มารู้จัก PBL (Problem-based Learning)กันเถอะค่ะ?

รูปแบบการเรียนที่ใช้เป็นปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning) ซึ่งนิยมใช้มากในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญหรือการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

ความเป็นมาของการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก

          การเรียนที่ใช้เป็นปัญหาเป็นหลัก เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เริ่มจากคณะเพทย์ที่มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งคิดค้นวิธีที่จะทำให้ผู้เรียนมีบทบาทที่กระตือรือร้นต่อการเรียนตลอดกระบวนการเรียนการสอน และช่วยให้ความเครียดของผู้เรียนต่ำลง ทางคณะฯจึงจัดให้มีการเรียนรู้ในกลุ่มเล็กในลักษณะการเรียนรู้แบบทบทวน โดยให้มีกระบวนการศึกษาด้วยการแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริงจากกรณีผู้ป่วยจริง และการรักษาพยาบาลจริง ต่อมาจึงได้เผยแพร่แนวคิดนี้ไปยังนานาประเทศทั่วโลกแล้ว

ความหมายของการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก

         ถ้าพูดถึงคำจำกัดความก็สามารถสรุปได้ว่า “การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning) หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพื่อนำมาแก้ปัญหานั้น”

ลักษณะที่สำคัญของการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก(มัณฑรา ธรรมบุศย์, 2545)

1.   ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง (student-centered learning)
2.   การเรียนรู้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้เรียนที่มีขนาดเล็ก
3.   ครูผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คำแนะนำ  (guide)
4.   ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้
5.   ปัญหาที่นำมาใช้มีลักษณะคลุมเครือไม่ชัดเจน ปัญหา 1 ปัญหาอาจมีคำตอบได้หลายคำตอบหรือมีทางแก้ไขปัญหาได้หลายทาง (ill- structured problem)
6.   ผู้เรียนเป็นคนแก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง  (self-directed learning)
7.   ประเมินผลจากสถานการณ์จริง โดยดูจากความสามารถในการปฏิบัติ  (authentic assessment)

กระบวนการของการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก

Bridges (1992) ได้จำแนกการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลักที่นำไปใช้ในห้องเรียนออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบเน้นปัญหา (problem-stimulated PBL) และแบบเน้นผู้เรียน (Student Centered PBL)

1. การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลักที่เน้นปัญหา (Problem-stimulated PBL) รูปแบบนี้จะใช้บทบาทของปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแนะนำและเรียนรู้ความรู้ใหม่ การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลักที่เน้นปัญหานี้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1) การพัฒนาทักษะเฉพาะเจาะจง  (domain-specific skills) 2) การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา (problem-solving skills) และ 3) การได้มาซึ่งความรู้เฉพาะเจาะจง (domain-specific knowledge)

2. การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลักที่เน้นผู้เรียน (Student Centered PBL) รูปแบบนี้คล้ายกับรูปแบบแรกในบางลักษณะ เช่น มีเป้าหมายเหมือนกัน แต่มีสิ่งที่มากกว่าคือ  ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Fostering life-long learning skills) กลุ่มแพทย์เป็นผู้ที่ต้องการการพัฒนาทำงานอยู่ตลอดเวลา ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นส่วนที่สำคัญในการปฏิบัติงาน  เพราะฉะนั้นโรงเรียนแพทย์จึงนิยมใช้รูปแบบนี้ในการเรียนการสอน

จากทั้ง 2 แนวทาง สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก น่าจะประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ดังนี้

1. เตรียมความพร้อมผู้เรียน
ผู้สอนทำการปฐมนิเทศเพื่อให้ผู้เรียนทราบวิธีการเรียนการสอน บทบาทของผู้สอนผู้เรียน การแบ่งกลุ่มผู้เรียน รวมทั้งระยะเวลาในการเรียนหรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. เสนอสถานการณ์ของปัญหา 
ผู้สอนเกริ่นนำเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของผู้เรียนกับสถานการณ์ที่ผู้เรียนจะได้พบ จากนั้นจึงนำเสนอสถานการณ์ปัญหาพร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์หรือประเด็นปัญหาที่ต้องการให้แก้ไข รวมทั้งบอกแหล่งข้อมูลที่เตรียมไว้และแหล่งข้อมูลภายนอกที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปค้นคว้าได้

3. กำหนดกรอบการศึกษาผู้เรียนวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาร่วมกันภายในกลุ่มเพื่อกำหนดกรอบหรือขอบเขตที่จะศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา จากนั้นวางแผนการดำเนินงานและแบ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ

4. สร้างสมมติฐานผู้เรียนระดมความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนในกลุ่ม เพื่อเชื่อมโยงแนวคิดของแต่ละคน ซึ่งอาศัยความรู้เดิมเป็นข้อมูลในการสร้างสมมติฐานโดยสร้างสมมติฐานให้ได้มากที่สุด จากนั้นร่วมกันคัดเลือกแต่สมมติฐานที่น่าจะเป็นไปได้ และคัดที่ไม่น่าจะใช่ทิ้งไป

5. ค้นคว้าข้อมูลเพื่อพิสูจน์สมมติฐานในขั้นตอนนี้ผู้เรียนแต่ละคนหรือทั้งกลุ่มค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลภายในและภายนอกตามที่ได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

6. ตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหา
สมาชิกในกลุ่มประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเลือกสมมติฐานที่น่าจะถูกต้องที่สุดในการนำไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยใช้ข้อมูลที่ไปศึกษาค้นคว้ามาประกอบการตัดสินใจ หรือหากมีสมมติฐานที่น่าจะถูกต้องมากกว่าหนึ่ง ก็ให้จัดเรียงลำดับความน่าจะเป็น

7. สร้างผลงาน หรือปฏิบัติตามทางเลือก
นำแนวทางที่เลือกไปทดลองแก้ปัญหา หากแก้ปัญหาไม่ได้ก็ให้ใช้ทางเลือกข้อถัดไป หรือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงทางเลือกนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและนำไปทดลองใหม่อีกครั้ง (ในการนำไปใช้จริงๆ อาจไม่ต้องให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติการทดลองแก้ปัญหาจริงก็ได้ หากปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้อ อาจใช้แค่การให้ผู้เรียนตรวจสอบแนวทางการแก้ปัญหาของกลุ่มตนด้วยการสอบถามผู้เชี่ยวชาญภายนอกก็ได้)

8. ประเมินผลโดยวิธีที่หลากหลายโดยกลุ่มนำเสนอผลการแก้ปัญหาหรือแนวทางการแก้ปัญหาหน้าชั้นเรียน และทำการประเมินทั้งจากผู้สอน ผู้เรียนกลุ่มอื่นและกลุ่มที่นำเสนอเอง รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง การประเมินจะไม่วัดเฉพาะความรู้หรือผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลงานด้วย ซึ่งการประเมินสามารถวัดได้จากแบบทดสอบ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือวิธีการประเมินอื่นๆ

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง

*โจทย์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้รู้ขั้นตอนการเรียนแบบ PBL เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับกับการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยตามหลักการของแพทย์แต่อย่างใด

“นายชูชาติ อายุ 80 ปีมาตรวจที่โรงพยาบาลด้วยอาการ steatorrhea สังเกตพบมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงด้านขวา เมื่อตรวจดูพบอาการ tenderness”

  ขั้นแรกเราต้องว่า Clarify Term กันก่อน ว่ามีคำศัพท์ หรือศัพท์เทคนิคที่สมาชิกในกลุ่มคนใดไม่เข้าใจหรือไม่ อย่างกรณีนี้ คำศัพท์หรือศัพท์เทคนิคที่ไม่เข้าใจอาจเป็น steatorrhoea กับ tenderness และหากมีสมาชิกคนใดรู้ก็จะเสนอออกไป แต่หากไม่มีใครรู้เลยก็อาจจะใช้วิธีเปิด dictionary หรือค้างไว้ก่อน

  ขั้นที่สอง คือการ Define Problem โดยให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันเสนอว่า สิ่งใดควรเป็นปัญหาที่ในโจทย์นี้ ในที่นี้อาจเป็น steatorrhea, ตัวเหลือง, ตาเหลือง, ปวดท้องใต้ชายโครงขวา,tenderness

  ขั้นที่สาม เป็นส่วนของการ Analyse คือเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ปัญหาต่างๆในขั้นที่สองนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเชื่อมโยงกันอย่างไร อย่างเช่น

ตัวเหลือง, ตาเหลือง -> มีปัญหาเกี่ยวกับระบบตับหรือท่อน้ำดี

Steatorrhea ->ลำไส้เล็กขาดน้ำดีหรือเอมไซม์เลยย่อยไขมันไม่ได้จนออกมาในอุจจาระ

ปวดท้องใต้ชายโครงขวา+tenderness -> ตับหรือถุงน้ำดีน่าจะอักเสบ

  ขั้นต่อไปคือการตั้ง Hypothesis ว่าคนไข้รายนี้ควรจะเป็นโรคอะไร ในที่นี้รายละเอียดยังน้อยเกินไป ยากต่อการสรุป แต่ในการเรียนแบบ PBL จริงๆ มักจะมีโจทย์มาให้หลาย Handout โดย Handout แรกมักจะเป็นข้อมูลทั่วๆไปเหมือนโรคในตัวอย่าง และ Handout ถัดไปมักจะเป็นผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถระบุโรคได้ค่อนข้างแน่ชัด ในที่นี้ขอสมมุติว่าคนไข้เป็นนิ่วอุดตันในท่อทางเดินน้ำดี

  ขั้นสุดท้าย เป็นการตั้ง Learning Objective หรือที่เรียกย่อๆกันว่า L.O. เป็นการเอาสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มยังไม่เข้าใจมาตั้งเป็นประเด็นในการค้นคว้าข้อมูล ซึ่ง L.O. สามารถมีกี่ข้อก็ได้ ในโจทย์อาจตั้งได้เป็น ข้อแรก กายวิภาค และสรีรวิทยาของท่อทางเดินน้ำดี ข้อสอง โรคนิ่วอุดตันในท่อทางเดินน้ำดีมีสาเหตุมาจากอะไร กลไกการเกิดโรคเป็นอย่างไร และการรักษาทำได้อย่างไร เป็นต้น

  เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนเหล่านี้ก็เป็นอันว่า จบการเปิด scene หลังจากนี้สมาชิกในกลุ่มจะต้องได้สืบค้นข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ L.O. ที่ตั้งขึ้น และเมื่อถึงเวลาปิด scene ก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มสมาชิกจนทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน บรรลุวัตถุประสงค์ใน scene นั้นๆ

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติบได้ที่http://www.agri.kmitl.ac.th/km/blog/?p=386

http://takanoex.exteen.com/20120218/pbl-problem-based-learning