ลูกชายได้มอบนาฬิกาให้ผู้เขียนเป็นของขวัญ ผู้เขียนมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ไม่ได้เกิดจากการได้รับนาฬิกาโดยตรง แต่เป็นเพราะเห็นความใส่ใจที่ลูกมีให้แม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านข้อความที่ลูกเขียน

(ขอบคุณภาพจาก Internet)

         ก่อนอื่น ขอเรียนกัลยาณมิตรที่กรุณาเข้ามาอ่าน ว่า บันทึกเรื่อง "โบนัสหลังเกษียณ : เยือนสามชาติในยุโรป"  จะแบ่งเป็น 4 ตอน ตามลำดับการเดินทาง ได้แก่ ตอนที่ 1 กรุงเทพฯ-ไคโร   ตอนที่ 2 ท่องเที่ยวอิตาลี ตอนที่ 3 ท่องเที่ยวสวิทเซอร์แลนด์และ ตอนที่ 4 ท่องเที่ยวฝรั่งเศส  อนึ่ง เพื่อให้กัลยาณมิตรได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศต่างๆ  ผู้เขียนจึงได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเทศและสถานที่ที่ได้ไปเยือน และนำเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศและสถานที่นั้นๆ มากล่าวแทรกไว้ในบันทึกด้วย รวมทั้งได้เสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของผู้เขียนเองและท่านผู้อ่าน โดยจะสรุปคำอธิบายบางตอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะมาท่องเที่ยวผ่าน Blog ขอรับรองว่าท่านจะไม่ถูกหลอกเหมือนที่กำลังเป็นข่าวอยู่ ณ ขณะนี้

ตอนที่ 1 กรุงเทพฯ-ไคโร (Bangkok-Cairo)

            วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 ผู้เขียนบินจากสนามบินอุบลฯ ถึงสนามบินดอนเมืองประมาณ 12.30 น. ก่อนหน้านั้น สายการบินทั้งหมดได้ย้ายไปให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ในปี 2554 มีผู้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิถึง 47,910,744 คน และในเดือนมกราคมปี 2555 มีผู้ใช้บริการถึง 4,995,094 คน เกินขีดความสามารถของสนามบินที่รองรับได้ปีละ 45 ล้านคน สายการบินที่ให้บริการในประเทศ จึงตัดสินใจย้ายกลับไปให้บริการที่ดอนเมืองตามเดิม (วิกิพีเดีย. ออนไลน์ : 2555) ก่อนถึงที่พักลูกชายซึ่งอยู่ที่บางพลี (อำเภอที่ตั้งสนามบินสุวรรณภูมิ) ผู้เขียนได้แวะตลาดนัดใกล้ที่พักลูก เพื่อซื้อกับข้าวให้ลูก ในส่วนของตัวเองได้ซื้อซุบขนุน น้ำพริก ผักและเห็ดต่างๆ เพื่อนำไปลวกจิ้มน้ำพริก และซื้อส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ไว้รับประทานเป็นอาหารกลางวันและอาหารเย็นเป็นการชดเชยล่วงหน้า เพราะคาดว่า ในช่วงที่ทัวร์ยุโรปน่าจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารในแบบที่ชอบ ในตอนเย็น ลูกชายได้มอบนาฬิกาให้ผู้เขียนเป็นของขวัญ ผู้เขียนมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ไม่ได้เกิดจากการได้รับนาฬิกาโดยตรง แต่เป็นเพราะเห็นความใส่ใจที่ลูกมีให้แม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านข้อความที่ลูกเขียน

            วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555 ตามแผนเดิมที่วางไว้นั้น ผู้เขียนจะให้ลูกชายพาไปซื้อของใช้ที่จำเป็นเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการเดินทาง เพราะที่อุบลฯ ไม่มีเวลาเลย จากนั้นก็จะรับประทานอาหารเย็นกับลูกๆ แล้วให้ลูกไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ลูกชายติดนัดแข่งฟุตบอลเวลา 17.00 น. ผู้เขียนจึงไม่ได้ออกไปซื้อของ และได้ให้ลูกชายจัดการซื้อกล้องถ่ายรูปให้ก่อนออกไปเตะฟุตบอล เพราะกล้องถ่ายรูปที่มีอยู่ใช้งานหนักในการเรียนการสอน การนิเทศ การอบรม ทั้งถ่ายภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว จนเสียใช้การไม่ได้ (ซ่อมหลายครั้งแล้ว) ลูกชายกลับไปรับผู้เขียนที่ห้องพัก เวลาประมาณ 2 ทุ่ม จากที่บอกไว้ว่าจะไปรับ 1 ทุ่ม ทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน จึงให้ลูกไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตามที่บริษัททัวร์นัดลูกทัวร์ (คณาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ และผู้ติดตามรวม 50 คน) ณ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ประตูหมายเลข 7 เคาน์เตอร์ Q เวลา 22.00 น. (บริษัททัวร์คิดค่าบริการหัวละ 68,900 บาท...ขอบคุณคณะครุศาสตร์ที่ช่วยอนุเคราะห์ค่าจ่ายให้ส่วนหนึ่ง)

             ในครั้งแรกที่เห็นชื่อภาษาอังกฤษของสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้เขียนสงสัยว่า ทำไมจึงไม่เขียนตามหลักการเขียนชื่อเฉพาะต่างๆ จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งกำหนดให้เขียนตามการออกเสียงไม่ใช่เขียนแบบถ่ายตัวอักษรตัวต่อตัว จากการสืบค้นได้ข้อมูลว่า "ชื่อสากลของสนามบินเขียนสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาอังกฤษ ว่า "Suvarnabhumi" ซึ่งใช้แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถานซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum" (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4) (การเขียนตามที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดนั้น เป็นการเขียนตามการออกเสียงซึ่งถูกต้องตามหลักการเขียน) อนึ่ง ตัวอักษร "ว" ในภาษาไทย อาจารย์ที่สอนเคยบอกว่า ต้องใช้ "W" ในภาษาอังกฤษ เพราะ เสียง "V" ซึ่งจะต้องใช้ฟันบนกัดริมฝีปากล่างเวลาออกเสียง เป็นเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย เมื่อสนามบินสุวรรณภูมิใช้ "V" แทนพยัญชนะ "ว" ก็เลยทำให้รู้สึกขัดๆ พิกล  

             หลังจากรับซองเอกสารจากหัวหน้าทัวร์ ซึ่งข้างในมีเอกสารสำคัญได้แก่ พาสปอร์ต (Passport) บัตรขาเข้า/ขาออก (ใช้ในการตรวจคนออกจากเมือง/เข้าเมือง) และ Boarding Pass ที่ใช้แสดงเวลาขึ้นเครื่อง ผู้เขียนได้ไปแลกเงินยูโร (EURO) ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) ณ วันเวลาที่แลก ยูโรละ 40 .29 บาท ผู้เขียนใช้เงิน 30,016 บาทไทย แลกได้ 745 ยูโร (ได้รับเป็นแบงค์ราคา 50, 20, 10, และ 5 ยูโร ส่วนเหรียญที่เห็นในภาพ เป็นเหรียญที่ได้รับทอนจากร้านขายของที่ระลึก ที่สนามบินนานาชาติไคโร) หลังจากนั้นก็เข้าสู่พิธีการ ตม. ตรวจคนออกจากเมือง แล้วเดินตามลูกศรเพื่อไปรอขึ้นเครื่องที่ G7 

              การเดินทางทั้ง 4 เที่ยวบิน ได้ใช้บริการของสายการบิน "EGYPTAIR" โดยเที่ยวบิน (Flight) แรก ได้บินจาก (Origin) สนามบินสุวรรณภูมิ (ซึ่งตั้งอยู่ที่สมุทรปราการ แต่ใน Monitor หน้าที่นั่งของผู้เขียนใช้อักษรย่อว่า  BKK ซึ่งมาจาก Bangkok) และปลายทาง (Destination) คือ CAI ย่อมาจาก Cairo (ไคโร)  ตามเวลาที่แสดงบนมอนิเตอร์นั้น เวลาที่กรุงเทพฯ (Time At Origin) 07.41 น. จะตรงกับเวลาที่ไคโร (Time At Destination) 02.41 น. เพราะเวลาที่ไคโรจะช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง กรุ๊ปทัวร์คณะครุศาสตร์ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 15 ตุลาคม เวลา 00.50 น. ถึงสนามบินนานาชาติไคโรเวลา 05.40 น. พนักงานสตรีที่ให้บริการบนเครื่องหน้าตาสวยคมคาย ส่วนพนักงานชายมีคนรูปร่างหน้าตาอย่างที่เห็นในภาพถัดดไป อาหารบนเครื่องหน้าตาคล้ายๆ ที่เห็นในภาพ  

              จากการสืบค้นข้อมูล (http://en.wikipedia.org/wiki/Cairo_International_Airport) พอจะสรุปได้ว่า สนามบินนานาชาติไคโร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงไคโร ห่างจากย่านธุรกิจประมาณ 15 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 37 ตารางกิโลเมตร มีความคับคั่งที่สุดในอียิปต์ และคับคั่งเป็นอันดับสองของทวีปอาฟริกา รองจากสนามบินในกรุงโจฮันเนสเบอร์ก ประเทศอาฟริกาใต้ เป็นสนามบินที่มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางหลักเพราะตั้งอยู่ระหว่าง ทวีปอาฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป (Cairo International Airport is the busiest airport in Egypt. The airport is located to the north-east of the city around 15 kilometres from the business area of the city, it has an area of approximately 37 kilometers square. Cairo International is the second busiest airport in Africa after OR Tambo International Airport in Johannesburg, South Africa. The airport has the potential to be a major hub with its positioning between Africa, the Middle East and Europe.)

             (ขอบคุณบางภาพที่ได้จากการสืบค้นใน Internet)

              ผู้เขียนรู้สึกพอใจมาก ที่การเดินทางไปยุโรปในครั้งนี้ ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ เพราะทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกลิ่นอายของปีรามิด หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งมีมนต์ขลังฝังใจผู้เขียนเสมอมา ปีรามิดนับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ในอียิปต์มีถึง 138 แห่ง แต่แห่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด คือ หมู่ปีรามิดแห่งเมือง Giza (ดังภาพล่าง) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร แต่ First Impression ของผู้เขียนเกี่ยวกับอียิปต์ไม่สู้จะดีนัก เพราะพนักงานชายบนเครื่องบิน (ผมเผ้า หน้าตา และหุ่นคล้ายกันมากกับคนในภาพที่ยืนเอียงข้าง) ได้ทำให้น้ำส้มคั้นทั้งถ้วยหกรดกางเกงของผู้เขียน โดยไม่รับรู้ว่าตนเองได้ทำความเดือดร้อนให้กับผู้โดยสาร เพราะได้ผลักถาดอาหารไปบนที่วางซึ่งมีถ้วยน้ำส้มคั้นวางอยู่ โดยท่ายืนเอียงข้างไม่ได้หันมาดูเหมือนในภาพไม่มีผิด (ผู้เขียนได้ใช้บริการบนเครื่องทั้งในและต่างประเทศมาพอสมควร  การให้บริการถาดอาหารทุกครั้งพนักงานจะยื่นให้กับมือ ให้ผู้รับจัดวางเอง) ...การที่จะเสียอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็รังแต่จะทำให้ผลเสียมีมากขึ้น ผู้เขียนจึงต้องควบคุมอารมณ์ตนเอง (ทำให้มีโอกาสทดสอบ EQ : Emotional Quotient ด้านการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ซึ่งก็พบว่า ผู้เขียนสอบผ่าน เพราะอารมณ์ที่เสียไปขณะเกิดเหตุการณ์ ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว) 

 

             "กรุงไคโร" เมืองหลวงของอียิปต์ มีประชากร 16 ล้านคน เป็นเมืองหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอาฟริกาและตะวันออกกลาง และใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก ทั้งยังเป็นเมืองหนึ่งที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก (Cairo is the capital of Egypt and, with a total population in excess of 16 million people, one of the largest cities in both Africa and the Middle East is also the 19th largest city in the world, and among the world's most densely populated cities.) คำบรรยายในภาพล่างซ้ายชี้ว่า ไคโรเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และภาพล่างขวาเป็นภาพกรุงไคโรในยามเย็น มองจากหอคอยไคโรซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในกรุงไคโร แม่น้ำที่เห็นในภาพคือแม่น้ำไนล์ (Nile River) เพราะไคโรตั้งอยู่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ (Nile Delta)...คำว่า cairo ในภาพ จริงๆ แล้วต้องเป็น Cairo เพราะเป็นชื่อเฉพาะ อักษรตัวแรกของคำต้องพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ รายการ Tonight Show ช่อง 3 วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม ซึ่งกำลังออกอากาศ ณ ขณะนี้ (23.54 น.) ใน "ช่วงอเมซิ่ง ต่างแดน โดย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล พาเที่ยวเมืองแปลก เรื่องราวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" ได้นำเที่ยวกรุงไคโรและให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศอียิปต์ว่า เนื่องจากเป็นประเทศทะเลทราย อุณหภูมิในตอนกลางวันและกลางคืนจะต่างกันมาก คือกลางวันประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 20-21 องศาเซลเซียส เป็นประเทศที่มีหลายอย่างที่เป็นที่สุดในโลก เช่น แม่น้ำไนล์ที่ยาวที่สุดในโลก มีสุเหร่าที่เก่าแก่ที่สุด มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุด มีตลาดที่เก่าแก่ที่สุด และมีกระดาษที่เก่าแก่ที่สุด คือ กระดาษปาปิรุสหรือปาปิรุส (Papyrus) ซึ่งทำจากต้นกกอียิปต์ที่เกิดเองตามลุ่มแม่น้ำไนล์ (มีการพบหลักฐานการใช้กระดาษปาปิรุส เขียนบทสวดในปีรามิด..."บ้านฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ของผู้ขียน มีกกอียิปต์ปลูกตรงกับเสา 2 ข้างที่ระเบียงด้วย แต่ปัจจุบันถูกดอกมาลัยทองคำ และกอบัวบดบังเกือบหมดหมด)  

Large_egyptianpapirus

           ในช่วงเวลาที่รอเปลี่ยนเครื่อง  เพื่อเดินทางจากไคโรไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี  ผู้เขียนได้หาซื้อของที่ระลึก (Souvenirs) จากร้าน  Gift Shop  และได้ Magnet ติดตู้เย็น (เป็นหนึ่งในของสะสมจากประเทศต่างๆ ของผู้เขียน) ไป 1 ชิ้น และภาพวาดที่ผู้เขียนชอบมากๆ 1 แผ่น ราคาไม่แพงเลยคือ 8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 260 บาท (จะนำกลับไปใส่กรอบที่เมืองไทย) ผู้เขียนตื่นเต้นมากเมื่อรู้ภายหลังว่า ภาพที่ซื้อมาวาดบนกระดาษปาปิรุส ซึ่งมีประวัติว่าเป็นกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เคยใช้) สำหรับหนุ่มๆ ทั้ง 4 คนที่เห็นในร้าน Gift Shop เป็นผู้ร่วมใน Group Tour ของผู้เขียน แต่ทุกคนได้แต่ถ่ายภาพและหยิบๆ จับๆ แต่ไม่มีใครซื้ออะไรติดไม้ติดมือมา สินค้าประเภทของที่ระลึกอาจไม่จูงใจผู้ชายให้ยอมควักเงินก็เป็นได้  

            สินค้าที่แพงเกินเหตุในไคโร น่าจะเป็นน้ำดื่มเกลือแร่ (ที่ไคโรติดราคาสินค้าเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ให้ลูกค้าจ่ายเป็นเงินยูโรได้ ) ผู้เขียนหยิบน้ำดื่มเกลือแร่ 2 ขวด (ตั้งใจจะซื้อเผื่อน้องที่เดินด้วยกัน 1 ขวด) ไปถามคนขายว่า ถ้าจะจ่ายเป็น EURO จะคิดเท่าไหร่ คนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ฟังเข้าใจเขาตอบโดยเขียนเลข 7 ในกระดาษ (7 ยูโรคิดเป็นเงินไทยประมาณ 280 บาท) ผู้เขียนเลยไม่ซื้อเพราะแพงเกินไป แต่น้องเดินกลับไปซื้อมา 1 ขวด พอถามถึงเงินที่จ่ายไป เธอบอกว่าประมาณ 200 บาทไทย ผู้เขียนตกใจ บ่นว่า "อ้าว! ทำไมล่ะ เขาบอกราคา 2 ขวด 7 ยูโร ขวดเดียวก็ต้อง 3.5 ยูโร ประมาณ 140 บาทไทยสิคะ" (ผู้เขียนแลกเงินมาในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรต่อ 40.29 บาทไทย) น้องบอกว่าไม่เป็นไร แต่หลังจากนั้นก็เห็นบ่นหลายครั้ง เรื่องจ่ายค่าน้ำแพง

... ใครคิดจะไปค้าขายที่สนามบินกรุงไคโร แนะนำว่า "ขายน้ำดื่ม" น่าจะกำไรดีนะคะ...

 

ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่แวะมาให้กำลังใจ ทักทายพูดคุย หวังว่า จะได้รับน้ำใจจากทุกท่าน ในตอนที่ 2 เที่ยวอิตาลี นะคะ

Large_1-touritaly