สัปดาห์นี้ดูหนัง 2 เรื่อง คือ The Flowers of War กับ Cloud Atlas  ต่างกันราวฟ้ากับเหว

น่าผิดหวังกับ Cloud Atlas  และ ตราตรึงใจกับแก่นสารใน The Flowers of War


Cloud Atlas  หนังที่น่าผิดหวัง

นานๆ ขับรถเข้ากรุงเทพที ลังเลอยู่ว่าจะดูหนัง Cloud Atlas (หยุดโลกข้ามเวลา)  หรือ The Imposible 2004 (สึนามิ ภูเก็ต)  ตัดสินใจเลือกดู Cloud Atlas เพราะดารานำคือ Tom Hanks กับ Halle Berry กับโปรยของหนังที่ว่า “เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดแม้แต่ซีนเดียว”

หนังยาวเกือบ 3 ชม. พยายามดูเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง  ขนาดเกาะติดไม่พลาดแม่แต่ซีนเดียวก็ยังดูไม่รู้เรื่อง  นึกว่าเป็นคนเดียว ที่ไหนได้ คนดูเดินบ่นพึมพำ ๆ กันทั้งโรงว่า ดูไม่รู้เรื่อง

หนังเล่าเรื่องราวของตัวละครหลักกลุ่มหนึ่ง  แต่ต่างภพชาติกัน 6 ภพชาติ  ด้วยโครงเรื่อง และ สาระหลัก ที่หนังพยายามนำเสนอ  ถ้าผู้กำกับทำได้สำเร็จจะเป็นหนังที่มีคุณค่าอย่างมาก

สาระหลัก ที่ฉันพอจะจับความได้จากบทพูดของตัวละคร คือ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย  การตายแล้วเกิดใหม่  การกระทำทั้งดีและไม่ดีล้วนส่งผลผูกพันต่อชีวิตของเราและส่งผลต่อผู้อื่น  นั่นคือ แก่นสารของศาสนาพุทธ

หนังสร้างจากหนังสือ (ท่าจะอ่านยากมากเช่นกัน – ฉันยังไม่เคยอ่าน และอาจจะไปหามาอ่าน)  ทำให้ฉันนึกไปถึงหนัง และ หนังสือ ชื่อ Jonathan Livingston Seagull ที่สื่อปรัชญาของศาสนาพุทธ ทั้งหนังและหนังสือเล่าเรื่องได้อย่างงดงาม

แม้จะเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้ไม่รู้เรื่อง น่าผิดหวัง แต่ก็ดีใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดสนใจเรื่องแนวนี้  เราอาจจะได้ดูหนังดีๆ สื่อสาระที่เป็นแก่นสารอันมีคุณค่าในอนาคต


แก่นสารอันตราตรึงใจในThe Flowers of War

  หนังดีเรื่องใหม่ของจางอี้โหมว ผู้กำกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่

  ประวัติศาสตร์เล่าเรื่องเป็นตัวอักษรไว้ว่า ปี1937 ญี่ปุ่นยกทัพบุกนานกิง ทำลายบ้านเมือง ข่มขืนผู้หญิง และฆ่าคนจีนมากมาย   จางอี้โหมวเล่าเรื่องด้วยภาพความน่ากลัวของสงคราม ความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นให้เห็นจะจะไว้เป็นฉากหลังเรื่องราวดราม่าของสัปเหร่อชาวอเมริกันคนหนึ่ง  กลุ่มเด็กหญิงนักเรียนคอนแวนต์วัยแรกรุ่น กับเหล่าโสเภณีแห่งนานกิง ที่ชะตาได้ชักนำให้มาอยู่รวมกัน ณ โบส์ถคริสต์กลางเมือง

  จางอี้โหมวปูพื้นให้เรารู้จักกำพืด นิสัยใจคอ และเรื่องราวของตัวละคร ที่ขัดแย้ง ชิงชัง กันและกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือหนีไปจากนานกิง  สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น งวด กระชับ ชักนำไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) เมื่อนายทหารญี่ปุ่นเข้ามาขอให้นักเรียนทุกคนไปแสดงการขับร้องประสานเสียงในงานเลี้ยงของทหารญี่ปุ่น คนดูคาดการณ์ได้ไม่ยากว่า นั่นหมายถึงการส่งเด็กหญิงไปเป็นเหยื่อกามและอาจหมายถึงการส่งไปสู่หลักประหาร

  จางอี้โหมว เล่าเรื่องได้กระชับ ชัดเจน งดงาม จับใจ สะเทือนใจ  จงใจเล่าเรื่องอย่างอ้อยสร้อยในช่วงเวลาของการเตรียมตัวก่อนถึงวันเดินทางไปแสดง ชักจูงให้คนดูคิด คาดคะเน จินตนาการ เมื่อถึงฉากจบ

  ฉันไม่รู้ว่าตอนหนังเข้าฉายในโรง ตั้งชื่อภาษาไทยว่าอย่างไร  แต่ชื่อหนังภาษาอังกฤษ  The Flowers of War  นั้นสื่อความหมายของ “สาระหลัก” ของหนังได้แจ่มชัดจริงๆ

  บ่ายวันนั้น ฉันถูกตรึงอยู่กับเก้าอี้ในห้องดูหนังพักใหญ่ๆ  

ใคร่ครวญครุ่นคิดเรื่องชื่อหนังกับสาระหลักของหนังในวันถัดมา

  การได้ดูหนังดีๆ มีคุณค่าในเนื้อหนัง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง.

นิยามของการ “ไปดูหนัง” ที่โดนใจสุด

  ต้องปอง จันทรางกูร** ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย “นอกกระแส” เรื่องปาดังเบซาร์ อายุเพียง 33 ปี เรียนจบปริญญาโทด้านภาพยนตร์จาก The London Film School  หนังของเขาเป็นที่รู้จักในเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก 

.."ะดับความคิดและทัศนคติ......แต่คนไทยไม่ใช่...พอเรามองว่ามันเป็นแค่ความบันเทิง เราก็จะไม่ให้ความสำคัญกับวฃสิ่งเหล่าน เขาพูดถึงวัฒนธรรมการไปดูหนังของคนอังกฤษ ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เขาไปพบเจอ (แน่นอนที่ไม่ใช่คนไทย) ว่า

  “...การเข้าโรงหนังคือการเสพศิลปะ วัฒนธรรมของชาติและต่างชาติ การเข้าโรงหนังคือการได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่อาจช่วยยกระดับความคิดและทัศนคติ......แต่คนไทยไม่ใช่...พอเรามองว่ามันเป็นแค่ความบันเทิง เราก็จะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เท่าไหร่...”

  (**วรรณศิริ ศิริวรรณ. “ต้องปอง จันทรางกูร  มองสังคมอินดี้ ผ่านหนังนอกกระแส”  เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 21 ฉบับที่ 1070 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555)

  เป็นนิยามของการ “ไปดูหนัง” ที่โดนใจที่สุด.

อาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555