การที่เรามีโอกาสจะพบใครสักคน อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็น "ชะตากรรม" ที่ทำร่วมกันมาแต่ชาติปางไหนสักชาติ คำนิยามนี้เพื่อนผมท่านหนึ่งเป็นคนนิยามเอาไว้ เวลาที่เราคุยกันว่า เหตุใดหนออยู่ห่างกันตั้งไกล แต่ทำไมถึงมาพบมาเจอกันได้ ถ้าไม่ใช่ "ชะตากรรม"


วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕


วันที่ผมออกเวร จากป่าสู่เมือง เพื่อเข้ามาสอนหนังสือตอนเที่ยงตรงจนถึงบ่ายสามโมง หลังจากการสอนเสร็จคิดอยู่นานว่า เราจะออกไปไหนต่อไหม หรือเราควรจะกลับบ้านดี เพราะเราค่อนข้างอ่อนล้ากับการทำหน้าที่อาจารย์ประจำหอพักและอาจารย์ผู้สอนในวันเดียวกัน

"อยากดูกล้อง" ในใจคิดแบบนั้น งั้นแวะไป "พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เชียงใหม่" ดีกว่า เพื่อดูความเคลื่อนไหวของกล้องที่แอบดูอยู่นาน ยิ่งฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ไม่มีสิ่งที่จะเก็บบันทึกความทรงจำไว้ ก็ยิ่งเพิ่มความต้องการมากขึ้น

เมื่อได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว จึงขี่รถย้อนกลับมาที่ "ร้านสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์" ร้านหนังสือประจำเพื่อพักผ่อนและดูหนังสือที่เล็งเอาไว้ว่ามาถึงที่นี่หรือยัง

ระหว่างการเดินชมหนังสือตามชั้นต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมา สบตากับใครบางคน คุ้นหน้าชะมัด ประมาณ ๑ วินาที ใครคนนั้นก็ยิ้มให้และพูดว่า "อาจารย์ สวัสดีค่ะ จำหนูได้ไหม"

ผมแน่ใจว่าเป็นลูกศิษย์แน่ ๆ แต่ ... รุ่นไหน ระดับไหนล่ะเนี่ยที่เคยสอนเขามา จึงถามว่า"เป็นยังไง สบายดีไหม อยู่ที่ไหนแล้ว"

ลูกศิษย์ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง... ยกมือถือขึ้น "ขอถ่ายรูปกับอาจารย์หน่อยค่ะ"

เอ้า ... คิดอะไรต่อไม่ออก ถ่ายก็ถ่าย

นี่เป็นคนรุ่นใหม่ชัด ๆ ใช้มือถือถ่ายรูปเก็บความทรงจำ ;)...


เขาบอกว่า เขาสอบบรรจุครูแล้ว อยู่ที่ โรงเรียนศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

โอ้ เป็นโรงเรียนที่ผมไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากไม่มีเพื่อนหรือญาติมิตรอยู่เลยสักคน

จาก เชียงใหม่ เดินทางไกลไปจนถึง ปราจีนบุรี เชียวหรือนี่

เราจึงได้ยืนคุยกัน ที่มาอยู่เชียงใหม่ตอนนี้ คือ ลากิจมาตามอาการคุณแม่ ซึ่งเป็นมะเร็ง ตอนนี้นอนอยู่โรงพยาบาลสวนดอก (ที่ทำงานของคุณหมอ ป.) แต่ผลยังไม่ออก วันนี้จะต้องกลับไปสัมมนาต่อที่โคราช คิดยังไงก็ไม่รู้ อยากมาร้านหนังสือ จึงนั่งรถแดงมาแวะก่อนไปอาเขต


เนี่ย ที่บอกว่า เป็น "ชะตากรรม" จะหาเหตุผลกลใดมาคัดง้าง

ปกติ ผมจะไม่มาร้านหนังสือเร็วขนาดวันนี้

ลูกศิษย์ผมก็มาเชียงใหม่ แค่วันเดียวอีกต่างหาก

แต่มาพบกันได้ "ชะตากรรม" ชัด ๆ 555


ลูกศิษย์ผมขอ Facebook แต่ผมไม่มี เพราะลบไปแล้ว

ผมจึงให้ Gotoknow ไปแทน

และผมก็ขอชื่อกับเบอร์โทรศัพท์เอาไว้


อา... เขาอยู่เอกชีววิทยา รหัส ๔๖ ไม่เจอกันมา ๓ - ๔ ปีได้

มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีธุระจะเข้ามา อย่างไรก็ไม่น่าจะเจอกันได้


เขาบอกผมว่า "คิดถึงอาจารย์มาก ๆ เพราะเวลาที่เขาสอนลูกศิษย์ แล้วลูกศิษย์ดื้อ หาข้ออ้างต่าง ๆ มาโต้เถียงที่จะขี้เกียจทำงาน เขาจะคิดตัวเองที่เรียนกับผม คิดถึงคำสอนที่ผมเคยให้ไป เหมือนกันเลย 555"

เขาว่า "กรรมมันตามสนองยังไงก็ไม่รู้"

ผมก็หัวเราะ "นั่นไง เพิ่งรู้หรือนี่ 555"


แต่ความรู้สึกที่ออกมาจากตัวเขา คำพูดว่า "คิดถึง" นี่ มันทำให้รู้สึกเขิน ๆ ยังไงก็ไม่รู้

รู้สึกทำอะไรไม่ถูกเลย

เหมือนไม่เคยรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว ;)...


คือ ไม่คิดว่า จะมีลูกศิษย์มาคิดถึงเราขนาดนี้

เพราะรู้ตัวเองว่า เวลาสอนเด็กพวกนี้จะค่อนข้างเข้มงวดและดุในสิ่งที่เขาทำไม่ดี


นี่อาจจะเป็น "กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาก็ออกผลช้าฉันนั้น" นะครับ


แต่ที่ชอบกว่านั้นก็คือ เขาบอกว่า "ผมไม่เปลี่ยนเลย หน้าเด็กกว่าอายุ" 555

ในสมองผมนะ มีภาพเขาตอนที่เขาเรียนกับผม ใส่ชุดนักศึกษา แวะมาส่งงาน หรือไม่ก็นั่งเรียนอยู่

ผมเคยเห็นภาพเหล่านั้นในความทรงจำ

ซึ่งวันนี้เขา คือ ใครคนหนึ่งซึ่งมีวุฒิภาวะและความเป็นผู้ใหญ่ที่สูงขึ้น

แต่รอยยิ้มคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

ผมจำรอยยิ้มแบบนี้ได้


แหม รู้สึกว่า ทำไมเราแก่ขนาดนี้เนี่ย ลูกศิษย์ได้ดิบได้ดีกันไปหลายคนแล้ว

เราเหมือนยังยืนอยู่ที่เดิม ตำแหน่งเดิม เฝ้าสอนศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าให้จบออกไปเป็นครูของสังคม


ลูกศิษย์ผมจะ ๓๐ แล้วนะ แล้วผมล่ะ (ไม่บอก ๆ) 555


ได้พูดคุยกับเขาระยะสั้น ๆ แต่ความรู้สึกดี ๆ ยังคงอยู่ในความทรงจำ

รู้สึกยินดีในความสำเร็จของเขา


มันเป็น "ชะตากรรม"

ผมว่านะ เราคงน่าจะได้พบกันอีก


คราวหน้ามาเดี๋ยวเลี้ยงข้าว ๆ ;)...


ขอให้เขาเดินทางปลอดภัยในคืนนี้


บุญรักษา ครับ ;)...