำแนกเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓ วินัยของคฤหัสถ์ทุกประการนั้น เมื่อชายหญิงชาวบ้านถือเป็นหน้าที่ของตน ตั้งใจศึกษาให้รู้ดี ให้เห็นว่ามีคุณควบคุมตน คู่ครองหมู่คณะให้เจริญก้าวหน้าและปฏิบัติทั่วกันแล้วเชื่อว่าเป็นมงคงสูงสุด เพราะเป็นเหตุทำความสงบสุขมาทั้งแก่ตนและแก่หมู่คณะอนาคาริยวินัย (วินัยของบรรพชิต)

อนึ่ง วินัยของนักบวชในพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ สามเณรกับพระภิกษุ โดยวินัยของบรรพชิตทั้งสองประเภทนี้มีต่างกันดังนี้

วินัยของสามเณร ได้แก่ ศีล ๑๐ เรียกว่า สิกขาบท ๑๐ ประการ[6]คือ

. เว้นจากฆ่าสัตว์

. เว้นจากลักทรัพย์

. เว้นจากการเสพกาม

. เว้นจากการพูดเท็จ

. เว้นจากการดื่มน้ำเมา

. เว้นจากการฉันอาหารในยามวิกาล

. เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น

. เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดคือ ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ และของหอมเครื่องทาต่างๆ

. เว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่

๑๐. เว้นจากการรับเงินและทอง ส่วนวินัยของพระภิกษุ ได้แก่ ศีลของพระภิกษุในพุทธศาสนาซึ่งเป็นมูลเหตุสำหรับชำระกาย วาจาให้บริสุทธิ์ผ่องใส ท่านเรียกว่า ปาริสุทธิศีล ๔[7] 

ปาริสุทธิศีลตามหลักแห่งวิสุทธิมรรคซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่ว่าด้วยการสำรวมระวังในเรื่ององคืแห่งศีลและข้อวัตรปฏิบัติท่านกล่าวว่า

. ปฏิโมกขสังเวรศีล ศีลเป็นเหตุสำรวมในพระปาฏิโมกข์ คอยระมัดระวังสกัดกั้นโทษที่จะพึงละเมิดอาบัติ ๗ ทาง ทางกาย ทางวาจา คือ ปาราชิก มีโทษอย่างหนัก สังฆาทิเสส มีโทษอย่างกลาง ถุลลัจจัย ปาจิตตียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต มีโทษอย่างเบา เมื่อภิกษุตั้งใจสำรวมในวินัยบัญญัติเว้นจากข้อที่ทรงห้าม ปฏิบัติตามข้อที่ทรงอนุญาต ถ้าภิกษุต้องอาบัติอย่างหนักเข้าแล้ว ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ พึงสละเพศเสียถ้าต้องอาบัติอย่างกลางแล้วพึงอยู่กรม ถ้าต้องอาบัติอย่างเบาแล้ว พึงประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกันจึงจะพ้นโทษ

. อินทรียสังวรศีล  ศีลเป็นเหตุให้สำรวมอิทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช้อินทรียทั้ง ๖ ให้เกิดความฉลาด รู้เท่าทันอารมณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความยินดี ยินร้าย  อันเป็นเหตุทำใจให้เศร้าหมองเสีย เมื่อภิกษุทำได้อย่างนี้ เรียกว่า มีอินทรียสังวร

. อาชีวปาริสุทธิศีล ศีลเป็นเครื่องบริสุทธิ์แห่งการเลี้ยงชีพ งดเว้นการเลี้ยงชีพที่ผิดเพศของนักบวชเสีย เช่น เป็นหมอเสน่ห์ยาแฝด เลี้ยงชีพตามสมณวิสัย ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ถือว่าพระจนทรัพย์และมั่งมีคุณธรรมเป็นผู้งามในพระศาสนานี้ เรียกว่า มีอาชีวปาริสุทธิศีล

. ปัจจัยสันนิสสิตศีล ศีลอาศัยการพิจารณาปัจจัยสี่ คือ บิณฑบาต จีวร เสนา สนะ คิลานเภสัชโดยพิจารณาทั้งในขณะรับและขณะบริโภค และภายหลังบริโภคแล้วให้เห็นประโยชน์ของการบริโภคเท่าที่จำเป็นเมื่อภิกษุพิจารณาเห็นเหตุผลข้อเท็จจริงในการบริโภคเช่นนี้แล้ว เรียกว่า มีปัจจัยสันนิสสิตศีล

)  ความสำคัญของวินัย วินัยที่ตนฝึกฝน รักษา ปฏิบัติ และศึกษาดีแล้ว ย่อมให้ประโยชน์ทั้งแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ กล่าวคือ บรรพชิตผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมได้รับความสุข มีใจมั่นคงแน่วแน่ อันจะเป็นฐานของสมาธิและปัญญา ในส่วนของคฤหัสถ์นั้นจะดีได้เพราะกฎข้อบังคับและคนดี คือ คนอยู่ในกฎข้อบังคับ คนอยู่นอกกฎข้อบังคับนั้นคือ คนป่าและคนตายหรือไม่ปกติ ดังนั้น วินัยของคฤหัสถ์และของบรรพชิต จึงเป็นกฎข้อบังคับ คุ้มครองหมู่คณะให้ดีงาม คือมีอาญาเหนือคอยกำกับจะลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน และมีระเบียบทำให้ผู้กระทำผิดได้กลับตัวกลับใจทำให้ถูกต้อง เมื่อคฤหัสถ์และบรรพชิตปฏิบัติวินัยถูกต้องแล้ว เชื่อว่าได้ศึกษาวินัยมาดี เป็นผู้มีระเบียบอันดีงามประพฤติสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ชวนให้หมู่คณะเกิดศรัทธาเลื่อมใส ร่วมกันจรรโลงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเป็นคุณประโยชน์แก่ชาวโลก มีชีวิตเจริญด้วยคุณธรรม

..วาจาสุภาษิต

สุภาษิต คือ คำพูดดี  คำพูดที่จริงอ่อนหวาน ประสานสามัคดี มีประโยชน์ ไม่เป็นคำพูดอันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น เป็นคติเตือนใจมีประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันเรียกว่า “วาจาสุภาษิต” พระพุทธเจ้าได้ตรัสคุณลักษณะ ๕ ประการ ของวาจาสุภาษิตไว้ในสุภาษิตสูตร จตุตถปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายคือ

. กล่าวถูกกาล

. กล่าวคำจริง

. กล่าววาจาอ่อนหวาน

. วาจานี้ประกอบด้วยประโยชน์

. กล่าวด้วยมีเมตตาจิต ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการนี้แล เป็นสุภาษิตไม่เป็นทุพภาษิตไม่มีโทษ วิญญูทั้งหลายติเตียนไม่ได้[8]

การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ นี้ วิญญูชนฟังแล้วย่อมไม่ติเตียนเป็นการแสดงว่าไม่ทรงถือเอาคนพาลเป็นประมาณ ในบางแห่งแสดงองค์คุณของวาจาสุภาษิตไว้ ๔ ประการ เช่น ในสุภาษิต สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๒๗๗ความว่า

ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิตไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ วิญญูชนติเตียนไม่ได้คือ

. กล่าวแต่คำที่ดี

. กล่าวคือที่เป็นธรรม

. กล่าววาจาเป็นที่รัก

. กล่าววาจาสัตย์[9]

นอกจากนี้ท่านยังได้อธิบายว่า การเว้นจากวจีทุจริต ๔ มีมุสาวาทเป็นต้นเหตุแห่งคำสุภาษิต เมื่อเว้นวจีทุจริต ๔ แล้วก็ทรงสอนให้กล่าววจีสุจริต ๔ คือ คำพูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดประสานสามัคดี และพูดมีประโยชน์

)  ความหมายของวาจาสุภาษิต เกี่ยวกับการเป็นผู้มีวาจาสุภาพหรือวาจาสุภาษิตนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้

สมเด็จสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

วาจาสุภาษิตมีลักษณะ ๕ ประการ คือ

๑) เป็นวาจาที่เหมาะแก่กาลเวลา

๒) เป็นวาจาจริง

๓) เป็นวาจาละเอียดอ่อนหวาน

๔) เป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์และ

๕) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตา เป็นวาจาที่ปราศจากโทษ ไม่เป็นที่ติเตียนของวิญญูชนทั้งหลาย[10]

วาจาเป็นสุภาษิต ได้แก่ วจีสุจริต ๔ ประการ คือ พูดคำสัตย์จริงสมานสามัคคีและส่งเสริมความสามัคคี พูดสุภาพนุ่มนวล พูดไพเราะนิ่มนวล น่าฟังและพูดเป็นประโยชน์เป็นธรรม เป็นคำพูดที่ผู้พูดกลั่นกรองไว้ดีแล้ว มิใช่สักแต่พูด เป็นคำพูดที่พอเหมาะพอดี เป็นคุณทั้งแก่ตัวผู้พูดและผู้ฟัง

)  โทษของวจีทุจริต โทษของวจีทุจริต พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในสัพพลหุสูตร อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ความว่า

มุสาวาทอันบุคคลนำมาส้องเสพมาเป็นเหตุให้ตกนรก หรือกำเนิดในสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย วิบาก (โทษ) แห่งมุสาวาทที่เบาที่สุด เมื่อเขาเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ ทำให้ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง วาจาส่อเสียด ฯลฯ ก็เหมือนกับวิบากที่เบาที่สุด เมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์คือ มักได้ยินเสียงอันไม่น่าพอใจ วาจาเหลวไหล ฯลฯ ก็เหมือนกัน วิบากอันเบาที่สุด เมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์คือทำให้วาจาของเขาไม่เป็นที่เชื่อถือของใครๆ[11]

การพูดปด การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ จัดเป็นวาจาทุพภาษิตเป็นที่เกลียดชังของคนอื่น เป็นอัปมงคลแก่ผู้พูด การพูดคำจริงพูดสมานไมตรี พูดไพเราะ และพูดมีประโยชน์ จัดเป็นวาจาสุภาษิตเป็นที่รักใคร่นับถือของคนอื่น เป็นมงคลแก่ผู้พูดวาจาสุภาษิตนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นเหตุให้ผู้พูดได้ประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ชาติหน้า

.  หลักจริยศาสตร์ด้านการทำหน้าที่ทางครอบครัว

สถาบันทางครอบครัวเป็นสถาบันเล็กๆ แต่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สังคมจะเจริญรุ่งเรืองได้ดีนั้น เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ครอบครัวแต่ละครอบครัวในสังคมอยู่กันอย่างสันติสุข ต่างไว้ใจซึ่งกันและกัน และต่างก็สงเคราะห์ต่อกันและกัน ฉะนั้น ในมงคลสูตรนี้พระพุทธองค์จึงเน้นที่หน้าที่ทางครอบครัวว่าหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของชีวิตว่าจะปฏิบัติ ดังนี้

๑. การเลี้ยงดูบิดามารดา

๒. การเลี้ยงดูบุตรธิดา 

๓. การเลี้ยงดูภรรยา

๔. การทำงานไม่เหลาะแหละ ไม่จับจด ไม่ปล่อยให้คั่งค้าง

 

..  การบำรุงดูมารดาบิดา

ในมงคลข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้บำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา เพราะบิดามารดาได้ทำหน้าที่ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญแห่งหน้าที่ของท่านนั้นอยู่ที่การให้กำเนิดแก่เรา และการให้อุปการะเลี้ยงดูเรา ในหน้าที่ทั้งสองนี้ การให้กำเนิดแก่บุตรธิดาเป็นหน้าที่ธรรมดาซึ่งเป็นเองโดยธรรมชาติตามประเพณี ส่วนการให้อุปการะเลี้ยงดูบุตรธิดาเป็นหน้าที่ทางคุณธรรมซึ่งท่านปลูกฝังความดีลงในตัวท่านเองและแผ่ผลให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่บุตรธิดาด้วย หน้าที่ทางคุณธรรมนั้น หมายถึง การปลูกฝังคุณงามความดีในจิตใจ เช่น ท่านสร้างชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่ดีกินดี สร้างฐานะ สร้างความผาสุก สร้างความดี สร้างความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวและวงศ์ตระกูล การสร้างทั้งนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของบิดามารดาทั้งสิ้น

) ความหมายของการบำรุงมารดาบิดา การนิยามหรือให้ความหมายเกี่ยวกับบิดามารดานี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า

มารดากับบิดาท่านเป็นผู้ให้ชีวิตเลือดเนื้อทรัพย์สินคุณธรรมวิชาความรู้และหลักฐานแก่บุตร บุตรมีชีวิตรอดปลอดภัยและเจริญเติบโตช่วยตัวเองได้ ก็ด้วยความอุปการะเลี้ยงดู ฝึกฝนอบรมสั่งสอนท่านรักและหวังดี มีความห่วงใยบุตรตั้งแต่รู้ว่าบุตรเกิดในครรภ์ ช่วยกันทะนุถนอมด้วยความเอื้อเฟื้อ เมื่อบุตรคลอดจากครรภ์แล้ว ช่วยกันเลี้ยงบำรุงรักษาให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเมื่อไม่สบายก็ไม่เป็นอันกินอันนอน ก็เฝ้าพยาบาลรักษาตลอดคืนจนกว่าจะบุตรหายบุตรเจ็บบิดามารดาก็พลอยเจ็บไปด้วย ความรักของบิดามารดาเป็นความรักบริสุทธิ์และเสียสละเพื่อความสุขความเจริญของบุตร[12]

พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า

มารดาคือแม่บังเกิดเกล้า แม่เป็นผู้ให้ชีวิตและกำเนิดลูก แม่ดีใจเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และบริหารครรภ์ด้วยภาระอันหนัก มีความกังวลใจและห่วงใยลูกในท้อง ต้องระมัดระวังการกิน การทำงาน การเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่ตลอดเวลา คลอดลูกด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสแทบจะไม่มีชีวิตรอด สุขใจดีใจเมื่อรู้ว่าลูกมีชีวิตรอดและเมื่อเห็นหน้าลูกครั้งแรก แม่ให้น้ำนมเห่กล่อมยามหลับนอน ปกป้องคุ้มครองรักษา เลี้ยงดูด้วยความรัก เอ็นดูและสงสารห่วงใยเมื่ออยู่ไกลตาคอยแนะนำวิถีทางแห่งชีวิต ชี้ทางไปสวรรค์ และเป็นที่พึ่งของลูกไปตลอดชีวิต บิดาคือที่ตั้งแห่งความยินดีของสัตว์โลกทั้งมวล สัตว์โลกคือผู้เกิดมาทุกคนต้องมีพ่อ เมื่อเห็นพ่อก็ต้องพอใจ ดีใจ ชื่นใจด้วยกันทั้งนั้น พ่อเป็นผู้รักษาสัตว์โลกทั้งปวง พ่อของลูกทุกคนต้องรักษาคุ้มครองป้องกันลูกของตนทุกวิถีทาง เพื่อให้มีความสุขสบาย ปลอดภัยทุกประการ พ่อทุกคนต้องรักใคร่ นับถือ เอ็นดู สงสารลูกของตนทั้งนั้น[13]



[1]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๑.

[2]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๔๒–๓๔๓.

[3]พระเทพปริยัติโมลี, หลักการพัฒนาคน, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชี่ยง, ม.ป.ป.), หน้า๑๗.

[4]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๔๘.

[5]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๖๕–๑๖๗.

[6]ขุ. ขุ. ๒๕ / ๑ / ๑.

[7]วิสุทฺธิ. ๑ / ๑๙.

[8]องฺ. ปญฺจก. ๒๒ / ๑๙๘ / ๒๗๖.

[9]สํ. ส. ๑๕ / ๒๑๓ / ๓๐๑–๓๐๓.

[10]สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๒–๗๓.

[11]องฺ. อฏฺฐก. ๒๓ / ๔๐ / ๒๘๐–๒๘๒.

[12]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๗.

[13]พระราชสิทธิมุนี, มงคล๓๘ประการ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อาศรมอักษร, ๒๕๐๘),หน้า๘๗.

 

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) กล่าวถึงลักษณะของถิ่นที่เหมาะสมไว้ในหนังสือมงคลยอดชีวิต เป็น๓ นัย[1]คือ

)ถิ่นที่มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สัญจรไปมา มีการบำเพ็ญบุญดำเนินไปอยู่ และมีนวังคสัตถุศาสนา คือ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ จัดเป็นถิ่นที่เหมาะสม ท่านเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

. บำเพ็ญทาน การให้ปันสิ่งของแก่ผู้ควรให้ปัน สำเร็จเป็นบุญ เรียก ทานมัย

. บำเพ็ญศีล รักษากายวาจาให้ไม่ละเมิดข้อห้าม และทำตามข้ออนุญาต สำเร็จเป็นบุญ เรียก สีลมัย

. รวมใจเข้าสู่ห้องสงบ และหยั่งรู้เหตุผลของสิ่งทั้งปวงชัดแจ้ง สำเร็จเป็นบุญ เรียก ภาวนามัย

. ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่หรือผู้เจริญโดยชาติวัยและคุณ สำเร็จเป็นบุญ เรียก อปจายนมัย

. ตั้งใจช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบของกันและกัน สำเร็จเป็นบุญ เรียก เวยยาวัจจมัย

. ตั้งใจส่งส่วนบุญที่ตนบำเพ็ญแล้วให้ผู้อื่น สำเร็จเป็นบุญเรียก ปัตติทานมัย

. พลอยยินดีในส่วนบุญที่ผู้อื่นบำเพ็ญแล้ว สำเร็จเป็นบุญ เรียก ปัตตานุโมทนามัย

. ตั้งใจฟังและจดจำคำสั่งสอนของบัณฑิต แล้วถือปฏิบัติ สำเร็จเป็นบุญ เรียก ธรรมสวนมัย

. ตั้งใจชี้แจงคำสั่งสอนของบัณฑิตแก่คนอื่น สำเร็จเป็นบุญ เรียก ธรรมเทสนามัย

๑๐. ควบคุมความเห็นให้เข้าตรงเป้าหมาย สำเร็จเป็นบุญ เรียก ทิฏฐุชุกรรม

ถิ่นที่เหมาะสมเช่นนี้ ย่อมเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญกุศลกิจเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นตามสติกำลังของตน ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมว่าเป็นมงคล

๒)สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ สถานที่เสด็จลงจากเทวโลก และสถานที่พระองค์ประทับอยู่ มีเมืองสาวัตถีและเมืองราชคฤห์เป็นตัวอย่าง จักเป็นถิ่นที่เหมาะสม ท่านเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญอนุตติยกิจ ๖ ประการ คือ

๑. ให้ผู้อยู่ได้เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระสาวกของพระองค์ หรือได้เห็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และหยั่งเห็นคุณของผู้ทรงคุณ เรียก ทัสสนานุตติยะ คือ การเห็นชั้นเยี่ยม

๒. ให้ผู้อยู่ได้ฟังโอวาทของพระพุทธเจ้า และของสาวกของพระองค์หรือได้ฟังคำสอนของนักปราชญ์ราชบัณฑิตอื่นอีก เรียก สวนานุตริยะ คือ การฟังชั้นเยี่ยม

๓. ให้ผู้อยู่ได้ศรัทธาเชื่อในคุณของพระรัตนตรัย และเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์บุคคลมีกรรมทั้งดีและชั่วที่ตนทำแล้วต้องเป็นของตน เรียก ลาภานุตริยะ คือ การได้ชั้นเยี่ยม

๔. ให้ผู้อยู่ได้ศึกษาในศีลสมาธิปัญญา แล้วน้อมเข้ามาถือปฏิบัติ อบรมกายวาจาใจให้เป็นศีล ฝึกฝนใจให้เป็นสมาธิ ควบคุมความเห็นให้สอดส่องปัญญา เรียก สิกขานุตริยะ คือ การศึกษาชั้นเยี่ยม

๕. ให้ผู้อยู่ได้ปรนนิบัติพระรัตนตรัย หรือผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และผู้ทรงศีลทรงธรรมอื่นอีก เรียก ปาริจริยานุตตริยะ คือ การปรนนิบัติชั้นเยี่ยม

๖. ให้ผู้อยู่ได้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และคุณของผู้ทรงคุณอื่นอีกเป็นอารมณ์ เรียก อนุสสตานุตริยะ คือ การระลึกชั้นเยี่ยม

ถิ่นที่เหมาะสมเช่นนี้ ย่อมเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้เห็นพระผู้บริสุทธิ์ ได้ฟังโอวาทของท่านหรือของนักปราชญ์ราชบัณฑิตอื่นอีก ได้ศรัทธาปสาทะ ได้ศึกษาไตรสิกขา ได้ปรนนิบัติท่าน และได้ระลึกถึงคุณของท่าน ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ เป็นสื่อนำให้ละโทษและบำเพ็ญคุณความดีอย่างนี้ ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล

๓)มัชฌิมประเทศ ซึ่งเป็นที่อุบัติแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวกพุทธอุปัฏฐาก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา และพระเจ้าจักรพรรดิ จัดเป็นถิ่นที่เหมาะสม มวลชนอยู่ในถิ่นเช่นนี้มีโอกาสได้รับโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระจักรพรรดิ เมื่อตั้งอยู่ในศีล ๕ ก็มีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า ถ้าผู้ได้รับโอวาทของพระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวก ก็มีสวรรค์และนิพพานเป็นเบื้องหน้า ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นเช่นนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ผู้อยู่ได้สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติ

) ลักษณะของถิ่นที่เหมาะสม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) กล่าวถึงลักษณะของประเทศที่เหมาะสมว่า  การที่ได้อยู่ในประเทศอันสมควรนั้น หมายเอาประเทศที่มีพระพุทธศาสนาถาวร หรือประเทศที่มีนักปราชญ์เป็นยุติธรรมช่วยแนะนำสั่งสอน ถอนตนให้พ้นจากกองทุกข์ อยู่ในประเทศอันสมควร[2]

ถิ่นที่มีลักษณะสมบูรณ์นั้น กล่าวโดยสรุปมี๕ ประการ คือ ถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง ถิ่นที่มีการประกอบอาชีพสะดวก ถิ่นที่มีการศึกษาสะดวก ถิ่นที่มีศาสนาประกาศสัจธรรม และถิ่นที่มีคนทรงศีลธรรม ทรงวิทยาคุณมาก ชื่อว่าถิ่นที่เหมาะสม เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นปัจจัยให้ผู้อยู่ได้ตั้งตนเป็นหลักฐานทั้งในทางโลกและทางธรรม ดังที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า

. ถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง หมายถึง ถิ่นหรือสถานที่ซึ่งเป็นที่รวมระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี ศีลปวัฒนธรรมอันถูกต้องดีงาม สร้างสรรค์และเป็นที่รวมของประชาชนจากทั่วสารทิศ ไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ไม่แบ่งชั้นวรรณะผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี สงบสุข

. ถิ่นที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดี อุดมสมบูรณ์ เช่น แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา สภาพดินฟ้าอากาศ ฝนตกต้องตามฤดูกาล การประกอบอาชีพสะดวก หมายถึง ถิ่นที่มีทำเลดี ทำมาหาเลี้ยงชีพได้ง่าย มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่อดอยากยากจน การทำมาหากินสะดวกสบาย ไม่มีภัยทั้งทางธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีภัยสงครามจากรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน

. ถิ่นที่มีการศึกษาสะดวก เช่น มีโรงเรียน โรงพยาบาล วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ตลอดถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ ซึ่งสะดวกสบายสำหรับผู้ที่จะศึกษาต่อ

. ถิ่นที่มีศาสนาประกาศสัจธรรม หมายถึง ถิ่นที่มีศาสนาสอนให้ละโทษ สอนให้อบรมความดี และสอนให้ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

. ถิ่นที่มีคนทรงศีลธรรมและทรงวิทยาคุณมาก หมายถึง ถิ่นที่มีนักปฏิบัติธรรม มีจิตใจสูงส่ง มีคุณธรรมประจำใจ และถิ่นนั้นมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ทรงวิทยาคุณและเป็นคนคงแก่เรียน[3]

การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเชิงบวกจะช่วยให้เกิดการพัฒนาในแนวทางที่ดีขึ้น หลักธรรมในมงคลสูตร ๔ ประการ คือ การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา และการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม คือปัจจัยภายนอกเชิงบวกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้ดีขึ้น คุณธรรมในมงคลสูตร ๔ ประการนี้ จัดอยู่ในจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เพราะเป็นการเตรียมมนุษย์ให้พร้อมเพื่อการพัฒนาตนเองในคุณธรรมที่สูงขึ้นต่อไป

.๒ หลักจริยศาสตร์ด้านการพัฒนาตนเอง

ความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองของชีวิต นอกจากจะอาศัยปัจจัยภายนอกดังกล่าวมาแล้วจะต้องอาศัยปัจจัยภายด้วย นั่นคือรู้จักพัฒนายกระดับตนเองให้สูงขึ้นอยู่เสมอ และหลักของการพัฒนาหรือการยกระดับตนเองนั้น ได้แก่ หลักธรรมในมงคลสูตร ๖ ประการคือ 

๑. ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน

๒. การตั้งตนไว้ชอบ

๓. พาหุสัจจะ 

๔. ศิลป 

๕. วินัยที่ศึกษาดีแล้ว 

๖. วาจาสุภาษิต

..๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน

การสร้างสมความดีไว้ก่อนหรือความเป็นผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้แต่กาลก่อน มาจากคำภาษาบาลีว่า “ปุพฺเพกตปุญฺญตา” ความหมายของคำว่า บุญที่ทำไว้ก่อนนั้นตรงกับคำว่า บุญวาสนา[4] บุคคลผู้ที่ไม่ได้สั่งสมคุณความดีหรือบุญกุศลมาก่อน เมื่อประกอบกิจใด ๆ แม้ว่าจะมีความขยันอดทนเพียงใด ผลแห่งการกระทำนั้นกว่าจะปรากฏย่อมต้องใช้ความอุตสาหะพยายามอย่างหนักและต้องใช้เวลามาก ส่วนบุคคลผู้ที่ได้เคยสั่งสมบุญกุศลคุณงามความดีมาก่อน เมื่อทำความดี ผลแห่งการกระทำดีนั้นย่อมปรากฏเต็มที่ในปัจจุบันทันตาเห็น และส่งผลให้มีความสุขความเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าบุคคลทั้งหลาย

)  ความหมายของการมีบุญอันได้กระทำไว้ในกาลก่อน  การเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในกาลก่อนหรือในอดีตนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ผู้มีกุศลอันสั่งสม คือมีอธิการอันทำไว้ปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ชื่อว่า ผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน[5]  พระราชวรมุนี กล่าวว่า บุญ หมายถึง ความดี ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ กุศลธรรม เครื่องชำระสันดาน[6]  บุญเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ทำให้ใจใสสะอาดปราศจากความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากที่ได้เพื่อนคิดที่ดีคือพระธรรมทำให้เลือกคิดแต่สิ่งที่ควร ที่เป็นประโยชน์แล้วพูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

) บุญในกาลก่อน ๒ ระยะ บุญวาสนา หมายถึง บุญเก่า ซึ่งได้แก่บุญหรือคุณงามความดีที่เคยได้สั่งสมไว้นานแล้ว บุญในกาลก่อนหรือความมีบุญได้ทำไว้ก่อน แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือกาลก่อนระยะไกล กับกาลก่อนระยะใกล้[7]

  . กาลก่อนระยะไกล ได้แก่ คุณความดีที่แต่ละคนได้ทำไว้ในภพชาติก่อน ๆ

  . กาลก่อนระยะใกล้ ได้แก่ คุณความดีที่บุคคลได้กระทำในภพชาติปัจจุบัน ตั้งแต่เกิดมาพอรู้เดียงสาจนถึงวันนี้ เช่น เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย เชื่อฟังคำสอนของบิดามารดา มีความกตัญญูรู้คุณ ตั้งใจบำเพ็ญทานรักษาศีลและเจริญภาวนา ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความอดทนขยันหมั่นเพียร คบคนดีเป็นมิตร  ผู้บำเพ็ญบุญเอาไว้ในกาลก่อน ย่อมได้สมบัติเหล่านี้ ดังที่ปรากฎในนิธิกัณฑ์ว่า

ขุมทรัพย์คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใดเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีลความสำรวม และความฝึกตน ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดีในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ใน พี่ชายก็ดี ขุมทรัพย์นั้นชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้ว ใครๆ ไม่อาจผจญได้ เป็นของติดตามตนไป บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจำต้องละไปเขาย่อมพาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้นบุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความ เป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นอธิบดี ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพกาย อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้ เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทาวิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิอิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว[8]

ชีวิตของคนเรา เกิดจากผลบุญและผลบาปที่เราได้ทำมาตั้งแต่ภพชาติก่อนๆ จนถึงภพชาติปัจจุบัน เป็นผลของบุญที่ชักนำให้เราได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา ตอบสนองมาจากภายนอก เช่น ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การที่เราทำดีแล้ววิถีชีวิตของเราจะดีเต็มที่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบุญเก่าหรือบาปในอดีตที่เราเคยทำไว้ด้วย จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน ทำให้บางคนเข้าใจผิด คิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะบางครั้งขณะที่เราตั้งใจทำความดีอยู่ กลับถูกใส่ร้ายป้ายสีหรือประสบเคราะห์กรรม ทำให้หมดกำลังใจในการทำความดี แท้จริงแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในขณะนั้นผลบาปที่เราเคยทำในอดีตกำลังส่งผลอยู่ แต่บุญที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันย่อมไม่ไร้ผล เมื่อเราตั้งใจทำบุญไปโดยไม่ย่อท้อ บุญย่อมจะส่งผลให้เคราะห์กรรมนั้นหมดสิ้นไปโดยเร็ว และได้รับความสุขความสำเร็จได้ในที่สุด เมื่อเราทำบุญคือความดีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่สังคมใด บุญก็จะส่งผลให้เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับนับถือ และจะเป็นผู้ชักนำสมาชิกในสังคมให้ทำความดี ทำให้เกิดความสงบร่มเย็น และความเจริญก้าวหน้าขึ้นในสังคมนั้นๆ

..การตั้งตนไว้ชอบ

การตั้งตนไว้ชอบ หมายถึง การดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมและดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตั้งเป้าหมายชีวิตและการงานให้มั่นคง ดีงาม ก้าวหน้า ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงอธิบายแนวทางการตั้งตนไว้ชอบตามสมควรแก่ฐานะไว้ในสารานุกรมพระพุทธศาสนาว่า  วางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะหน้าที่ของตน เป็นผู้ใหญ่ก็ประพฤติตนตัวอย่าง มีเมตตาอารีในผู้น้อย เป็นคนเสมอกันก็ให้ความเป็นมิตร ซื่อตรงและเผื่อแผ่แก่เขา เป็นผู้น้อยก็ประพฤติอ่อนน้อมให้ความเอื้อเฟื้อแก่ผู้ใหญ่ เช่นนี้ก็ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ[9]

หลักปฏิบัติที่สำคัญของพระพุทธศาสนา คือ “การพัฒนาตน” การพัฒนางานคือการพัฒนาชีวิตและการพัฒนาที่ดีจะต้องปฏิบัติตามหลักอัตตสัมมาปณิธิ ซึ่งถือว่าเป็นมงคล คือเป็นความดี ความงามซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติแล้วย่อมมีแต่ความเจริญก้าวหน้าไม่มีความเสื่อมในชีวิต ส่วนการตั้งตนไว้ผิดนั้นย่อมมีแต่ความเสื่อมเสีย และสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือจิตหรือใจ เพราะถ้าจิตใจดีคือมีความคิดดีก็จะเป็นเหตุให้บุคคลพูดดีและกระทำดีไปด้วย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

โจรเห็นโจร หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวร เขาจะทำความเสียหายย่อยยับพินาศ ให้แก่กันสักเพียงใด ก็ไม่ร้ายเท่ากับจิตของเราที่ตั้งไว้ผิด ย่อมจะทำความเสียหายเดือดร้อนให้แก่ตัวเรายิ่งกว่านั้น จิตของเรานี้ ถ้าตั้งไว้ถูกต้องแล้ว ย่อมจะทำความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตัวเองอย่างมากมาย ยิ่งกว่าความเจริญที่บิดามารดาพี่น้องจะพึงทำให้แก่เราเป็นไหนๆ[10]

) ความหมายของการตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบหรืออยู่ในภาวะปกติของสุภาพชนนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

การตั้งตนไว้ชอบหมายถึงการตั้งตนไว้ในทางเจริญ ระมัดระวังตนให้เป็นไปในทางที่ชอบ ให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ตนมุ่งหมายทั้งในปัจจุบันและอนาคตรู้สำนึกตนเองว่าการศึกษาเล่าเรียนไม่ทันเพื่อนยังไม่ฉลาดก็พยายามฝึกฝนตนเองหมั่นฟังท่านผู้รู้ หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการอ่าน เป็นต้น[11]

การตั้งตนไว้ชอบ คือการตั้งเป้าหมายชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ถูกต้องแล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง เป็นการตั้งตนไว้ในศีลธรรมคุณธรรมหรือตั้งตนไว้ชอบตามทำนองคลองธรรม

)  เป้าหมายของการตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบก็เพื่อบรรลุตามเป้าหมายของการพัฒนาชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนามีเป้าหมายของชีวิตที่เหมาะสมแก่สภาพของแต่ละบุคคลอยุ่ ๓ ระดับ[12]คือ

. ระดับต้น ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์ในชาตินี้ เป็นการวางแผนชีวิต โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะดำเนินชีวิตไม่ผิดศีลธรรมและกฎหมายของบ้านเมือง ประกอบอาชีพการงานที่สุจริต จะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ความรู้ความสามารถ หรือความถนัดของแต่ละบุคคล

. ระดับกลาง ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์ในชาติหน้าด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล คุณงามความดี มีศีลธรรมประจำใจ

. ระดับสูงสุด ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อชำระกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของตัวเอง

การตั้งไว้ชอบเป็นสิ่งสำคัญ เป็นขั้นตอนแรกในการสร้างความเจริญก้าวแก่ชีวิต เพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์มี ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางที่ถูกและทางที่ผิด ผู้ที่ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกย่อมประสบแต่ความสุขความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองมีหลักฐานมั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคนเคารพนับถือยกย่องสรรเสริญ ไม่ประสบความเดือดร้อนและปัญหาใด ๆ ในชีวิต ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตในทางที่ผิด ย่อมพบแต่ความผิดหวังเดือดร้อน ไม่พบความสุขความเจริญในชีวิต เป็นมูลเหตุแห่งความล้มเหลวตลอดทั้งชีวิต

..พาหุสัจจะ

การเรียนหรือการศึกษาหรือการเรียนมากรู้มากตามหลักพุทธจริยศาสตร์เรียกว่า “พาหุสัจจะ”ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความคงแก่เรียน  ความคงแก่เรียน สอนให้คนรู้จักประมาณเป็นสำคัญ ความเป็นผู้รู้จักประมาณสอนให้คนรู้จักควบคุมชีวิต ให้ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เว้นสิ่งที่ควรเว้นและไม่ให้มุ่งหมายอยู่แต่ความรู้อย่างเดียว แต่ให้มุ่งมั่นทำความเจริญก้าวหน้าแก่ชีวิตจิตใจเพราะตัวจักรสำคัญของคนเราคือจิตใจ เมื่อคนเรามีร่างกายแข็งแรง สมองว่องไว ประสาทคล่องแคล่วจิตใจเข้มแข็งแล้วย่อมสามารถประกอบสรรพกิจให้สำเร็จได้

) การเป็นพาหุสัจจะ ความหมายของการเป็นพาหุสัจจะคือ การเป็นผู้สดับตรับฟังสิ่งที่ดีๆ มามากนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อว่า พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งชื่อว่า ศิลปะ

ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อพาหุสัจจะ โดยอรรถ พาหุสัจจะ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดในกิจนั้นๆ อันเกิดขึ้นเพราะเรียนบ้าง เพราะฟังบ้าง ซึ่งพระพุทธวจนะหรือศิลปะภายนอก (พระพุทธศาสนา) ยกความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือเอาด้วยสิปปศัพท์[13]

พระราชวรมุนี กล่าวว่า พหูสูต หมายถึงผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปะวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน[14] 

โดยความหมายของพหูสูต จึงน่าจะหมายถึง คนที่ได้ฟังมามาก ได้อ่านมามาก ได้ศึกษามามาก เป็นคนคงแก่เรียน เป็นคลังแห่งวิชาการ ความเป็นผู้ฉลาดรู้ คือ ผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากได้ยินได้ฟังมามากและเป็นคนช่างสังเกต

) ประเภทของพาหุสัจจะ พาหุสัจจะนั้นมี ๒ อย่าง คือ พาหุสัจจะของบรรพชิตและคฤหัสถ์[15]

ความเป็นพหูสูต คือความเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ศึกษามามากมีประสบการณ์มาก ความเป็นผู้ศึกษาค้นคว้ามามาก ได้ฟังมามาก จำไว้ได้มากจนเป็นเหตุให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง รู้ดี รู้ชั่ว ดังนั้น จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์นั้นๆ ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถวิเคราะห์สงเคราะห์ได้อย่างชัดเจน

พาหุสัจจะคือความคงแก่เรียนแยกเป็นได้ ๒ ประเภท ดังนี้

.การศึกษาทางโลก คือการรับเอาความรู้มาไว้ในตัวเราและล้วงเอาสมรรถภาพที่มีอยู่ในตัวเราออกมาแสดงให้ปรากฏด้วยการกระทำและการปฏิบัติเรียกว่า การศึกษาประกอบด้วยลักษณะ ๔ ประการ

.. พุทธิศึกษา ฝึกหัดสมองเพื่อให้ความรู้ ความคิด สติปัญญามีความเฉลียวฉลาดว่องไว สามารถใช้ดุลยพินิจเกี่ยวกับงานทั่วไปได้

.. จริยศึกษา ฝึกหัดจิตใจให้สูง ขัดเกลากิริยามารยาทให้สุภาพ อบรมความประพฤติและอุปนิสัยให้ดีงาม และให้มีวัฒนธรรมของชุมชน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน

.. พลศึกษา ฝึกหัดกำลังกายให้แข็งแรง และบำรุงสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์หรือฝึกหัดให้ร่างกายเจริญพร้อมกับจิตใจ เข้าหลักที่ว่าจิตใจเข้มแข็งย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

.. หัตถศึกษา ฝึกหัดให้มีความเคยชินและขยันหมั่นเพียรในการใช้มือปฏิบัติงานเพื่อเป็นรากฐานของการประกอบสัมมาชีพ

การสนใจเรียนหนังสือเช่นเรียนภาษาหรือวิชาอื่นๆ พร้อมกับสนใจฝึกปรือนิสัยให้เจริญควรแก่การงาน และปรับปรุงให้ดีงาม ควรแก่ความต้องการของสังคมซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตน ให้รู้จักความเสื่อมความเจริญ และเอาตัวรอดในหมู่คนที่เบียดเสียดแย่งกันหาแย่งกันกินแล้วนำชีวิตของตนให้ดำเนินตลอดรอดฝั่ง นี่คือ การศึกษาที่แท้ ซึ่งชุบคนให้เป็นคนคงแก่เรียนนับว่าเป็นมงคล

๒. การศึกษาทางธรรม การศึกษาทางธรรมนั้นหมายถึงการศึกษาพระไตรปิฎก  การศึกษาทางธรรมมี ๓ ระดับ[16]คือ

๒.๑. การศึกษาชั้นปริยัติ หมายถึงการฝึกฝนอบรมตนให้เกิดความรู้ ความทรงจำให้เกิดความคล่องแคล่วและความชำนาญจัดเป็นการศึกษาขั้นปริยัติ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท

(๑) การเรียนเป็นดุจงูพิษ หมายถึง ผู้เรียนทำตนให้เป็นดุจงูพิษ คือเรียนแล้วไม่ปฏิบัติตาม ชื่อว่าเรียนแล้วทำลายศาสนา ไม่เป็นมงคลแก่ตนเอง

(๒) การเรียนเพื่อถอนตนให้พ้นทุกข์ หมายถึง ผู้เรียนจะเรียนน้อยแล้วปฏิบัติตาม

(๓) การเรียนเพื่อเป็นคลังศาสนา หมายถึง ผู้เรียนแล้ว รู้แล้ว ปฏิบัติแล้ว กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งพระนิพพาน สอนคนอื่นให้รู้ตาม ปฏิบัติตาม จนกระทั่งบรรลุมรรคผล ดับทุกข์ในสังสารวัฏได้

๒.๒. การศึกษาขั้นปฏิบัติ หมายถึงการศึกษาอบรมไตรทวารให้ดำเนินไปในทางที่ชอบ เพื่ออบรมกาย วาจาให้มีมารยาทที่ดีงาม เพื่ออบรมใจให้สงบมั่นคง และเพื่อชำระทิฏฐิความเห็นให้บริสุทธิ์ผ่องใส

อนึ่ง การศึกษาขั้นปฏิบัตินี้มีอยู่ ๓ ขั้น [17]คือ

() การฝึกหัดกายวาจาให้ดีเป็นปกติ  เรียบร้อย ปราศจากโทษ รักษากายให้เป็นกายสุจริต และรักษาวาจาให้เป็นวจีสุจริต จัดเป็นศีลสิกขา

() การฝึกหัดจิตให้อยู่ในอำนาจ ควบคุมให้แน่วแน่ควรแก่การงาน ในคราวต้องการและรักษาจิตให้เป็นมโนสุจริต จัดเป็นจิตสิกขา

() การฝึกหัดใช้ปัญญา ให้รอบรู้ในกฏของธรรมชาติ ความเป็นเหตุและผลให้รู้จักเว้นทุจริตและประกอบสุจริต จัดเป็นปัญญาสิกขา

.. การศึกษาขั้นปฏิเวธ หมายถึง การศึกษาขั้นสูงสุดของพุทธศาสนา อันได้แก่ การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งเรียกว่าวิมุตติ นับเป็นผลสุดในศาสนา ผู้บรรลุวิมุตติแล้ว ชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจที่ทำในศาสนา เป็นผู้ดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่หวนกลับมาเกิดอีกในชาติต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม อยู่ที่เมื่อผู้เรียนมาจะมากหรือน้อยแล้วปฏิบัติตามที่เรียนมานั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์และความสุข ตลอดจนถึงความสำเร็จในชีวิตของตน เรียกว่า พาหุสัจจะ และพาหุสัจจะนี้ เมื่อผู้ศึกษาปฏิบัติอบรมให้เป็นคนดี จนกระทั่งเป็นคนบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นเหตุให้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ



[1]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร),มงคลยอดชีวิต, (กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๑๘), หน้า ๖๕–๖๘.

[2]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๗.

[3] สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร),เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๙–๘๓.

[4]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๕๘.

[5]มงฺคลตฺถทีปนี. ๑ / ๑๔๗.

[6]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๘.

[7] สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๘.

[8]ขุ. ธ. ๒๕ / ๙ / ๗.

[9]สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส,สารานุกรมพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ  :โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙), หน้า๕๑.

[10]ขุ. ธ. ๒๕/ ๑๓ / ๑๕.

[11]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๐–๓๕.

[12]ขุ. จู. ๓๐ / ๖๗๓ / ๓๓๓.

[13] มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๑-๓.

[14]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๗.

[15]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๓.

[16]องฺ. อ. ๓ / ๓๙๑.

[17]ที. ปา. ๑๑ / ๒๒๘ / ๒๓๑.

 

ถามจากคำถามที่พระคุณเจ้าท่านถามเรื่องทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏนี้ ที่เคยเรียนมาว่าบุคคลบางคนปรากฏทุกข์ชัดเนื่องจากในอดีตมีการฝึกสมาธิมาบางคนปรากฏอนิจจังชัดเนื่องจากมีศีลมามาก บางคนอนัตตาชัดเนื่องจากอบรมปัญญามามากขอถามว่าถ้าเกิดคนหนึ่งไม่ได้เห็นทุกข์ชัดแต่ไปเห็นอนัตตานี่ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายว่าต่างกันอย่างไร?
ตอบตอบ การเห็นอนิจจัง เห็นทุกข์ขังเห็นอนัตตาตรงนี้ต้องตอบว่าเป็นภาคปริยัติ ซึ่งไม่จำเป็นเท่าใด เพราะการที่รู้ทุกข์คือ ทุกขสัจจะปรากฏแก่ผู้รู้นั้นจะเป็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาก็ได้
เพราะทั้งสามอย่างนั้นท่านอยู่บ้านเดียวกันคือในรูปรูปหนึ่งก็มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในนามนามหนึ่งก็มีทั้งอนิจจังทุกขัง อนัตตา แต่ความเด่นชัดขององค์ใดจะปรากฏขึ้นมาก่อนเท่านั้นแต่ถามว่าเมื่อปรากฏอนิจจังปรากฏชัด ทุกขังและอนัตตามีอยู่ด้วยไหม? มีอยู่

เมื่อถามตรงนี้แล้ว ก็จะขออธิบายคำว่าอธิบดีอารมณ์สักนิดหนึ่งอธิบดีอารมณ์ต่างกับคำว่าอินทรีย์อย่างไร ในเมื่ออธิบดีก็แปลว่าความเป็นใหญ่อินทรีย์ก็แปลว่าความเป็นใหญ่ แต่เป็นใหญ่คนละอย่าง อธิบดีอารมณ์มีฉันทาธิปติวิริยาธิปติ จิตตาธิปติ วิมังสาธิปติซึ่งถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าไม่เหมือนกันกับอินทรีย์ เพราะอินทรีย์ เช่น จักขุนทรีย์โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ เป็นต้นเหล่านี้ เป็นความเป็นใหญ่เฉพาะที่และมาเพียงลำพังถ้าจักขุนทรีย์ขึ้นมาทำงานเป็นใหญ่ โสตินทรีย์ก็จะขึ้นมาทำงานไม่ได้แต่อธิบดีนั้นเป็นเใหญ่เพียงหนึ่งแต่เกิดพร้อมกันทั้งสี่ได้ในลักษณะของสหชาตเป็นสหชาตธิปติ

เช่น ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือมีประชาชนเป็นใหญ่ แล้วประชาชนจะเป็นใหญ่ได้ทั้ง ๖๐ ล้านคนได้ไหม ก็ไม่ได้จึงต้องเลือกผู้แทนขึ้นมาก็มีนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นใหญ่คนเดียวแต่ประชาชนก็ยังคงอยู่ในประเทศ และคล้อยตามการทำงานของบุคคลที่เราเลือกไป
ฉะนั้น เมื่อฉันทาธิปติเกิดขึ้น วิริยาธิปติจิตตาธิปติ และวิมังสาธิปติก็จะคล้อยตามเช่นเดียวกันในอนิจจัง ทุกขังอนัตตา ท่านก็มาพร้อมกันดุจเดียวกับเรื่องอธิบดี ฉะนั้นเมื่ออนิจจังทำหน้าที่เด่นชัดกว่า ทุกขัง และอนัตตาต้องมีอยู่ตรงนั้นด้วยแต่ความสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อใดเล่าที่เราจะไปประจักษ์เสียทีหนึ่ง จะเป็นอนิจจังหรืออนัตตาก็ได้เมื่อใดล่ะที่การกำหนดของท่านไม่ว่าจะเป็นนามได้ยิน หรือรูปนั่งแล้วมีปรากฏการณ์ที่จะพาให้ชีวิตของท่านแล่นออกไปนอกวัฏฏะจะเกิดขึ้นตรงนั้นสำคัญกว่านะคะ
ขอยกอุปมาว่ามีท่อนไม้ไผ่อยู่สองท่อน ที่ใช้เป็นไม้ถูกไฟ การเสียดสีทำให้เกิดความร้อนทำให้เกิดไฟได้ ตอนนี้เราถือไว้เฉยๆ ก็ยังไม่มีไฟ แต่เราจะบอกว่าไม่มีไฟได้ไหมก็ไม่ได้แต่ถามว่ามีไฟหรือยังก็ยังไม่มีปฏิเสธก็ไม่ได้ยอมรับก็ไม่ได้
เมื่อเราลงมีเอาไม้ถูกันเข้าแต่ที่ยังไม่มีไฟก็เพราะความร้อนจากการเสียดสียังไม่พอ ไฟจึงยังไม่เกิดขึ้นถ้าเราเลิกเสียก่อนเพราะหมดความเพียรก็ไม่มีทางจะมีไฟแต่ถ้าเรามีความเพียรสีต่อไปไฟก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยู่จึงที่ความเพียรเป็นสำคัญ
และอีกอย่างหนึ่งเราปรารถนาให้มีไฟหรือปรารถนาเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตาก่อนไม่ได้เพราะว่าทุกข์หรือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความปรารถนาแต่เกิดขึ้นเพราะความเพียร และต้องเพียรให้ถูกไฟปัญญาก็จะเกิดขึ้นแน่
ถามกำหนดนามได้ยินแล้ว จิตก็แค่ได้ยินแต่ทุกขังไม่ปรากฏที่ใจ แล้วมีผู้บอกว่าอย่าไปสนใจเพราะทุกข์นั้นดับอยู่แล้วอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ
ตอบผู้ปฏิบัติต้องรู้ทุกข์ จึงไม่ใส่ใจไม่ได้เหมือนกับไฟที่เรามีหน้าที่สีแล้วมาบอกว่าอย่าไปใส่ใจกับไฟว่าจะเกิดหรือไม่เกิดพูดอย่างนั้นไม่ได้ไฟจะต้องมีและเราต้องเห็นไฟ มิฉะนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม คืออย่าไปใส่ใจว่าตนเองไม่เห็น หรือต้องการเห็นแต่เราต้องรู้ในใจว่าตรงนั้นมีความทุกข์แต่ทุกข์ยังไม่ปรากฏชัดกับเราเท่านั้นเอง ทำไมละ ? เพราะความเพียรเพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้ปรากฏการณ์ของญาณปัญญายังไม่พร้อมใช่ไหมคะจึงยังไม่เห็นทุกข์
ยกตัวอย่างเช่น การไม่เห็นความเกิดดับตรงนั้นเพราะว่า ปัจจัย คือปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏและปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏก็เพราะนามรูปปริจเฉทญาณยังไม่มากเลยจะข้ามขั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะญาณปัญญาต้องผ่านแบบนี้เพราะฉะนั้นจะปล่อยไปว่าไม่ต้องไปสนใจจึงไม่ได้
มนสิการให้ถูกจึงเป็นสิ่งสำคัญและพยายามรักษาศรัทธาไว้ว่าหนทางอันประเสริฐนี้เอง ที่จะพาเราข้ามโอฆะสงสารเพราะเมื่อญาณปัญญาเกิดแล้ว ความจริงก็จะถูกประจักษ์ขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นมาและเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามแล้วชีวิตก็จะมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น เริ่มจะมีจุดหมายปลายทางและเมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นครั้งแรก จุดจบของทางชีวิตก็เริ่มจะมีขอบเขตแล้ว
แต่ถ้าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้นชีวิตของเราก็ยังตกอยู่ในความน่ากลัวในขณะที่โลกกำลังร้อนระอุอย่างที่หลายท่านทราบว่าผู้พูดเป็นคนที่ผ่านการผ่าตัดมามาก และแพ้ความร้อนก่อนที่จะมาพูดตรงนี้ก็มีผู้เชื้อเชิญให้ไปจัดเก้าอี้นั่งกันในห้องแอร์แต่ก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะในขณะที่พูดนั้นก็คงไม่ได้สนใจอะไรและเชื่อว่ากุศลต้องคุ้มครองผู้ทำกุศล ซึ่งมาถึงเวลานี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าร้อนซึ่งถ้าท่านร้อน ท่านก็มีหน้าที่กำหนดกันไป แต่ถ้าหากจิตมีงานทำไม่ซัดส่ายไปรับอารมณ์ต่างๆที่เป็นวิบาก แต่ถ้าเราเข้าไปเล่นกับวิบากนั้นมันก็เพิ่มอำนาจมากขึ้น ฉะนั้นจึงบอกว่าให้ทำใจเหมือนดูละครเพราะเรามีหน้าที่ดูเท่านั้น

ถามเจริญพรโยม อยากถามว่ารูปนามจะเปลี่ยนต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเรียกว่าถูก
ตอบการปฏิบัติของอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ชีวิตจริงเป็นอย่างไรไม่ว่าจะนั่ง ผู้ปฏิบัติก็นั่ง และถ้านั่งนานๆ ก็เมื่อเหมือนกันแต่ที่ไม่เหมือนกันคือ ตรงสภาวะจิตที่รู้ว่าไม่มีคนมาเมื่อยแต่คนที่ไม่ปฏิบัติก็จะเป็น "เขาเมื่อย" พอเขาเมื่อยปุ๊บ เขาก็อยากจะเปลี่ยนแต่ถ้าผู้ปฏิบัติเวลาเกิดปวดเมื่อย หรือปวดตรงหลัง ปวดตรงขา ก็จะไม่มีคนไม่มีใครมาเป็นผู้ปวด มีแต่นามปวด นามรู้สึก นามทุกข์ จึงต้องมนสิการไปว่าตรงนั้นผู้รู้คือนาม แล้วก็จะเปลี่ยนอิริยาบถได้ไหมตอบว่าได้แต่ก่อนเปลี่ยนจะต้องรู้ความจำเป็นว่าเพราะทุกข์นะ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนคือต้องมีเหตุผลเสนอให้ปัญญาทุกครั้งไปนะคะ
เมื่ออาการไปตั้งใหม่แล้วท่านก็คอยสังเกตต่อไป ทำความรู้สึกตัวที่รูปใหม่ (อาการ) เพราะอิริยาบถปิดบังทุกขัง คือปิดทุกข์เก่าแล้วก็ปิดทุกข์ใหม่เพราะพอเปลี่ยนท่านั่งมาท่านั่งใหม่ก็จะเริ่มทุกข์แล้วอะไรเกิดขึ้นปุ๊บก็จะเริ่มทุกข์แล้ว แต่มันยังไม่สุกงอมเท่านั้นเองทุกข์ใหม่จึงเห็นยากไงคะ จึงต้องคอยสังเกตุให้ดีคือมนสิการให้ดีนั่นเองค่ะ

ฉะนั้น การนั่งนี้พอเรากำหนดแล้ว ทำความรู้สึกตัวในรูปนั่งนั้นแล้วคอยดู คือใจนี้ดู หรือจะใช้คำว่า กำหนด สังเกต ต่างๆก็ได้คอยสังเกตดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมีอะไรปรากฏขึ้นบ้างในรูปนั้นทุกข์ก็จะค่อยๆเพิ่มปริมาณเหมือนปรอทที่คนเป็นไข้อมเอาไว้ในปากคือเราเป็นโรค ทุกข์กันทุกคน ฉะนั้นใหม่ๆพออมปรอทปรอทก็จะค่อยๆสะสมความร้อนแล้วก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นแม้จะเป็นไข้สูงอมปรอทแล้วปรอทก็จะค่อยๆวิ่ง ไม่ใช่พออมปุ๊บก็วิ่งปรู๊ดไปอย่างเร็วแต่ต้องค่อยๆขึ้นแต่ภาพลวงตาที่เรามองเห็นว่าพุ่งปรู๊ดไปเกิดสามสิบเจ็ดองศาแล้วแต่แท้จริงแล้วปรอทมันค่อยๆขึ้นผ่านทีละองศาไป
ฉะนั้น ทุกข์เหมือนกัน ที่จะค่อยๆ ขึ้นจนตั้งอยู่ปรากฏขึ้นแก่จิตอยู่คือความทุกข์ เราก็ดูอีกว่าทุกข์อีกแล้ว ใครทุกข์? นามทุกข์แล้วเราต้องทนต่อไปไหมเมื่อทุกข์ปรากฏขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องทนเพราะทุกข์นั้นเป็นตัวบีบคั้น เราไม่ได้อยากเปลี่ยน อย่าอยากเปลี่ยนเราต้องกันโง่และกันตัณหาออก กันความเห็นผิดที่เห็นว่าเป็นเราเป็นคนเป็นสัตว์กับกันอยากคือตัณหา นี่เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติต้องรู้ว่าทำอะไรกัน เหมือนคอยเฝ้าดูผู้ร้ายต่างๆที่จะเข้าจู่โจมชีวิตเรานั่นเองคือดูให้เห็นนะคะ

โยนิโสมนสิการคือ การวางใจได้ถูกต้องแยบคายคือดูว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เหมือนกับเราจะอ่านชีวิต ว่าชีวิตเป็นอย่างไรชีวิตมีตัวหนังสือสองตัวคือรูปกับนามเท่านั้นเอง เป็นตัวให้เราศึกษาเพราะเราจะเห็นทุกข์ปรากฏขึ้นที่อื่นไม่ได้ ทุกข์ต้องปรากฏที่รูปและนามเท่านั้นแม้กระทั่งฟุ้ง เวลาถ้าฟุ้งเกิดขึ้นก็อย่าไปกลัวฟุ้ง หรือไปคิดว่าฟุ้งไม่ดีเพราะมีสิ่งให้เราศึกษา และมีปรากฏการณ์ธรรมชาติคือไตรลักษณ์เกิดขึ้นในฟุ้งได้นะคะ
อาจารย์บุษกร :ขอประทานโทษนะคะ ก่อนที่ท่านจะเข้ามาที่นี่ท่านมีพื้นฐานทางด้านการปฏิบัติมาด้านไหนบ้างคะ
พระภิกษุ :เคยปฏิบัติสมาธิมา ก่อนยังกำหนดไม่ค่อยถูก
อาจารย์บุษกร :ท่านต้องเข้าใจสักนิดนะคะว่า สมาธิต่างกับวิปัสสนาถ้าคุณพ่อคือพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรยังอยู่ท่านก็จะบอกว่าสมาธิต่างกับวิปัสสนาราวฟ้ากับดิน เพราะสมาธินั้นเราทำเพราะต้องการความสงบและในช่วงหลังมานี้คนไปฝึกสมาธิกันมากมายก็เพื่อให้มีความจำดี จะเห็นว่ามีความต้องการเข้าร่วมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความต้องการคืออะไรคะ? ความต้องการคือตัณหา และตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะถ้าเกิดไม่สงบขึ้นมาผู้ต้องการนั่นแหละจะทุกข์มาก และทุกข์นี้ก็รวมถึงการเกิด คือ ชาติ ปิ ทุกขาเพราะผลจากการทำสมาธิทำให้เกิดชาติ

สมาธิคือการกำหนดจิตใจอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียวเพื่อให้จิตนั้นสงบ สงบเป็นขณะๆ เรียกว่า ขณิกสมาธิ สงบได้มากขึ้นเป็นอุปจารสมาธิและสงบอย่างแนบแน่นเรียกว่าอัปปนาสมาธิ แต่เมื่อเลิกการกระทำสมาธิธรรมชาติของจิตที่มีลักษณะผนฺทนํ จปลํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํคือ ดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามได้ยากนั้นก็จะรับอารมณ์อื่นๆต่อไปซึ่งเป็นการแก้ไขทุกข์ให้พ้นไปได้ชั่วคราวค่ะ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่ให้ไปแก้ไขทุกข์แต่ให้ไปรู้ทุกข์ เพื่อจะได้เห็นทุกข์ประจักษ์ทุกข์
สภาพธรรมของชีวิตนั้นเมื่อเห็นทุกข์มากๆ ก็จะต้องการหนีออกจากทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมค่ะขอประทานโทษที่จะยกตัวอย่างเมื่อคราวที่แล้วที่ท่านเจ้าคุณเมธีวรญาณมาบรรยายธรรมท่านพระคุณเจ้าได้นั่งอยู่ริมหน้าต่างแล้วก็ขยับเก้าอี้หลายครั้งเพื่อให้พ้นไปจากแสงแดดที่ร้อน ซึ่งทำให้เป็นทุกข์ ฉะนั้นธรรมชาติของจิตนั้นคือดิ้นรนที่จะหนีทุกข์อยู่แล้วแต่เพราะไม่รู้จักทุกข์จึงไม่หนีทุกข์ เพราะสุขวิปลาสนั้นเข้าไปทำให้รู้สึกสบายแต่มันไม่สบายจริงเพราะเป็นแค่การบำบัด ในขณะที่เราอยู่ในอากาศร้อนเราก็คิดว่าอากาศเย็นช่วยให้เราได้สบายแต่พออากาศเย็นจริงๆแล้วไปซื้อเสื้อกันหนาวใส่กันทำไมเพราะเราทนเท่าที่ทนได้เท่านั้นซึ่งมันยังไม่สุกงอมจนกระทั่งทนไม่ได้

ฉะนั้น วิปัสสนาไม่ใช่ให้มาหาความสงบแต่มาดูทุกข์เพื่อให้จิตนั้นรู้ทุกข์ การเข้ารู้มากๆทุกข์ปรากฏขึ้นเท่าใดรู้เท่านั้น จิตก็จะละคลายจากความกำหนัด คือความยินดีเพราะทุกวันนี้เรายินดี เรามีสภาพความยินดีในชีวิตอยู่ตลอดเวลาแต่พอมาปฏิบัติวิปัสสนาได้พบกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและผู้ดูก็เห็นธรรมชาตินั้นว่าเป็นทุกข์ความกำหนัดก็คลายแล้วก็เห็นว่าชีวิตไม่ได้เป็นของดี นั่งก็ทุกข์พอกำหนดไปทุกขเวทนาเกิดขึ้น ทุกข์จากการแก้ไขทุกข์ก็ตามมาคือสภาวทุกข์ความเปลี่ยนแปลงของรูปที่มีก็คือทุกขลักษณะ และรูปนามนั่นแหละคือทุกขสัจจะก็จะเห็นว่ามีทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์อยู่เสมอ
ผู้ปฏิบัติจึงมีกิจอย่างเดียว คือกิจรู้คือการกำหนดรู้ทุกข์เมื่อเรารู้ว่าเป็นทุกข์มากเท่าไร ตัณหาก็จะละไปมากเท่านั้น ไม่ใช่ดูเฉยๆนะคะต้องมนสิการ คือทำความเข้าใจให้ถูกตรงกับความเป็นจริงในเหตุผลนั้นๆให้ถูกต้องและให้มีนามรูปติดตามไปทุกขณะ เห็นทุกข์จนกระทั่งไม่มสุขมากเท่าไรทุกข์ก็จะเผารนตัณหาให้หมดไปมากเท่านั้น และตัณหาหมดไป หรือดับไปเมื่อไหร่ก็จะถึงนิโรธเมื่อนั้น เมื่อถึงนิโรธเมื่อไหร่ มรรคก็จะสมบรูณ์เมื่อนั้นค่ะท่านนี่คือกิจของอริยสัจ ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้นตอน
ฉะนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นทางสายเอกหรือที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐานนี้แหละคือทางสายเอกเป็นทางสายเดียว ต้องเดินเพียงผู้เดียว และไปที่เดียวคือพระนิพพาน
แต่สมาธินั้นนำให้ไปเกิดเป็นพรหม นับตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งในแต่ละชั้นก็ยังมีการแบ่งเป็นพรหมออกไปอีกหลายภูมินี่ก็จะเห็นว่าผลของสมาธิทำให้ไปหลายที่แต่วิปัสสนาไปที่เดียวเท่านั้นคือไปนิพพานค่ะท่าน.

อาจารย์บุษกร :คุณแม่ชีแสวงปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้างคะ
แม่ชีแสวง :ก็มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเห็นแต่ทุกข์อย่างเดียวเลย ความรู้สึกนี้เปลี่ยนไปก็เป็นทุกข์อีกแล้วความรู้สึกใหม่ก็เป็นทุกข์อีกแล้ว
อาจารย์บุษกร :อย่างนี้ถ้าหากเป็นผลของการปฏิบัติก็เรียกว่า ได้ดีแต่ที่บอกว่าเปลี่ยนไปแล้วก็เป็นทุกข์อีกทุกข์อยู่ตลอดเวลา แล้วอะไรทุกข์คะเพราะทุกข์มีได้ทั้งที่รูปและที่นาม อยากถามคุณแม่ชีต่อนะคะ
แม่ชีแสวง :เวลาเกิดความรู้สึกออกไปก็เป็นทุกข์ที่ออกไปรู้รูปพอหมดไปก็กลับเป็นทุกข์อีกที่กลับเข้ามารู้ใหม่ รู้ก็เป็นทุกข์อีก
อาจารย์บุษกร :แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างคะกับรู้สึกที่ปรากฏขึ้นนั้น
แม่ชีแสวง :ความรู้สึกที่เป็นทุกข์หรือคะ จะตอบอย่างไรดีตอบไม่ถูก
อาจารย์บุษกร :ตอบความจริงที่รู้สึกสิคะ
แม่ชีแสวง : ก็มีแต่ทุกข์ จะตอบอย่างไรดี ก็ยังมีศรัทธาอยู่รู้ว่าทุกข์ก็ทุกข์ไป
อาจารย์บุษกร :ค่ะดีมากเลยค่ะ แต่ถ้าจะดีมากกว่านี้ก็ตรงที่ว่าต้องคอยสังเกตอีกว่า ทุกข์ที่บอกว่ามันทุกข์อยู่นี่ ทุกข์ที่ไหน ที่รูปหรือที่นามเพราะรูปกับนามไม่ใช่อย่างเดียวกัน จึงต้องรู้ชัดลงไปด้วยนะคะ ว่าที่ใด
แม่ชีแสวง :ค่ะถ้าทุกข์ที่นามก็นามทุกข์ที่นามเป็นทุกข์เพราะว่าไปรู้รูปทุกข์นี่นามอาศัยรูปกับนามทุกข์เพราะอาศัยรูปที่เป็นทุกข์นั้น
อาจารย์บุษกร :จากการเห็นทุกข์อย่างที่บอกนี่ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างกับทุกข์นั้นคะเหมือนกับคนเราเห็นศัตรูอยู่ตลอดเวลาถามว่าเราจะรู้สึกเฉยๆไหมกับศัตรูที่อยู่ต่อหน้าต่อตาตลอดเวลานี่ปรากฏการณ์ทางจิตที่เป็นผู้รู้นี้จึงต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้าใช่ไหมคะ
แม่ชีระเบียบ :ใจมันเหี่ยวแห้ง
แม่ชีแสวง :ก็รู้สึกว่าใจมันเหี่ยวแห้ง

อาจารย์บุษกร :ถูกต้องนะคะกับท่านอื่นที่ตอบว่าใจเหี่ยวแห้งและถ้าท่านแม่ชีแสวงตอบอย่างนี้ก็จะเป็นคำตอบที่บอกว่าท่านปฏิบัติถูกแล้วละเพราะความรู้สึกตรงนั้นมันเหมือนกับคนที่ว่าความสดชื่นที่เคยมีอันจัดอยู่ในตัณหาที่เรียกว่ายางหรือเยื่อเมือกที่มีอยู่ในวัฏฏสงสาร ยางนั้นมันฝ่อตัวน้ำหล่อเลี้ยงคือสุขวิปลาสนี้มันหดตัวลงจึงห่อแห้งเศร้าใจในการเห็นที่ตนเองเห็นแล้วก็รู้ไปว่าแม้จะต้องดูต่อมันจะมีความกดดันที่รู้ว่าปรากฏการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นอีกแล้ว
เหมือนกับเราเปิดหน้าต่างออกไปปุ๊บแล้วมีคนคอยตะโกนบอกว่า "เธอทุกข์นะ"อยู่ตลอดเวลาคือมีสิ่งที่ไม่ดีมาปรากฏอยู่ต่อหน้าตลอดเวลานี่เราอยากเปิดหน้าต่างไหม? เราไม่อยากเปิด แต่เราไม่เปิดไม่ได้ แต่เวลาเปิดจะเป็นอย่างไรคะสดชื่นเปิดหรือเปล่า แต่มันห่อแห้งใจเกิดความสลด ฉะนั้นที่แม่ชีตอบถูกต้องเลยค่ะ
เพราะถ้าเกิดทุกข์ปรากฏขึ้นมากๆนี่แล้วมีอะไรบ้างที่ต่อเนื่องจากทุกข์นั้น ก็คือความแห้งใจ เห็นธรรมชาตินั้นไม่มีสาระเห็นอย่างนี้จึงเป็นการเห็นถูก ไม่ใช่เห็นแต่ทุกข์ๆคือเห็นแต่ศัตรูแต่มันต้องมีความต่อเนื่องก้าวออกไปได้ก็คือปัญญาจะตามรู้ทุกข์และตัดสินให้แก่จิตนั้นเป็นผู้รู้โดยรู้สภาพของความทุกข์ที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นอยู่อย่างต่อเนื่องตัณหาคือความต้องการ ที่เคยต้องการได้รูปได้นาม ก็ละไปเพราะปัญญาเห็นความจริงตรงนี้นะคะตัณหาจะเกิดขึ้นมาบงการชีวิตไม่ได้ถูกละไปๆด้วยปัญญานั่นเองค่ะ.

อาจารย์เกื้อกูล :ขอเรียนถามท่านประธานนะคะเกี่ยวกับเรื่องทุกข์ที่ท่านได้อธิบายมาแล้วก็เข้าใจดีแต่ปรากฏว่ามีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งมีสหายธรรมที่เขาเข้าปฏิบัติมาเป็นเวลายี่สิบปีเข้าไปปลูกบ้านอยู่คนเดียวแล้วก็เจริญสติปัฏฐานเขาก็เห็นทุกข์อย่างที่ท่านกล่าวมาแล้วแต่การเห็นทุกข์ของเขานี่มันมีผลตรงกันข้าม ทำให้เขาเลิกกรรมฐาน ขายบ้านแล้วก็กลับมาเข้าสังคมไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ เขาบอกว่าการเห็นทุกข์ของเขานี่เห็นตลอดเวลา แล้วเขาก็ทนไม่ได้จิตใจจะแตกสลายอยู่ไม่ได้ก็เลยขายบ้านแล้วกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านซึ่งไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพังแล้วก็เรียนถามว่าการเห็นทุกข์ของผู้ปฏิบัติธรรมผู้นี้ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ปี่นี่นะคะ เป็นการเห็นที่ถูกต้องหรือเปล่า หรือว่ามีการมนสิการที่ไม่ถูกต้องคะ
อาจารย์บุษกร :ขอบพระคุณมากนะคะที่ตั้งคำถาม ตรงนี้ก็ต้องขอตอบเป็นกลางๆ ในเหตุผล เพราะว่าตามหลักความเป็นจริงการที่เราเห็นภัยเห็นทุกข์ สภาพจิตทีเห็นทุกข์อยู่เรื่อยๆถามว่าใจเป็นอย่างไรบ้าง ใจก็จะสลดหดหู่ถอยออกมี ความแห้งใจคือปัญญาที่เห็นโทษซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหาที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้สดชื่น ขอเปรียบสักนิดนะคะ เช่นคนที่แต่งงานกันไปพอมีลูก ลูกก็ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานทำมาหากินขึ้นเพราะยินดีติดใจรักลูก ความรักนี่ทำให้เกิดการแสวงหามากขึ้น มีกำลังมากขึ้นนี่คือตัณหา

แต่ปัญญาที่เข้าไปเห็นทุกข์นั้น ได้เห็นความจริงความต้องการความอยากได้จึงลดลงซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหาฉะนั้นความแห้งใจเพราะไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลยสิ่งที่ปรากฏขึ้นก็อยู่ได้เท่าที่มีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับลง เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาความรู้สึกอย่างนี้จะสะเทือนใจ แม้กระทั่งอนาคตในวันข้างหน้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ฉะนั้นญาณปัญญาก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับกับผู้ที่เห็นทุกข์มาตลอดนี้นี่คือความจริงของผู้ปฏิบัติที่จะต้องได้ผลตามนี้
ขอพูดจากความถูกจริงที่ไม่ใช่ความถูกใจนะคะว่าเมื่อปฏิบัติแล้วผู้ปฏิบัตินั้นจะต้องยิ่งปลีกออกจากเรื่องต่างๆนั้นออกมายิ่งปฏิบัติก็จะเห็นความเป็นจริงแบบนี้แต่บางครั้งเราก็ไม่ทราบว่าสภาพจิตของผู้ปฏิบัตินั้นเป็นอย่างไรที่เขาพูดออกมานั้นพูดออกมาจากความรู้สึกจริงหรือไม่หรือพูดออกมาโดยปริยัติเป็นปัญญาโดยปริยัติแต่ถ้าเป็นปัญญาโดยปฏิบัติแล้วก็จะปลีกออกจากสังคมแน่นอน อันนี้คือนัยหนึ่ง
อีกนัยหนึ่งก็คือถ้าเราเอาเรื่องกรรมมาวินิจฉัย กรรมนั้นมีทั้งกรรมเบียดเบียนและตัดรอนเบียดเบียนทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ฉะนั้นผู้ปฏิบัติท่านนั้นอาจจะปฏิบัติกำลังได้ดีอยู่แต่เหตุอดีตที่เคยตัดรอนผู้อื่นไว้มาเบียดเบียนแล้วก็ตัดรอนให้เกิดความเห็นผิดว่าไปแล้ว ตรงนี้เป็นภัย เป็นกรรมตัดรอนให้ออกจากกุศลให้ไปอยู่ในอกุศลมากขึ้นก็ได้ค่ะจึงขอตอบไว้ตรงนี้เป็นสองนัย

เรื่องกรรมนี้วิจิตรจริงๆ จึงมีคำว่าทิฏฐิวิบัติไงคะขณะที่ปฏิบัติที่บอกว่าได้ดีนี่นะคะแต่กรรมที่ไม่มีหูมีตาก็อาจมาส่งผลให้เพราะเราห้ามไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเก่งเกินแรงกรรม แรงกายเรายังพอสู้ แรงปัญญาก็จะต้องบ่มเพาะให้มากๆ
เราตั้งเป้าหมายอะไรก็ได้เราหวังได้เช่นมีมรรคผลนิพพานเป็นที่สุดนั่นคือแรงปรารถนาแต่อย่าลืมว่าแรงกรรมเราทำไว้พอหรือยังเมื่อคำนึงถึงแรงกรรมนี่เราก็จะได้ไม่ประมาทผลัดวันประกันพรุ่งเพราะแรงกรรมสามารถตัดรอนได้
ถ้าพูดถึงเรื่องบาปบุญ บาปบุญนั้นเกิดขึ้นที่ชวนจิต ชวนะดวงที่ ๑ให้ผลในปัจจุบัน เช่นเราทำดีตอนนี้เราก็ได้ความสบายใจสุขใจแต่มีอยู่นิดเดียวซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผล ที่หลายคนบอกว่าทำดีเหมือนไม่ไดีแต่จริงๆแล้วกรรมที่ทำนั้นทำแล้วให้ผลในชาตินี้แต่ให้ผลน้อย แต่ชวนะดวงที่ ๗ให้ผลในชาติหน้า คือให้ผลนำเกิด แต่ชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ให้ผลในชาติที่ ๓จนกระทั่งนิพพาน ฉะนั้นเราตอบได้ไหมว่า ตอนนี้ขณะนี้เราได้ผลจากชวนะดวงไหนบอกไม่ได้เลย เพราะมันส่งผลตลอดเวลา และไม่อะลุ้มอล่วยกับใครถ้าหากเราเคยตัดรอนใครไว้มันก็จะตามมาตัดรอนเราได้ง่ายๆเลยดังที่เราเห็นมากมายจากสภาพสังคม เช่น บวชๆอยู่นี่ก็สึกออกมากำลังได้ดีมีสุขอยู่นี่มีกรรมมาตัดรอนให้ต้องตาย หรืออย่างคนจนที่ถูกสลากบนดิน ๑๙ล้านตามข่าวที่มีนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลยนะคะ

ฉะนั้นไม่มีอะไรที่เราจะยึดติดถือว่าเที่ยงได้เลยต้องอย่าลืมว่าแรงกรรมเป็นสิ่งสำคัญและท่านกำลังแรงกรรมชนิดพิเศษเสมือนหัวรถจักรที่ไม่ใช้ฟืนแต่ใช้ดีเซลแต่ถ้าเราหมดศรัทธาหรือหมดความเพียรเมื่อใดรถก็ไม่เดินเหมือนกัน
จึงต้องเพียรใส่ใจสังเกตดูรายละเอียดของชีวิต คอยมนสิการให้ดีจะทำอะไร ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน เราต้องรู้ว่าธรรมะให้อะไรแก่เราบ้างเราได้รับหรือยังถ้าหากยังก็ต้องรีบนำตัวเองไปน้อมรับสิ่งที่ธรรมะจึงจะเป็นประโยชน์มากเพราะฉะนั้นชีวิตที่สั้นๆ เราต้องใช้เวลาสั้นให้เป็นประโยชน์ให้มาก
วันนี้คงไม่มีอะไรพูดมาก เพราะธรรมะไม่ใช่เรื่องมากแต่บัญญัตินั้นเรื่องมากที่ทุกวันนี้เรื่องมากก็เพราะเราบัญญัติกันขึ้นมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แต่ธรรมะหรือสภาพธรรมนั้นก็มีอย่างนี้แหละค่ะ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแต่เราดูยากเพราะมันสวนทางกับกิเลส เมื่อสวนทางกับกิเลสนี่ก็เลยข้ออ้างเยอะ เช่นทำอย่างนี้ไม่ได้อะไรเลย ไปดีกว่ากลับบ้านก่อนดีกว่าแล้วค่อยมาใหม่ซึ่งพูดอย่างนี้ก็บอกได้เลยว่า คนผู้นี้มาเพื่อต้องการจุดประสงค์นั้นมีตัณหานำมาเมื่อไม่สมความปรารถนาก็เลยกลับไป

แต่ถ้าวางใจว่ามาด้วยศรัทธา ด้วยการระลึกถึงพระพุทธคุณทั้ง ๙ประการที่ทรงพาชีวิตของผู้เข้าปฏิบัติให้สำเร็จท่านรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปได้มากมายดังที่ปรากฏในพระสูตรและเมื่อมาศึกษาพระอภิธรรมประกอบด้วยแล้วก็จะยิ่งศรัทธามากขึ้นเพราะการวางใจที่ถูกตรงถูกต้องในการเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆที่ปรากฏไม่ให้คลาดสายตาเราเลยเราก็จะต้องเห็นอะไรอย่างหนึ่งอย่างแน่นอนในการปฏิบัติที่มีมนสิการถูกต้องแล้วสะสมบุญชนิดนี้ไว้การกระทำของเราที่กำลังทำอยู่นี้สักวันหนึ่งใครคนใดคนหนึ่งอาจจะนั่งอยู่ที่หน้าพระพักตร์ของพระศรีอาริยเมตไตรยก็ได้และบุญที่สะสมไว้ก็จะมีอำนาจมากขึ้นเหมือนเราเตรียมสะสมสีข้างของกล่องไม้ขีดและหัวไม้ขีดเอาไว้เมื่อได้พบกับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์เพียงหยิบมาจุดเท่านั้นไฟก็ติด ฉะนั้นเราต้องพยายามหาวัสดุชีวิตไว้ให้พร้อมคือปัญญาบารมีแล้วพระองค์ก็จะใช้วัสดุคือชีวิตเราให้เป็นผู้ที่มีค่า
ฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่น้อยลงนี่ ทำค่าชีวิตให้มากๆแล้วความแห้งใจที่เกิดขึ้นเป็นความแห้งด้วยปัญญา แล้วก็มีชาติภพที่น้อยลงและถึงจะมีชาติอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็มีชีวิตที่เกิดสั้นลงดีกว่าคนที่เขามีแต่สุขใจแล้วมีชีวิตที่ยาวนานเลยเพราะนั่นคือทุกข์ทั้งนั้นเลย

การปฏิบัติวิปัสสนาก็ไม่มีอะไรนอกจากการดูทุกข์เพราะทุกข์เป็นความจริงที่ต้องกำหนดรู้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

การปฏิบัติต้องมีรูปนามเป็นอารมณ์เสมอและต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไรนามอะไร ไม่ใช่รูปเฉยๆ หรือนามเฉยๆเพราะรูปกับนามก็ไม่เหมือนกัน รูปแต่ละอย่างก็ไม่เหมือนกันเพราะถ้าเหมือนกันก็จะเกิดการประชุมกันเป็นกลุ่มก้อนทำให้ไม่เห็นพระไตรลักษณ์
การที่เราไม่เห็นพระไตรลักษณ์ก็เพราะสันตติอิริยาบถ และฆนสัญญาปิดบังไว้
สันตติปิดบังอนิจจังความเกิดขึ้นสืบต่อปิดบังความไม่เที่ยง
อิริยาบถที่เราเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ได้กำหนดนั้นปิดบังทุกขังเพราะทุกข์เก่าและทุกข์ใหม่ทีเปลี่ยนแปลงอิริยาบถไปทำให้รู้สึกสบายถ้าสบายจริงก็ทำท่านี้ไปตลอดสิคะ จะเปลี่ยนอีกทำไมล่ะเพราะว่ามันเป็นทุกข์ใหม่นั่นเอง
ฆนสัญญาปิดบังอนัตตาการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนปิดบังความไม่ใช่ตัวตน ทำให้เห็นว่าเป็นตัวตน
ดังนั้นจึงจะต้องคอยสังเกตสำรวจใจเพราะว่าเราจะอยู่กันได้สักกี่วันแต่ก็วันก็ช่างขอให้เราอยู่ในวิปัสสนาอารมณ์คือมีรูปมีนามเพราะวัฏฏสงสารน่ากลัวกว่าทุกข์ที่เราเห็นตอนนี้ฉะนั้นการเห็นภัยเห็นโทษที่ปรากฏขึ้นเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการเปิดเผยความจริงทำให้จิตนั้นสลดหดหู่แล้วก็อยากไปให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะชีวิตคือรูปนามขันธ์ ๕นี้เป็นทุกข์จริงๆ

จึงขออนุโมทนากับทุกท่าน ขอบุญญาธิการบุญบารมีที่ท่านได้สะสมแล้วทำมาแล้วนี้จงเป็นเสียงลำเลียงชีวิตท่าน ส่งเสริมท่านให้ท่านสามารถก้าวล่วงจากวัฏฏภัยและสามารถนำใจให้เกิดศรัทธา และศีล สมาธิ ปัญญาอันเสมอกันได้ถึงมรรคผลนิพพานได้โดยไวชาติ
และขอกราบขอบพระคุณท่านผู้มีอุปการคุณ ต่อมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิในฐานะประธานกรรมการ ก็ขอกราบขออภัยท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ความขาดตกบกพร่องประการใดก็ขออภัยด้วยค่ะเพราะว่ากำลังกายหรือกำลังคนมีไม่พอเพียงที่จะดูแลให้ท่านได้สัปปายะที่ดีหรือสมบูรณ์มากว่านี้ถ้าหากมีอะไรบกพร่องก็บอกได้นะคะเขียนจดหมายมา หรือจะมาบอกด้วยตนเองโดยตรงก็ได้ค่ะขอเป็นส่วนหนึ่งที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ

ที่มา บทความจากมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

 

  [๗๗] ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  มโนวิญญาณธาตุ ธรรมธาตุ

  มโนวิญญาณธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มโนวิญญาธาตุ มีในสมัยนั้น.

  ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น.

  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น.

  [๗๘] อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร

  ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความถูกต้อง อาการที่ถูกต้อง กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใดนี้ชื่อว่า ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น.

  มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  การคิด กิริยาที่คิด ความคิด สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น.

  วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น.

  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น.

  [๗๙] อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์.

  สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา อินทรีย์ คือศรัทธาสัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย

ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะวิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าสตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิตความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละสัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมายความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียดความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส

ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญาปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ อินทรีย์คือมโน วิญญาณ

วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิต ของนามธรรมนั้นๆ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.

  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น.

  [๘๐] ฌานมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

  วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าวิตก มีในสมัยนั้น.

  วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิจาร มีในสมัยนั้น.

  ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริงความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปีติ มีในสมัยนั้น.

  สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าสุข มีในสมัยนั้น.

  เอกัคคตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิตความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ

ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เอกัคคตา มีในสมัยนั้น.

  สภาวธรรมนี้ชื่อว่า ฌานมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น.

  [๘๑] มรรคมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

  สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมายความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส

ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น

อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.

  สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความดำริชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า

สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น.

  สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายามความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละความพยายามชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น.

  สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอยความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสติมีในสมัยนั้น.

  สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิตความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบแห่งจิต สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งจิตไว้ชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น.

  สภาวธรรมนี้ชื่อว่า มรรคมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น.

  [๘๒] พละ ๗ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ.

  สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลังคือศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีในสมัยนั้น.

  วิริยพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?

  การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายามความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ กำลังคือวิริยะ

สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยพละ มีในสมัยนั้น.
  สติพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอยความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ กำลังคือสติ สัมมาสติ มีในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สติพละมีในสมัยนั้น.
  สมาธิพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิตความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธิพละ มีในสมัยนั้น.
  ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมายความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น.
  หิริพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ
อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริพละ มีในสมัยนั้น.
  โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น.
  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า พละ ๗ มีในสมัยนั้น.
  [๘๓] เหตุ ๓ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  อโลภะ อโทสะ อโมหะ.
  อโลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความ
ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคือความไม่โลภ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโลภะ
มีในสมัยนั้น.
  อโทสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท
ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคือความไม่คิดประทุษร้าย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโทสะมีในสมัยนั้น.
  อโมหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมายความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ กุศลมูลคืออโมหะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโมหะ มีในสมัยนั้น.
  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า เหตุ ๓ มีในสมัยนั้น.
  [๘๔] ผัสสะ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การกระทบ กิริยาที่กระทบ อาการที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าผัสส ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๘๕] เวทนา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าเวทนา ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๘๖] สัญญา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญา ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๘๗] เจตนา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การคิด กิริยาที่คิด ความคิด ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เจตนา ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๘๘] จิต ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิต ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๘๙] เวทนาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าเวทนาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๐] สัญญาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๑] สังขารขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติสัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละอโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ
จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตากายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนาปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์วิญญาณขันธ์ มีอยู่ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๒] วิญญาณขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๓] มนายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๔] มนินทรีย์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๕] มโนวิญญาณธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่ามโนวิญญาณธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๖] ธัมมายตนะ ๑ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน?
  เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธัมมายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๗] ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
  เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น.
  [๙๘] หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น
  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
  ------------
  
[๙๙] ก็ ธรรม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค พละ เหตุผัสสะ เวทนา 
สัญญา เจตนา จิต เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์มนายตนะ มนินทรีย์ 
มโนวิญญาณธาตุ ธัมมายตนะ ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด 
มีอยู่ในสมัยนั้น
  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

 

คุณสมบัติของอริยบุคคล

  อริยบุคคลคือผู้ที่ได้บรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป  ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  อริยบุคคลมีทั้งเพศชายและหญิง  ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าความเป็นอริยบุคคลไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด  แต่อยู่ที่ธรรมซึ่งประพฤติปฏิบัติและฝึกฝนอบรมให้มีขึ้นในจิตใจของบุคคล  ผู้ใดรู้แจ้งเข้าใจสัจธรรมที่มีอยู่โดยธรรมดาแห่งธรรมชาติผู้นั้นเป็นอริยะ[๑]  คุณธรรมหรือระดับจิตของอริยบุคคลที่พัฒนาแล้วย่อมขึ้นอยู่กับผลที่ได้รับจากการปฏิบัตินั้นว่า  สามารถขัดเกลากิเลสออกไปจากจิตใจหรือภูมิของจิตที่แตกต่างกันไปตามลำดับ  อาจสรุปได้ว่ามีอยู่  ๒  ระดับใหญ่ ๆ  คือ

  ปุถุชน  หมายถึง  คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ  ไป  ซึ่งยังไม่ได้เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ  ปุถุชนเป็นบุคคลเบื้องต่ำสุด  มนุษย์ทุกคนในระดับนี้สามารถพัฒนาจิตใจของตนจนกลายเป็นคนเก่ง  มีความสุข  คนดีของสังคม  เป็นผู้มีระเบียบวินัย  เคารพกฏหมาย  และอยู่ในกรอบวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคม  ได้รับการพัฒนาปัญญา  เกิดความรู้  ความเข้าใจตามความเป็นจริง  รู้จักคิด  คิดเป็น  ได้รับการพัฒนาพฤติกรรม  พัฒนาคุณธรรม  ทำให้สามารถดำรงชีวิตกับเพื่อนมนุษย์  สรรพสัตว์  ตลอดจนสิ่งแวดล้อมธรรมชาติได้อย่างดี  ได้รับการพัฒนาคุณภาพจิต  ทำให้จิตใจเป็นสุข  ปลอดทุกข์  มีอิสรภาพ  ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสทั้งปวง   

อริยบุคคล  หมายถึงบุคคลผู้เป็นอริยะ  บุคคลผู้ประเสริฐ  ตามแนวพระพุทธศาสนานั้น  ผลสูงสุดของการปฏิบัติธรรมในระดับลึกคือการได้บรรลุเป็นอริยบุคคล  ในพระสุตตุนตปิฎก  ทีฆนิกาย  สีลขันธวรรคได้แบ่งอริยบุคคลเป็น  ๔  ระดับคือ  โสดาบัน  สกทาคามี  อนาคามี  และอรหันต์[๒]  การแบ่งระดับของอริยบุคคลเหล่านี้  มิใช่แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ  หากแต่เป็นการแบ่งตามระดับจิตที่ละกิเลสได้  ในบรรดาอริยบุคคลเหล่านี้  พระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลที่มีคุณสมบัติเด่นและสำคัญที่สุด  เพราะพระอรหันต์เป็นผู้ที่มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสทุกชนิด  เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ที่สุด การที่พระอริยบุคคลประเภทอื่นจะผ่านมาถึงขั้นเป็นพระอรหันต์จะต้องพัฒนาจิตจนกระทั่งเหลือกิเลสเบาบางที่สุดจนหมดสิ้นไป  การที่จะเข้าใจสถานะของพระอริยบุคคลประเภทต่าง ๆ  ได้ดีนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องศึกษาประวัติของพระอริยบุคคลตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก  พระโสดาบัน  เป็นพระอริยะบุคคลกลุ่มแรกที่ถือว่าเป็นผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน

  โสดาบันบุคคล  เป็นอริยบุคคลประเภทแรกที่ได้สัมผัสกระแสพระนิพพาน  พระโสดาบันสามารถละสังโยชน์ได้  ๓  คือ  ๑)  สักกายทิฏฐิ  ความเห็นผิดว่ามีตัวตน  ๒)  วิจิกิจฉา  ความสงสัยในพระพุทธเจ้า  ๓)  สีลัพพตปรามาส  ความยึดมั่นในศีลพรต[๓]  อริยบุคคลในระดับต้นนี้มีความจำเป็นสำหรับปุถุชนหรือคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนสามารถบำเพ็ญคุณธรรมให้เกิดแก่ตนได้  ดังในสังยุตตรนิกาย  มหาวรรค  พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำว่า

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้เป็นมิตร  เป็นอำมาตย์  ญาติหรือสายโลหิต  ผู้ที่สำคัญโอวาทว่า  เป็นสิ่งที่ตนควรฟัง  พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน  ให้ตั้งมั่น  ให้ดำรงอยู่  ในองค์แห่งธรรมเครื่องบรรลุโสดา  ๔  ประการ  คือ  ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า  ในพระธรรม  ในพระสงฆ์  ในศีลที่พระอริยะเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด[๔] 

  โสดาบุคคล  เป็นผู้หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย  (พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์)  คือไม่มีวิจิกิจฉา(ความสงสัย)  ในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  โดยเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นบุคคลตัวอย่างที่แท้จริง  เพราะมีความเชื่อในพระพุทธเจ้าด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ไม่คลอนแคลนนี้เอง  ที่ทำให้หมดความยึดมั่นในตัวตน  (สักกายทิฏฐิ)  และไม่เห็นความสำคัญของการยึดติดในศีลและพรต  (สีลัพพตปรามาส)  เพราะการเคารพนับถือในพระพุทธเจ้าย่อมมีความหมายที่สำคัญกว่าการถือว่าตนเองสำคัญ  และเกาะเกี่ยวอยู่ในระบบของศีลและพรต  การที่โสดาบุคคลเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย  ก็จะทำให้ความเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่สาระของการดับทุกข์หมดไป  มีแต่มุ่งหน้าเพื่อก้าวไปสู่ความอิสระภาพทางจิตใจคือการบรรลุนิพพาน  แม้ว่าโสดาบุคคลจะยังเกิดอยู่อย่างมากอีก  ๗  ชาติ  แต่โสดาบุคคลก็จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอย่างแน่นอน  ดังนั้นการเกิดของโสดาบุคคลจึงเป็นการกิดที่มีความหมายมากกว่าการเกิดของปุถุชนทั่วไป ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า  ยิ่งกว่าความเป็นพระราชเอกบนพื้นปฐพี  ยิ่งกว่าการไปสู่สวรรค์  ยิ่งกว่าความเป็นอธิบดีในโลกทั้งปวง  สิ่งประเสริฐล้ำคือ  โสดาปัตติผล[๕]

  นอกจากโสดาบันบุคคลละสังโยชน์ได้  ๓  อย่าง  ดังกล่าวแล้วยังเป็นผู้ปิดประตูอบายได้  คือปิดสถานที่ที่ไม่มีความเจริญ  หรือสถานที่มีแต่ความทุกข์  ความเดือดร้อนใจ  เรียกว่าอบายภูมิมี  ๔  ประเภทคือ  นิรยะ(นรก)    ติรัจฉานโยนิ(กำเนิดดิรัจฉาน)    ปัตติวิสัย(ภูมิแห่งเปรต)    อสุรกาย(พวกอสุรกาย)  [๖]

  มนุษย์ปุถุชนผู้ประมาท  คือผู้ที่พลาดพลั้งทำความชั่ว จะต้องตกลงไปในอบายภูมิเหล่านี้ภูมิใดภูมิหนึ่งหลังจากที่ตายไปแล้ว  เพื่อเสวยผลแห่งกรรมที่ตนได้กระทำไว้  สำหรับโสดาบันบุคคลนั้นได้กำจัดกิเลสอันจะนำไปสู่อบายภูมิได้หมดแล้ว 

  สกทาคามีบุคคล  ละกิเลสได้เหมือนพระโสดาบันคือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส  แต่ทำราคะ  โทสะ  โมหะ  เหลือเบาบางยิ่งขึ้น  เมื่อโสดาบันบุคคลได้พากเพียรในการฝึกฝนอบรมจิตของตน  โดยปรับปรุงอินทรีย์  ๕  คือ  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ให้สม่ำเสมอจนอินทรีย์แก่กล้าแล้ว  ภาวะของโสดาบันบุคคลก็จะเปลี่ยนไปสู่ความก้าวหน้าในทางธรรมก็จะอยู่ในระดับสูงขึ้นเป็นสกทาคามีบุคคล  แม้ว่าสกทาคามีบุคคลจะละกิเลสได้เท่ากับโสดาบันบุคคล  แต่สกทาคามีบุคคลก็มีกามราคะคือความพึงพอใจในกามคูณ  ๕  และความพยาบาทเบาบางกว่าโสดาบันบุคคล  ดังพระบาลีว่า  บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อความเบาบางของกามราคะ  และพยาบาท  ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามีผล  ผู้มีกามราคะ  และพยาบาทเบาบางแล้วบุคคลนั้นท่าน  เรียกว่า  พระสกทาคามี[๗]สกทาคามีบุคคลละสังโยชน์ได้  ๓  ประการเท่ากับโสดาบันบุคคล  แต่ทำราคะ  โทสะ  และโมหะ  ให้เบาบางลงได้  ดังนี้

  ๑.  เป็นผู้มีกามราคะเบาบาง  แต่ยังมีความพอใจยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะที่เบาบาง  แต่ความพอใจที่ปรากฏอยู่ในจิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แม้ความอยากได้ในลาภ  ยศ  สรรเสริญและสุขจะยังคงมีอยู่

  ๒.  เป็นผู้มีความโกรธเบาบาง  แม้ว่าท่านยังมีความโกรธอยู่บ้าง  แต่ก็มีอยู่น้อยมาก  เป็นเพียงแต่สิ่งที่ทำให้ไม่พอใจอย่างเบาบางเล็ก ๆ  น้อย ๆ  เท่านั้น  เพราะเหตุที่จิตของท่านได้พัฒนาสูงขึ้นแล้ว

  ๓.  เป็นผู้ไม่พูดคำหยาบ  พูดส่อเสียดด้วยโทสะจริตที่รุนแรง  คงมีโทสะเหลืออยู่บ้าง  แต่เบาบาง  เพราะท่านได้ทำโทสะให้เบาบางลงได้แล้ว 

  กล่าวได้ว่าลักษณะจิตของสกทาคามีบุคคล  ยังคงมีความยินดีในโลกธรรมคือ  ลาภ  ยศ  สุข  สรรเสริญอยู่แต่ไม่มากนัก  หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องสูญเสียโลกธรรมไปอย่างใดอย่างหนึ่ง  สกทาคามีบุคคลก็จะไม่รู้สึกสูญเสียจนเกินไป  คือไม่มีลักษณะของการยึดติดหลงไหล  เมื่อเปรียบเทียบกับปุถุชนแล้ว  สำหรับปุถุชนนั้นเนื่องจากยังติดข้องอยู่ในโลกธรรมจนยากที่จะสลัดออกได้  เมื่อต้องสูญเสียโลกธรรมไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งย่อมมีความเศร้าโศกใจจนเป็นเหตุให้ทำกรรมชั่วไปเกิดในอบายภูมิ  ส่วนสกทาคามีบุคคลไม่มีความคิดที่จะทำกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีกต่อไป  แม้ว่าสกทาคามีบุคคลจะยังเกิดอีกแต่ก็เกิดอีกเพียงชาติเดียวเท่านั้น  จึงจะสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้[๘]  และชาตินั้นก็จะได้บรรลุเป็นอรหันต์

  อนาคามีบุคคล  ละกิเลสได้เหมือนสกทาคามีบุคคลคือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส  และละกิเลสได้เพิ่มขึ้นอีก  ๒  อย่างคือ  กามราคะ(ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม)  ปฏิฆะ(ความขุ่นเคือง)  รวมเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ  ๕  อย่างเรียกว่า  โอรัมภาคิยสังโยชน์  อนาคามีบุคคลที่สามารถพัฒนาจิตขึ้นมาในระดับนี้  ถือได้ว่าเกิดจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง  กล่าวคือ  กามราคะ(ความกำหนัด)  โทสะ  (ความโกรธ)  ที่เคยเบาบางในขั้นสกทาคามีบุคคล  พอมาถึงขั้นอนาคามีบุคคลกิเลสคือราคะและโทสะก็จะหมดไปทันที  การที่จิตใจของอนาคามีบุคคลจะบริสุทธิ์และพัฒนาให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกนั้น  ก็คือในสังโยชน์  ๑๐  ประการ  ที่เป็นเครื่องผูกใจสัตว์โลกให้เวียนว่ายตายเกิด  ได้รับความทุกข์อยู่ในสังสารวัฏนั้นอนาคามีบุคคลกำจัดสังโยชน์เบื้องต่ำได้  ๕  ประการ  โดยกำจัดได้มากกว่าโสดาบันบุคคลและสกทาคามีบุคคล  อยู่  ๒  ข้อด้วยกันคือ  กามราคะ  และปฏิฆะ  ดังนี้

  ๑.  เป็นผู้ไม่มีกามราคะ  คือความอยากความพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  อันน่าใคร่  น่าปรารถนา  น่าพอใจ  ไม่มีเหลือในจิตใจของอนาคามีบุคคล  กล่าวคือความยินดีในกามคุณทุกชนิดได้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว  ถึงแม้ว่าอนาคามีบุคคลยังอยู่ครองเรือนโดยไม่ได้ออกบวชก็ตาม  ความเกี่ยวข้องในเรื่องกามคุณก็ไม่มีเลย  เปรียบเหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวเพราะท่านได้ทำลายกามราคะสิ้นแล้ว  มีแต่ความมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรทำความดีให้สูงยิ่ง ๆ  ขึ้น  เพื่อการบรรลุนิพพานในที่สุด

  ๒.  เป็นผู้ไม่มีความโกรธ  ไม่มีความหลงเหลืออยู่  รวมทั้งความพยาบาทด้วย  ความเศร้าโศกเสียใจในเรื่องที่เสื่อมจากลาภ  เสื่อมจากยศ  ความทุกข์  และนินทา  ก็จะหมดสิ้นไป  เพราะว่าท่านสามารถทำลายความโกรธได้หมดสิ้นแล้ว  และท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจสุขุมเยือกเย็นมากกว่าสกทาคามีบุคคล

เมื่อสกทาคามีบุคคลได้พัฒนาจิตของตนจนบรรลุเป็นอนาคามีบุคคลแล้ว  การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ถือว่าสิ้นสุดลง  มีแต่จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส  ๕  ชั้นคือ  ชั้น อวิหา  อตัปปา  สุทัสสา  สุทัสสี  อกนิฏฐา  ตามความอ่อนแก่ของอินทรีย์ทั้ง  ๕  ดังนี้คือ

๑.  อนาคามีบุคคลที่มีศรัทธาแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา

๒. อนาคามีบุคคลที่มีวิริยะแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอตัปปา

๓. อนาคามีบุคคลที่มีสติแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทัสสา

๔. อนาคามีบุคคลที่มีสมาธิแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทัสสี

๕. อนาคามีบุคคลที่มีปัญญาแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอกนิฏฐา[๙]

อนาคามีบุคคลที่ไปเกิดในพรหมโลกชั้นต่าง ๆ  ก็เนื่องจากว่ามีความแตกต่างกันที่คุณธรรม  อย่างไรก็ตามอนาคามีบุคคล  ถือว่าเป็นอริยบุคคลที่ใกล้ต่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่สุด  หากในชาติที่เป็นมนุษย์มีอินทรีย์ทั้ง  ๕  แก่กล้าพร้อมกับมีวาสนาบารมีสมบูรณ์ก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้  แต่เมื่ออนาคามีไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งใน  ๕  ชั้นนั้นแล้ว  บางท่านได้บรรลุเป็นอรหันต์  และนิพพานในภพที่เกิดนั้น  แต่บางท่านเลื่อนขึ้นไปอยู่ในชั้นสุทธาวาสที่สูงขึ้นไปอีกแล้วจึงได้บรรลุเป็นอรหันต์

  พระอรหันต์  การพัฒนาจิตในขั้นสูงสุดทางพระพุทธศาสนา  มีผลสำเร็จทำให้ผู้ปฏิบัติได้เป็นพระอรหันต์  ซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติหรือได้รับประโยชน์สูงสุดของชีวิต  พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัท  เพื่อกล่อมเกลาจิตใจของมนุษย์ให้พัฒนาขึ้นจากความเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลสให้ตรัสรู้ตามพระองค์เป็นลำดับจนหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์  คุณสมบัติของพระอรหันต์ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกคือ  เป็นบุคคลที่มีจิตที่ฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีที่สุด[๑๐]

  บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์เป็นผู้มีจิตหมดจดจากกิเลสทั้งปวง  โดยเฉพาะกิเลสอย่างละเอียดซึ่งอริยบุคคลขั้นอื่นไม่สามารถทำให้หมดจากสันดานได้  ตามหลักพระพุทธศาสนา  บุคคลผู้ละสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์)  ได้ทั้งหมด  จึงจะชื่อว่าเป็นพระอรหันต์  รวมทั้งได้ละกิเลสที่  โสดาบุคคล  สกทาคามีบุคคล  และอนาคามีบุคคล  ละได้ทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ  ความเป็นพระอรหันต์จึงเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ที่สุด

  จิตของพระอรหันต์ไม่มีสังโยชน์เบื้องสูง  ๕  ประการ  รวมทั้งกิเลสเล็ก ๆ  น้อย ๆ  ที่ยังเหลืออยู่ในจิใจของอนาคามีบุคคล  ย่อมดับลงอย่างเด็ดขาดโดยหมดสิ้น  สังโยชน์เบื้องสูงอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด  ๕  ประการ  คือ

  ๑.  รูปราคะ  ความกำหนัดยินดีในรูป

  ๒.  อรูปราคะ  ความกำหนัดยินดีในสภาวะที่มิใช่รูป

  ๓.  มานะ  ความถือตัว

  ๔.  อุทธัจจะ  ความฟุ้งซ่าน

  ๕.  อวิชชา  ความไม่รู้[๑๑]

สภาวะจิตของพระอรหันต์ที่หลุดพ้นจากกิเลส  มี  ๕  ลักษณะคือ

  ๑.  ไม่มีความยินดีในการไปเกิดเป็นรูปฌาน  ความยาก(โลภ)  พระอรหันต์ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยผ่านขั้นสมถกรรมฐานมาแล้ว  ดังนั้นจิตที่ถูกความโลภเข้าไปปรุงแต่งจึงไม่มีอีกต่อไป(ละรูปราคะและอรูปราคะ)  ผู้ได้รูปฌานนั้นมักหลงติดพัวพันยินดีในภาวะที่มีความสุขอย่างมากซึ่งเกิดจากฌาน  และจัดว่าเป็นกิเลสชนิดที่ละเอียดมาก  เพราะยังทำให้บุคคลนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิด  ประสบทุกข์อยู่อีก  แต่กิเลสเช่นนี้ไม่มีอยู่ในจิตของพระอรหันต์  เพราะท่านมองเห็นทุกข์ในสังสารวัฏอย่างชัดแจ้ง 

  ๒.  เป็นผู้ไม่มีความยินดีในอรูปฌาน  ได้แก่อรูปฌานที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐานต่อจากรูปฌานซึ่งทำให้จิตสงบเยือกเย็น  และละเอียดยิ่งกว่าความสงบในรูปฌาน  แต่กิเลสชนิดนี้ได้หมดสิ้นไปจากจิตของพระอรหันต์  และทำให้เป็นผู้ไม่หลงติดอยู่ในอรูปฌาน  เพาะเนื่องจากท่านได้หมดความยินดีความพอใจในภพทั้งปวง

  ๓.  จิตของพระอรหันต์ไม่มีความถือตัว(มานะ)  ไม่ว่าจะเป็นความถือตัวว่าตนประเสริฐกว่าคนอื่นหรือถือว่าตนเองเลวกว่าคนอื่นก็ตาม  เพราะความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้นเป็นความเห็นผิดเกี่ยวกับตัวตน(อัตตา)  พระอรหันต์นั้นมีความรู้แจ้งเห็นจริงในเบญจขันธ์อย่างแท้จริง  ได้เห็นอนัตตาอย่างแจ้งชัดที่สุด  ได้ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้อย่างสิ้นเชิง  ส่วนพระอริยบุคคลประเภทอื่นก็เข้าใจในรูปนามเหมือนกันแต่ยังไม่ชัดแจ้งเหมือนพระอรหันต์

  ๔.  สภาพจิตของพระอรหันต์ไม่มีความฟุ้งซ่าน  (อุทธัจจะ)  สำหรับปุถุชนความฟุ้งซ่านเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากในการทำความดีทุกอย่าง  ยกเว้นเมื่อได้เจริญวิปัสสนาบ้างความฟุ้งซ่านจะลดน้อยลง  เมื่อจิตได้รับการพัฒนาจนเป็นอริยบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง  ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาญาณสามารถข่มหรือระงับความฟุ้งซ่านไว้ได้ชั่วขณะเท่านั้น  เพราะเป็นกิเลสที่ละเอียดอ่อนมาก  พอได้มีการพัฒนาจิตมาถึงเป็นพระอรหันต์จึงสามารถตัดความฟุ้งซ่านได้อย่างเด็ดขาด

  ๕.  สภาวะจิตของพระอรหันต์ไม่มีความหลงผิดหรือไม่มีอวิชชาเข้าครอบงำ  อวิชชาในที่นี้หมายถึง  ความไม่รู้แจ้งในความจริงของชีวิต  และสิ่งทั้งหลาย  ไม่รู้ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  และความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ  ๔  คือ  ไม่รู้จักความทุกข์(ทุกข์)  ไม่รู้จักสาเหตุแห่งความทุกข์(สมุทัย)  ไม่รู้แจ้งความดับทุกข์(นิโรธ)  และไม่รู้จักทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์(มรรค)  พระอรหันต์ได้รู้แจ้งอริยสัจโดยสมบูรณ์จึงสามารถทำลายอวิชชาได้โดยเด็ดขาด[๑๒] 

การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ทำไมอริยะบุคคลทั้ง  ๓  ประเภทจึงไม่สามารถทำลายอวิชชาได้  ตอบว่า  การที่อริยะบุคคลประเภทอื่นมีปัญญาแต่ไม่ถึงขนาดสามารถทำลายอวิชชาได้หมด  เนื่องด้วยปัญญาของอริยะบุคคลทั้ง  ๓  ประเภทนั้นปรากฏดุจฟ้าแลบ  ส่วนปัญญาที่เกิดแก่พระอรหันต์นั้น  เป็นดุจฟ้าผ่า[๑๓]  ดังนั้นจิตพระอรหันต์จึงเป็นจิตที่ว่างเปล่าจากอัตตาและสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับอัตตา

พระอรหันต์แม้จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  แต่จิตของท่านก็บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งหลาย  ไม่มีความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ไม่มีตัณหา  อุปาทาน  มีแต่ความสุขร่มเย็นในจิตใจอย่างสูงสุด  พระอรหันต์เป็นอริยะบุคคลชั้นสูงสุดได้พัฒนาจิตใจถึงที่สุดแล้วเป็นอเสขบุคคล  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์ได้อยู่แล้ว  กรณียะได้ทำแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก[๑๔]  มีแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นต่อไปเท่านั้น เป็นบุคคลตัวอย่างที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอย่างสูง  ควรแก่การเคารพบูชาอย่างยิ่ง  และเป็นนาบุญของโลกอย่างยอดเยี่ยม

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด    วันพฤหัสที่  ๓  กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน    ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย๓ เขตบางแค  กรุงเทพฯ

วุฒิการศึกษา     

พ.ศ.๒๕๒๐–๒๕๒๔  นิติศาสตร์บัณฑิต  สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พ.ศ.๒๕๔๘-๒๕๕๐ พุทธศาสนมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๖ รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์

พ.ศ. ๒๕๓๓–๒๕๓๖ เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

  เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทพี.ไทย.อาคิเต็คฯจก.

พ.ศ. ๒๕๓๗–๒๕๓๙เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอส.เอส.โกลเด้นท์แลนด์

พ.ศ. ๒๕๓๕– ๒๕๓๙เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพฯ

  ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

พ.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภา

    ผู้แทนราษฎร สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนา

    วัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ. ๒๕๔๒–๒๕๔๖ เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

  ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔ 

พ.ศ. ๒๕๔๓–๒๕๔๗ เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

  สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ A.M. ๑๔๒๒

    อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทตามสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

พ.ศ. ๒๕๔๕–ปัจจุบัน  เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

พ.ศ. ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พ.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พ.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน

พ.ศ. ๒๕๓๙ – ปัจจุบัน ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ปตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท



[๑]สํ.ม.๑๙/๑๗๐๘/๔๓๑.

[๒]ที.ส.๙/๒๕๐–๒๕๔/๑๙๒–๑๙๓.

[๓]สํ.มหา.๑๙/๑๔๗๐/๓๕๗.

[๔]สํ.มหา.๑๙/๑๔๙๓/๓๖๔.

[๕]ขุ.ธ.๒๕/๒๓/๓๒.

[๖]ขุ.อิติ.๒๕/๒๗๓/๒๘๑.

[๗]สํ.มหา.๑๙/๑๔๗๐/๓๕๗.

[๘]ที.ส.๙/๒๕๑/๑๙๒.

[๙]ที.ปา.๑๑/๒๙๔–๒๙๕/๒๓๐.

[๑๐]ขุ.ธ.๒๕/๑๓/๑๗.

[๑๑]องฺ.ทสก.๒๔/๑๐๐/๒๐๖.

[๑๒]พระมหาบุญชิต  สุดโปร่งศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท,  วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัญฑิต  สาขาศาสนาเปรียบเทียบ  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล,  ๒๕๓๖,  หน้า  ๙๗.

[๑๓]พระภัททันตอาสภเถระ  อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ,  วิปัสสนาธุระ,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์  C ๑๐๐ DESIGN  CO. ,  LTD.๒๕๓๖),  หน้า  ๑๖๘

[๑๔]สํ.นิ.๑๖/๑๙๒/๙๑.

 

สรุปพระพุทธศาสนาได้แสดงประโยชน์ของสมาธิลงในประเด็นที่สำคัญไว้  ๔  ประการคือ

  ๑.  สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

  ๒.  สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ญาณทัสสนะ

  ๓.  สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

  ๔.  สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย[1]

  การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาเรียกว่า  การเจริญสมาธิ  ซึ่งมีอยู่  ๒  วิธีคือ

  ๑.  สมถภาวนา  คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ  ทำให้จิตตั้งมั่น  ละราคะได้  สมถภาวนานี้เป็นทางปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดสมาธิโดยตรง

  ๒.  วิปัสสนาภาวนา  คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง  ทำให้เกิดปัญญาสามารถละอวิชชาได้  วิปัสสนาภาวนานั้นต้องอาศัยสมาธิขั้นต้นเป็นฐาน  สำหรับใช้พิจารณาสภาวธรรมตามหลักของวิปัสสนา  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึงจุดหมายคือความหลุดพ้นจากกิเลสาสวะได้

  การพัฒนาจิตขึ้นสู่สมาธิในระดับต่าง ๆ  เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในระหว่างปฏิบัติ  ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ  และรวมทั้งตัวสมาธิเอง  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้  และเป็นไปตามเหตุปัจจัยเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองอย่างแท้จริง  หาใช่เป็นเรื่องเพ้อฝันหรือรอให้มันเกิดหรือเป็นไปของมันเองไม่  การเจริญสมาธิอาจสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

  ๑.  ตัดปลิโพธ  ๑๐  คือตัดความกังวล  ได้แก่ที่อยู่  ตระกูล  ลาภ  หมู่คณะ  การงาน  การเดินทาง  ญาติ  ความเจ็บป่วย  การศึกษา  และอำนาจ

  ๒.  ชำระศีลให้บริสุทธิ์

  ๓.  เข้าหากัลยาณมิตรหรือครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถให้กรรมฐานได้

  ๔. รับเอากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเหมาะแก่อุปนิสัยของตน  จากกรรมฐานทั้งหมด  ๔๐  ชนิด

  ๕.  หาสถานที่เหมาะสมแก่การเจริญสมาธิ  แล้วลงมือปฏิบัติตามวิธีเจริญสมาธิ

  .  ปัญญาภาวนา  การพัฒนาปัญญา  คือ  การทำปัญญาให้เจริญงอกงาม  ในเบื้องต้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในศิลปวิทยาการ  ทางวิชาชีพ  ต่อมาต้องพัฒนาปัญญาให้มีการรับรู้  เรียนรู้  อย่างถูกต้องของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  คือ  เข้าใจสิ่งนั้นทั้งหลายตามสภาวะหรือตามที่มันเป็น  ไม่เอนเอียงด้วยอคติหรือฉันทาคติ  ที่จะทำให้การรับรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  ขั้นต่อไปคือวินิจฉัยด้วยการใช้ปัญญาบริสุทธิ์  ไม่ใช่ด้วยกิเลส  เป็นปัญญาที่รู้จักเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง  เข้าใจความเจริญและความเสื่อมของโลกและชีวิตตามความเป็นจริงและตามเหตุปัจจัย  รู้จักทางแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ความสำเร็จให้ตนพัฒนายิ่งขึ้น ๆ  ขึ้นไป  รู้เท่าทันโลกและชีวิตทำให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสมบูรณ์  พัฒนาไปจนถึงขั้นวิมุติ  คือหลุดพ้นเป็นอิสระที่แท้จริง  จิตใจไม่ถูกยึดมั่นในสิ่งทั้งหลาย  ไม่ถูกครอบงำ  ผู้ที่ฝึกฝนอบรมพัฒนาทางปัญญาแล้วเรียกว่า  ภาวิตปัญญา

  การอบรมปัญญา  ก็คือการอบรมจิตนั่นเองให้มีปัญญา  ให้รู้ชัดว่าควรทำอะไร  ควรเว้นอะไร  ได้แก่การอบรมปัญญาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง  เช่นเห็นไตรลักษณ์  แยกสมมติออกจากความเป็นจริง  ได้แล้วจะทำให้จิตใจไม่ติดสมมติ  กล่าวคือ  รู้ว่าแม้จะรับสิ่งสมมติ  แต่ก็รู้ว่าสิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น  แล้วจิตก็ไม่ไปติดอยู่ในสิ่งนั้น  แต่ถ้าเข้าใจไม่ชัดเจนก็ทำให้เกิดการสับสนซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพตามความเป็นจริง  ดังนั้น  พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักแยกสัจจะ  (ความจริง)  เป็นสองระดับ  สัจธรรม  ๒  อย่าง  คือ  สมมติสัจจะ  และปรมัคถสัจจะ

  ๑.  สมมติสัจจะ  คือความจริงอย่างสมมติ  สมมติว่าเป็นนั่นว่าเป็นนี่  ว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้  เป็นของสมมติจึงไม่ใช่ของจริง  เป็นจริงตามที่มีความเห็นร่วมกัน  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารในการยังประโยชน์ให้สำเร็จในชีวิตประจำวัน  เช่น  คน  สัตว์  สิ่งของ  คนดี  คนชั่ว  โต๊ะ  เก้าอี้  เป็นต้น

  ๒.  ปรมัตถสัจจะ  คือความจริงโดยปรมัตถ์  เป็นความจริงตามความหมายอันแท้จริงตรงตามสภาวะ  เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง  เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด  ซึ่งได้แก่  การหยั่งรู้สัจธรรม  เพื่อจะทำลายการยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสาเหตุของการทำให้หลงผิด  ให้สลายหายไป  ทำให้หลุดพ้นจากกิเลส  และความทุกข์  มีจิตใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์  มีความสุขตามความเป็นจริง  สิ่งที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์  เช่น  นามธรรม  รูปธรรม  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ฯลฯ

  การที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติตามหลักภาวนา  ๔  ประการที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนี้  มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลโดยทำให้บุคคลสามารถเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ได้มากมาย  ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อเข้าสู่สภาวะบุคคลในอุดมคติระดับชั้นอริยบุคคล  อันเป็นจุดหมายสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี  ในการพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนานั้นทำให้เกิดปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

.  หลักปัญญาภาวนา  ในอริยมรรค

การดำเนินชีวิตพอดี  หรือการปฏิบัติพอดี  ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า  หลักมัชฌิมาปฏิปทา  ซึ่งมีความหมายเป็นอันเดียวกับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม  กล่าวคืออริยมรรค  แปลว่า  มรรคาอันประเสริฐ  คือทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม  ปราศจากพิษภัยไร้โทษ  นำสู่เกษมศานต์และความสุขที่สมบูรณ์

  พุทธธรรม  แสดงหลักการว่า  การที่จะดำเนินชีวิตให้ถูกต้องหรือมีชีวิตดีงามได้นั้น  จะต้องมีการฝึกฝนพัฒนา  ซึ่งได้แก่กระบวนการที่เรียกว่า  ภาวนา  กล่าวคือมรรคจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย  ศีล  สมาธิ  และปัญญา  เป็นตัวนำของชีวิตที่ดีงาม  และมรรคมีองค์  ๘  ก็สามารถแก้ปัญหาดับทุกข์ได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับจนถึงที่สุด 

ปัญญาภาวนา  เป็นการฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาในด้านปัญญา  ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงจนถึงความหลุดพ้น  เป็นการฝึกฝนทางด้านปัญญาอย่างสูง  ที่ทำให้เกิดความรู้แจ้งสามารถชำระจิตให้บริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นอิสระโดยสมบูรณ์  รู้จักวางใจวางท่าทีและปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  ในทางที่เป็นไปเพื่อแผ่ขยายผลประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคม  คิดพิจารณาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  และการทำกิจทั้งหลายโดยการใช้ปัญญาที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสแอบแฝง  ซึ่งหลักการพัฒนานี้มีความสัมพันธ์กับหลักอริยมรรคในประเด็นต่อไปนี้

  สัมมาทิฏฐิ  คือ  ความเห็นถูกต้อง  ความรู้ถูกต้อง  ความเข้าใจถูกต้อง  หมายความว่า  การเห็นอริยสัจ  ๔  ตามความเป็นจริง  เห็นตรงตามสภาวะของธรรมชาติซึ่งเริ่มจากการรู้จักคิดใคร่ครวญและพิจารณาอันเป็นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลเรียกว่า  โยนิโสมนสิการ  ประกอบปัจจัยภายนอกคือกัลยาณมิตร  ได้แก่สิ่งแวดล้อมที่ดีงามถูกต้อง  ช่วยชักจูงให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  โดยจะช่วยให้มองสิ่งแวดล้อมในเชิงวิเคราะห์ส่วนประกอบที่มาประชุมกัน  และเป็นกระบวนการของเหตุปัจจัย  จนทำให้เกิดปัญญาในการพัฒนาตนเอง  ทำให้มีการตัดสินใจที่มีการใคร่ครวญการกระทำต่าง ๆ  เป็นไปด้วยความถูกต้องดีงาม  มีพระพุทธพจน์ที่แสดงถึงความสำคัญของสัมมาทิฏฐิ  ไว้ดังนี้

  ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น  สิ่งที่ขึ้นก่อน  สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนคือ  แสงเงินแสงทอง  ฉันใด  สิ่งที่เป็นเบื้องต้น  เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจ  ๔  ตามความเป็นจริง  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฉะนั้นเหมือนกัน  อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ  พึงหวังข้อนี้ว่า  จักรู้ตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์…….นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา[2] 

  บรรดามรรค  ๘  นั้น  สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือภิกษุรู้จักมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ  รู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ  ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฏฐิ[3]

สัมมาทิฏฐิ  แบ่งเป็น  ๒  ระดับ  คือ 

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมทิฏฐิเป็นไฉน  เรากล่าวว่าสัมมาทิฏฐิมี  ๒  อย่าง  คือสัมมทิฏฐิยังมีอาสวะ  ซึ่งจัดเป็นฝ่ายบุญ  อำนวยวิบากขันธ์  อย่างหนึ่งกับ  สัมมาทิฏฐิเป็นอริยะ  เป็นโลกุตตระ  และเป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง[4]

  ๑.  สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ  คือสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นที่เป็นฝ่ายบุญ  เช่น  ความเห็นว่า  การทำบุญมีผล  การให้ทานแล้วมีผล  กรรมที่ทำไว้ย่อมมีผล  ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดในขั้นหยาบได้  เป็นแรงชักนำให้เกิดกายกรรม  วจีกรรม  และมโนกรรมที่เป็นกุศล  สัมมาทิฏฐิขั้นนี้อาจเรียกได้ว่า  การเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

  ๒.  สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ  คือสัมมาทิฏฐิเบื้องสูงเป็นองค์มรรค  เป็นตัววิชชา  ปัญญาของพระอริยเจ้า  ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดขั้นอนุสัยคืออวิชชา  เป็นต้นได้  สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก  โยนิโสมนสิการ  และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงปรโตโฆสะทีดีหรือกัลยาณมิตรด้วยการรับฟังแล้วเชื่อตามคนอื่นด้วยศรัทธา  เพราะสัมมาทิฏฐิประเภทนี้ต้องเป็นการรู้จักที่ตัวสภาวะ  ต้องเอาธรรมชาตินั่นเองมาเป็นข้อพิจารณาโดยตรง  จึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง  หรือรู้เข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ

  พระพุทธศาสนา  ถือว่าสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดสัมมาทิฏฐินั้น  คือความเห็นคลาดเคลื่อน  ไม่ตรงตามความเป็นจริง  เรียกว่าวิปปัลลาส  มี  ๓  อย่างคือ  ๑)สัญญาวิปปัลลาส  ความจำได้หมายรู้คลาดเคลื่อนจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม  ๒)  จิตวิปปัลลาส  ความคิดคลานเคลื่อนไปจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม  ๓)  ทิฏฐิวิปปัลลาส  ความเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริงว่า  ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม[5]

  ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  มีข้อความที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎก  ว่าเป็นหลักการสร้างเสริมความเห็นถูกต้อง  คือ

    ภิกษุทั้งหลาย  ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ  มี  ๒  ประการดังนี้  คือ  ปรโตโฆสะ  และโยนิโสมนสิการ[6]

  ๑.  ปรโตโฆสะ  เป็นองค์ประกอบภายนอก  ได้แก่เสียงจากผู้อื่น  การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก  เช่น  การสั่งสอน  แนะนำ  การถ่ายทอด  การโฆษณา  คำบอกเล่า  ข่าวสาร  คำชี้แจง  ข้อเขียน  การเรียนรู้จากผู้อื่น  ในที่นี้หมายเอาเฉพาะส่วนที่ดีงามถูกต้อง  เฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรม  ความรู้หรือคำแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร

  ๒.  โยนิโสมนสิการ  เป็นองค์ประกอบภายใน  ได้แก่การทำในใจโดยแยบคาย  การใช้ความคิดถูกวิธี  ความรู้จักคิด  คิดเป็น  หรือคิดอย่างมีระเบียบ  หมายถึงรู้จักมอง  รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลาย  โดยมองตามที่สิ่งนั้น ๆ  มันเป็นของมัน  และโดยวิธีหาเหตุผล  สืบค้นถึงเค้า  สืบสาวให้ตลอดสาย  แยกแยะสิ่งนั้น ๆ  หรือปัญหานั้น ๆ  ออก  ให้เห็นตามสภาวะ  และตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย  โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ[7]

  สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ  หมายความว่า  ความนึกคิดที่ปลอดโปร่ง  ผ่องใสเป็นอิสระแก่ตัวเอง  ไม่แอบแฝงไปด้วยความชอบใจหรือไม่ชอบใจ  ไม่มีความคิดยึดติดถือมั่น  ความดำริชอบนี้เป็นผลมาจากสัมมาทิฏฐิ  เมื่อบุคคลมีความนึกคิดที่ถูกต้อง  คือคิดว่าชีวิตนี้ไม่ถาวรมั่นคง  มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  หาความสุขที่แท้จริงได้ยาก  ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายและคิดจะออกจากความสุขแบบทางโลก  ในพระบาลีได้แสดงความหมายของสังกัปปะไว้ดังนี้

  สัมมาสังกัปปะ  เป็นไฉน  ความดำริในการออกจากกาม(เนกขัมมสังกัปปะ)  ความดำริในการไม่ปองร้าย  (อพยาบาทังกัปปะ)  ความดำริในการไม่เบียดเบียน  (อวิหิงสาสังกัปปะ)  นี้เรียกว่า  สัมมาสังกัปปะ[8]

  สัมมาสังกัปปะ  เป็นความคิดหรือแนวคิดที่จะทำอะไรที่ถูกต้อง  เป็นความคิดที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นมูลมี  ๓  ประการคือ

  ๑.  เนกขัมมสังกัปปะ  คือความคิดหรือแนวคิดที่จะออกไปจากกามทั้งที่เป็นวัตถุกามและกิเลสกาม วัตถุกามนั้นคือ  วัตถุหรือสิ่งที่น่าใคร่  น่าพอใจ  อันได้แก่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะอันน่าใคร่น่าพอใจเรียกว่ากามคุณ  ๕  ส่วนกิเลสกามก็คือกิเลสเหตุใคร่  ได้แก่ราคะ  โทสะ  โมหะ  เป็นต้น  เพราะเห็นว่า  การหมกมุ่นแสวงหาพัวพันอยู่กับกามทั้ง  ๒  เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์

  ๒.  อพยาปาทสังกัปปะ  คือความคิดหรือแนวคิดในทางไม่พยาบาท  ไม่มีความชิงชัง  เคียดแค้นที่เป็นเหตุให้ตัดรอนหรือทำร้ายคนอื่นหรือสัตว์อื่นให้ต้องเดือดร้อน  แต่เป็นความคิดที่เกิดจากความเมตตา  มีความปรารถนาดีมุ่งประโยชน์สุขต่อคนอื่นและสัตว์อื่น

  ๓.  อวิหิงสาสังกัปปะ  คือความคิดหรือแนวคิดไม่เบียดเบียน  ไม่กระทบกระทั่ง  ไม่แสวงหาความสนุกสนานให้แก่ตน  โดยไม่คำนึงถึงความลำบากของคนอื่นและสัตว์อื่น  แต่เป็นความคิดที่มุ่งช่วยเหลือคนอื่นด้วยอำนาจความกรุณาในอันที่จะให้คนอื่นหรือสัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์เดือดร้อนเป็นต้น

พระพุทธศาสนา  แสดงให้เห็นว่า  สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะนั้นมีความสัมพันธ์กันในเชิงปฏิบัติ  กล่าวคือ  มนุษย์เมื่อจะคิดอย่างไร  มักจะเป็นไปตามความเห็น  หรือความรู้ของตนคือทิฏฐิ  และจะพูด  จะทำอย่างไรต่อไปก็ต่อเนื่องมาจากความคิด  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ทิฏฐิหรือความเห็นเป็นรากฐานที่สำคัญของสังกัปปะหรือความคิด 

  อริยมรรคมีองค์  ๘  และภาวนาต่างก็เป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อความพ้นจากทุกข์เหมือนกัน  และมีจุดหมายร่วมกันเพราะมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกันแบบครบวงจร  เพียงแต่สิกขาเชิงทฤษฎีจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แยกแยะ  เพื่อให้เป็นระบบระเบียบ  สะดวกชัดเจนในการศึกษาเรียนรู้  แต่เมื่อกล่าวถึงการฝึกฝนอบรมและพัฒนาตามหลักมรรคมีองค์  ๘  ในเชิงปฏิบัติแล้วต้องนำมาปฏิบัติพร้อมกันทั้ง  ๘  ข้อโดยตลอด  จึงจะถือว่าเป็นการพัฒนาชีวิตที่ถูกต้องโดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวชักนำ  พร้อมทั้งคอยควบคุมมรรคองค์อื่น ๆ  ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง  เหมาะสมและดำเนินไปพร้อม ๆ  กันเหมือนเชือกเส้นเล็ก ๆ  ๘  เส้นที่ฟั่นเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน  เพราะเมื่อมนุษย์มีความเห็นในสิ่งต่าง ๆ  ถูกต้องเหมาะสมตามความเป็นจริง  การแสดงออกทางพฤติกรรมต่าง ๆ  ทั้งทางกาย ทางวาจาหรือทางความคิดก็ย่อมจะถูกต้องตามสภาพความเป็นจริงเช่นกัน

  จึงกล่าวได้ว่า  หลักการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยความศรัทธาเป็นตัวเกื้อกูล  คือเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่พัฒนาตนได้  เชื่อในแหล่งที่มาของความรู้จากสิ่งแวดล้อมที่ดีงามถูกต้องจากปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆสะ)  ร่วมกับจากปัจจัยภายใน (โยนิโสมนสิการ)  คือการคิดเป็น  รู้จักคิดโดยแยบคาย  การใช้ความคิดถูกวิธี  พร้อมทั้งมีทัศนะที่ถูกต้อง  (สัมมาทิฏฐิ)  เป็นเบื้องต้น  ตลอดจนมีการพัฒนากาย  พัฒนาศีล  พัฒนาจิต  และพัฒนาปัญญาตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักภาวนา  ซึ่งการฝึกฝนอบรมตามแนวนี้ย่อมส่งผลให้เกิดการพัฒนาคนได้อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน  เป็นการพัฒนาการดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์  อันจะส่งผลต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในด้านอื่น ๆ  ของมนุษย์ด้วย  เพราะหลักการพัฒนาตามแนวพระพุทธศาสนามิได้หมายถึงเพียงแต่การทำให้วัตถุเจริญเติบโตอย่างเดียว  และดูเหมือนว่าการฝึกอบรมนี้จะเน้นปัจเจกชน  แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แยกคนออกจากสังคม  นั่นคือ  การฝึกคนแต่ละคนให้พร้อม  เพื่อสร้างสรรค์ช่วยเหลือสังคม  เป็นการพัฒนาคนเพื่อสังคม

  การพัฒนาทั้ง  ๔  ด้านตามหลักภาวนาที่กล่าวมานี้  แสดงให้เห็นถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรงคือร่างกายและจิตใจรวมถึงปัญญา  แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ  ที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล  และแนวทางการปฏิบัติตนที่สอดคล้องกันทั้งในด้านร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  ให้มีความแข็งแรง  มั่นคง  เบิกบาน  มีความรู้เท่าทันในชีวิต  จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตมนุษย์

  คุณลักษณะของมนุษย์ที่พัฒนาตนแล้วตามหลักพระพุทธศาสนา

  เป้าหมายของพุทธธรรม  หรืออุคมคติของพระพุทธศาสนาคือ  พระนิพพานซึ่งก่อนจะถึงพระนิพพานได้นั้น  ก็จะต้องพัฒนาตนขึ้นไปเป็นลำดับ  คือการพัฒนาตนให้มีชีวิตที่ดีงามมีความสุขจากกัลยาณปุถุชนไปจนถึงพระอรหันต์  ความสุขมีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา  อาจกล่าวได้ว่าหลักพุทธธรรมไม่ได้แยกต่างหากจากความสุข  เริ่มตั้งแต่ขั้นต้นในการทำความดีทั่ว ๆ  ไปที่เรียกว่าบุญ  ก็มีพุทธพจน์ตรัสว่า  บุญเป็นชื่อของความสุข[9]  ชีวิตจะมีความสุขประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองมั่นคง  และสังคมจะร่มเย็นเกษมศานต์  ด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ  การพัฒนาคนซึ่งจะทำให้คนเป็นคนดีมีความสุข  และเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ  ชีวิตจะมีคุณภาพได้ก็ต้องมีพุทธจริยธรรม  ดังนั้นพุทธจริยธรรมย่อมจะมีขึ้นได้ก็ด้วยการพัฒนาฝึกฝนอบรมตน    เริ่มตั้งแต่หลักจริยธรรมเบื้องต้นเพื่อตนเองและสังคม  ไปจนถึงหลักพุทธจริยธรรมเพื่อพัฒนาตนให้ไปสู่ความหลุดพ้น

  มนุษย์ที่พัฒนาตนแล้ว  หมายถึงบุคคลผู้ประเสริฐได้บรรลุสัจธรรม  คืออริยมรรค  ตามความเป็นจริงได้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันเป็นต้นไปโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบรรพชิต  หรือฆราวาส  มีทั้งเพศชายและเพศหญิง  สภาวะความเป็นมนุษย์นั้น  พระพุทธศาสนาถือว่ามีความเหมาะสมที่สุดต่อการขัดเกลาพัฒนาจิต  เพื่อให้บรรลุถึงความดีงามสูงสุด  กล่าวคือหมดกิเลสอันเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวงได้  โดยการพัฒนานั้นก็มีลำดับขั้นตอนเป็นขั้น ๆ  ตามสภาวะจิตของแต่ละบุคคลตั้งแต่ปุถุชนจนถึงอริยบุคคล  โดยอาศัยการปฏิบัติในหลักธรรมคือ  ภาวนา  ๔  เพื่อบรรลุความเป็นอริยบุคคลในระดับต่าง ๆ  เพราะความแตกต่างกันในหลายระดับดังกล่าว  พระพุทธเจ้าได้ทรงจัดบุคคลไว้  ๙  ประเภทด้วยกันในปุคคลสูตร  ดังนี้

  ๑.  บุคคลปุถุชนธรรมดาทั่ว ๆ  ไป

  ๒.  บุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค

  ๓.  บุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผล

  ๔.  บุคคลผู้บรรลุสกทาคามิมรรค

  ๕.  บุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผล

  ๖.  บุคคลผู้บรรลุอนาคามิมรรค

  ๗.  บุคคลผู้บรรลุอนาคามิผล

  ๘.  บุคคลผู้บรรลุอรหัตมรรค

  ๙.  บุคคลผู้บรรลุอรหัตผล[10]

๔.๓.๑  มนุษย์ที่พัฒนาตนแล้วหรืออริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

  พระพุทธศาสนาถือว่า  การพัฒนาจิตด้วยหลักภาวนา  ๔  คือ  กายภาวนา  ศีลภาวนา  จิตภาวนา  และปัญญาภาวนา  เป็นสิ่งสำคัญมาก  จิตที่ได้รับการพัฒนาหรือฝึกฝนอบรมแล้วย่อมส่งผลให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ  ของชีวิตเป็นไปในทางที่ดีขึ้น  สติปัญญาจากการพัฒนาจิตแล้วย่อมนำไปสู่การดับทุกข์ได้  ปุถุชนที่ยังมีกิเลสอยู่เมื่อปฏิบัติตามหลักภาวนา  ก็ย่อมจะพบทางสว่างของชีวิตในหลาย ๆ  ระดับชั้นตามแต่ผลของการปฏิบัติ  อาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติธรรมย่อมส่งผลให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

  ปุถุชน  คือ  คนที่ยังมีกิเลสหนา[11]  หมายถึงบุคคลทั่วไปที่มีกิเลสมากมายอยู่ในใจ  พระพุทธศาสนาถือว่า  คนธรรมดาทั่วไปที่เรียกว่า  ปุถุชนนี้เป็น  เวไนยสัตว์  หมายความว่า  แม้คนธรรมดามีกิเลสมากมายอยู่ในตัวก็สามารถลดและละกิเลสได้  และเพิ่มพูนความดีงามไว้ในตนมากขึ้น  ๆ  ได้ด้วย  บุคคลที่เป็นปุถุชน  ถ้าเปิดโอกาสให้ตนเองได้พัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนา  สภาพจิตก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นกัลยาณปุถุชน  ย่อมยังผลให้บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติยกระดับฐานะจากคนธรรมดา  เป็นบุคคลในอุดมคติ  ในขั้นปุถุชนคือเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูง  อีกทั้งยังประโยชน์ต่อสัตว์โลกอื่น ๆ  อีกด้วย  หรืออาจกล่าวได้ว่า  เป็นคนดีทั้งต่อตนเองและสังคม  ซึ่งเรียกบุคคลผู้มีคุณสัปปุริสธรรม[12]ในขั้นนี้ว่า  สัปปุรุษ[13]

  สัปปุรุษ  คนดีมีศีลธรรม[14]  หมายถึง  คนดีมีอุปนิสัยบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่คนจำนวนมาก  คือเพื่อประโยชน์แก่มารดา  บิดา  บุตร  ภรรยา  ลูกจ้างกรรมกร  มิตรสหาย  ญาติ  อำมาตย์  พระราชา  สมณพราหมณ์  แก่เทวดาด้วย  สัปปุรุษเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก  เป็นผู้ไม่มีบาป  ไม่มีมลทินคือความตระหนี่[15]

  อริยบุคคล  หมายถึงบุคคลผู้ประเสริฐได้บรรลุสัจธรรม  ได้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันเป็นต้นไปซึ่งเป็นผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน  พระพุทธศาสนาถื่อว่าสภาวะความเป็นมนุษย์มีความเหมาะสมที่สุดต่อการขัดเกลาพัฒนาจิตใจ  เพื่อให้บรรลุถึงความสุขหรือประโยชน์สูงสุดของชีวิต  กล่าวคือความหมดกิเลสอันเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวงได้  ซึ่งคุณสมบัติด้านการเพิ่มพูนกุศลในจิตใจของอริยบุคคลโดยการศึกษาและปฏิบัติตามหลักพุทธธรม  ที่เรียกว่าภาวนา  อันเป็นหลักครองชีวิตของผู้พัฒนาตน  ผู้รู้เท่าทันชีวิตไม่หลงงมงาย  มุ่งผลสำเร็จคือความสุข  มีดังนี้  คือ 

  ๑.  โสดาบัน  เป็นผู้ทำศีลให้บริบูรณ์  เป็นผู้ทำสมาธิและปัญญาได้พอประมาณ

  ๒.  สกทาคามี  เป็นผู้ทำศีลให้บริบูรณ์  เป็นผู้ทำสมาธิและปัญญาได้พอประมาณ  และสามารถทำกิเลสให้เบาบางลงได้มากกว่า  โสดาบัน

  ๓.  อนาคามี  เป็นผู้ทำศีลและสมาธิให้บริบูรณ์  เป็นผู้ทำปัญญาได้พอประมาณ

  ๔.  อรหันต์  เป็นผู้ทำศีล  สมาธิ  และปัญญาให้บริบูรณ์[16]

  คุณสมบัติด้านการเพิมพูนความดีของอริยบุคคลเป็นการแสดงออกถึงสภาวะจิตใจว่า  อริยบุคคลแต่ละระดับนั้น  มีความเกี่ยวข้องกัน  ถ้าความดีมีมากแสดงให้เห็นว่าความชั่วถูกกำจัดทำลายไปได้มาก  ในทางตรงข้ามถ้าความชั่วมีมาก  แสดงให้เห็นว่าการบำเพ็ญความดีมีน้อย  แต่สำหรับอรหันต์นั้น  ความชั่วถูกกำจัดได้อย่างหมดสิ้น  นั่นย่อมแสดงให้รู้ว่าท่านมีความดีอยู่ในจิตใจอย่างเต็มเปี่ยม  กล่าวคือท่านได้ทำไตรสิกขาให้บริบูรณ์



[1]องฺ.จตุก.๒๑/๔๑/๕๒,  ที.ปา.๑๑/๒๓๓/๒๐๕.

[2]สํ.มหา.๑๙/๑๗๒๐/๔๓๗.

[3] ม.อุ.๑๔/๒๕๔/๑๕๘. 

[4]ม.อุ.๑๔/๒๕๘/๑๕๙.

[5]มหาวงศ์  ชาญบาลี,  พระวิสุทธิมรรค  เล่มเดียวจบ,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์เลียงเซียง,  ๒๔๗๘)  หน้า  ๘๑๘.

[6]องฺ.ทุก.๒๐/๓๗๑/๙๘.

[7]พระธรรมปิฎก  (ป.อ.  ประยุตฺโต),  พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๘),  หน้า  ๖๒๑.

  [8] ที.มหา.๑๐/๒๙๙/๒๗๔.

[9]ขุ.อิติ.๒๕/๒๐๐/๒๐๘.

[10]องฺ.อฏฺฐ.  ๒๓/๒๑๒/๓๔๑.

[11]ราชบัณฑิตยสถาน,  พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ๒๕๒๕,  (กรุงเทพฯ :  สำนักพิมพ์  อักษรเจริญทัศน์  ๒๕๓๑),  หน้า  ๕๓๗.

[12]ที.ปา.๑๑/๓๓๑/๒๕๕.

[13]องฺ.สตฺตก.๒๓/๖๕/๑๐๔,ม.อุ.๑๔/๑๔๓/๙๕.

[14]พระธรรมปิฎก  (ป.อ.  ปยุตฺโต),  พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๘),  หน้า  ๓๒๒.

[15]องฺ.อฏฺฐ.  ๒๓/๑๒๘/๒๑๙.

[16]องฺ.ติก.๒๐/๕๒๖/๒๖๒.

สัมมาอาชีวะ

  สัมมาอาชีวะ  หมายถึงการเลี้ยงชีพชอบ  คำว่าอาชีวะคือ  การเลี้ยงชีวิต  การดำเนินชีวิต  การทำมาหากิน  พระพุทธศาสนามองว่าการดำเนินชีวิตนั้น  ต้องเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง  และไม่เห็นด้วยกับการดำเนินชีวิตที่จะทำอย่างไรก็ได้ขอแต่เพียงให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนามา แต่พระพุทธศาสนามีทัศนะว่าการที่จะได้อะไรมานั้น  ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องเท่านั้น

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาอาชีวะเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกในศาสนานี้  เว้นมิจฉาอาชีวะแล้ว  เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ  นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ[1]

  พระพุทธศาสนาเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัย  ๔[2]ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตและมีความจำเป็นต่อชีวิตคือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ส่วนปัจจัยอย่างอื่นนอกจากนี้  ถือว่าเป็นเพียงปัจจัยประกอบเท่านั้น  พระพุทธศาสนาเน้นว่าการที่จะได้ปัจจัย  ๔  และปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบเหล่านั้นมาต้องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง  และการใช้สอยปัจจัยเหล่านั้นไปในทางที่ถูกต้องด้วย 

  การที่จะได้มาซึ่งทรัพย์  ต้องเกิดจากความขยันหมั่นเพียร  ไม่เกียจคร้าน  เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วต้องรู้จักรักษาและใช้สอยทรัพย์นั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์  รู้จักคบหากัลยาณมิตรที่จะเกื้อกูลในทางที่ดีงาม  ให้ดำเนินชีวิตแต่พอดีกับทรัพย์ที่หามาได้  พระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีใช้จ่ายทรัพย์ที่ถูกต้องว่า  ใช้เลี้ยงตนเองให้เป็นสุข  เลี้ยงบิดามารดา  เลียงภรรยา  บุตรธิดา  และคนใช้คนงานให้เป็นสุข  ใช้บำบัดอันตรายที่เกิดจากเหตุการต่าง ๆ  เป็นต้น

มนุษย์เราเกลียดทุกข์ชอบสุขด้วยกันทุก ๆ  คน  การแสวงหาความสุขหรือการแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิตนั้น  มนุษย์มักจะกระทำด้วยวิธีเอาความทุกข์มาทับถมตนเอง  เช่นการทำงานแต่น้อยแต่กลับอยากได้ค่าตอบแทนมาก ๆ  หรือโดยการกระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายบ้านเมือง  เช่น  ฉ้อ  โกง  คอรัปชั่น  เล่นการพนัน  ปล้น  จี้  ชิงทรัพย์  วิ่งราว  เป็นต้น  เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วก็นำไปใช้จ่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ  เพื่อเบียดเบียนข่มเหงคนอื่นเป็นต้น  ในพระสุตตันตปิฎก  เทวทหสูตร  ได้กล่าวถึงลักษณะการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องไว้  ๓  ประการดังนี้  ๑)  ไม่เอาทุกข์มาทับถมตน  ๒)  ไม่ละทิ้งความสุขที่ชอบธรรม  ๓)  ไม่หมกมุ่นสยบติดอยู่กับความสุขนั้น[3] 

  สัมมาอาชีวะสำหรับบุคคลโดยทั่วไป  พระพุทธศาสนาได้แสดงแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีไว้หลายนัยในระดับต่าง ๆ  เพื่อความเหมาะสมของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน  เช่น  ไม่ควรค้าขายของ  ๕  อย่างคือ  ๑)  ค้าขายอาวุธ  ๒)  ค้าขายมนุษย์  ๓)  ค้าขายสัตว์ที่มีชีวิตสำหรับฆ่าเป็นอาหาร  ๔)  ค้าขายน้ำเมา  และ  ๕)  ค้าขายยาพิษ[4]  เป็นต้น  ส่วนบรรพชิตซึ่งต้องอาศัยปัจจัยที่ชาวบ้านบริจาคให้ในการดำเนินชีวิต  การกระทำตนต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ  เป็นคนเลี้ยงง่าย  ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือปราณีต  จึงเป็นการเลี้ยงชีพที่ถูก  ต้อง[5]

  กล่าวโดยสรุปหลักคำสอนพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม  ของฝ่ายคฤหัสถ์หรือชาวบ้านควรเว้นอกุศลกรรมบถ  ๑๐  และปฏิบัติตามทางแห่งกุศลกรรมบถ  ๑๐  คือ  กายกรรม  ๓  วจีกรรม  ๔  และมโนกรรม  ๓  ได้แก่

  เว้นการทำชั่ว  ๑๐  อย่าง  คือ  ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดทางกาม  พูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา  พยาบาทปองร้าย  เห็นผิดจากคลอง  ธรรม[6]  และดำเนินชีวิตด้วยการกระทำความดี  ๑๐  อย่างซึ่งมีความหมายในทางตรงกันข้ามกับการทำชั่วดังกล่าวแล้ว

  ส่วนบรรพชิตควรดำเนินชีวิตตามปาริสุทธิศีล  ๔  ดังนี้

  ๑.  ปาฏิโมกขสังวร  คือสำรวมในพระปาฏิโมกข์  เว้นจากข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม  ปฏิบัติตามข้อที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต

  ๒.  อินทรียสังวร  คือสำรวมอินทรีย์  ๖  ได้แก่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ  ไม่ให้ยินดีินร้ายในเวลาเห็นรูป  ได้ยินเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะ  และรู้อารมณ์ทางใจ

  ๓.  อาชีวปาริสุทธิ  คือเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ  ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิตเป็นต้น

  ๔. ปัจจยสันนิสิตต  คือการพิจารณาเสียก่อนบริโภคใช้สอยปัจจัย  ๔  คือ  จีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และเภสัช  ไม่บริโภคใช้สอยด้วยอำนาจแห่งตัณหาเป็นต้น[7]

เมื่อดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  อยู่ร่วมกับคนอื่น  โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้ว  ต่อจากนั้นก็มีอีกระดับหนึ่ง  คือ  การฝึกฝนควบคุมตนในทางกายวาจา  เพื่อเป็นพื้นฐานของการฝึกจิตใจหรือพัฒนาจิตใจ  เช่นศีลของพระ  ศีลของอุบาสกที่ไปรักษาศีลอุโบสถ  เป็นศีลที่ต้องมีการฝึกกาย  วาจา  เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจ  เช่น  ต้องรู้จักควบคุมบังคับใจตนเองให้ดีขึ้น  เป็นการประพฤติปฏิบัติตามกฏเกณฑ์  หรือข้อกำหนดที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อจะฝึกฝนตนเองในการที่จะเจริญขึ้นในคุณธรรมต่าง ๆ  ในทางจิตใจยิ่ง ๆ  ขึ้นไป  โดยสัมพันธ์กับการพัฒนาข้อต่อไปที่เรียกว่าการพัฒนาจิตใจ  ผู้ที่พัฒนาทางศีลแล้วเรียกว่า  ภาวิตสีโล

.  จิตภาวนา  พัฒนาจิต  ในการพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นการฝึกอบรมให้จิตมีคุณสมบัติครบ  ๓  ด้านคือ

  คุณภาพจิต  คือมีคุณธรรมต่าง ๆ  เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม  เป็นจิตใจที่สูง  ประณีต  มีเมตตา  มีความเป็นมิตร  ปรารถนาประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น  มีความกรุณา  คืออยากช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์  มีจาคะคือมีใจเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี  มีคารวะ  คือเห็นความสำคัญของผู้อื่น  มีมัทวะคือความอ่อนโยน  กตัญญูคือรู้คุณค่าแห่งการกระทำของผู้อื่น

  สมรรถภาพจิต  หรือความสามารถของจิต  เช่น  ความมีสติดี  มีวิริยะ  คือความเพียรในการทำงาน  มีขันติ  คือความอดทน  มีสมาธิแน่วแน่  มีสัจจะจริงจัง  มีอธิษฐาน  คือความเด็ดเดี่ยวต่อความมุ่งหมาย  มีความหนักแน่นมั่นคงเข้มแข็งของจิตใจ  ที่จะทำงานให้ได้ผลสมบูรณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางปัญญา  คือการคิดพิจารณาให้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงอย่างแจ่มชัด

  สุขภาพจิต  คือ  มีจิตที่มีสุขภาพดี  เป็นสุข  สดชื่นร่าเริงเบิกบาน  ปรอดโปร่ง  มีปีติ  ความอิ่มเอิบใจ  มีความผ่อนคลายไม่ขุ่นมัว  ไม่หม่นหมองหดหู่  เป็นต้น  ลักษณะต่าง ๆ  ของจิตใจที่มีความสุขนี้เป็นสิ่งสำคัญมากในพระพุทธศาสนา  การขาดสุขภาพจิตเป็นปัญหาสำคัญของสังคมในยุคปัจจุบัน  จึงจะต้องเน้นเรื่องสุขภาพจิตให้มากด้วย  ผู้ที่ฝึกฝนอบรมจิตแล้วเรียกว่า  ภาวิตจิตโต

.  หลักจิตภาวนา  ในอริยมรรค

หลักจิตภาวนา  ในมรรคมีองค์  ๘  เป็นหลักปฏิบัติเดียวกันคือ  เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์  หลักภาวนาจัดวางขึ้นไว้โดยอาศัยหลักปฏิบัติที่เรียกว่า  คุณธรรมของอารยชนเป็นพื้นฐาน  คุณธรรมของอารยชนนี้  เรียกตามคำบาลีว่า  อริยมรรค  แปลว่า  ทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ทำให้เป็นอารยชน  หรือวิธีดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ  การจัดวางหลักภาวนาโดยมุ่งให้ผลเกิดขึ้นตามหลักปฏิบัติแห่งอริยมรรคคือ  เป็นการฝึกอบรมพัฒนาให้องค์ทั้ง  ๘  แห่งมรรคนั้นเกิดมีและเจริญงอกงามยิ่งขึ้น  แก้ปัญหาของอารยชนได้ตามลำดับจนถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด

  จิตตภาวนา  เป็นเรื่องของการฝึกฝนในด้านจิต  หรือระดับของจิตใจ  คือการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ  ของจิตให้มีสุขภาพจิตที่ดี  สร้างสติสัมปชัญญะให้รู้จักยั้งคิด  และรู้จักกระตุ้นเตือนตัวเองให้สำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่  ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักอริยมรรคในประเด็นต่อไปนี้

  สัมมาวายามะ  คือความเพียรชอบ  ความหมายของสัมมาวายามะตามนัยที่แสดงไว้ในพระสูตรมีดังนี้

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาวายามะเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สร้างฉันทะพยายาม  ระดมความเพียรคอยเร้าจิตไว้  มุ่งมั่นเพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น….  เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดแล้ว…..เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น….เพื่อความดำรงอยู่  ไม่เลือนหาย  เพื่อภิญโญภาพ  เพื่อความไพบูลย์  เจริญเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว[8]

  สัมมาวายามะ  ความพยายามชอบ  หมายถึงสัมมัปปธาน  ๔  อันเป็นความเพียรที่เป็นคุณธรรมสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา  เหตุผลก็คือพระพุทธเจ้าทรงพากเพียรจึงสามารถค้นพบสัจธรรมได้  มิใช่เป็นผลสำเร็จจากการอ้อนวอนหรือการครุ่นคิดคำนึงเอาเท่านั้น  ความเพียรพยายามจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน  พระองค์จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องของการเพียรพยายามของมนุษย์เอง  ดังมีพุทธพจน์ว่า  ความเพียรเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายต้องทำเอง  ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก(ทาง)ให้[9] 

  สัมมัปปธาน  หรือความเพียรชอบ  ๔  อย่าง  คือ

  ๑.  สังวรปธาน  เพียรระวังประคองจิตไว้เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น

  ๒.  ปหานปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

  ๓.  ภาวนาปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด

  ๔. อนุรักขณาปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อความตั้งมั่นเจริญยิ่งแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว[10]

    ๑.  สังวรปธาน  คำว่าสังวระ  แปลว่า  สำรวม  ระวัง  และคำว่าปธาน  แปลว่า  เพียร  พากเพียร  ตั้งใจ  ดังนั้นคำว่า  สังวรปธาน  จึงหมายถึงเพียรระวัง  ในที่นี้คือการสำรวมระวังเมื่อตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายได้ถูกต้องโพฏฐัพพะ  ใจได้รู้ธรรมอารมณ์  ไม่ให้บาปธรรมหรืออกุศลธรรมเกิดขึ้นภายในจิตใจ  สังวรปธาน  เป็นธรรมเครื่องกำจัดความเกียจคร้าน  สนับสนุนกำลังกาย  ใจให้เข้มแข็งอดทน

  ๒.  ปหานปธาน  หมายถึงเพียรละ  บาปธรรมหรืออกุศลธรรมมี  กามวิตก  พยาบาทวิตก  วิหิงสาวิตก  และอกุศลธรรมอื่น ๆ  ที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไปเสีย

  ๓.  ภาวนาปธาน  หมายถึงเพียรสร้าง  หรือเพียรเจริญ  ในกุศลธรรมหรือความดี  เช่นกุศลกรรมบถ  ๑๐  ความไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  และโพชฌงค์  ๗  มี  สติ  ธรรมวิจัย  วิริยะ  ปีติ  ปัสสทธิ  สมาธิ  อุเบกขา  ให้เกิดขึ้น

  ๔.  อนุรักขนาปธาน  หมายถึงเพียรรักษาและส่งเสริม  ในกุศลธรรมหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ  คอยถนอมสมาธิที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น  และกระทำในความดีให้เจริญงอกงาม

ไพบูลย์ยิ่ง ๆ  ขึ้นไป[11]

  สัมมาวายามะ  หรือความเพียรชอบตามนัยของมรรคมีองค์  ๘  นั้น  มีความหมายควรพิจารณาดังนี้  คือ  เพียรกำจัดบาปหรืออกุศล  ในที่นี้หมายถึง  บาป  ความชั่ว  ทุจริต  ความที่จิตเศร้าหมอง  และเพียรที่จะกระทำหรือเจริญบำเพ็ญสิ่งที่ดีหรือกุศล ในที่นี้หมายถึง  บุญ  ความดี  สุจริต  สะอาดบริสุทธิ์  มีพระพุทธพจน์ที่เน้นถึงความเพียรดังนี้คือ

  ภิกษุทั้งหลาย  เรารู้ชัดถึงคุณธรรม  ๒  ประการ  คือ  ๑)  ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย  ๒)  ความเป็นผู้ไม่ยอมถอยหลังให้การบำเพ็ญเพียร…. เพราะฉะนั้น  เธอทั้งหลายพึงศึกษาดังนี้ว่า  เราจักตั้งความเพียรอันไม่ถอยหลัง  ถึงจะเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูก  เนื้อ  และเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที  ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุถึงด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ  ด้วยความเพียรของบุรุษ  ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว  ข้อที่จะหยุดยั้งความเพียรเสียเป็นอันไม่มี  เธอทั้งหลายพึงศึกษาดังนี้แล[12]

  องค์ประกอบของความเพียร  ที่จะกระทำให้ได้ผลดีมีดังนี้

  ๑.  คุณสมบัติของผู้ประกอบความเพียร

  ๒.  สมัยที่ควรประกอบความเพียร  และสมัยที่ไม่ควรประกอบความเพียร

  ๓.  สัปปายะคือความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ[13] 

  สัมมาสติ  คือการระลึกชอบ  มีสติกำกับตน  ควบคุมจิตใจไว้และให้อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำหรือที่เกี่ยวข้องในเวลานั้น ๆ  ใจอยู่กับกิจ  จิตอยู่กับงาน  ระลึกได้ถึงสิ่งที่ดีงาม  เกื้อกูลเป็นประโยชน์  ไม่หลงไหลเลื่อนลอย  ไม่ละเลยหรือปล่อยตัวเผลอเรอ  โดยเฉพาะสติที่กำกับตนให้ทันต่อพฤติกรรมของร่างกาย  ความรู้สึก  สภาพจิตใจ  และความนึกคิดของตน  ไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่เย้ายวนหรือยุยงมาฉุดกระซากให้หลุดหลงเลื่อนลอยไปเสีย

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาสติเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พิจารณาเห็นกายในกาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นจิตในจิต  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้[14] 

  สัมมาสติ  ความระลึกชอบ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน  ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนา  การพัฒนาสัมมาสติได้แก่  การเจริญสติปัฏฐาน  ๔  มีพระพุทธพจน์ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  หนทางสายนี้เป็นทางสายเอก  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อล่วงความโศกและปริเทวนาการ  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน  หนทางสายนี้คือสติปัฏฐาน  ๔  ประการคือ

๑.  กายานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพร่างกาย

๒. เวทนานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันความรู้สึกสุข  ทุกข์  หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้น

๓.  จิตตานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพจิตใจ

๔.  ธัมมานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันเรื่องราวทั้งหลายที่รู้  ที่คิด  ที่เกิดขึ้นในใจ  [15]

  กายานุปัสสนา  การพิจารณาเห็นกาย  ในสติปัฏฐานได้แสดงขั้นตอนไว้  ๖  ตอนคือ

  อานาปานสติ  คือการตั้งสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก 

  อิริยาบถ  คือการตั้งสติกำหนดรู้อริยาบถต่าง ๆ  คือ  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  เป็นต้น  ก็ให้ตามรู้ชัดในอาการที่เป็นอยู่อย่างนั้น

  สัมปชัญญะ  คือให้มีความรู้ตัวพร้อมในการกระทำทุกอย่าง  และในการเคลื่อนไหวทุกอย่าง  เช่น  การทรงจีวร  การทรงบาตร  การฉัน  การดื่ม  เป็นต้น

  ปฏิกูลมนสิการ  คือการพิจารณาร่างกายว่าประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ  และเต็มไปด้วยความไม่สะอาดโดยประการทั้งปวงของร่างกาย

  ธาตุมนสิการ  คือพิจารณาร่างกายของตนโดยความเป็นธาตุ  ๔  คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  และธาตุไฟ  โดยความเป็นของไม่เที่ยง

  นวสีวถิกา  คือพิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ  โดยกำหนดเป็น  ๙  ระยะ  ตั้งแต่ตายใหม่ ๆ  ไปจนถึงกระดุกผุ

  เวทนานุปัสสนา  การพิจารณาตามเห็นเวทนา  คือเมื่อเกิดสุขเวทนาคือความรู้สึกเป็นสุขก็ดี  ทุกขเวทนาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ก็ดี  อุเบกขาเวทนาคือความรู้สึกเฉย ๆ  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี  ก็ให้ตามรู้ชัดตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

  จิตตานุปัสสนา  การพิจารณาตามเห็นจิต  คือการตามดูจิตของตนในขณะนั้น ไม่ว่าจิตเป็นอย่างไร  เช่นจิตมีราคะ  จิตไม่มีราคะ  จิตมีโทสะ  จิตไม่มีโทสะ  จิตมีโมหะ  จิตไม่มีโมหะ  จิตหดหู่  จิตฟุ้งซ่าน  จิตเป็นสมาธิ  จิตไม่เป็นสมาธิเป็นต้น  ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่

  ธัมมานุปัสสนา  การตามพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตน  ทั้งส่วนที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตตน  ใช้สติกำหนดพิจารณาดูธรรมที่เป็นปัจจุบัน  จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ  และเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งภายนอก  ทั้งภายใน  มีสติปรากฏอยู่ที่ธรรม  โดยความรู้ชัดว่า  ธรรมนี้สักว่าธรรม  มิใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  บรรเทาความยึดมั่นในธรรมให้สิ้นไปเสียได้  ซึ่งในพระพุทธศาสนาได้แสดงหลักธรรมที่เกิดกับตนไว้หลายอย่าง  เช่น

  ๑.  นิวรณ์  ๕  คือรู้ชัดว่าในขณะนั้น ๆ  มีนิวรณ์  ๕  แต่ละอย่างเกิดมีขึ้นในจิตใจตนหรือไม่  ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  ที่เกิดขึ้นแล้วละได้อย่างไร  ก็ตามพิจารณารู้ตามที่เป็นอยู่ขณะนั้น

  ๒.  อุปาทานขันธ์  ๕  คือกำหนดรู้ความยึดติดถือมั่นในขันธ์  ๕  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  ว่าอุปาทานขันธ์ไหนเกิดขึ้นได้อย่างไร  ดับไปได้อย่างไร 

  ๓.  อายตนะ  คือกำหนดรู้อายตนะภายนอกและอายตนะภายในแต่ละอย่าง ๆ  โดยกำหนดรู้ว่าสังโยชน์ที่เกิดพร้อมกับอายตนะได้อย่างไร  สังโยชน์ที่เกิดแล้วพร้อมกับอายตนะดับได้อย่างไร  สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

  ๔.  โพชฌงค์  ๗  คือตามรู้ในขณะนั้น ๆ  ว่า  โพชฌงค์  ๗  อันได้แก่  สติ  ธรรมวิจัย  วิริยะ  ปีติ  ปัสสัทธิ  สมาธิ  และอุเบกขา  มีอยู่ในจิตใจหรือไม่  ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร

  ๕.  อริยสัจ  ๔  คือรู้ชัดอริยสัจ  ๔  แต่ละอย่างตามความเป็นจริงว่า  นี้คือทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ความดับทุกข์  นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์[16]

  พระพุทธศาสนา  ได้ให้ความสำคัญแก่สติและถือว่าสติเป็นอุปการธรรมในขั้นของศีล  ขั้นสมาธิ  และขั้นปัญญา  การดำเนินชีวิตที่มีสติคอยกำกับนั้น  พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท  หรือมีอัปปมาทธรรม  ซึ่งใน  ปทสูตร  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรคได้แสดงความยกย่องสติและอัปปมาทธรรมไว้ดังนี้

  ภิกษุควรบำเพ็ญความไม่ประมาท  คือการคุมครองรักษาใจด้วยสติด้วยตนเองในฐานะ  ๔  คือ  จิตของเราอย่างติดใจในธรรมที่ชวนให้เกิดความติดใจ  จิตของเราอย่างขัดเคืองในธรรมที่ชวนให้เกิดความขัดเคือง  จิตของเราอย่างหลงไหลในธรรมที่ชวนให้เกิดความหลงไหล  และจิตของเราอย่างมัวเมาในธรรมที่ชวนให้เกิดความมัวเมา[17] 

  สัมมาสมาธิ  คือความตั้งใจมั่นชอบ  ได้แก่  การฝึกฝนอบรมจิตในขั้นที่ลึกซึ้ง  เพื่อให้จิตมีความสงบ  ตั้งมั่นแน่วแน่ต่ออารมณ์ที่กำลังกำหนดพิจารณา  จิตที่มีสมาธิย่อมเป็นจิตที่มีคุณภาพและสมรรถภาพสูง  ประโยชน์สูงสุดของสมาธิคือ  การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายได้แก่  การรู้เห็นตามความเป็นจริง

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาสมาธิเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกามทั้งหลาย  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  บรรลุปฐมฌานอันมี  วิตก  วิจาร  ปิติ  และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่  เพราะความสงัดระงับไปแห่งวิตก  วิจาร  จึงบรรลุทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน  มีภาวะแห่งจิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีแต่ปิติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่  เมื่อคลายปิติได้  เธอจึงมีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยกาย  บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติ  อยู่เป็นสุข  เพราะละสุขและทุกข์เสียได้  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไป  เธอจึงบรรลุจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  มีอุเบกขาและสติบริสุทธิ์อยู่[18]

  สมาธิ  หมายถึงภาวะแห่งจิตที่แน่วแน่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง  ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่ซัดส่ายไปมา  สามารถแบ่งได้เป็น  ๓  ระดับ  คือ

  ๑.  ขณิกสมาธ  สมาธิชั่วขณะ  เป็นสมาธิขั้นต้น

  ๒.  อุปจารสมาธิ  สมาธิเฉียด ๆ  เป็นสมาธิขั้นระงับนิวรณ์  ๕

  ๓.  อัปปนาสมาธิ  สมาธิแน่วแน่  เป็นสมาธิระดับสูงสุด  จัดเป็นสมาธิในฌาน[19]

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสมาธิ

 

พระพุทธศาสนาถือว่า  นิวรณ์  ๕  เป็นปฏิปักษ์ธรรมที่ขัดขวาง  ปิดกั้น  ไม่ให้จิตมีสมาธิ  ทำให้จิตมืดบอด  ทำให้ปัญญาดับ  ทำให้เกิดความคับแค้น  ปุถุชนผู้ยังมีกิเลสอยู่ครบถ้วนไม่ว่าบุคคลนั้นจะรู้หรือไม่ก็ตาม  แต่สภาวะของจิตก็ยังซึมซับด้วยกิเลสอยู่  มนุษย์จะประสบผลสำเร็จในการพัฒนาชีวิตตนหรือไม่  ข้อสำคัญที่สุดคือมนุษย์จะปฏิบัติหรือทำอย่างไรต่อกิเลส  หากปฏิบัติต่อกิเลสโดยการประหาณได้ถูกวิธีก็จะประสบความสำเร็จ  ในทางตรงกันข้ามหากปฏิบัติผิดวิธีชีวิตก็จะเป็นทาสของกิเลสเรื่อยไป  นิวรณ์ทั้ง  ๕  ประการมีพระพุทธพจน์แสดงไว้ดังนี้  คือ

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ธรรม  ๕  ประการ(นิวรณ์)  เหล่านี้เป็นเครื่องปิดกั้น(กุศลธรรม)  เป็นเครื่องห้าม(ความเจริญงอกงาม)  กดทับจิตไว้  ทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง[20]

  ๑)  กามฉันท์  ความรักใคร่ในทางกาม  ๒)  พยาบาท  ความปองร้ายความอาฆาต  ๓)  ถีนมิทธะ  ความท้อแท้และความง่วงซึม  ๔)  อุทธัจจกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ  ๕)  วิจิกิจฉา  ความสงสัยลังเลใจไม่อาจตัดสินใจได้  จะเห็นได้ว่า  ในขณะที่บำเพ็ญสมาธิอยู่นั้น  จะมีุศลธรรมที่เกิดพร้อมกับจิตเพื่อทำหน้าที่ประหาณหรือข่มนิวรณ์  ๕  ซึ่งเป็นสิ่งขัดขวางไม่ให้สมาธิเกิดขึ้นได้  ขณะที่สมาธิจิตปรากฏขึ้นกุศลธรรมคือ  วิตก  วิจาร  ปิติ  สุข  และเอกัคคตาทำหน้าที่ประหาณหรือข่มนิวรณ์  ๕  โดยวิตกประหาณถีนมิทธะ  วิจารประหาณวิจิกิจฉา  ปิติประหาณพยาบาท  สุขประหาณอุทธัจจกุกกุจจ  และเอกัคคตาประหาณกามฉันท์

  เมื่อนิวรณ์ถูกประหาญให้หมดไป  สมาธิก็เกิด  จิตที่เป็นสมาธิเป็นจิตที่ตั้งมั่น  แน่วแน่  สงบ  ใสกระจ่าง  มีพลัง  และควรแก่การงาน  ใน  ภยเภรวสูตร  มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสถ์ได้แสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิไว้  ๘  ประการดังนี้

  ๑)  ตั้งมั่น(สมาหิตะ)  ๒)  บริสุทธิ์(ปาริสุทธะ)  ๓)  ผ่องใส(ปริโยทาตะ)  ๔)  ปรอดโปร่งไร้กังวล(อนังคณะ)  ๕)  ปราศจากสิ่งมัวหมอง(วัคตูปกิเลสะ)  ๖)  นุ่มนวล(มุทุภูตะ)  ๗)  ควรแก่การงาน(กัมมนียะ)  ๘)  ไม่หวั่นไหว(อาเนญชัปปัตตะ)[21] 

  คัมภีร์วิสุทธิมรรค  ได้แสดงลักษณะพิเศษของสมาธิไว้ดังนี้

  ๑.  มีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ

  ๒.  มีการกำจัดความซัดส่ายเป็นกิจ

  ๓.  มีความไม่หวั่นไหวเป็นผล

  ๔.  มีความสุขเป็นเหตุใกล้[22]

  สมาธิ  มีความสำคัญและมีประโยชน์มาก  เป็นธรรมมีอุปการะมากในงานทุกงาน  ทั้งในการประกอบกิจทางโลกและการปฏิบัติในทางธรรม  การมีสมาธิก็เพื่ออบรมปัญญา  การเจริญสมาธิให้จิตบริสุทธิ์มีจุดหมายคือเพื่อความเห็นความเข้าใจให้ถูกต้องสมบูรณ์  ภิกษุพึงอบรมสมาธิ  เพราะเมื่อใจมีสมาธิหรือมั่นคงแล้ว  ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง[23]สมาธิเป็นสิกขาหนึ่งในไตรสิกขา  คือ  ศีล  สมาธิ  และปัญญา  แต่ละสิกขานั้นดำรงอยู่ในฐานะที่สัมพันธ์กัน  คือศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ  และสมาธิเป็นพื้นฐานของปัญญา  ในมหาปรินิพพานสูตร  ได้แสดงไว้ว่า  สมาธิที่บ่มอบรมโดยศีล  ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก  ปัญญาที่บ่มอบรมโดยสมาธิ  ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก  จิตที่บ่มอบรมโดยปัญญาแล้วย่อมหลุดพ้นโดยชอบจากอาสวะทั้งหลาย  คือ  กามาสวะ  ภวาสวะ  อวิชชาสวะ[24]



[1]ที.มหา.  ๑๐/๒๙๙/๒๗๕,  ม.มู.  ๑๒/๑๔๙/๘๖,  ม.อุ.  ๑๔/๗๐๔/๓๘๔,  อภิ.วิ.  ๓๕/๑๖๗/๑๒๒. 

[2]วิ.มหา.  ๔/๘๗/๘๐.

[3]ม.อุ.  ๑๔/๑๒/๑๒.

[4]องฺ.ปญจก.  ๒๒/๑๗๗/๒๑๑.

[5]อง.จตุก.  ๒๑/๒๘/๓๑–๓๓,  ที.ปา.  ๑๑/๒๓๗/๒๐๙–๒๑๐,  ขุ.จูฬ.  ๓๐/๖๙๑/๒๗๑.

[6]ที.ปา.  ๑๑/๓๕๙-๓๖๐/๒๘๒-๒๘๓.

[7]มหามกุฏราชวิทยาลัย,  วิสุทธิมรรคแปล, ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย,ภาค  ๑  ตอน  ๑, หน้า  ๓๔.

[8]ที.มหา.  ๑๐/๒๙๙/๒๗๕,  ม.มู.  ๑๒/๑๔๙/๘๖,  ม.อุ.  ๑๔/๗๐๔/๓๘๔.

[9]ขุ.ธ.  ๒๕/๓๐/๔๓–๔๔.

[10]ขุ.ปาฏิ.  ๓๑/๘๕/๓๘,  สํ.มหา.  ๑๙/๑๐๙๐–๙๑/๒๖๓.

[11]พระสังวาลย์  สิริจันโทการศึกษาเชิงวิเคราะห์อริยมรรค  :  กรณีการดำเนินชีวิตในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท,  วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,. ๒๕๔๔.

[12]องฺ.ทุก.๒๐/๒๕๑/๕๘. 

[13]องฺ.ปญฺจก.  ๒๒/๕๓/๖๕,  ที.ปา.  ๑๑/๔๑๑/๒๙๕,  องฺ.ทสก.๒๔/๑๑/๑๗. 

[14]ที.มหา.๑๐/๒๘๘/๒๖๓. 

[15]ที.มหา.๑๐/๒๗๓/๒๕๗.

[16]พระธรรมปิฎก  (ป.อ.  ปยุตฺโต),  พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิม์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ๒๕๓๘),  หน้า  ๘๑๒.

[17]สํ.มหา.๑๙/๒๕๓/๖๕,  องฺ.ทสก.๒๔/๑๕/๒๕.

[18]ที.มหา.๑๐/๒๙๙/๒๗๔,  ม.อุปริ.๑๔/๗๐๔/๓๘๔,  อภ

 

พิธีกรรมของศาสนาเชน
1.การบวชเป็นบรรพชิต
เป็นการเปลี่ยนแปลงภาวะของคนธรรมดาสู่ความเป็นนักพรตหรือบรรพชิตเดิมทีบรรพชิตเชน ครองผ้า 3 ผืน(ไตรจีวร) เช่นเดียวกับพระภิกษุในทางพุทธศาสนาต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมเอง ฉันอาหารเท่าที่แสวงหามาได้ประพฤติทรมานตนเองไม่อยู่ในหมู่บ้านแห่งเดียวมากกว่าหนึ่งคืนเว้นแต่ฤดูฝนต้องถือศีลอดธรรมดา ถ้าถึงขั้นอุกฤษฏ์ต้องถือศีลอดอาหารจนตาย กาลต่อมาล่วงมาประมาณพุทธศักราช 500 ปี นักบวชเชนได้แตกแยกกันในทางปฏิบัติออกเป็น 22 กลุ่มกลุ่มที่ 1 คือ พวกนุ่งขาวห่มขาว เรียกว่า เศวตัมพร และอีกกลุ่มคือพวกนุ่งลมห่มฟ้า(ชีเปลือย) เรียกว่า ทิคัมพร ผู้หญิงที่เป็นบรรพชิตได้มีแต่เฉพาะกลุ่มเศวตัมพร เท่านั้น ส่วนกลุ่มทิคัมพรเห็นว่าปล่อยผู้หญิงมาบวชเป็นบรรพชิตนุ่งลมห่มฟ้าด้วย จะยุ่งกันไปใหญ่ จึงเห็นว่าผู้หญิงเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ ต่อมา 2 กลุ่มนี้จึงกลายเป็นนิกายในศาสนาเชน

2.การถืออัตตกิลมถานุโยค
ศาสนาเชนถือว่าการทรมานตนให้ได้รับความลำบากต่างๆ เช่น การอดอาหารการไม่พูดจากับใครๆ การอยู่ในอิริยาบถเดียวตลอดเป็นเวลานานการกินเศษอาหารที่ไหลมาตามท่อ หรือแม้แต่น้ำล้างจานการปลงผมโดยการถอนเส้นผมทีละเส้น เป็นต้น นั้นจะทำให้นักพรตที่บริสุทธิ์สามารถบรรลุโมกษะอันเป็นจุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชนได้


3.นอกจากนี้ศาสนาเชนยังมีพิธีกรรมอื่นๆที่ชาวเชนปฏิบัติกัน เช่น พิธีรักษาอุโบสถสิกขาการลำเพ็ญพรตประพฤติวัตรในเทศกาลการเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเชนที่เรียกว่าวัดเชน หรือวิหารเชนหรือการปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าปฏิมากรศาสดามหาวีระ จะเป็นปูนปั้นหรือรูปสลักก็ตาม
จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชน
ศาสนาเชนมีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตอันเป็นความสงบสุขอันแท้จริง คือ นิรวาณะ หรือ โมกษะ(ความหลุดพ้น)ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก คือ กรรม ได้ชื่อว่า สิทธะ คือ ผู้สำเร็จเป็นผู้ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนต่อกลิ่น ปราศจากความรู้สึกเรื่องรสไม่มีความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา ไม่มีความหิว ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความดีใจไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีรูป ไม่มีร่างกาย ไม่มีกรรรมเสวยความสงบอันหาที่สุดมิได้ วิธีที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางนั้นจะต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดตามข้อปฏิบัติพื้นฐาน เรียกว่า อนุพรต 5 จนถึงอย่างสูงที่เป็นข้อปฏิบัติอันยิ่งใหญ่และสำคัญคือ มหาพรต 3
นิกายสำคัญของศาสนาเชน
ศาสนาเชนมีนิกายที่สำคัญ 2 นิกาย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 500 เศษโยศาสนิกชนเชนไม่อาจลงรอยกันอยู่ในแบบเดิมได้ คือ

1.นิกายเศวตัมพรนิกายนุ่งผ้าขาว นิกายนี้ถือว่าสีขาวบริสุทธิ์จึงใช้เครื่องแต่งกายเพื่อแสดงให้เห็นว่าจิตใจของผู้แต่งมีความบริสุทธิ์และผู้เข้ามาบวชเห็นว่าตนยังมีความละอายใจที่จะเที่ยวไปโยไม่มีชิ้นผ้าปกปิดกายนิกายนี้ส่วนมากจะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอินเดียอันเป็นแถบที่มีอากาศหนาวมากกว่าทางตอนใต้ของประเทศซึ่งพวกนิกายทิคัมพรอยู่อาศัย


2.นิกายทิคัมพรนิกายนุ่งลมห่มฟ้า(เปลือยกาย) นิกายนี้เข้ามาบวชต้องเป็นนักบวชแบบชีเปลือยถือปฏิบัติธรรมเคร่งครัดเป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่างๆถือหลักอปริคคหะ มักน้อยสันโดษมากจนไม่ยอมมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกายเพราะพวกเขาถือว่าการมีเครื่องแต่งกายปกปิดนั้นทำให้เป็นคนมักมากและมีความกังวลใจเกี่ยวกับบริขารของตนหรืออาจจะเป็นเครื่องกังวลใจทีจะต้องรักษาและแสวงหาแต่เมื่อตนถือเพศเป็นนักพรตเปลือยแล้ว ความกังวลใจในเรื่องนี้ก็เป็นอันหมดไปนอกจากไม่มีบริขารแล้ว พวกเขาก็มีเพียงไม้และผ้ากรองน้ำเพื่อมิให้สิ่งมีชีวิตเบียดเบียนหรือต้องตายเพราะตนและยังถือว่าผู้ที่มีกิเลสเท่านั้นที่ต้องละอายกล่าวโดยสรุปมีหลักปฏิบัติอันเคร่งครัดอีก 3 ข้อ คือ
1)ไม่กินอาหารใดๆแม้น้ำก็ไม่ยอมให้ล่วงลำคอในคราวปฏิบัติ
2)ไม่มีสมบัติใดๆติดตัวแม้แต่ผ้านุ่งสัญจรไปด้วยตัวเปล่าเปลือย
3)ไม่ยอมให้ผู้หญิงปฏิบัติตามและบรรลุธรรม

สัญลักษณ์ของศาสนาเชน


1.บางพวกบอกว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชน คือ รูปปฏิมาของศาสดามหาวีระ ซึ่งในโบสถ์หรือวัดเชนทั่วๆไปจะมีรูปปฏิมาของศาสดาประดิษฐานอยู่หรือภายในบ้านของศาสนิกชนก็มีรูปปฏิมาโลหะไว้บูชาเช่นเดียวกับที่ชาวพุทธมีพระพุทธรูปไว้บูชาในบ้าน ในวัด โรงเรียน และในโบสถ์รูปปฏิมาศาสดามหาวีระเป็นรูปอิริยาบถยืนบ้าง นั่งบ้าง ที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่ที่ประดิษฐานที่เมืองโลหะนิปุระ ใกล้กับเมืองพิหาร หล่อขึ้นในสมัยราชวงศ์เมารยะ


2.บางพวกก็ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชนเป็นรูปของจักรวาลซึ่งรวมเอาสัญลักษณ์ต่างๆหลายอย่างมาอยู่ในที่เดียวกันดังนี้


1).โดยรวมสัญลักษณ์เป็นรูปของจักรวาลโดยส่วนที่อยู่ล่างสุดคือนรก ส่วนที่อยู่ตรงกลาง คือ มนุษยโลก และส่วนที่อยู่บนสุดคือเทวโลก

2.)มือที่ยกขึ้น หมายถึงให้”หยุด” คำที่อยู่ตรงกลางกงจักร คือคำว่าอหิงสา

3.)เหนือมือขึ้นไป คือเครื่องหมายสวัสดิกะ หมายถึง สังสารวัฏคือการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งทุกคนจะต้องหลุดพ้นไปให้ได้

4.)จุดสามจุดที่อยู่เหนือเครื่องหมายสวัสดิกะคือ ไตรรัตน์ ได้แก่ สัมยัคทรรศนะ(ความเห็นชอบ) สัมยัคญาณะ (รู้ชอบ) และสัมยัคจาริตะ(ประพฤติชอบ)

5.)รูปเส้นโค้ง หมายถึงที่อยู่ของ สิทธะทั้งหลายที่มีชื่อเรียกว่า สิทธศีละอันเป็นที่พำนักสุดท้ายของวิญญาณที่หลุดพ้นแล้ว

6.)จุดเดียว ที่อยู่บนสุดหมายถึง สิทธะ ซึ่งจะบรรลุถึงจุดนี้ได้วิญญาณต้องทำลายกรรมที่เป็นเครื่องผูกมัดให้ได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องพยายามบรรลุถึงความหลุดพ้นนี้ให้ได้
บทบาทของศาสนาเชนต่อสังคม

1.คำสอนที่สอนให้คนมีความปรารถนาน้อยแต่พอควรทำให้สังคมไม่เป็นสังคมฟุ้งเฟ้อ

2.คำสอนที่สอนให้คนไม่เบียดเบียนสัตว์และคนอื่นทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบ

3.คำสอนที่สอนคล้ายศีล 5 ของศาสนาพุทธทำให้คนแต่ละคนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

4.คำสอนที่สอนให้คนเห็นชอบ รู้ชอบประพฤติชอบ ทำให้สังคมเป็นสังคมที่มีเหตุผลและเป็นสังคมที่เป็นระเบียบ

5.สอนให้คนมีเหตุผลและทำดีเพื่อไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นการทำให้คนในสังคมมีจิตใจสูง ทำให้เป็นสังคมที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและเจริญก้าวหน้าขึ้นได้

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

 

โสกะ

บทว่าพฺยสเนนด้วยความวิบัติความว่าด้วยความวิบัติอย่างใด

อย่างหนึ่งบรรดาความวิบัติทั้งหลายมีความวิบัติจากญาติเป็นต้น. บทว่า

ทุกฺขธมฺเมนอันทุกขธรรมความว่าอันเหตุแห่งทุกข์มีการฆ่าและ

จองจำเป็นต้น. บทว่าผุฏฺฐสฺสถูกต้องแล้วได้แก่ท่วมทับครอบงำแล้ว.

คำว่าโสกะได้แก่ความโศกอันมีความแห้งใจเป็นลักษณะย่อมเกิดแก่

บุคคลในเมื่อถูกความวิบัติมีความวิบัติจากญาติเป็นต้นหรือเหตุแห่งทุกข์

มีการฆ่าการจองจำเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว. ความเป็นผู้

เศร้าโศกได้แก่ความเศร้าโศก. ก็ความเศร้าโศกนั้นเกิดขึ้นทำภายในให้แห้ง

ให้แห้งผากเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าความเศร้าใจความแห้งใจภายในดังนี้.

ปริเทวะ

คนทั้งหลายยึดถืออย่างนี้ว่าลูกหญิงของเราลูกชายของเราดังนี้

ย่อมคร่ำครวญรำพันด้วยความยึดถือนั้นเหตุนั้นความยึดถือนั้นจึงชื่อว่า

เป็นเหตุคร่ำครวญ. คนทั้งหลายรำพันยกยอคุณนั้นๆด้วยเหตุนั้นเพราะ

ฉะนั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นเหตุรำพัน. ศัพท์ทั้งสอง (อาเทวนาปริเทวนา)

นอกจากอาเทวะปริเทวะนั้นเป็นศัพท์แสดงภาวะแห่งความคร่ำครวญรำพัน

นั้นนั่นแหละ.

ทุกขโทมนัส

ความทุกข์อันมีกายประสาทเป็นที่ตั้ง (ที่เกิด) เพราะอรรถว่า

ทนได้ยากชื่อว่าทุกข์ทางกาย. คำว่าไม่ชื่นใจคือไม่หวานใจ. คำว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 355

ทุกข์ที่เกิดแต่กายสัมผัสคือทุกข์ที่เกิดจากสัมผัสทางกายคำว่าเวทนา

ที่ไม่น่าชื่นใจคือเวทนาที่ไม่น่าชอบใจ. โทมนัสสัมปยุตกับจิตชื่อว่า

เจตสิกได้แก่โทมนัสทางใจ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วในทุกข์นั่นแล.

อุปายาส

บทว่าอายาโสได้แก่ความลำบากทางใจอันถึงอาการคือความ

ท้อแท้ห่อเหี่ยว. ความคับใจโดยภาวะมีกำลังแรงชื่อว่าความคับแค้นใจ.

ศัพท์ทั้งสอง(อายาสิตฺตกํอุปายาสิตฺตํ) นอกจากอายาสะและอุปายาสะ

นั้นเป็นธรรมเนื่องอยู่ในตนส่องภาวะชี้ภาวะ.

การไม่สมควรปรารถนาเป็นทุกข์

บทว่าชาติธมฺมานํมีความเกิดเป็นธรรมดาคือมีความเกิดเป็น

สภาวะ. สองบทว่าอิจฺฉาอุปฺปชฺชติความปรารถนาย่อมเกิดคือตัณหา

ย่อมเกิด. คำว่าอโหวตได้แก่ความปรารถนา. บทว่าโขปเนตํอิจฺฉาย

ข้อนั้นไม่พึงได้ด้วยความปรารถนาแลความว่าข้อนั้นคือความไม่ต้อง

มาเกิดเว้นมรรคภาวนาเสียบุคคลไม่พึงบรรลุได้ด้วยปรารถนา. คำว่าอิทํปิ

แม้นี้คือแม้อันนี้. ปิอักษรในคำว่าอิทมฺปิหมายถึงบทที่เหลือข้างหน้า.

บทว่ายมฺปิจฺฉํปรารถนาสิ่งใดความว่า. บุคคลปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงได้

ย่อมไม่ได้. เพราะธรรมใดความปรารถนาในสิ่งที่ไม่พึงได้นั้นก็เป็นทุกข์. ทุกๆ

บทก็นัยนี้เหมือนกัน. ในขันธนิทเทสมีวินิจฉัยดังนี้. รูปนั้นด้วยอุปาทานขันธ์

ด้วยเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ารูปูปาทานขันธ์. ทุกขันธ์ก็พึงทราบอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่356

สมุทัยอริยสัจ

คำว่ายายํตณฺหาตัดเป็นยาอยํตณฺหาแปลว่าตัณหานี้ใด.

คำว่าโปโนพฺภวิกามีวิเคราะห์ว่าการทำภพใหม่ชื่อว่าภพใหม่ภพใหม่นั้น

เป็นปกติแห่งตัณหานั้นเหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อว่าโปโนพฺภวิกามี

ความเกิดอีกเป็นปกติ. คำว่านนฺทิราคสหคตาได้แก่ตัณหาที่เกิดร่วม

ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน. ท่านอธิบายว่าโดยอรรถ

ตัณหานั้นก็เป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะนั่นเอง. ในคำเหล่านั้นคำว่าตตฺรตตฺ-

ราภินนฺทินีเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นความว่าอัตตภาพเกิดจำเพาะใน

ที่ใดตัณหาก็เพลิดเพลินในที่นั้น. อีกนัยหนึ่งตัณหามักเพลิดเพลินใน

อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นชื่อว่าในที่นั้น. อธิบายว่าเพลิดเพลินในรูป

เพลิดเพลินในเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์. ศัพท์ว่าเสยฺยถีทํ

เป็นศัพท์นิบาต. ศัพท์ว่าเสยฺยถีทํนั้นมีความว่าถ้ามีคำถามว่าตัณหานั้น

เป็นไฉน. ความอยากในกามชื่อว่ากามตัณหา. คำว่ากามตัณหานั้นเป็นชื่อของ

ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ. ความอยากในภพชื่อว่าภวตัณหา.

คำว่าภวตัณหานี้เป็นชื่อของความกำหนัดในรูปภพและอรูปภพอันเกิดพร้อม

ด้วยสัสสตทิฏฐิที่เกิดโดยความปรารถนาภพและความยินดีในฌาน. ความ

อยากในวิภพชื่อว่าวิภวตัณหา. คำว่าวิภวตัณหานี้เป็นชื่อของความ

กำหนัดที่เกิดพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ. บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดง

วัตถุที่ตั้งที่เกิดแห่งตัณหานั้นโดยพิสดารจึงตรัสว่าสาโขปเนสา

ก็ตัณหานี้นั้นแลดังนี้เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้นคำว่าอุปฺปชฺชติแปลว่าเกิด. คำว่านิวีสติ

ได้แก่ตั้งอยู่โดยความเป็นไปบ่อยๆ. คำว่ายํโลเกปิยรูปํสาตรูปํความว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่357

เป็นสภาวะที่รักและสภาวะที่ชอบใจในโลก. ในคำว่าจกฺขุํโลเกเป็นต้น

มีอธิบายดังนี้จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายถือมั่นในจักษุเป็นต้นในโลกโดยความ

เป็นของเราตั้งมั่นอยู่ในสมบัติย่อมสำคัญจักษุ(ตา) ของตนอันมี

ประสาททั้งแจ่มใสเหมือนหน้าต่างแก้วมณีอันเผยขึ้นแล้วในวิมานทอง

ด้วยทำนองถือเอานิมิตในกระจกเป็นต้นย่อมสำคัญโสต(หู) เหมือนหลอดเงิน

และเหมือนด้ายร้อยสังวาลย์ย่อมสำคัญฆานะ(จมูก) ที่ได้โวหารเรียกว่า

ตุงฺคนาสา(จมูกโด่ง) เหมือนขั้วหรดาลที่เขาปั้นตั้งไว้ย่อมสำคัญชิวหา

(ลิ้น) อันอ่อนสะอาดคอยรับรสอร่อยเหมือนพื้นผ้ากัมพลแดงย่อมสำคัญกาย

เสมือนต้นสาละหนุ่มและเสมือนเสาระเนียดทองย่อมสำคัญมนะ(ใจ)

อันโอฬาร(ของตน) ไม่เหมือนกับใจของคนอื่นย่อมสำคัญรูปประหนึ่ง

ว่ามีผิวพรรณดังดอกกัณณิการ์ทองเป็นต้นย่อมสำคัญเสียงประหนึ่งเสียงนก

การะเวกและดุเหว่าที่น่าคลั่งไคล้และเสียงกังวานของปี่แก้วที่เป่าแผ่ว

ย่อมสำคัญอารมณ์มีคันธารมณ์(หอม) เป็นต้นอันมีสมุฏฐานที่ตนได้แล้ว

ว่าอารมณ์เห็นปานนี้ของคนอื่นใครเล่าจะมี. เมื่อสัตว์เหล่านั้นสำคัญอยู่อย่างนี้

จักษุเป็นต้นเหล่านั้นก็ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจ. เมื่อเป็นเช่นนั้นตัณหา

ของสัตว์เหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ย่อมเกิดในจักษุเป็นต้นนั้นและตัณหาที่เกิด

แล้วก็ย่อมตั้งอยู่โดยความเป็นไปบ่อย. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่าจักษุเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดก็เกิด

ที่จักษุนั้นดังนี้เป็นต้น. คำว่าตตฺถอุปฺปชฺชมานาอุปฺปชฺชติความว่า

ตัณหานั้นเมื่อเกิดในกาลใดก็ย่อมเกิดที่จักษุนี้ในกาลนั้น. ทุกบทก็นัยนี้.

ทุกขนิโรธอริยสัจ

บททั้งปวงมีบทว่าอเสสวิราคนิโรโธความดับด้วยสำรอกโดย

ไม่เหลือเป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของพระนิพพานนั่นเอง. จริงอยู่ตัณหา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่358

มาถึงพระนิพพานย่อมคลายดับไม่เหลือเพราะฉะนั้นพระนิพพานนั้นจึงตรัส

เรียกว่าความดับด้วยคลายไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแล. อนึ่งตัณหา

มาถึงพระนิพพานย่อมละสละคืนปล่อยไม่ติดเพราะฉะนั้นพระนิพพาน

จึงตรัสเรียกว่าเป็นที่ละสละปล่อยไม่ติด. แท้จริงพระนิพพานก็มี

อย่างเดียวเท่านั้น. แต่ชื่อของพระนิพพานนั้นมีมากโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของ

สังขตธรรมทั้งหมด. คืออย่างไรคือธรรมเป็นที่คายไม่เหลือเป็นที่ดับไม่เหลือ

เป็นที่ละเป็นที่สละเป็นที่พ้นเป็นที่ไม่ติดเป็นที่สิ้นราคะเป็นที่สิ้นโทสะ

เป็นที่สิ้นโมหะเป็นที่สิ้นตัณหาเป็นที่ไม่เกิดเป็นที่หยุดไม่มีนิมิตไม่มี

ที่ตั้งไม่มีที่อาศัยไม่มีปฏิสนธิไม่เป็นไปไม่ไปไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บ

ไม่ตายไม่โศกไม่คร่ำครวญไม่คับแค้นไม่เศร้าหมองดังนี้เป็นต้น. บัดนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงความไม่มีแห่งตัณหาทั้งปวงที่มรรคตัด

ได้แล้วถึงความหยุด(ไม่เป็นไป) เพราะมาถึงพระนิพพานในวัตถุที่

พระองค์ทรงแสดงว่าตัณหาเกิดนั่นแหละจึงตรัสว่าสาโขปเนสาก็ตัณหา

นี้นั้นดังนี้เป็นต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นดังต่อไปนี้เหมือนอย่างว่าบุรุษพบเถาน้ำ

เต้าขมที่เกิดในนาแล้วจับตั้งแต่ยอดค้นหาโคนพบแล้วตัดออกเสียเถานั้น

ก็เหี่ยวแห้งโดยลำดับถึงความไม่ปรากฏที่นั้นเขาก็เรียกกันว่าเถาน้ำเต้าขม

ในนานั้นดับแล้วละแล้วตัณหาในจักษุเป็นต้นเปรียบเหมือนเถาน้ำเต้าขม

ในนาตัณหานั้นตัดรากได้ด้วยอรหัตตมรรคถึงความหยุด(งอก) เพราะมาถึง

พระนิพพานอนึ่งตัณหาอันถึงความหยุดอย่างนั้นแล้วย่อมไม่ปรากฏในวัตถุ

เหล่านั้นเหมือนเถาน้ำเต้าขมไม่ปรากฏในนาฉะนั้น. อนึ่งเปรียบเหมือนพวก

มนุษย์นำโจรมาจากดงพึงฆ่าเสียที่ประตูด้านทิศใต้แห่งพระนครแต่นั้นคน

ทั้งหลายจะพึงพูดกันว่าพวกโจรในดงตายแล้วหรือถูกฆ่าตายแล้วดังนี้ฉันใด

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่359

ก็ฉันนั้นเหมือนกันตัณหาในจักษุเป็นต้นเปรียบเหมือนโจรในดงตัณหานั้น

ชื่อว่าดับไปในพระนิพพานนั่นเองเพราะมาถึงพระนิพพานแล้วจึงดับไป

เหมือนโจรถูกฆ่าที่ประตูทิศใต้ฉะนั้นอนึ่งตัณหาอันดับแล้วอย่างนั้นย่อมไม่

ปรากฏในวัตถุเหล่านั้นเหมือนโจรไม่ปรากฏในดงฉะนั้น. เพราะฉะนั้นพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความดับแห่งตัณหานั้นในจักษุเป็นต้นนั้น

จึงตรัสว่าจักษุเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละก็ละได้

ที่จักษุนั้นเมื่อจะดับก็ดับที่จักษุนั้นดังนี้เป็นต้น

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

คำว่าอยเมวเป็นคำกำหนดแน่ชัดเพื่อปฏิเสธมรรคอื่น. คำว่าอริโย

ความว่ามรรคชื่อว่าอริยะเพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายอันมรรคนั้นพึงฆ่า

และเพราะทำความเป็นพระอริยะ. ทรงแสดงกัมมัฏฐานว่าด้วยสัจจะด้วยคำว่า

รู้ในทุกข์เป็นต้น. ในสัจจะนั้นสัจจะต้น(ทุกขสมุทัย) เป็นวัฏฏ-

สัจจะสัจจะหลัง(นิโรธมรรค) เป็นวิวัฏฏสัจจะ. ในวัฏฏสัจจะและ

วิวัฏฏสัจจะเหล่านั้นความตั้งมั่นแห่งกัมมัฏฐานของภิกษุย่อมมีในวัฏฏสัจจะ

ไม่มีในวิวัฏฏสัจจะก็พระโยคาวจรกำหนดสัจจะเบื้องต้นในสำนักอาจารย์

โดยย่ออย่างนี้ว่าปัญจขันธ์เป็นทุกข์ตัณหาเป็นสมุทัยและพิสดารโดยนัย

เป็นต้นว่าปัญจขันธ์เป็นไฉนคือรูปขันธ์ดังนี้แล้วทบทวน(ท่องบ่น) ชื่อว่า

ทำกรรมในสัจจะเหล่านั้น. ส่วนในสัจจะนอกนี้พระโยคาวจรย่อม

ทำกรรมด้วยการฟังอย่างเดียวอย่างนี้ว่านิโรธสัจน่าปรารถนาน่าใคร่

น่าพอใจมรรคสัจน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ. พระโยคาวจรนั้นเมื่อทำอยู่

อย่างนี้ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งด้วยปฏิเวธญาณอันเดียวย่อมตรัสรู้ด้วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่360

อภิสมยญาณอันเดียวคือแทงตลอดทุกขสัจจะด้วยปฏิเวธคือปริญญากิจแทง

ตลอดสมุทัยด้วยปหานกิจแทงตลอดนิโรธสัจจะด้วยสัจฉิกิริยากิจแทงตลอด

มรรคสัจจะด้วยภาวนากิจ. ย่อมตรัสรู้ทุกขสัจจะด้วยอภิสมยญาณคือปริญญากิจ

ตรัสรู้สมุทัยสัจจะด้วยปหานกิจตรัสรู้นิโรธสัจจะด้วยสัจฉิกิริยากิจตรัสรู้

มรรคสัจจะด้วยภาวนากิจ. ในเบื้องต้นพระโยคาวจรนั้นมีปฏิเวธญาณใน

สัจจะเบื้องต้นด้วยการกำหนดการสอบถามการฟังการทรงจำและ

การพิจารณาส่วนในสัจจะเบื้องปลายพระโยคาวจรมีปฎิเวธญาณด้วย

อำนาจการฟังอย่างเดียวในภายหลังจึงมีปฏิเวธญาณในสัจจะโดยกิจมี

ปฏิเวธญาณในนิโรธสัจโดยอารมณ์. ส่วนปัจจเวกขณญาณมีแก่พระโยคาวจร

ผู้บรรลุสัจจะแล้ว. และพระโยคาวจรนี้เป็นผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรเพราะฉะนั้น

จึงไม่ตรัสปัจจเวกขณญาณนั้นไว้ในที่นี้. อนึ่งเมื่อภิกษุนี้กำหนดรู้ในเบื้องต้น

ความคำนึงรวบรวมใจใส่ใจและพิจารณาว่าเรากำหนดรู้ทุกข์เราละสมุทัย

เราทำให้แจ้งนิโรธเราเจริญมรรคดังนี้ยังไม่มีจะมีได้ตั้งแต่การกำหนด

ไป. ส่วนในเวลาภายหลังทุกข์ก็เป็นอันชื่อว่ากำหนดรู้แล้วสมุทัยก็เป็นอัน

ละเสียแล้วนิโรธก็เป็นอันทำให้แจ้งแล้วมรรคก็เป็นอันทำให้เกิดแล้ว.

ในสัจจะเหล่านั้นสัจจะเบื้องต้นชื่อว่าลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก

สัจจะเบื้องหลังชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง. ความจริงทุกขสัจปรากฏ

ตั้งแต่เกิดมาถึงกับกล่าวกันว่าทุกข์หนอในเวลาที่ถูกตอและหนามตำเป็นต้น.

แม้สมุทัยสัจก็ปรากฏตั้งแต่เกิดมาด้วยอำนาจอยากเคี้ยวอยากกินเป็นต้น. แต่

แม้ทั้งสองสัจจะนั้นก็ชื่อว่าลึกซึ้งโดยลักษณะและการแทงตลอด. สัจจะนั้น

ชื่อว่าลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยากด้วยประการฉะนี้. ส่วนความพยายามเพื่อเห็น

สัจจะนอกนี้ก็เป็นเหมือนเหยียดมือจับภวัคคพรหมเหยียดเท้าไปต้องอเวจี-

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่361

นรกและเป็นเหมือนเอาปลายขนทรายกับปลายขนทรายที่แยกออกส่วน

ให้จดติดกัน. สัจจะเบื้องปลายเหล่านั้นชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง

ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่านี้ความรู้ในทุกข์ดังนี้เป็นต้น

ทรงหมายถึงความเกิดญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นในสัจจะที่ชื่อว่าลึกซึ้ง

เพราะเห็นได้ยากและที่ชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้งด้วยอำนาจการกำหนด

เป็นต้นด้วยประการฉะนี้. ส่วนในขณะแทงตลอดญาณ(ปฏิเวธญาณ) นั้น

ก็มีหนึ่งเท่านั้น.

สัมมาสังกัปปะ

ความดำริมีความดำริออกจากกามเป็นต้นต่างกันในเบื้องต้นเพราะ

สัญญาในอันงดเว้นจากกามพยาบาทและวิหิงสาต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรค

ความดำริฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์มรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จ

ความไม่เกิดแห่งความดำริฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานเหล่านี้เพราะตัดทาง

แห่งความดำริฝ่ายอกุศลนั้นได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ.

สัมมาวาจา

แม้กุศลธรรมมีเจตนางดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้นก็ต่างกันในเบื้องต้น

เพราะสัญญาในการงดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรค

เจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์มรรคบริบูรณ์โดยให้

สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานะเหล่านี้

เพราะตัดทางแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลนั้นได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาวาจา.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่362

สัมมากัมมันตะ

แม้กุศลธรรมมีเจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นก็ต่างกันใน

เบื้องต้นเพราะสัญญาในการงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรคเจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานะเหล่านี้เพราะตัดทางได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ.

สัมมาอาชีวะ

คำว่ามิจฉาอาชีวะได้แก่กายทุจริตและวจีทุจริตที่เป็นไปเพื่อต้อง

การของเคี้ยวของกินเป็นต้น. คำว่าละคือเว้น. คำว่าด้วยสัมมาอาชีวะ

คือด้วยอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ. คำว่าสำเร็จชีวิตคือดำเนินการ

เลี้ยงชีพ. ที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะต่างกันในเบื้องต้นเพราะสัญญาในการงดเว้น

จากทุจริตมีมุสาวาทเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรคเจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลอันเป็นมิจฉาอาชีวะที่เกิดแล้วในฐานะเจ็ด(กายทุจริต

วจีทุจริต) เหล่านี้แหละเพราะตัดทางได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ.

สัมมาวายามะ

คำว่าที่ยังไม่เกิดคือที่ยังไม่เกิดแก่ตนในภพหนึ่งหรือในอารมณ์

เห็นปานนั้น. แต่พระโยคาวจรเห็นบาปอกุศลธรรมที่กำลังเกิดแก่คนอื่นย่อม

ยังฉันทะให้เกิดปรารภความเพียรประคองตั้งจิตไว้เพื่อไม่ให้เกิดบาปอกุศล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่363

ที่ยังไม่เกิดด้วยคิดอย่างนี้ว่าโอหนอบาปอกุศลธรรมเห็นปานนั้นไม่พึง

เกิดแก่เราดังนี้. คำว่าฉนฺทํชเนติย่อมยังฉันทะให้เกิดคือให้เกิดความ

พอใจในความเพียรที่ให้สำเร็จข้อปฏิบัติอันไม่ให้เกิดบาปอกุศลเหล่านั้น. คำว่า

วายมติพยายามคือทำความพยายาม. คำว่าวิริยํอารภติปรารภ

ความเพียรคือดำเนินความเพียร. คำว่าจิตฺตํปคฺคณฺหาติประคองจิต

คือทำการประคองจิตด้วยความเพียร. คำว่าปทหติตั้งไว้คือดำเนินการ

ตั้งความเพียรว่าจะเหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามทีเถิดดังนี้. คำว่า

อุปฺปนฺนานํที่เกิดแล้วคือที่เคยเกิดแล้วแก่ตนโดยการกำเริบขึ้นย่อมให้

เกิดฉันทะเพื่อละบาปอกุศลเหล่านั้นว่าบัดนี้เราจักไม่ให้บาปอกุศลเช่นนั้น

เกิดขึ้นละ. คำว่าอนุปฺปนฺนานํกุสลานํกุศลที่ยังไม่เกิดคือกุศลธรรม

มีปฐมฌานเป็นต้นที่ตนยังไม่ได้. คำว่าอุปฺปนฺนานํที่เกิดแล้วคือกุศลธรรม

เหล่านั้นนั่นแหละที่ตนได้แล้ว. คำว่าิติยาเพื่อตั้งมั่นคือเพื่อตั้งอยู่

โดยการเกิดต่อเนื่องกันบ่อย. คำว่าอสมฺโมสายเพื่อไม่ขาดสายคือเพื่อ

ไม่ให้สูญเสีย. คำว่าภิยฺโยภาวายเพื่อมียิ่งคือเพื่อเจริญยิ่งขึ้นไป.

คำว่าเวปุลฺลายคือเพื่อความไพบูลย์. คำว่าภาวนายปาริปูริยาคือเพื่อ

ความมีบริบูรณ์. แม้สัมมาวายามนี้ก็ต่างกันในเบื้องต้นเพราะจิตที่คิดไม่ให้เกิด

อกุศลที่ยังไม่เกิดเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรควิริยะฝ่ายกุศลอันเดียว

เท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จกิจในฐานะเหล่านี้

เหมือนกันนี้ชื่อว่าสัมมาวายามะ.

สัมมาสติแม้สัมมาสติก็ต่างกันในเบื้องต้นเพราะจิตที่กำหนดอารมณ์มีกาย

เป็นต้นต่างกันแต่ในขณะแห่งมรรคสติอย่างเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่ง

มรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จกิจในฐานะนี้ชื่อว่าสัมมาสติ.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่364

สัมมาสมาธิฌานทั้งหลายต่างกันทั้งในเบื้องต้นทั้งในขณะแห่งมรรค. ใน

เบื้องต้นต่างกันโดยสมาบัติ. ในขณะแห่งมรรคต่างกันโดยมรรค. จริงอยู่

มรรคที่แห่งมรรคขณะหนึ่งมีปฐมฌานเป็นบาทแม้มรรคที่เป็นต้น

มีปฐมฌานเป็นบาทบ้างมีฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้นเป็น

บาทบ้าง. มรรคที่แห่งมรรคขณะแม้อันหนึ่งมีฌานอย่างใดอย่างหนึ่งแห่ง

ทุติยฌานเป็นต้นเป็นบาทแม้มรรคที่เป็นต้นก็มีฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง

แห่งทุติยฌานเป็นต้นเป็นบาทบ้างมีปฐมฌานเป็นบาทบ้าง. มรรคทั้งว่า

โดยฌานเหมือนกันก็มีต่างกันก็มีเหมือนกันบางแห่งก็มีด้วยประการฉะนี้.

นี้เป็นความแผกกันแห่งมรรคนั้นโดยกำหนดโดยฌานที่เป็นบาท. พึงทราบ

อธิบายโดยกำหนดด้วยฌานเป็นบาทก่อนมรรคที่เกิดแก่พระโยคาวจรผู้ได้

ปฐมฌานออกจากปฐมฌานเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่ามีปฐมฌานเป็นบาท.

ก็องค์แห่งมรรคและโพชฌงค์ย่อมบริบูรณ์ในปฐมฌานนี้โดยแท้. มรรคที่เกิด

แก่พระโยคาวจรผู้ได้ทุติยฌานออกจากทุติยฌานแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่า

มีทุติยฌานเป็นบาท. ส่วนองค์มรรคในทุติยฌานนี้มีประการ. มรรคที่เกิด

แก่พระโยคาวจรผู้ออกจากตติยฌานแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่ามีตติยฌานเป็น

บาท. ส่วนองค์มรรคในตติยฌานนี้มีแต่โพชฌงค์มีประการ. สำหรับพระ-

โยคาวจรผู้ออกจากจตุตถฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะก็นัยนี้เหมือนกัน.

ฌานหมวดและหมวดย่อมเกิดในอรูปและฌานนั้นท่านกล่าวว่าเป็น

โลกุตตระไม่ใช่โลกิยะ. ถามว่าในฌานมีปฐมฌานเป็นต้นนี้เป็นอย่างไร. ตอบว่า

ในฌานมีปฐมฌานเป็นต้นแม้นี้พระโยคาวจรนั้นออกจากฌานใดแล้วได้โสดา-

ปัตติมรรคเจริญอรูปสมาบัติแล้วเกิดในอรูปภพมรรคทั้งมีฌานนั้นเป็นบาท

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่365

เกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรนั้นในอรูปภพนั้น. ท่านกำหนดมรรคที่มีฌานเป็นบาท

อย่างเดียวด้วยประการฉะนี้. แต่พระเถระบางเหล่ากล่าวว่ากำหนดขันธ์เป็น

อารมณ์แห่งวิปัสสนา. บางเหล่าก็ว่ากำหนดอัธยาศัยบุคคล. บางเหล่าก็ว่ากำหนด

วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี. วินิจฉัยวาทะของพระเถระเหล่านั้นพึงทราบ

ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอธิการว่าด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอยํวุจฺจติภิกฺขเวสมฺมาสมาธิดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า

สัมมาสมาธิความว่าธรรมนี้เบื้องต้นเป็นโลกิยะเบื้องหลังเรียกว่า

โลกุตตระสัมมาสมาธิ.

คำว่าอิติอชฺญตฺตํวาหรือภายในเป็นต้นความว่าพิจารณาเห็น

ธรรมในธรรมทั้งหลายเพราะกำหนดสัจจะของตนของคนอื่นหรือเพราะ

กำหนดสัจจะของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลอย่างนี้อยู่. ส่วนความ

เกิดและความเสื่อมในสัจจบรรพนี้พึงทราบโดยความเกิดและความหมดไปแห่ง

สัจจะตามเป็นจริง. คำอื่นนอกจากนี้มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดสัจจะเป็นอริยสัจ

แต่ในสัจจบรรพนี้ต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่า

สติกำหนดสัจจะเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้วพึงทราบว่าเป็น

ทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดสัจจะเป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็

เหมือนกันแล.

จบสัจจบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่366

สรุปความ

ด้วยลำดับคำมีประมาณเพียงเท่านี้กัมมัฏฐาน๒๑คืออานาปาน-

บรรพจตุอิริยาบถบรรพจตุสัมปชัญญบรรพทวัตดึงสาการจตุธาตุ-

ววัฏฐานะสีวถิกาเวทนานุปัสสนาจิตตานุปัสสนานีวรณปริคคหะ

ขันธปริคคหะอายตนปริคคหะโพชฌงคปริคคหะสัจจปริคคหะ.

บรรดากัมมัฏฐาน๒๑นั้นกัมมัฏฐาน๑๑คืออานาปานทวัตดึง-

สาการสีวถิกาเป็นอัปปนากัมมัฏฐาน. แต่พระมหาสิวเถระผู้รจนาคัมภีร์

ทีฆนิกายกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสีวถิกาโดยอาทีนวานุปัสสนา.

เพราะฉะนั้นตามมติของท่านอานาปานะและทวัตดึงสาการเท่านั้น

เป็นอัปปนากัมมัฏฐาน. ที่เหลือเป็นอุปจารกัมมัฏฐานถามว่าความตั้งมั่น

เกิดในกัมมัฏฐานนั้นทั้งหมดหรือไม่เกิดตอบว่าไม่ใช่ไม่เกิดความตั้งมั่นไม่เกิด

ในอิริยาบถสัมปชัญญะนีวรณ์และโพชฌงค์เกิดในกัมมัฏฐานที่เหลือ. ส่วน

พระมหาสิวเถระกล่าวว่าความตั้งมั่นย่อมเกิดในกัมมัฏฐานแม้เหล่านั้น

(ทั้งหมด) เพราะพระโยคาวจรนี้ย่อมกำหนดอย่างนี้ว่าอิริยาบถมีแก่เรา

หรือไม่หนอสัมปชัญญะมีแก่เราหรือไม่หนอนีวรณ์มีแก่เราหรือไม่

หนอโพชฌงค์มีแก่เราหรือไม่หนอดังนี้เพราะฉะนั้นความตั้งมั่นย่อม

เกิดในกัมมัฏฐานทั้งหมด.

อานิสงส์

คำว่าโยหิโกจิภิกฺขเวความว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใด

ผู้หนึ่งไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณีอุบาสกหรืออุบาสิกา. คำว่าเอวํภาเวยฺย

ความว่าพึงเจริญตามลำดับภาวนาที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น. คำว่าปาฏิกงฺขํ

ความว่าพึงหวังได้พึงปรารถนาได้เป็นแน่แท้. คำว่าอญฺญาหมายถึง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่367

พระอรหัต. คำว่าสติวาอุปาทิเสเสความว่าเมื่ออุปาทิเสสวิบากขันธ์

ที่กิเลสมีตัณหาเป็นต้นเข้าไปยึดไว้เหลืออยู่ยังไม่สิ้นไป. คำว่าอนาคามิตา

แปลว่าความเป็นพระอนาคามี. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความที่

คำสั่งสอนเป็นธรรมนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์โดยปีอย่างนี้แล้วเมื่อจะ

ทรงแสดงเวลา(ปฏิบัติ) ที่น้อยไปกว่านั้นอีกจึงตรัสว่าติฏฺฐนฺตุภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปีจงยกไว้ดังนี้เป็นต้น. ก็คำนั้นแม้ทั้งหมดตรัสโดย

เวไนยบุคคลปานกลาง. แต่ที่ตรัสว่าบุคคลรับคำสั่งสอนเวลาเช้าบรรลุคุณวิเศษเวลาเย็นรับคำสั่งสอนเวลาเย็นบรรลุคุณวิเศษเวลาเช้าดังนี้ทรงหมายถึงบุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่าคำสั

 

. การเห็นอานิสงส์

เมื่อเห็นอานิสงส์อย่างนี้ว่าคนเกียจคร้านไม่อาจได้โลกุตตรธรรม๙

คนที่ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงสามารถนี้เป็นอานิสงส์ของความเพียรดังนี้

วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาวิถีทางดำเนิน

เมื่อพิจารณาวิถีทางดำเนินอย่างนี้ว่าควรดำเนินทางที่พระพุทธเจ้า

พระปัจเจกพุทธเจ้าพระมหาสาวกทุกพระองค์ดำเนินไปแล้วทางนั้นคน

เกียจคร้านไม่อาจเดินไปได้ดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดได้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 338

. การเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาต

เมื่อพิจารณาความเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาตอย่างนี้ว่ามนุษย์เหล่าใด

บำรุงเธอด้วยปัจจัยมีบิณฑบาตเป็นต้นมนุษย์เหล่านั้นนี้ก็ไม่ใช่ญาติไม่ใช่

ทาสและคนงานของเธอเลยทั้งมนุษย์เหล่านั้นก็มิใช่ถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น

อันประณีตแก่เธอด้วยคิดว่าจักอาศัยเธอเลี้ยงชีวิตโดยที่แท้เขาหวังให้อุปการะ

ที่ตนทำแล้วมีผลมากจึงถวายแม้พระศาสดาก็มิได้ทรงพิจารณาเห็นอย่างนี้

ว่าภิกษุนี้บริโภคปัจจัยเหล่านี้แล้วจักมีร่างกายแข็งแรงมากอยู่เป็นสุขดังนี้

แล้วทรงอนุญาตปัจจัยแก่เธอโดยที่แท้พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าภิกษุ

บริโภคปัจจัยเหล่านี้บำเพ็ญสมณธรรมจักพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ดังนี้จึง

ทรงอนุญาตปัจจัยไว้เดี๋ยวนี้เธอเกียจคร้านอยู่ไม่เคารพยำเกรงบิณฑบาต

นั้นขึ้นชื่อว่าการเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาตย่อมมีแก่ผู้ปรารภความเพียรเท่า

นั้นดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ก็เกิดได้เหมือนวิริยสัมโพชฌงค์เกิดแก่ท่าน

พระมหามิตตเถระฉะนั้น.

เรื่องพระมหามิตตเถระ

เล่ากันว่าพระเถระอาศัยอยู่ในถ้ำชื่อกสกะ. และมหาอุบาสิกาผู้หนึ่ง

ในบ้านเป็นที่โคจรของท่านบำรุงพระเถระเหมือนบุตร. วันหนึ่งนางจะไปป่า

จึงสั่งลูกสาวว่าลูกข้าวสารเก่าอยู่โน้นน้ำนมเนยใสน้ำอ้อยอยู่โน้นเวลา

ที่พระเป็นเจ้ามิตตะพี่ชายของเจ้ามาแล้วจงปรุงอาหารถวายพร้อมด้วยน้ำนม

เนยใสและน้ำอ้อยด้วยนะลูก. ลูกสาวถามว่าก็แม่จะรับประทานไหมจ๊ะ.

มหาอุบาสิกาตอบว่าก็เมื่อวานนี้แม่รับประทานอาหารสำหรับค้างคืน

(ปาริวาสกภัต) ที่ปรุงกับน้ำส้มแล้วนี้จ๊ะ. ลูกสาวถามว่าแม่จักรับประทาน

กลางวันไหมจ๊ะ. มหาอุบาสิกาสั่งว่าเจ้าจงใส่ผักดองแล้วเอาปลายข้าวสาร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 339

ต้มข้าวต้มมีรสเปรี้ยวเก็บไว้ให้เถอะลูก. พระเถระครองจีวรแล้วกำลังนำบาตร

ออก (จากถลก) ได้ยินเสียงนั้นแล้วก็สอนตนเองว่าได้ยินว่ามหาอุบาสิกา

รับประทานแต่อาหารสำหรับค้างคืนกับน้ำส้มแม้กลางวันก็จักรับประทาน

ข้าวต้มเปรี้ยวใส่ผักดองนางบอกอาหารมีข้าวสารเก่าเป็นต้นเพื่อประโยชน์

แก่เธอก็มหาอุบาสิกานั้นมิได้หวังที่นาที่สวนอาหารและผ้าเพราะอาศัย

เธอเลยแต่ปรารถนาสมบัติ๓ประการ (มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพาน

สมบัติ) จึงถวายเธอจักสามารถให้สมบัติเหล่านั้นแก่มหาอุบาสิกานั้นได้หรือ

ไม่เล่าดังนี้ท่านคิดว่าบิณฑบาตนี้แลเธอยังมีราคะโทสะโมหะอยู่

ไม่อาจรับได้ดังนี้แล้วก็เก็บบาตรเข้าถลกปลดดุมจีวรกลับไปถ้ำกสกะเลย

เก็บบาตรไว้ใต้เตียงพาดจีวรไว้ที่ราวจีวรนั่งลงอธิษฐานความเพียรว่าเราไม่

บรรลุพระอรหัตจักไม่ออกไปจากถ้ำดังนี้. ภิกษุผู้ไม่ประมาทอยู่มาช้านาน

เจริญวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัตก่อนเวลาอาหารเช้าเป็นพระมหาขีณาสพ

(สิ้นอาสวะแล้ว) นั่งยิ้มอยู่เหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มฉะนั้น. เทวดาผู้สิงอยู่

ที่ต้นไม้ใกล้ประตูถ้ำเปล่งอุทานว่า

นโมเตปุริสาชญฺญนโมเตปุริสุตฺตม

ยสฺสเตอาสวาขีณาทกฺขิเณยฺโยสิมาริส

ท่านบุรุษอาชาไนยข้าพเจ้าขอนอบ

น้อมท่านท่านยอดบุรุษข้าพเจ้าขอนอบน้อม

ท่านข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่านผู้มีอาสวะสิ้น

แล้วท่านผู้นิรทุกข์ท่านเป็นผู้ควรทักษิณาทานดังนี้

แล้วกล่าวว่าท่านเจ้าข้าพวกหญิงแก่ถวายอาหารแก่พระอรหันต์ทั้งหลายเช่น

ท่านผู้เข้าไปบิณฑบาตจักพ้นจากทุกข์ได้ดังนี้.

พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูดูเวลาทราบว่ายังเช้าอยู่จึงถือบาตร

และจีวรเข้าสู่หมู่บ้านฝ่ายเด็กหญิง. จัดเตรียมอาหารเสร็จแล้วนั่งคอยดูอยู่ตรง

ประตูด้วยนึกว่าประเดี๋ยวพี่ชายเราคงจักมาประเดี๋ยวพี่ชายเราคงจักมา.

เมื่อพระเถระมาถึงประตูเรือนแล้วเด็กหญิงนั้นก็รับบาตรบรรจุเต็มด้วยอาหาร

เจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสและน้ำอ้อยแล้ววางไว้บนมือ (ของพระเถระ).

พระเถระทำอนุโมทนาว่าจงมีสุขเถิดแล้วก็หลีกไป. เด็กหญิงนั้นยืนจ้องดูท่าน

อยู่แล้ว. ความจริงในคราวนั้นผิวพรรณของพระเถระบริสุทธิ์ยิ่งนักอินทรีย์

ผ่องใสหน้าของท่านเปล่งปลั่งยิ่งนักประดุจผลตาลสุกหลุดออกจากขั้วฉะนั้น.

มหาอุบาสิกากลับมาจากป่าถามว่าพี่ชายของเจ้ามาแล้วหรือลูกเด็กหญิงนั้นก็

เล่าเรื่องทั้งหมดให้มารดาฟัง. มหาอุบาสิกาก็รู้ได้ว่าวันนี้บรรพชิตกิจแห่ง

บุตรของเราถึงที่สุดแล้วจึงกล่าวว่าลูกพี่ชายของเจ้ายินดียิ่งนักในพระพุทธ-

ศาสนาไม่กระสัน (อยากสึก) แล้วละดังนี้.

. การพิจารณาความมีทรัพย์มรดกเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีทรัพย์มรดกเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าก็ทรัพย์มรดกของ

พระศาสดามีมากแลคืออริยทรัพย์๗ประการทรัพย์มรดกนั้นผู้เกียจคร้าน

ไม่อาจรับได้เหมือนอย่างว่ามารดาบิดาย่อมตัดบุตรผู้ประพฤติผิดทำให้เป็นคนภายนอกว่าคนนี้ไม่ใช่ลูกของเราเมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปเขาก็ไม่ได้รับทรัพย์มรดกฉันใดแม้บุคคลผู้เกียจคร้านก็ฉันนั้นย่อมไม่ได้มรดกคืออริยทรัพย์นี้ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นย่อมได้รับดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีพระศาสดาเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีพระศาสดาเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าพระศาสดาของเธอ

เป็นใหญ่เพราะในเวลาที่พระศาสดาของเธอทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ

พระมารดาก็ดีเวลาเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ดีเวลาตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา-

สัมโพธิญาณก็ดีเวลาประกาศพระธรรมจักรแสดงยมกปาฏิหาริย์เสด็จลงจาก

เทวโลกและทรงปลงอายุสังขารก็ดีเวลาเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ดีหมื่น-

โลกธาตุก็หวั่นไหวแล้วเธอบวชในพระศาสนาของศาสดาเห็นปานฉะนั้นแล้ว

เป็นคนเกียจคร้านควรแล้วหรือดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าแม้โดยชาติบัดนี้เธอ

ไม่ใช่คนมีชาติต่ำแล้วละเธอชื่อว่าเกิดแล้วในวงศ์ของพระเจ้าอุกกากราชที่

สืบทอดกันมาโดยมหาสมมตประเพณีไม่เจือปนกับชนชาติอื่นเป็นพระนัดดา

ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชและพระนางเจ้ามหามายาเทวีเป็นพระอนุชา

ของท่านพระราหุลพุทธชิโนรสขึ้นชื่อว่าเธอเป็นพุทธชินบุตรเห็นปานฉะนี้

แล้วอยู่อย่างคนเกียจคร้านไม่สมควรดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีสพรหมจารีเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีสพรหมจารีเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าท่านพระสารีบุตร

ท่านพระโมคคัลลานะและพระสาวกผู้ใหญ่๘๐รูปแทงตลอด (ตรัสรู้)

โลกุตตรธรรมด้วยความเพียรกันทั้งนั้นเธอจะดำเนินตามทางของสพรหมจารี

เหล่านั้นหรือไม่ดำเนินตามเล่าดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 342

๙. การงดเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน

๑๐. การคบหาบุคคลผู้ปรารภความเพียร

๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น

เมื่อเว้นบุคคลผู้เกียจคร้านผู้สละความเพียรทางกายและทางใจ

ซึ่งเป็นเหมือนงูเหลือมกินเต็มท้องแล้วก็หยุดอยู่กับที่ก็ดีคบหาบุคคล

ผู้ปรารภความเพียรผู้อุทิศตนมุ่งปฏิบัติธรรมก็ดีมีจิตโน้มน้อมโอนไปเพื่อ

ให้ความเพียรเกิดขึ้นในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีวิริยสัม-

โพชฌงค์ย่อมเกิดได้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์นั้นที่เกิดแล้วด้วย

อาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

ปีติสัมโพชฌงค์

ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดโดยนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัม-

โพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง

ปีติสัมโพชฌงค์นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด

หรือเป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิด

แล้วดังนี้. ปีตินั้นเองชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ในบาลีนั้น.

มนสิการอันยังปีตินั้นให้เกิดชื่อว่าโยนิโสมนสิการ.

ธรรมเป็นเหตุเกิดปีติสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นทางเกิดปีติสัมโพชฌงค์

คือ๑. พุทธานุสสติ๒. ธัมมานุสสติ๓. สังฆานุสสติ๔. สีลานุสสติ

๕. จาคานุสสติ๖. เทวานุสสติ๗. อุปสมานุสสติ๘. เว้นบุคคลผู้เศร้าหมอง

๙. คบหาบุคคลผู้หมดจด๑๐. การพิจารณาความในพระสูตรเป็นที่ตั้งแห่ง

ความเลื่อมใส๑๑. ความน้อมจิตไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 343

จริงอยู่ผู้เจริญปีติสัมโพชฌงค์เมื่อระลึกถึงพระพุทธคุณปีติสัม-

โพชฌงค์แผ่ซ่านทั่วสรีระจนกระทั่งอุปจารสมาธิย่อมเกิดขึ้น. เมื่อระลึกถึง

คุณพระธรรมและพระสงฆ์ก็ดีพิจารณาปาริสุทธิศีล๔ที่ตนรักษาไม่ขาดวิ่น

เป็นเวลานานก็ดีแม้คฤหัสถ์พิจารณาศีล๑๐ศีล๕ก็ดีพิจารณาจาคะการ

บริจาคว่าในเวลาประสบทุพภิกขภัยเป็นต้นเราถวายโภชนะอันประณีตแก่

สพรหมจารีทั้งหลายแล้วถวายโภชนะชื่ออย่างนี้ดังนี้ก็ดีแม้คฤหัสถ์พิจารณา

ถึงทานที่ถวายแก่ท่านผู้มีศีลในเวลาเห็นปานนั้นก็ดีพิจารณาถึงคุณเช่นกับที่

เทวดาประกอบแล้วถึงความเป็นเทวดาว่ามีอยู่ในตนก็ดีพิจารณาเห็นว่า

กิเลสที่ข่มได้แล้วแม้ด้วยสมาบัติตลอด๖๐ปีบ้าง๗๐ปีบ้างไม่ฟุ้งกำเริบ

ดังนี้ก็ดีเว้นบุคคลเศร้าหมองผู้มีความหม่นหมองอันสร้างสมไว้เพราะไม่ทำ

โดยเคารพในเวลาเห็นพระเจดีย์เห็นโพธิพฤกษ์และเห็นพระเถระผู้เป็น

เช่นกับละอองธุลีบนหลังลาเพราะไม่มีความเลื่อมใสรักใคร่ในพระรัตนตรัย

มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดีส้องเสพบุคคลผู้หมดจดผู้มากด้วยควานเลื่อมใสมี

จิตอ่อนโยนในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดีพิจารณาความใน

พระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสซึ่งแสดงคุณของพระรัตนตรัยก็ดีมีจิต

โน้มน้อมโอนไปเพื่อให้เกิดปีติในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดี

ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าปีติสัมโพชฌงค์นั้นซึ่งเกิดแล้ว

ด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตมรรค.

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดโดยนัยที่มาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายกายปัสสัทธิความสงบกาย

จิตตปัสสัทธิความสงบจิตมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความ

สงบกายและความสงบจิตนั้นนี้เป็นอาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิด

แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์

เต็มที่แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๗ประการย่อมเป็นทางเกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.

คือ๑. เสพโภชนะอันประณีต๒. เสพฤดูเป็นที่สบาย๓. เสพอิริยาบถเป็นที่

สบาย๔. ประกอบความเป็นกลาง๕. เว้นบุคคลผู้ไม่สงบกาย๖. เสพบุคคล

ผู้สงบกาย๗. น้อมจิตไปในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น.

จริงอยู่ผู้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เมื่อบริโภคโภชนะเป็นที่สบาย

อันประณีตหมดจดก็ดี. เสพฤดูเป็นที่สบายไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวฤดูร้อน

เสพอิริยาบถเป็นที่สบายไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถยืนเป็นต้นก็ดีย่อมเกิดความ

สงบได้. แต่คำนั้นท่านมิได้กล่าวหมายถึงบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษซึ่งทนฤดู

และอิริยาบถเป็นที่สบาย. เมื่อผู้ที่มีฤดูและอิริยาบถที่ถูกกันและไม่ถูกกัน

เว้นฤดูและอิริยาบถที่ไม่ถูกกันเสียแล้วเสพฤดูและอิริยาบถที่ถูกกันปัสสัทธิสัม-

โพชฌงค์ย่อมเกิดได้. การพิจารณาถึงความที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆ

ตนเรียกว่าประกอบความเป็นกลางปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ด้วย

ประกอบความเป็นกลางอันนี้. เมื่อเว้นบุคคลผู้มีกายไม่สงบเช่นเที่ยวเบียดเบียน

สัตว์อื่นด้วยเครื่องประหารมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นก็ดีเสพบุคคลผู้

มีกายสงบสำรวมมือเท้าก็ดีมีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดปัสสัทธิ-

สัมโพชฌงค์ในอิริยาบถมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้

ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตมรรค.

สมาธิสัมโพชฌงค์

สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้โดยนัยมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมถนิมิต (บาลีว่าสมาธินิมิต)

อัพยัคคนิมิตมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในนิมิตทั้งสองนั้นนี้เป็น

อาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิดแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือ

เป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้ว

ดังนี้.

ในนิมิตเหล่านั้นสมถะนั่นแลชื่อว่าสมถนิมิตและอัพยัคคนิมิต

เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน.

ธรรมเป็นเหตุเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นทางเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์

คือ๑. ทำวัตถุให้สละสลวย๒. การปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ๓. ฉลาด

ในนิมิต๔. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง๕. ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

๖. ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง๗. เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย

๘. เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ๙. คบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ๑๐. พิจาร-

ณาและวิโมกข์๑๑. น้อมจิตไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น.

อธิบายธรรม๑๑ประการ

ในธรรม๑๑ประการนั้นเฉพาะการทำวัตถุให้สละสลวยและการ

ปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 346

ความฉลาดในการกำหนดกสิณนิมิตเป็นอารมณ์ชื่อว่าฉลาดใน

นิมิต. การประคองจิตไว้ด้วยการตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์วิริยสัมโพชฌงค์.

และปีติสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตหดหู่เพราะมีความเพียรย่อหย่อนเกินไป

เป็นต้นชื่อว่าประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง.

การข่มจิตไว้ด้วยการตั้งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์

และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรมากเกิน

ไปเป็นต้นชื่อว่าข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม.

คำว่าทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริงอธิบายว่าสมัยใดจิตไม่แช่ม

ขึ้นเพราะมีปัญญาและความเพียรอ่อนไปหรือเพราะไม่บรรลุสุขที่เกิดแต่ความ

สงบสมัยนั้นก็จิตให้สลดด้วยพิจารณาสังเวควัตถุเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่ง

ความสลด๘ประการ. เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด๘ประการคือ๑. ชาติ

๒. ชรา๓. พยาธิ๔. มรณะ๕. ทุกข์ในอบาย๖. ทุกข์ในอดีตมีวัฏฏะ

เป็นมูล๗. ทุกข์ในอนาคตมีวัฏฏะเป็นมูล๘. ทุกข์ในปัจจุบันมีการแสวงหา

อาหารเป็นมูล. อนึ่งการทำความเลื่อมใสให้เกิดด้วยมาระลึกถึงคุณพระรัตน-

ตรัยอันนี้ก็เรียกว่าการทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง.

ชื่อว่าเพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉยอธิบายว่าสมัยใดจิตอาศัยการ.

ปฏิบัติชอบไม่หดหู่ไม่ฟุ้งซ่านแช่มขึ้นเป็นไปสม่ำเสมอในอารมณ์ดำเนิน

ในสมถวิถีสมัยนั้นไม่ต้องขวยขวายในการประคองข่มและทำจิตให้ร่าเริง

เหมือนสารถีไม่ต้องขวนขวายในเมื่อม้าวิ่งเรียบฉะนั้นอันนี้เรียกว่าเพ่งเฉย

ในสมัยที่ควรเพ่งเฉย.

การเว้นบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่านไม่บรรลุอุปจาระหรืออัปปนาให้

ห่างไกลชื่อว่าเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 347

การเสพคบหาเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิด้วยอุปจาร

ภาวนาหรืออัปปนาภาวนาชื่อว่าคบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ.

ความเป็นผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดสมาธิในอิริยาบถทั้งหลาย

มียืนนั่งเป็นต้นชื่อว่าน้อมจิตไปในสมาธิสัมโพชฌงค์.

ด้วยว่าเมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นย่อมเกิดได้.

เมื่อภิกษุรู้ชัดว่าก็สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้ย่อม

เจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

อุเบกขาสัมโพชฌงค์

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ตามนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตต-

นิกายมหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นนี้เป็นอาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิดแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางเพื่อความเจริญไพบูลย์บริบูรณ์

เต็มที่แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้. ก็ในธรรมเหล่านั้นอุเบกขา

นั่นแลชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์

ธรรมเป็นเหตุเกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๕ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่งอุเบก-

ขาสัมโพชฌงค์คือ๑. วางตนเป็นกลางในสัตว์๒. วางตนเป็นกลางในสังขาร

๓. เว้นบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขาร๔. คบหาบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์

และสังขาร๕. น้อมจิตไปในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 348

อธิบายธรรมประการ

ในธรรม๕ประการนั้นผู้เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมตั้งการวาง

ตนเป็นกลางในสัตว์ด้วยอาการ๒อย่างคือด้วยการพิจารณาถึงความที่ตนและ

ผู้อื่นมีกรรมเป็นของๆตนอย่างนี้ว่าท่านมาด้วยกรรมของตนก็จักไปด้วย

กรรมของตนแม้เขาก็มาด้วยกรรมของตน (เขา) จักไปด้วยกรรมของตน

(เขา) เหมือนกันท่านจะยึดถืออะไรกันดังนี้และด้วยการพิจารณาถึงความ

ไม่มีสัตว์อย่างนี้ว่าเมื่อว่าโดยปรมัตถ์ที่ว่าสัตว์ๆมันไม่มีท่านจะยึดอะไร

กันเล่าดังนี้.

ตั้งการวางตนเป็นกลางในสังขารด้วยอาการ๒อย่างคือด้วยการ

พิจารณาโดยความเป็นของไม่มีเจ้าของอย่างนี้ว่าจีวรนี้จักเข้าถึงความเปลี่ยนสี

และความเก่าคร่ำคร่าเป็นผ้าเช็ดเท้าต้องเขี่ยทิ้งด้วยปลายไม้เท้าก็ถ้าว่าจีวร

นั้นพึงมีเจ้าของไซร้เขาก็ไม่พึงให้มันเสียหายอย่างนี้ดังนี้และด้วยการ

พิจารณาโดยความเป็นของชั่วคราวอย่างนี้ว่าจีวรนี้อยู่ไม่ได้นานเป็นของ

ชั่วคราวดังนี้. แม้ในบริขารมีบาตรเป็นต้นก็พึงประกอบความเหมือนอย่างใน

จีวร.

ในข้อว่าเว้นบุคคลผู้ยึดถือในสัตว์และสังขารมีวินิจฉัยดังนี้

บุคคลใดเป็นคฤหัสถ์ก็ยึดถือปิยชนมีบุตรธิดาเป็นต้นของตน

หรือเป็นบรรพชิตก็ยึดถือบรรพชิตมีอันเตวาสิกและผู้ร่วมอุปัชฌาย์กันเป็นต้น

ของตนมัวทำกิจกรรมมีปลงผมเย็บจีวรซักย้อมจีวรระบมบาตรเป็นต้น

ของชนเหล่านั้นด้วยมือของตนทีเดียวเมื่อไม่เห็นเพียงครู่เดียวก็บ่นถึงว่า

สามเณรรูปโน้นไปไหนภิกษุหนุ่มรูปโน้นไปไหนเหลียวซ้ายแลขวาเหมือน

มฤคตื่นตกใจฉะนั้นแม้ผู้อื่นอ้อนวอนขอว่าโปรดส่งสามเณรชื่อโน้นไปช่วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 349

ปลงผมเป็นต้นสักครู่เถิดดังนี้ก็ไม่ยอมให้ด้วยพูดว่าพวกเราจะไม่ให้ทำ

กิจกรรมของตนบ้างหรือพวกท่านพาเธอไปจะลำบากดังนี้บุคคลนี้ชื่อว่า

ยึดถือสัตว์.

ฝ่ายบุคคลใดยึดถือบริขารมีจีวรบาตรถลกบาตรไม้เท้าเป็นต้น

แม้ผู้อื่นจะเอามือจับก็ไม่ให้จับถึงขอยืมก็ตอบขัดข้องว่าเราต้องการใช้ทรัพย์

ก็ยังไม่ใช้จักให้พวกท่านได้อย่างไรดังนี้บุคคลนี้ชื่อว่ายึดถือสังขาร.

ฝ่ายบุคคลใดวางตนเป็นกลางเที่ยงตรงในวัตถุทั้งสองนั้นบุคคล

นี้ชื่อว่าวางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร.

เมื่อเว้นไกลบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขารเห็นปานฉะนี้ก็ดีคบหาบุคคล

ผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขารก็ดีมีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดอุเบกขา

สัมโพชฌงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีอุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้

ย่อมเกิดได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นอัน

เกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในเป็นต้นความว่าพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมทั้งหลายเพราะกำหนดสัมโพชฌงค์๗ของตนหรือของคนอื่น

หรือกำหนดสัมโพชฌงค์๗ของตนตามกาลหรือของคนอื่นตามกาลอยู่. ก็

ความเกิดและความเสื่อม (แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์) พึงทราบด้วยอำนาจ

ความเกิดและความดับแห่งสัมโพชฌงค์ทั้งหลายในโพชฌงคบรรพนี้. ข้อความ

ต่อจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดโพชฌงค์เป็นอริยสัจ

แต่ในโพชฌงค์บรรพนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบ

ความอย่างนี้ว่าสติกำหนดโพชฌงค์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้ว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 350

พึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดโพชฌงค์เป็น

อารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้นเหมือนกัน.

จบโพชฌงคบรรพ

สัจจบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยโพชฌงค์๗

ประการอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกสัจจะ๔ประการจึงตรัสว่า

ปุนจปรํยังมีอีกข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

อริยสัจ

ในคำเหล่านั้นคำว่ารู้ชัดตามเป็นจริงว่านี้ทุกข์เป็นต้นความว่า

รู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งธรรมที่เป็นไปในภูมิ๓เว้นตัณหาว่านี้ทุกข์รู้ชัด

ตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งตัณหาที่มีอยู่ก่อน. อันทำทุกข์นั้นนั่นแลให้เกิดให้

ปรากฏขึ้นนี้ทุกขสมุทัยรู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งความดับคือหยุดทุกข์

และทุกขสมุทัยทั้งสองว่านี้ทุกขนิโรธรู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งอริยมรรค

อันเป็นเหตุกำหนดรู้ทุกข์เป็นเหตุละสมุทัยเป็นเหตุทำให้แจ้งนิโรธว่านี้ทุกข

นิโรธคามินีปฏิปทา. กถาว่าด้วยสัจจะที่เหลือเว้นกถาว่าด้วยบทภาชนะแจก

บทแห่งทุกข์มีชาติเป็นต้นท่านกล่าวไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วเทียว.

อธิบายบทภาชนะ

ชาติ

ส่วนในบทภาชนะพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้คำว่ากตมาภิกฺ-

ขเวชาติดูก่อนภิกษุทั้งหลายชาติเป็นอย่างไรความว่าดูก่อนภิกษุทั้ง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 351

หลายก็ชาติอันใดที่เรากล่าวอย่างนี้ว่าแม้ชาติก็เป็นทุกข์ชาติอันนั้นเป็น

อย่างไร. พึงทราบอรรถในปุจฉาทั้งปวงอย่างนี้. คำว่าของสัตว์เหล่านั้นๆ

อันใดนี้เป็นคำกำหนดรวมสัตว์ไว้ทั้งหมดโดยไม่มีกำหนดว่าของเหล่าสัตว์ชื่อนี้.

แม้คำว่าในหมู่สัตว์นั้นๆนี้เป็นคำกำหนดรวมหมู่สัตว์ไว้ทั้งหมด. ความเกิดชื่อว่า

ชาติ. คำว่าชาตินี้เป็นชื่อของขันธ์ที่เกิดจำเพาะทีแรกพร้อมด้วยความเปลี่ยน

แปลง. คำว่าสัญชาตินี้เป็นไวพจน์ (แทน) ของชาตินั่นเองแต่ประกอบด้วย

อุปสรรค. ความเกิดนั่นแลชื่อว่าโอกฺกนฺติก้าวลงด้วยอรรถว่าก้าวลง

โดยอาการที่เข้าไปโดยลำดับชื่อว่าอภินิพฺพตฺติเกิดจำเพาะด้วยอรรถว่า

เกิดเฉพาะกล่าวคือเกิดทั้ง๔อย่างนี้ชื่อว่ากล่าวโดยสมมัติ. ส่วนบาลี

ขนฺธานํปาตุภาโวความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายนี้กล่าวโดยปรมัตถ์.

ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายนั่นแลที่แยกเป็นขันธ์หนึ่งขันธ์สี่และขันธ์ห้า

ในบรรดาหมู่สัตว์ที่มีขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเองไม่ใช่ความปรากฏแห่งบุคคล.

แต่เมื่อความปรากฏแห่งขันธ์นั้นมีอยู่. ก็สมมติเรียกกันว่าบุคคลปรากฏดังนี้.

คำว่าอายตนานํปฏิลาโภความได้อายตนะทั้งหลายความว่าอายตนะ

ทั้งหลายปรากฏอยู่นั่นแลเป็นอันชื่อว่าได้มานั้นชื่อว่าความได้มาที่กล่าว

ได้ว่าความปรากฏแห่งอายตนะเหล่านั้น.

ชรา

ศัพท์ว่าชราเป็นศัพท์แสดงถึงสภาพความเป็นเอง. ศัพท์ว่าชีรณตา

แสดงถึงภาวะคืออาการ. ศัพท์ว่าขณฺฑิจฺจํเป็นต้นคือแสดงถึงภาวะเปลี่ยน

แปลงจริงอยู่เวลาเป็นหนุ่มสาวฟันก็เรียบขาว. ครั้นหง่อมเข้าฟันเหล่านั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 352

ก็เปลี่ยนสีไปโดยลำดับหลุดตกไปในที่นั้นๆ. อนึ่งฟันหักหมายถึงฟันที่

หลุดร่วงและที่ยังอยู่ชื่อว่าขณฺฑิตา. ภาวะแห่งฟันที่หักเรียกว่าขณฺฑิจฺจํ

ความที่ฟันหัก. ผมและขนคร่ำคร่าไปโดยลำดับชื่อว่าผมหงอก. ผมหงอก

เกิดพร้อมแล้วแก่บุคคลนั้นเหตุนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ามีผมหงอก. ภาวะแห่ง

บุคคลผู้มีผมหงอกชื่อว่าปาลิจฺจํความที่ผมหงอก. เกลียวที่หนังของบุคคล

นั้นมีอยู่เพราะมีเนื้อและเลือดแห้งไปด้วยถูกลมคือชราประหารเหตุนั้น

บุคคลนั้นชื่อว่ามีหนังเป็นเกลียว (เหี่ยว). ภาวะแห่งบุคคลผู้มีหนังเป็นเกลียวนั้น

ชื่อว่าวลิตฺตจตาความที่หนังเหี่ยว. ด้วยถ้อยคำมีประมาณเพียงเท่านี้เป็นอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราที่เปิดเผยอันปรากฏชัดโดยแสดงความ

เปลี่ยนแปลงในฟันผมขนหนัง. ทางไปของลมหรือไฟจะปรากฏได้

ก็เพราะลมพัดถูกหญ้าหรือต้นไม้เป็นต้นหักระเนระนาดหรือไฟไหม้แต่

ทางไปของลมและไฟนั้นก็หาปรากฏไม่ฉันใดทางไปแห่งชราก็ฉันนั้นเหมือน

กันจะปรากฏได้ก็โดยภาวะมีฟันหักเป็นต้นแห่งอาการ๓๒มีฟันเป็นต้น

แม้บุคคลลืมตาดูก็จับไม่ได้ความคร่ำคร่าแห่งอาการมีฟันหักเป็นต้นหาใช่ตัว

ชราไม่เพราะชราจะพึงรู้ทางจักษุมิได้. แต่เพราะเมื่อถึงชราอายุเสื่อมไป

ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่าความเสื่อมไปแห่งอายุ

เรียกว่าชรา. อนึ่งเพราะเวลาเป็นหนุ่มสาวอินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น

แจ่มใสดีสามารถรับอารมณ์ของคนแม้ที่ละเอียดได้ให้สะดวกทีเดียวเมื่อถึง

ชราก็แก่งอมขุ่นมัวไม่ผ่องใสไม่สามารถรับอารมณ์ของตนแม้ที่หยาบได้

ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่าความแก่งอมแห่งอินทรีย์

ทั้งหลายเรียกว่าชราดังนี้บ้าง.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 353

มรณะ

ในมรณนิทเทสมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ศัพท์ว่ายํหมายถึงมรณะเป็นศัพท์แสดงนุปํสกลิงค์(ไม่ใช่

เพศชายเพศหญิงทางไวยากรณ์). ในคำว่ายํนั้นพึงประกอบความดังนี้ว่า

มรณะท่านเรียกว่าจุติเรียกว่าจวนตา. ในศัพท์เหล่านั้นศัพท์ว่าจุติ

แสดงถึงสภาพที่เป็นเอง. ศัพท์ว่าจวนตาแสดงถึงภาวะคืออาการ. เมื่อ

บุคคลถึงมรณะแล้วขันธ์ทั้งหลายย่อมแตกและหายไปแลไม่เห็นเพราะ

ฉะนั้นมรณะนั้นจึงเรียกว่าความแตกความหายไปความมอดม้วย. บทว่า

มัจจุมรณะคือมัจจุมรณะมิใช่ขณิกมรณะ (ตายชั่วขณะ). การทำ

กาละคือตายชื่อว่ากาลกิริยา. แม้ทั้งหมดนี้กล่าวโดยสมมติทั้งนั้น. ส่วน

บาลีว่าขนฺธานํเภโทนี้เป็นการกล่าวโดยปรมัตถ์. ความแตกแห่งขันธ์

ทั้งหลายที่แยกเป็นขันธ์หนึ่งขันธ์สี่และขันธ์ห้าในบรรดาหมู่สัตว์ที่มี

ขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเองมิใช่ความแตกแห่งบุคคล. แต่เมื่อความประชมพร้อม

แห่งขันธ์มีอยู่ก็สมมติเรียกว่าบุคคลตาย. การทอดทิ้งอัตตภาพชื่อว่าการ

ทอดทิ้งซากศพ. จริงอยู่เมื่อบุคคลถึงความตายอัตตภาพก็ตกเป็นเหมือน

ท่อนไม้ไร้ประโยชน์ฉะนั้นเพราะฉะนั้นมรณะนั้นท่านจึงเรียกว่าการ

ทอดทิ้งซากศพ. ส่วนความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เมื่อว่าโดยปรมัตถ์

โดยอาการทั้งปวงก็คือมรณะ. มรณะนั้นนั่นแหละเรียกว่าสมมติมรณะ.

ชาวโลกถือเอาความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เท่านั้นจึงพูดว่าติสสะตายผุสสะ

ตายดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 354

โสกะ

 

ขันธบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยนีวรณ์๕

อย่างนี้บัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยขันธ์๕จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อ

หนึ่งเป็นต้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 327

บรรดาบทเหล่านั้นคำว่าในอุปาทานขันธ์คือกองอุปาทานชื่อ

ว่าอุปาทานขันธ์อธิบายว่ากลุ่มธรรมคือกองธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน.

ความสังเขปในที่นี้มีเท่านี้ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในขันธกถาใน

คัมภีร์วิสุทธิมรรค. บทว่าอิติรูปํดังนี้รูปความว่านี้รูปรูปมีเท่านี้. ภิกษุย่อม

รู้ชัดรูปโดยสภาพว่ารูปอื่นนอกจากนี้ไม่มีดังนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. ความสังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนรูปเป็นต้นท่านกล่าวไว้

แล้วในขันธกถาในคัมภีร์สุทธิมรรคโดยพิสดาร. บทว่าอิติรูปสฺสสมุทโย

นี้ความเกิดแห่งรูปความว่าความเกิดแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยความ

เกิดแห่งอวิชชาเป็นต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ . คำว่าอิติรูปสฺสอตฺถงฺคโม

ความดับแห่งรูปความว่าความดับแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยดับอวิชชาเป็น

ต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ความ

สังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในอุทยัพ-

พยญาณกถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลายของ

ตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดขันธ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ

เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม

บัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียงโดยลักษณะ๕๐ที่กล่าวไว้ในขันธ์๕ว่าเพราะ

อวิชชาเกิดรูปจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. คำอื่นนอกจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดขันธ์เป็นอริยสัจ

แต่ในที่นี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่าสติ

กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัติ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 328

นำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น

เหมือนกัน

จบขันธบรรพ

อายตนบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาด้วยอำนาจขันธ์๕

อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยอายตนะจึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีก

ข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าฉสุอชฺฌตฺติกพาหิเรสุอายตเนสุใน

อายตนะภายในและภายนอก๖ความว่าในอายตนะภายใน๖เหล่านี้คือตา

หูจมูกลิ้นกายใจ. ในอายตนะภายนอก๖เหล่านี้คือรูปเสียงกลิ่นรส

โผฏฐัพพะธรรมารมณ์. บทว่าจกฺขุญฺจปชานาติรู้ชัดจักษุความว่าย่อมรู้

ชัดจักษุประสาทโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. บทว่ารูเป

ปชานาติรู้ชัดรูปความว่าย่อมรู้ชัดรูปอันเกิดแต่๔สมุฏฐาน (กรรมอุตุจิต

อาหาร) ในภายนอกโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. คำว่ายญฺจตทุ

ภยํ

ปฏิจฺจอุปฺปชฺชติสํโยชนํสังโยชน์ย่อมอาศัยอายตนะทั้งสองเกิดขึ้นความ

ว่าสังโยชน์๑๐อย่างคือกามราคะปฏิฆะมานะทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรมาสภวราคะอิสสามัจฉริยะและอวิชชาสังโยชน์เกิดขึ้นเพราะ

อาศัยอายตนะทั้งสองคือจักษุกับรูป. และย่อมรู้ชัดสังโยชน์๑๐นั้นโดย

ลักษณะพร้อมด้วยกิจตามเป็นจริง.

เหตุเกิดสังโยชน์

ถามว่าก็สังโยชน์นั้นเกิดได้อย่างไร. ตอบว่าเกิดได้อย่างนี้จะกล่าว

ในจักษุทวารก่อนเมื่อบุคคลยินดี. เพลิดเพลินอิฏฐารมณ์อันมาปรากฏทางจักษุ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 329

ทวารโดยความยินดีในกามสังโยชน์คือกามราคะก็เกิด. เมื่อบุคคลขัดเคืองใน

อนิฏฐารมณ์สังโยชน์คือปฏิฆะก็เกิด. เมื่อสำคัญว่ายกเว้นเราเสียใครอื่น

ที่สามารถเสวยอารมณ์นั้นไม่มีดังนี้สังโยชน์คือมานะก็เกิด. เมื่อยึดถือ

รูปารมณ์นั้นว่าเที่ยงยั่งยืนสังโยชน์คือทิฏฐิก็เกิด. เมื่อสงสัยรูปารมณ์นั้น

ว่าสัตว์หรือหนอของสัตว์หรือหนอสังโยชน์คือวิจิกิจฉาก็เกิดเมื่อ

ปรารถนาภพว่าอารมณ์นี้เราได้โดยง่ายในสมบัติภพแน่สังโยชน์คือภวราคะ

ก็เกิด. เมื่อถือมั่นศีลและพรตว่าเราถือมั่นศีลและพรตอาจได้อารมณ์เห็นปาน

นี้ต่อไปอีกสังโยชน์คือสีลัพพตปรามาสก็เกิด. เมื่อเกียดกันอยู่ว่าคนเหล่าอื่น

ไม่พึงได้รูปารมณ์เห็นปานนี้กันเลยสังโยชน์คืออิสสาก็เกิด. เมื่อหวงแหน

รูปารมณ์ที่ตนได้แล้วต่อผู้อื่นสังโยชน์คือมัจฉริยะก็เกิดเมื่อไม่รู้แจ้งด้วย

อำนาจความไม่รู้สิ่งซึ่งเกิดพร้อมกับจักษุและรูปทั้งมวลสังโยชน์คืออวิชชาก็

เกิด.

ความรู้เหตุละสังโยชน์

คำว่ายถาอนุปฺปนฺนสสที่ยังไม่เกิดด้วยเหตุใดความว่าสังโยชน์

แม้๑๐อย่างนั้นที่ยังไม่เกิดโดยความไม่ฟุ้งขึ้นย่อมเกิดเพราะเหตุใดย่อม

รู้ชัดเหตุนั้นด้วย. คำว่ายถาอุปฺปนฺนสฺสที่เกิดแล้วเพราะเหตุใด

ความว่าสังโยชน์แม้๑๐อย่างนั้นที่เกิดแล้วเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้

หรือเพราะฟุ้งขึ้นย่อมละได้เพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย.

คำว่ายถาปหีนสฺสที่ละได้แล้วเพราะเหตุใดความว่าสังโยชน์

๑๐อย่างนั้นแม้ละได้แล้วโดยตทังคปหานและวิกขัมภนปหานย่อม

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย. ถามว่าสังโยชน์๑๐นั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 330

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใด. ตอบว่าก่อนอื่นสังโยชน์๕คือทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรามาสอิสสาและมัจฉริยะไม่เกิดต่อไปด้วยโสดาปัตติมรรค.

สังโยชน์๒คือกามราคะปฏิฆะอย่างหยาบไม่เกิดต่อไปด้วยสกทาคามิมรรค.

อย่างละเอียดไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค. สังโยชน์๓คือมานะ

ภวราคะและอวิชชาไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตตมรรค. แม้ในคำว่าโสตญฺ

ปชานาติสทฺเทย่อมรู้ชัดโสตะนั้นด้วยเสียงด้วยเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. อนึ่งอายตนกถาในที่นี้พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่ท่าน

กล่าวไว้แล้วในอายตนนิทเทสคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมทั้งหลายของตนด้วยการกำหนดอายตนะภายในในธรรมทั้งหลาย

ของคนอื่นด้วยการกำหนดอายตนะภายนอกหรือในธรรมทั้งหลาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลอย่างนี้อยู่. ก็ความเกิดและความเสื่อมใน

อายตนบรรพนี้พึงนำมาเทียบรูปายตนะลงในรูปขันธ์มนายตนะในอรูปายตนะ

ทั้งหลายลงในวิญญาณขันธ์ธัมมายตนะลงในขันธ์ที่เหลือไม่พึงถือว่าโลกุตตร-

ธรรม. ข้อความต่อจากนี้มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดอายตนะเป็นอริยสัจ

ในบรรพนี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่า

สติกำหนดอายตนะเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้นแล้วพึงทราบว่า

เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกไปของภิกษุผู้กำหนดอายตนะเป็นอารมณ์. คำที่

เหลือก็เช่นกันแล.

จบอายตนบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 331

โพชฌงคบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยอายตนะ

ภายในภายนอกอย่างละ๖อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดย

โพชฌงค์จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าในโพชฌงค์ทั้งหลายคือในองค์ของ

สัตว์ผู้ตรัสรู้. บทว่ามีอยู่คือมีพร้อมอยู่โดยการได้มา. บทว่าสติสัม-

โพชฌงค์ได้แก่สัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า

สัมโพชฌงค์นี้ดังนี้พระโยคาวจรตรัสรู้จำเดิมแต่เริ่มวิปัสสนาหรือพระ-

โยคาวจรนั้นตื่นลุกขึ้นจากกิเลสนิทราหรือแทงตลอดสัจจะทั้งหลายด้วยธรรม

สามัคคี๗มีสติเป็นต้นอันใดธรรมสามัคคีอันนั้นชื่อว่าสัมโพธิองค์

ของผู้ตื่นนั้นหรือธรรมสามัคคีเครื่องปลุกให้ตื่นนั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่า

สัมโพชฌงค์. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. แม้

ในสัมโพชฌงค์ที่เหลือก็พึงทราบความแห่งคำตามนัยนี้แล. บทว่าไม่มีอยู่

คือไม่มีเพราะไม่ได้มา.

วินิจฉัยในคำว่ายถาอนุปฺปนฺนสฺสที่ยังไม่เกิดเพราะ

เหตุใดเป็นต้นดังต่อไปนี้ก่อนอื่นสติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาใน

บาลี (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม

เป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในสติสัม-

โพชฌงค์นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือ

เป็นทางไพบูลย์จำเริญบริบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วใน

ธรรมเหล่านั้นสตินั้นแหละชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์. โยนิ-

โสมนสิการมีลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้น

ให้เป็นไปมากๆในอารมณ์นี้แล้วสติสัมโพชฌงค์ก็เกิด.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 332

ธรรมเป็นเหตุเกิดสติสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๔ประการเป็นทางเกิดสติสัมโพชฌงค์คือ

๑. สติสัมปชัญญะ๒. การเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม๓. การคบหาบุคคลผู้มี

สติมั่นคง๔. ความน้อมจิตไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น.

ก็สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดด้วยสติสัมปชัญญะในฐานทั้ง๗มีก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้นด้วยการงดเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืมเช่นเดียวกับกาตัวเก็บ

อาหารด้วยการคบหาบุคคลผู้มีสติมั่นคงเช่นเดียวกับพระติสสทัตตเถระและ

พระอภัยเถระเป็นต้นและด้วยความเป็นผู้มีจิตโน้มน้อมไปเพื่อตั้งสติในอิริยาบถ

ทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็สติสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้ว

ด้วยเหตุ๔ประการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

เหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาในบาลีอย่างนี้ว่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลฯลฯธรรมที่เปรียบด้วยธรรมฝ่าย

ดำและฝ่ายขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นนี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางไพบูลย์

เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๗ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์คือ๑. การสอบถาม๒. การทำวัตถุให้สละสลวย๓. การ

ปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอกัน๔. เว้นบุคคลมีปัญญาทราม๕. คบหาบุคคล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 333

ผู้มีปัญญา๖. พิจารณาสอดส่องด้วยปัญญาอันลึกซึง๗. ความน้อมจิตไปใน

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น.

บรรดาธรรม๗ประการนั้นความเป็นผู้มากไปด้วยการสอบถามอัน

อาศัยอรรถแห่งขันธ์ธาตุอายตนะอินทรีย์พละโพชฌงค์องค์มรรค

องค์ฌานสมถะและวิปัสสนาชื่อว่าการสอบถาม.

การทำวัตถุภายในและภายนอกให้สละสลวยชื่อว่าการทำวัตถุให้

สละสลวย. ก็เวลาใดภิกษุมีผมเล็บและขนยาวเกินไปหรือร่างกายสกปรก

เปรอะเปื้อนด้วยเหงื่อและไคลเวลานั้นวัตถุภายใน (คือร่างกาย) ไม่สละสลวย

ไม่สะอาด. แต่ในเวลาใดจีวรเก่าคร่ำคร่าสกปรกเหม็นสาบหรือเสนาสนะ

รกรุงรังในเวลานั้นวัตถุภายนอกไม่สละสลวยไม่สะอาด. เพราะฉะนั้นจึง

ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวยด้วยกิจมีการปลงผมเป็นต้นด้วยการทำร่างกาย

ให้เบาสบายด้วยกิจมีการถ่ายชำระมลทินให้ทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเป็นต้น

และด้วยการขัดสีอาบน้ำบรรเทากลิ่นเหม็น. พึงทำวัตถุภายนอกให้สละสลวย

ด้วยกิจมีการเย็บย้อมซักจีวรและทำการรมบาตรเป็นต้น. เพราะเมื่อวัตถุ

ภายในและภายนอกนั้นไม่สละสลวยเมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ไม่

ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้

และน้ำมันที่ไม่สะอาดหมดจดฉะนั้นแต่เมื่อวัตถุภายในและภายนอกสละสลวย

เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวง

ประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้และน้ำมันที่สะอาดหมดจด

ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าการทำวัตถุให้สละสลวยย่อมเป็น

ไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 334

การทำปรับปรุงอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้สม่ำเสมอกันชื่อว่าการ

ทำปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ. ด้วยว่าถ้าอินทรีย์คือศรัทธาของเธอมีกำลัง

กล้าอินทรีย์นอกนี้อ่อนแต่นั้นอินทรีย์คือวิริยะก็ไม่อาจทำกิจคือการ

ประคองจิตได้อินทรีย์คือสติก็ไม่อาจทำกิจคือการปรากฏอินทรีย์คือสมาธิ

ก็ไม่อาจทำกิจคือความไม่ฟุ้งซ่านอินทรีย์คือปัญญาก็ไม่อาจทำกิจคือการเห็น

ได้เพราะฉะนั้นเมื่อมนสิการถึงอินทรีย์คือศรัทธานั้นด้วยการพิจารณา

สภาวธรรมหรือโดยประการใดอินทรีย์คือศรัทธามีกำลังกล้าพึงลดลงด้วย

การไม่มนสิการโดยประการนั้น. ในข้อนี้มีเรื่องท่านพระวักกลิเถระเป็น

อุทาหรณ์. ถ้าอินทรีย์คือวิริยะมีกำลังกล้าเมื่อเป็นเช่นนั้นอินทรีย์คือศรัทธา

ก็ไม่อาจทำกิจคือการน้อมใจเชื่อได้อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่อาจทำกิจคือหน้าที่

ต่างๆของตนได้เพราะฉะนั้นจึงควรลดอินทรีย์คือวิริยะนั้นลงด้วยการ

เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น. แม้ในข้อนั้นพึงแสดงเรื่องท่านพระโสณ-

เถระเป็นอุทาหรณ์. แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็เหมือนกันเมื่ออินทรีย์อย่างหนึ่ง

มีกำลังกล้าก็พึงทราบว่าอินทรีย์นอกนี้ก็ไม่สามารถในกิจคือหน้าที่ของตน

ได้. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอินทรีย์นี้ท่านสรรเสริญศรัทธากับ

ปัญญาและสมาธิกับวิริยะต้องเสมอกัน. เพราะผู้มีศรัทธากล้าแต่มีปัญญา

อ่อนมีความเลื่อมใสแรงย่อมเลื่อมใสไปนอกเรื่อง. มีปัญญากล้าแต่มีศรัทธา

อ่อนย่อมฝักใฝ่ไปข้างเกเรเหมือนโรคเกิดเพราะผิดยาแก้ไขไม่ได้ฉะนั้น.

ผู้มีปัญญากล้าก็โลดแล่นเขวไปว่ากุศลมิได้ด้วยเพียงจิตตุปบาทใจคิดขณะ

หนึ่งเท่านั้นดังนี้แล้วก็ไม่ทำบุญมีทานเป็นต้นย่อมเกิดในนรก. เพราะ

อินทรีย์คือศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันจึงเลื่อมใสในวัตถุคือพระ-

รัตนตรัยอย่างเดียว. แต่สมาธิกล้าวิริยะอ่อนโกสัชชะความเกียจคร้านย่อม

ครอบงำได้เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. วิริยะกล้าสมาธิอ่อนอุทธัจจะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 335

ย่อมครอบงำได้เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะแต่สมาธิอันวิริยะเข้าประกบไว้

ย่อมไม่ตกไปในโกสัชชะวิริยะอันสมาธิเข้าประกบไว้ก็ไม่ตกไปในอุทธัจจะ.

เพราะฉะนั้นจึงควรทำอินทรีย์สองคู่นั้นให้เสมอเท่าๆกัน. ด้วยว่าอัปปนา

จะมีได้ก็เพราะอินทรีย์สองคู่เสมอกัน. อีกอย่างหนึ่งศรัทธาแม้มีกำลังกล้าก็

ควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. เพราะผู้เจริญสมาธิเชื่อมมั่นหยั่งลงมั่นอย่างนี้จักบรรลุ

อัปปนาได้ส่วนในสมาธิกับปัญญาเอกัคคตาความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

มีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. ด้วยว่าผู้เจริญสมาธินั้นย่อมบรรลุอัปปนา

ได้ด้วยเอกัคคตาอย่างนี้. ปัญญามีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญวิปัสสนา.

ด้วยว่าผู้เจริญวิปัสสนานั้นย่อมถึงความแทงตลอดไตรลักษณ์ด้วยปัญญาอย่างนี้.

แต่อัปปนาจะมีได้ก็เพราะศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันโดยแท้. ส่วน

สติมีกำลังแล้วย่อมควรในที่ทั้งปวง. เพราะว่าสติย่อมรักษาจิตมิให้ตกไปใน

อุทธัจจะด้วยอำนาจศรัทธาวิริยะปัญญาซึ่งเป็นฝ่ายอุทธัจจะมิให้ตก

ไปในโกสัชชะเพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. เพราะฉะนั้นสตินั้นจึงจำต้อง

ปรารถนาในที่ทั้งปวงเหมือนการปรุงรสด้วยเกลือจำปรารถนาในการปรุงอาหาร

ทุกอย่างและเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในราชกิจทุกอย่างจำปรารถนาในราชกิจ

ทุกอย่างฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสติจำปรารถนาใน

ที่ทั้งปวงเพราะเหตุไรเพราะจิตมีสติเป็นที่อาศัยและสติมีการอารักขาเป็น

ที่ปรากฏเว้นสติเสียแล้วจะประคองและข่มจิตไม่ได้เลย.

การเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทรามไม่มีปัญญาหยั่งลงในประเภทแห่งธรรม

มีขันธ์เป็นต้นให้ห่างไกลชื่อว่าการงดเว้นบุคคลทรามปัญญา. การคบหา

บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญารอบรู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งสภาวธรรมอัน

กำหนดด้วยลักษณะ๕๐ถ้วนชื่อว่าคบหาบุคคลผู้มีปัญญา. การพิจารณา

ประเภทแห่งปัญญาอันลึกซึ้งที่เป็นไปในสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นอัน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 336

ลุ่มลึกชื่อว่าการพิจารณาสอดส่องด้วยปัญญอันลึกซึ้ง. ความเป็นผู้มีจิตอัน

โน้มน้อมไปเพื่อตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง

เป็นต้นชื่อว่าความน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นที่เกิดด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วย

อรหัตตมรรค.

วิริยสัมโพชฌงค์

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารภธาตุ (ธาตุคือความเริ่ม

ความเพียร) นิกกมธาตุปรักกมธาตุ (ธาตุคือความเพียรก้าวไปข้างหน้า)

มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธาตุทั้ง๓นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ

เกิดแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นไปเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์

เต็มที่แห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดวิริยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่ง

วิริยสัมโพชฌงค์คือ๑. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย๒. การเห็นอานิสงส์

๓. การพิจารณาวิถีทางดำเนิน๔. ความเคารพยำเกรงในบิณฑบาต๕. การ

พิจารณาความเป็นใหญ่แห่งการรับทรัพย์มรดก๖. การพิจารณาความมีพระ-

ศาสดาเป็นใหญ่๗. การพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่๘. การพิจารณาความ

มีสพหมจารีเป็นใหญ่๙. การงดเว้นบุคคลเกียจคร้าน๑๐. การคบหาบุคคล

ผู้ปรารภความเพียร๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 337

. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย

บรรดาธรรม๑๑ประการนั้นเมื่อภิกษุผู้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์แม้

พิจารณาเห็นภัยในอบายอย่างนี้ว่าใครๆไม่อาจยังวิริยสัมโพชฌงค์ให้เกิดได้

ในเวลาที่เสวยทุกข์ใหญ่จำเดิมแต่ถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำ๕ประการในนรก

ก็ดีในเวลาที่ถูกเขาจับด้วยเครื่องจับมีข่ายแหและอวนเป็นต้นบ้างในเวลาขับ

ต้อนทิ่มแทงด้วยเครื่องประหารมีปะฏักเป็นต้นให้ลากเกวียนบ้างในกำเนิด

สัตว์ดิรัจฉานก็ดีในเวลาที่ทุรนทุรายด้วยความหิวกระหายตั้งหลายพันปีบ้าง

พุทธันดรหนึ่งบ้างในเปรตวิสัยก็ดีในเวลาที่ต้องเสวยทุกข์อันเกิดแต่ลมและ

แดดเป็นต้นด้วยเรือนร่างที่สูงประมาณ๖๐ศอก๘๐ศอกเหลือแต่หนังหุ้ม

กระดูกในจำพวกกาลกัญชิกอสูรก็ดีดูก่อนภิกษุเวลานี้เท่านั้นเป็นเวลา

ทำความเพียรของเธอดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นได้.

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน๙. วิธีอย่าง

นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสจิตตานุปัสสนา๑๖วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจิตตานุปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

จำแนกอารมณ์ของจิต

บรรดาบทเหล่านี้บทว่าจิตมีราคะคือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ๘

อย่าง. บทว่าจิตปราศจากราคะคือจิตที่เป็นกุศลแลอพยากฤตฝ่าย

โลกิยะ. แต่ข้อนี้เป็นการพิจารณามิใช่เป็นการชุมนุมธรรมเพราะฉะนั้นใน

คำว่าจิตมีราคะนี้จึงไม่ได้โลกุตตรจิตแม้แต่บทเดียว. อกุศลจิต๔ดวง

ที่เหลือจึงไม่เข้าบทต้นไม่เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโทสะได้แก่จิต๒

ดวงที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส. บทว่าจิตปราศจากโทสะได้แก่จิตที่เป็น

กุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. อกุศลจิต๑๐ดวงที่เหลือไม่เข้าบทต้นไม่

เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโมหะได้แก่จิต๒ดวงคือจิตที่เกิดพร้อมด้วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 315

วิจิกิจฉาดวง๑ที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะดวง๑. แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ใน

อกุศลจิตทั้งหมดฉะนั้นแม้อกุศลจิตที่เหลือก็ควรได้ในบทว่าจิตมีโมหะนี้

โดยแท้. จริงอยู่อกุศลจิต๑๒ (โลภมูล๘โทสมูล๒โมหมูล๒) ท่าน

ประมวลไว้ในทุกกะ (หมวด๒) นี้เท่านั้น. บทว่าจิตปราศจากโมหะ

ได้แก่จิตที่เป็นกุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. บทว่าจิตหดหู่ได้แก่จิตที่

ตกไปในถิ่นมิทธะ. ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้นชื่อว่าจิตหดหู่บทว่า

ฟุ้งซ่านได้แก่จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น

ชื่อว่าจิตฟุ้งซ่าน. บทว่าจิตเป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและ

อรูปาวจร. บทว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่า

สอุตฺตรํจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่าอนุตฺตรํจิต

ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. แม้ในจิตเหล่านั้น

จิตที่ชื่อว่าสอุตตระได้แก่จิตเป็นรูปาวจรจิตชื่อว่าอนุตตระได้แก่จิตที่เป็น

อรูปาวจร. บทว่าสุมาหิตํจิตตั้งมั่นแล้วได้แก่อัปปนาสมาธิหรืออุปจาร

สมาธิ. บทว่าอสมาหิตํจิตไม่ตั้งมั่นได้แก่จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสองบทว่า

วิมุตฺตํจิตหลุดพ้นได้แก่จิตหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ.

บทว่าอวิมุตฺติจิตไม่หลุดพ้นได้แก่จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง. ส่วนสมุจ-

เฉทวิมุตติปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตติไม่มีโอกาสในบทนี้เลย.

จิตในจิตนอก

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าภิกษุโยคาวจร

กำหนดจิตที่เป็นไปในสมัยใดๆด้วยการกำหนดจิตมีราคะเป็นต้นอย่างนี้

ชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตของตนหรือในจิตของคนอื่นในจิตของตน

ตามกาลหรือในจิตของคนอื่นตามกาลอยู่. ก็ในคำว่าพิจารณาเห็นธรรม

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 316

คือความเกิดนี้พึงนำความเกิดและความเสื่อมแห่งวิญญาณออกเทียบเคียงด้วย

อาการอย่างละ๕ว่าเพราะเกิดอวิชชาวิญญาณจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. ข้อต่อ

ไปจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วแล.

สติกำหนดจิตเป็นอริยสัจ

แต่ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างเดียวคือพึง

ประกอบความว่าสติที่กำหนดจิตเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้น

แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดจิตเป็น

อารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกันนั่นแล.

จบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน๑๖วิธีอย่าง

นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสธัมมานุปัสสนา๕วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานล้วน

ด้วยกายานุปัสสนาตรัสการกำหนดอรูปกัมมัฏฐานล้วนๆด้วยเวทนานุปัสสนา

และจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานกับอรูปกัมมัฏ-

ฐานผสมกันจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา

เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปขันธ์ด้วยกายานุปัสสนา

ตรัสการกำหนดเวทนาขันธ์ด้วยเวทนานุปัสสนาตรัสการกำหนดวิญญาณขันธ์

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 317

ด้วยจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสแม้การกำหนดสัญญาขันธ์และ

สังขารขันธ์จึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา

เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

นีวรณบรรพ

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าสนฺตํมีอยู่คืออยู่พร้อมด้วยอำนาจฟุ้ง

ขึ้นเนืองๆ. บทว่าอสนฺตํไม่มีอยู่คือไม่มีอยู่พร้อมเพราะไม่ฟุ้งขึ้นหรือ

เพราะละได้แล้ว. บทว่าก็โดยประการใดความว่ากามฉันท์เกิดขึ้น

เพราะเหตุใด. บทว่าตญฺจปชานาติก็รู้ชัดประการนั้นคือรู้ชัดเหตุนั้น.

ทุกๆบทพึงทราบความโดยนัยนี้นี่แล.

เหตุเกิดกามฉันท์

ในนิมิตทั้งสองนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้นเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย

ในสุภนิมิต. สิ่งที่งามก็ดีอารมณ์ที่งามก็ดีชื่อว่าสุภนิมิต. การใส่ใจโดยไม่มีอุบาย

การใส่ใจนอกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข

ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่างามชื่อว่าอโยนิโสมนสิการ

(การใส่ใจโดยไม่แยบคาย). เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ

ในสุภนิมิตนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสุภนิมิต

มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ

เกิดขึ้นแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำให้กามฉันท์ที่เกิดแล้วให้กำเริบ

ยิ่งขึ้นดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 318

เหตุละกามฉันท์

ส่วนกามฉันท์นั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดย

แยบคาย) ในอสุภนิมิต. สิ่งที่ไม่งามก็ดีอารมณ์ที่ไม่งามก็ดี. ชื่อว่าอสุภนิมิต.

การใส่ใจโดยอุบายการใส่ใจถูกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงใน

สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าทุกข์ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าไม่ใช่ตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่

งามชื่อว่าโยนิโสมนสิการ. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ

ในอสุภนิมิตนั้นย่อมละกามฉันท์เสียได้. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอสุภนิมิต

มีอยู่การทำให้มากๆซึ่งโยนิโสมนสิการในอสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ

ความไม่เกิดแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละกามฉันท์ที่เกิดแล้ว.

ธรรมสำหรับละกามฉันท์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันท์คือ๑.

การถืออสุภนิมิตเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งอสุภภาวนา๓. การ

รักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย๔. ความรู้จักประมาณในโภชนะ๕. ความมี

กัลยาณมิตร๖. พูดแต่เรื่องที่เป็นสัปปายะ (เป็นที่สบาย). จริงอยู่เมื่อภิกษุ

กำหนดอสุภนิมิต๑๐อย่างอยู่ก็ละกามฉันท์ได้. เมื่อเจริญอสุภ๑๐ก็ดีเมื่อ

ปิดทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็ดีรู้จักประมาณในโภชนะเพราะเมื่อมีโอกาสจะ

บริโภค๔-๕คำมีอยู่ก็ดื่มน้ำยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ก็ย่อมละกามฉันท์ได้.

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ (ในขุททกนิกายเถรคาถา) ว่า

จตฺตาโรปญฺจอาโลเปอภุตฺวาปิเว

อลํผาสุวิหารายปหิตตฺตสฺสภิกฺขุโน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 319

ภิกษุพึงเว้นคำข้าวเสีย-คำเลิก

ฉันแล้วดื่มน้ำเสียนี้เป็นข้อปฏิบัติอัน

สมควรสำหรับภิกษุผู้มีตนอันส่งไปแล้ว.

แม้ภิกษุผู้เสพกัลยาณมิตรซึ่งเป็นผู้ยินดีในการเจริญอสุภเช่น

พระติสสเถระผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานก็ย่อมละกามฉันท์ได้. แม้ด้วยการเจรจา

ปรารภเรื่องเป็นที่สบายอันอาศัยอสุภ๑๐ในอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้นก็ย่อม

ละกามฉันท์ได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป

เพื่อละกามฉันท์ดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็กามฉันท์ที่ละได้แล้วด้วยธรรม

๖ประการนี้ย่อมไม่เกิดอีกต่อไปด้วยอรหัตมรรค.

เหตุเกิดพยาบาท

ส่วนพยาบาทย่อมเกิดเพราะอโยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิต. ปฏิฆะ

(ความขุ่นใจ) ก็ดีอารมณ์อันช่วยให้เกิดปฏิฆะก็ดีชื่อว่าปฏิฆนิมิตในคำว่า

ปฏิฆนิมิตเป็นต้นนั้น. อโยนิโสมนสิการมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันในธรรม

ทั้งปวง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆใน (ปฏิฆะ) นิมิตนั้น

พยาบาทย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิฆนิมิตมีอยู่การไม่ทำให้มากซึ่ง

โยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งพยาบาทที่ยัง

ไม่เกิดหรือเพื่อทำให้พยาบาทที่เกิดแล้วกำเริบเสิบสานขึ้นดังนี้ .

เหตุละพยาบาท

แต่พยาบาทนั้นจะละได้ก็ด้วยการใส่ใจโดยแยบคายในเมตตาเจโต-

วิมุตติ. ในคำว่าเมตตาเจโตวิมุตินั้นเมื่อพูดกันถึงเมตตาย่อมควรทั้งอัปปนา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 320

ทั้งอุปจาระ. บทว่าเมตตาเจโตวิมุตติได้แก่อัปปนาโยนิโสมนสิการมีลักษณะ

ดังกล่าวแล้ว. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในเมตตาเจโตวิมุตติ

นั้นย่อมละพยาบาทได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุต-

กายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติมีอยู่การทำให้

มากซึ่งโยนิโสมนสิการในเมตตาเจโตวิมุตตินั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิด

แห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละพยาบาทที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละพยาบาท

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละพยาบาทคือ๑.

การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งเมตตาภาวนา

๓. การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆตน๔. การทำให้มากซึ่งการ

พิจารณา๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุกำหนดเมตตากัมมัฏฐานด้วยการแผ่เมตตาไปทั่ว

ทิศโดยเจาะจงหรือไม่เจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมละพยาบาทได้. เมื่อภิกษุ

เจริญเมตตาโดยแผ่ไปทั่วทิศโดยเจาะจงไม่เจาะจงก็ดีเมื่อพิจารณาถึงความ

ที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆตนอย่างนี้ว่าท่านโกรธคนนั้นจะทำอะไร

เขาได้ท่านอาจจักทำศีลเป็นต้นของเขาให้พินาศได้หรือท่านมาแล้วด้วยกรรม

ของตนจักไปด้วยกรรมของตนนั่นแลขึ้นชื่อว่าการโกรธผู้อื่นก็เป็นเช่น

เดียวกับผู้ปรารถนาจะจับถ่านไฟที่คุโชนซี่เหล็กอันร้อนจัดและอุจจาระเป็นต้น

ประหารผู้อื่นฉะนั้นหรือถึงคนนั้นโกรธท่านจักทำอะไรได้เขาจักอาจทำศีล

เป็นต้นของท่านให้พินาศได้หรือเขามาด้วยกรรมของตนก็จักไปตามกรรมของ

เขานั่นแหละความโกรธนั้นจักตกลงบนกระหม่อมของเขานั่นเองเหมือนประหาร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 321

ผู้ไม่ประหารตอบและเหมือนนำธุลีซัดไปในที่ทวนลมฉะนั้นดังนี้ก็ดีเมื่อ

พิจารณากัมมัสสกตาทั้งสองหยุดอยู่ในการพิจารณาก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ยินดีใน

การเจริญเมตตาเช่นท่านพระอัสสคุตตเถระก็ดีย่อมละพยาบาทได้. แม้ด้วย

การเจรจาเรื่องที่เป็นที่สบายซึ่งอาศัยเมตตาในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น

ก็ละพยาบาทได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป

เพื่อละพยาบาทดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็พยาบาทที่ละได้แล้วด้วยธรรม๖

ประการนี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.

เหตุเกิดถีนมิทธะ

ถีนมิทธะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอรติ

เป็นต้นความไม่ยินดีด้วยกับเขา (ริษยา) ชื่อว่าอรติ. ความคร้านกายชื่อว่า

ตันที. ความบิดกาย (บิดขี้เกียจ) ชื่อว่าวิชัมภิตา. ความมึนเพราะอาหาร

ความกระวนกระวายเพราะอาหารชื่อว่าภัตตสัมมทะ. อาการคือความย่อหย่อน

แห่งจิตชื่อว่าความย่อหย่อนแห่งจิต. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไป

มากๆในอรติเป็นต้นนี้ถีนมิทธะย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ ( ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่

ยินดีความคร้านกายความบิดกายความเมาอาหารความหดหู่แห่งจิตมีอยู่

การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านี้นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิด

แห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสาน

ยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละถีนมิทธะ

แต่ถีนมิทธะนั้นจะละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมี

อารภธาตุเป็นต้น. ความเพียรเริ่มแรกชื่อว่าอารภธาตุ. ความเพียรที่มีกำลังกว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 322

อารภธาตุนั้นเพราะออกไปพ้นจากความเกียจคร้านแล้วชื่อว่านิกกมธาตุ-

ความเพียรที่มีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุแม้นั้นเพราะล่วงฐานอื่นๆชื่อว่า

ปรักกมธาตุ (ก้าวไปข้างหน้า. บากบั่น). เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไป

มากๆในความเพียร๓ประเภทนี้ย่อมละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธาตุคือความเริ่มความเพียรธาตุคือความออกพ้นไปจากความเกียจคร้านธาตุ

คือความก้าวไปข้างหน้ามีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโมนสิการในธาตุเหล่านั้น

นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละถีนมิทธะ

ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละถีนมิทธะ

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะคือ

๑. การกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกิน๒. การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ๓. การ

ใส่ใจถึงอาโลกสัญญา (คือความสำคัญว่าสว่างๆ) ๔. การอยู่กลางแจ้ง

๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

เพราะว่าเมื่อภิกษุบริโภคโภชนะเหมือนพราหมณ์ที่ชื่ออาหารหัตถกะ

ที่ชื่อตัตรวัฏฏกะที่ชื่ออลังสาฏกะที่ชื่อกากมาสกะและที่ชื่อภุตตวมิตกะนั่งใน

ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันกระทำสมณธรรมอยู่ถีนมิทธะย่อมมา

ท่วมทับได้เหมือนช้างใหญ่แต่ถีนมิทธะนั้นจะไม่มีแก่ภิกษุที่เว้นโอกาสบริโภค

๔- ๕คำแล้วดื่มน้ำดื่มยังอัตตภาพให้เป็นไปเป็นปกติเพราะเหตุนั้นเมื่อ

ภิกษุกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกินอย่างนี้ย่อมละถีนมิทธะได้เมื่อภิกษุเข้าสู่

ถีนมิทธะในอิริยาบถใดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจากอิริยาบถนั้นเสียก็

ละถีนมิทธะได้. เมื่อภิกษุใส่ใจแสงจันทร์แสงประทีปแสงคบเพลิงในเวลา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 323

กลางคืนแสงอาทิตย์เวลากลางวันก็ดีอยู่ในที่กลางแจ้งก็ดีเสพกัลยาณมิตร

ผู้ละถีนมิทธะได้เช่นท่านพระมหากัสสปเถระก็ดีก็ละถีนมิทธะได้. แม้ด้วยการ

เจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายที่อาศัยธุดงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น

ก็ละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการนี้ย่อมเป็น

ไปเพื่อละถีนมิทธะ. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าถีนมิทธะที่ละได้ด้วยธรรม๖ประการ

จะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรคดังนี้.

เหตุเกิดอุทธัจจกุกกุจจะ

อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบ

แห่งใจ. อาการที่ไม่สงบชื่อว่าความไม่สงบ. คำนี้โดยอรรถก็คืออุทธัจจกุกกุจจะ

นั่นเอง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในความไม่สงบแห่งใจนั้น

อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ใน

สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่สงบแห่งใจ

มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบแห่งใจนั้นนี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำอุทธัจจกุกกุจจะ

ที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละอุทธัจจกุกกุจจะ

แต่อุทธัจจกุกกุจจะนั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในความสงบ

แห่งใจกล่าวคือสมาธิ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้(ใน

สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความสงบแห่งใจมีอยู่

การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความสงบแห่งใจนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ

ความไม่เกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิด

แล้วดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 324

ธรรมสำหรับละอุทธัจจกุกกุจจะ

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะ

คือ๑. ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความ

คบผู้เจริญ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่เมื่อภิกษุแม้ร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-

สาม-สี่นิกายหรือ๕นิกายย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยความเป็น

พหูสูต (พาหุสัจจะความเป็นผู้สดับมาก). ภิกษุผู้มากด้วยการสอบถามสิ่งที่

ควรและไม่ควรก็ดีผู้ชำนาญเพราะมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ในวินัยบัญญัติ

ก็ดีผู้เข้าหาพระเถระผู้แก่ผู้เฒ่าก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ทรงวินัยเช่นท่าน

พระอุบาลีเถระก็ดีย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่

เป็นที่สบายอันอาศัยสิ่งที่ควรและไม่ควรในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง

เป็นต้นก็ละอุทธัจจกุกกุจจะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการ

นี้ย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะภิกษุย่อมรู้ชัดว่าเมี่ออุทธัจจกุกกุจจะ

ละได้แล้วด้วยธรรม๖ประการนี้อุทธัจจะจะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรค

กุกกุจจะไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.

เหตุเกิดวิจิกิจฉา

วิจิกิจฉาย่อมเกิดได้ด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายอันเป็น

ที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. ความเคลือบแคลงเพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อยๆ

ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ

ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นวิจิกิจฉาย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรม

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 325

เป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด

หรือเพื่อทำวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละวิจิกิจฉา

แต่วิจิกิจฉานั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมมีกุศล

เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลอกุศลธรรมที่มีโทษ

ไม่มีโทษธรรมที่ควรเสพไม่ควรเสพธรรมที่ทรามประณีตธรรมที่เทียบ

ด้วยของดำของขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น

นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละวิจิกิจฉา

ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละวิจิกิจฉา

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉาคือ๑.

ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความมากด้วย

ความน้อมใจเชื่อ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-

สาม-สี่หรือห้านิกายย่อมละวิจิกิจฉาได้ด้วยความเป็นพหูสูต. เมื่อภิกษุ

มากด้วยการปรารภพระรัตนตรัยสอบถามก็ดีมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ใน

วินัยก็ดีมากไปด้วยความน้อมใจเชื่อกล่าวคือศรัทธาที่ยังกำเริบได้ในพระ-

รัตนตรัยก็ดีคบกัลยาณมิตรเช่นท่านพระวักกลีผู้น้อมใจไปในศรัทธาก็ดี

ย่อมละวิจิกิจฉาได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายอันอาศัยคุณของ

พระรัตนตรัยในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ละวิจิกิจฉาได้. เพราะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 326

เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา. ภิกษุ

ย่อมรู้ชัดว่าวิจิกิจฉาที่ละได้ด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยโสดา-

บัติมรรคดังนี้.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดนิวรณ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ

เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม

นี้ที่กล่าวแล้วในนีวรณ์๕ด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการและโยนิโสมนสิการ

ในสุภนิมิตและอสุภนิมิตเป็นต้นบัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียง. ข้อต่อไปนี้

ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นแล.

สติกำหนดนีวรณ์เป็นอริยสัจ

แต่ในนีวรณบรรพนี้มีต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความว่า

สติอันกำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำ

ออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น

นั่นแล.

จบนีวรณบรรพ

 

อิริยาบถบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางแห่ง

ลมอัสสาสะปัสสาสะอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางแห่งอิริยาบถ

จึงตรัสว่าปุนจปรํอีกอย่างหนึ่งดังนี้เป็นต้น. ในอิริยาบถนั้นพึงทราบความ

ว่าแม้สัตว์ดิรัจฉานเช่นสุนัขบ้านสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นเมื่อเดินไปก็รู้ว่า

ตัวเดินก็จริงอยู่แต่ในอิริยาบถนั้นมิได้ตรัสหมายเอาความรู้เช่นนั้น. เพราะ

ความรู้เช่นนั้นละความเห็นว่าสัตว์ไม่ได้เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ไม่ได้.

ไม่เป็นกัมมัฏฐานหรือสติปัฏฐานภาวนาเลย. ส่วนการรู้ของภิกษุ (ผู้เจริญ

กายานุปัสสนา) นี้ย่อมละความเห็นว่าสัตว์เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ได้.

เป็นทั้งกัมมัฏฐานและเป็นสติปัฏฐานภาวนา. และคำที่ตรัสหมายถึงความรู้ชัด

อย่างนี้ว่าใครเดินการเดินของใครเดินได้เพราะอะไรแม้ในอิริยาบถ

อื่นมีการยืนเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน .

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 299

จะวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้นคำว่าใครเดินความว่าไม่ใช่สัตว์

หรือบุคคลไรๆเดิน. คำว่าการเดินของใครความว่าไม่ใช่การเดินของ

สัตว์หรือบุคคลไรๆเดิน. คำว่าเดินได้เพราะอะไรความว่าเดินได้เพราะ

การแผ่ไปของวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต. เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นย่อม

รู้ชัดอย่างนี้คือจิตเกิดขึ้นว่าเราจะเดินจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆก็ทำให้

เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวการนำสกลกายให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความ

ไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่าเดิน. แม้ในอิริยาบถอื่น

มียืนเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในอิริยาบถยืนเป็นต้นนั้นจิตเกิดขึ้นว่าเรา

จะยืนจิตนั้นทำให้เกิดวาโยธาตุๆทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวการทรง

สกลกายตั้งขึ้นแต่พื้นเท้าเป็นที่สุดด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การ

ทำของจิตเรียกว่ายืน. จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนั่งจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ

ก็ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวความคู้กายเบื้องล่างลงทรงกายเบื้องบน

ตั้งขึ้นด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่านั่ง

จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนอนจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆทำให้เกิดวิญญัติความ

เคลื่อนไหวการเหยียดกายทั้งสิ้นเป็นทางยาวด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุ

อันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่านอน. เมื่อภิกษุนั้นรู้ชัดอยู่อย่างนี้ย่อมมี

ความคิดเห็นอย่างนี้ว่าเขากล่าวกันว่าสัตว์เดินสัตว์ยืนแต่โดยอรรถ

แล้วสัตว์ไรๆที่เดินที่ยืนไม่มีประดุจคำที่กล่าวกันว่าเกวียนเดิน

เกวียนหยุดแต่ธรรมดาว่าเกวียนไรๆที่เดินได้หยุดได้เองหามีไม่ต่อเมื่อ

นายสารถีผู้ฉลาดเทียมโค๔ตัวแล้วขับไปเกวียนจึงเดินจึงหยุดเพราะ

ฉะนั้นคำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันใดกายเปรียบเหมือน

เกวียนเพราะอรรถว่าไม่รู้ลมที่เกิดจากจิตเปรียบเหมือนโคจิตเปรียบ

เหมือนสารถีเมื่อจิตเกิดขึ้นว่าเราจะเดินเราจะยืนวาโยธาตุที่ทำให้เกิด

ความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นอิริยาบถมีเดินเป็นต้นย่อมเป็นไปเพราะความไหวตัว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 300

แห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตต่อแต่นั้นสัตว์ก็เดินสัตว์ก็ยืนเราเดิน

เรายืนเพราะเหตุนั้นคำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันนั้น

เหมือนกัน. ด้วยฉะนั้นพระโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า

นาวามาลุตเวเคนชิยาเวเคนเตชนํ

ยถายาติตถากาโยยาติวาตาหโตอยํ

ยนฺตํสุตฺตวเสเนวจิตฺตสุตฺตวเสนิทํ

ปยุตฺตํกายยนฺตมฺปิยาติฐาตนิสีทติ

โกนามเอตฺถโสสตฺโตโยวินาเหตุปจฺจเย

อตฺตโนอานุภาเวนติฏฺเฐวายทิวาวเช

เรือแล่นไปได้ด้วยกำลังลมลูกธนู

แล่นไปด้วยกำลังสายธนูฉันใดกายนี้อัน

ลมนำไปจึงเดินไปได้ฉันนั้นแม้ยนต์

คือกายนี้อันปัจจัยประกอบแล้วเดิน

ยืนและนั่งได้ด้วยอำนาจสายชักคือจิต

เหมือนเครื่องยนต์หมุนไปได้ด้วยอำนาจ

สายชักฉะนั้นนั่นแหละในโลกนี้สัตว์ใด

เว้นเหตุปัจจัยเสียแล้วยังยืนได้เดินได้

ด้วยอานุภาพของตนเองสัตว์นั้นชื่อไร

เล่าจะมีดังนี้.

เพราะฉะนั้นพึงทราบว่าภิกษุนี้กำหนดอิริยาบถมีเดินเป็นต้นซึ่งเป็นไปได้

ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเท่านั้นอย่างนี้เมื่อเดินก็รู้ว่าเราเดินเมื่อยืนก็รู้ว่าเรายืน

เมื่อนั่งก็รู้ว่าเรานั่งเมื่อนอนก็รู้ว่าเรานอนดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 301

คำว่าก็หรือกายของเธอตั้งอยู่โดยอาการใดก็รู้กายนั้น

โดยอาการนั้นนี้เป็นคำกล่าวรวมอิริยาบถทั้งปวง. มีคำอธิบายว่าหรือกาย

ของเธอดำรงอยู่โดยอาการใดๆก็รู้ชัดกายนั้นโดยอาการนั้นๆคือกายนั้นดำรง

อยู่โดยอาการเดินก็รู้ชัดว่าเราเดินกายดำรงอยู่โดยอาการยืนนั่งนอน

ก็รู้ชัดว่าเรายืนเรานั่งเรานอน.

อิริยาบถภายในภายนอก

คำว่าภายในหรือดังนี้ความว่าพิจารณาเห็นกายในกายด้วยการ

กำหนดอิริยาบถของตนเองอย่างนี้อยู่. คำว่าหรือภายนอกความว่าด้วย

การกำหนดอิริยาบถสี่ของคนอื่นอยู่. คำว่าหรือทั้งภายในทั้งภายนอกความ

ว่าพิจารณาเห็นกายในกายด้วยการกำหนดอิริยาบถ๔ของตนเองตามกาลของ

คนอื่นตามกาลอยู่. ก็ในคำบาลีเป็นต้นว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิด

คือพึงนำความเกิดและความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ออกแสดงโดยอาการทั้ง๕ตาม

นัยบาลีเป็นต้นว่ารูปเกิดเพราะอวิชชาเกิดดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาความเกิดและความเสื่อมนั้นแลตรัสว่าพิจารณาเห็นธรรมคือ

ความเกิดดังนี้เป็นต้นในที่นี้.

คำบาลีเป็นต้นว่าสติของเธอก็ปรากฏชัดว่ากายมีอยู่ดังนี้

ก็มีข้อความเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดอิริยาบถเป็นอริยสัจ

แม้ในอิริยาบถบรรพนี้สติที่กำหนดอิริยาบถ๔เป็นอารมณ์เป็น

ทุกขสัจตัณหาที่มีในก่อนอันยังสติที่กำหนดอิริยาบถ๔นั้นให้ตั้งขึ้น

เป็นสมุทัยสัจการหยุดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรค

ที่กำหนดรู้ทุกข์ละสมุทัยมีนิโรธเป็นอารมณ์เป็นมรรคสัจภิกษุผู้โยคาวจร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 302

ขวนขวายโดยทางสัจจะ๔อย่างนี้ย่อมบรรลุพระนิพพานดับทุกข์. นี้เป็นทาง

ปฏิบัตินำออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัตของภิกษุผู้กำหนดอิริยาบถ๔รูปหนึ่ง

ฉะนี้แล.

จบอิริยาบถบรรพ

สัมปชัญญบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทาง

อิริยาบถ๔อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางสัมปชัญญะ๔

จึงตรัสว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้นในสัมปชัญญบรรพนั้นคำว่าก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้นทรงพรรณนาไว้แล้วในสามัญญผลสูตร. คำว่าหรือภายใน

ความว่าพิจารณาเห็นกายในกายของตนหรือในกายของคนอื่นหรือในกาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลโดยกำหนดสัมปชัญญะ๔อย่างนี้อยู่.

ความเกิดและความเสื่อมของรูปขันธ์นั้นแลพึงนำออกแสดงในคำว่าพิจารณา

เห็นธรรมคือความเกิดเป็นต้นแม้ในสัมปชัญญบรรพนี้. คำนอกจากนี้ก็

เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดสัมปชัญญะเป็นอริยสัจ

ในสัมปชัญญบรรพนี้สติกำหนดสัมปชัญญะ๔เป็นทุกขสัจตัณหา

ที่มีในก่อนอันยังสติกำหนดสัมปชัญญะ๔นั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสุมทัยสัจการ

ไม่เกิดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรคมีประการดังกล่าว

มาแล้วเป็นมรรคสัจภิกษุโยคาวจรขวนขวายโดยทางสัจจะ๔อย่างนี้ย่อม

บรรลุนิพพานดับทุกข์ได้แล. นี้เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกจนถึงพระอรหัตของ

ภิกษุผู้กำหนดสัมปชัญญะ๔รูปหนึ่งฉะนี้แล.

จบสัมปชัญญบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 303

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางสัมปชัญญะ

๔อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกการใส่ใจถึงกายโดยความเป็นของปฏิกูล

จึงตรัสว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้น. ในปฏิกูลมนสิการบรรพนั้นคำใดที่ควร

กล่าวในบาลีเป็นต้นว่ากายนี้นี่แลคำนั้นทั้งหมดท่านกล่าวไว้แล้วในกายคตา-

สติกัมมัฏฐานคัมภีร