สำหรับผู้ที่ไม่ได้ผ่านประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดอย่างเขา หรือผู้ที่ผ่านประสบการณ์เช่นเดียวกันแต่เยียวยาตัวเองได้ด้วยศรัทธาในศาสนาหรือความเชื่ออะไรก็ตาม อาจจะรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเพลงธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากข้อความของเขา (ผู้อัพโหลดเพลง) และเรียนรู้จากบทเพลงคือสิ่งธรรมดาของใครหลายคน อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บางคนยึดเหนี่ยวไว้มิให้ตายทั้งเป็น และกลับมามีชีวิตในปัจจุบัน เพื่อรอคอยการกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง ที่ไหนสักแห่ง แม้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ตาม
วันนี้ นั่งเขียนงานและรู้สึกอยากพักผ่อนจิตใจจึงค้นเพลงฟังค่ะ ไปเจอบทเพลงของ Enya "Hope Has a Place (T o all the People who have ever loved and lost)"
http://youtu.be/zl0q8f8nC8Q
และข้อความของผู้อัพโหลดเพลงนี้ค่ะ
"I lost my wife and 2 kids in a car accident. A few months later I hear this song and I finally decide to start living again. People sometimes take for granted what a simple song can do for someone, but this song really helped me pick up the pieces. It's been 6 years now, and I still love and miss them deeply, but I know one day I'll be there with them. So, I will live my life until that day comes."
ผู้สูญเสียภรรยาและลูก ๆ
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ผ่านประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดอย่างเขา หรือผู้ที่ผ่านประสบการณ์เช่นเดียวกันแต่เยียวยาตัวเองได้ด้วยศรัทธาในศาสนาหรือความเชื่ออะไรก็ตาม อาจจะรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเพลงธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากข้อความของเขา (ผู้อัพโหลดเพลง) และเรียนรู้จากบทเพลงคือสิ่งธรรมดาของใครหลายคน อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บางคนยึดเหนี่ยวไว้มิให้ตายทั้งเป็น และกลับมามีชีวิตในปัจจุบัน เพื่อรอคอยการกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง ที่ไหนสักแห่ง แม้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ตาม
ความหวังทำให้คนเรามีชีวิต มีจิตวิญญาณ และมีลมหายใจ
เมื่อมีลมหายใจแล้ว เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร
นึกถึงบันทึกที่เคยเขียนไว้นานแล้ว
"ผจญภัยในป่าแอฟริกใต้กับเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่" http://www.gotoknow.org/blogs/posts/260257
ผู้สูญเสียสามี
พบเพื่อนที่สูญเสียสามีไปห้าปีกว่า เธอไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว และก็มีชีวิตอยู่อย่างดูเหมือนเป็นปกติ แต่เธอก็ยังพูดว่าเพิ่งอธิษฐานจิตที่จะได้พบกับสามีอีกครั้งในชาติหน้า...ข้าพเจ้าต้องเตือนเธอว่าไม่ควรอธิษฐานเช่นนี้ บุญกรรมคนเราไม่เท่ากัน ... ถ้าเป็นกรณีสูญเสียสามีใหม่ ๆ คงไม่กล้าเตือน เพราะอยากให้คิด ให้รู้สึกอะไรก็ได้ที่ทำให้สบายใจและผ่านช่วงเวลานั้นไปก่อน แต่นี่ เวลาผ่านไปนานแล้ว ความรักที่ลึกซึ้งเกาะกินใจอย่างยากที่จะถอดถอน ปลดปล่อยเขาไปเป็นอิสระจากใจเรา ควรที่จะถึงเวลา "จากกันจริงๆ" ได้แล้ว
เราต่างห่างที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ และไม่ยอมรับทุกข์นั้น
ทุกข์ที่เป็นความจริง
นึกถึงตอนไปเป็นวิทยากรการพัฒนาจิตด้วยศาสตร์นพลักษณ์ให้ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณพยาบาลท่านหนึ่งเล่าความทุกข์ให้ฟังว่าเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เป็นพยาบาลแต่ไม่สามารถช่วยเหลือบิดาผู้ให้กำเนิดได้ ช่วงเวลาที่ท่านป่วย เธอไม่ได้ดูแล เพราะทำงานหนักและดูแลคนไข้คนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องปลีกตัวไปไม่ได้เลย วันที่คุณพ่อเธอจากไป เธอไม่ทันไปดูใจ
เวลาผ่านไปปีกว่าแล้ว เธอก็ยังร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึง เธอรู้สึกผิดที่เป็นพยาบาลแต่ไม่ได้ช่วยอะไรคนที่เธอรักมากที่สุดได้เลย
ผู้สูญเสียบิดา
ข้าพเจ้าฟังเธออย่างตั้งใจและเข้าใจแล้วกล่าวเสียงเรียบเบาว่า
"ท่านได้ช่วยเหลือบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งให้กับครอบครัวอื่นแล้ว และหากคุณพ่อทราบ ท่านก็คงดีใจที่ลูกสาวของท่านช่างดีงามอะไรเช่นนี้ ปัจจุบัน คือการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ท่านจากไปแล้วค่ะ"
พยาบาลท่านนี้เป็นลักษณ์ที่มีกลไกทางจิต "ปฏิเสธความจริง" การไม่ยอมรับว่าบิดาจากไปแล้วสะท้อนออกมาผ่านความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจโดยโทษว่าเป็นความผิดตนเองอยู่ตลอดเวลา...หลายคำพูดสื่อออกมาว่ารอคอยที่จะแก้ไขความผิดพลาดครั้งนี้...การแก้ไขไม่ใช่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริงและจะไปแก้ไขหรือไปชดเชย
การแก้ไขคือการทำปัจจุบันใหม่ วางจิตตรงและตั้งมั่น...ในสติ
ในช่วงชีวิตของคนเรา ต้องมีสักวันที่ต้องพบกับเหตุการณ์พลัดพรากค่ะ
จะเริ่มต้นอย่างไรในการให้กำลังใจตนเองให้เผชิญหน้าผ่านพ้นช่วงเวลานั้นไปได้
และเมื่อผ่านช่วงเวลาที่เป็นบททดสอบนั้นไปแล้ว กลับมามีสติอีกครั้ง...
จะใช้ชีวิตอย่างไร
แด่ผู้ที่เคยรักและสูญเสียค่ะ
................................................................................
แด่ผู้ที่เคยรักและสูญเสีย.....ครับ
บางครั้งปมที่ติดบนหัวยุ่งๆของเราก็แกะเองไม่ออก ก็ต้องพึ่ง "ธรรมะจัดสรร" นี้ล่ะครับ
มาเป็นชุดๆ เลย............:):)
วันที่มีความสุขมากมายในวันนี้ ได้มาอ่านบันทึกนี้แล้วเกิดความรู้สึกกลัวผ่านเข้ามาในใจค่ะ
ขอบคุณบันทึกเตือนสติให้ได้คิดว่าอย่าหมกมุ่นในสุขนั้นจนเกินไป และควรเตรียมตัวสำหรับวันที่จะมาถึงด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
คนที่เคยรักและสูญเสียย่อมรู้รสชาติของความแตกต่างระหว่างสองอารมณ์นี้ได้ดี
ขอบคุณกับบันทึกที่ช่วยให้ครองสติได้อย่างดี
สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน......ใช้มันให้ดี
สวัสดีค่ะ
ชอบบันทึกสั้นๆนี้ค่ะ
เคยมีอาชีพเป็นพยาบาลมาก่อน และวันที่แม่หลับไปเฉยๆข้างตัว เป็นวันที่ฝันร้ายที่สุดในชีวิต... ทั้งเสียใจ เสียดาย โกรธตัวเองที่มีอาชีพที่ช่วยคนอื่นได้มากมาย แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตแม่สุดที่รักไว้ได้
ย้ำคิดๆๆๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นปีเลยค่ะ แต่โชคดีที่ได้ "ธรรมะ" เป็นเครื่องชี้นำใจ ประกอบกับความเมตตาจากพี่ๆหลานๆ...จึงกลับมายืนหยัดดำเนินชีวิตได้ต่อมา
ทุกวันนี้ก็ยังเสียใจเสียดายและเศร้าทุกครั้งที่คิดถึงแม่...
แต่...เข้าใจแล้วว่านี่คือ สัจธรรมแห่งชีวิตที่แม่ให้ไว้เป็น "มรดก" กับลูกหลานค่ะ
ส่งกำลังใจไว้ให้กับทุกท่าน เราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมใน สังสารวัฏ นี้ค่ะ
Enya - Hope Has a Place (To all the people who have ever loved... and lost)
http://www.youtube.com/watch?v=zl0q8f8nC8Q
.........................................................................................................
ผมเขียนบันทึกในเวลาหลังอาจารย์นิดเดียว
"ปลายทางแห่งศรัทธา" ... (ถามดี ตอบโดน : ท่าน ว.วชิรเมธี)
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะถอนนะคะกับความรู้สึกสูญเสีย
แต่เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นด้วยตัวของมันเอง
เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนคะ
ดูแลคนอื่นได้ แต่กับพ่อของตัวเองไม่สามารถช่วยได้
แต่อย่างน้อยก็มีห้วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน
เก็บไว้ในความทรงจำ
กลัวเหมือนกันค่ะ. ถ้าถึงเวลานั้นจริงไม่รู้ว่าจะรับได้แค่ไหนนะคะ
ชอบบันทึกนี้มาก การพลัดพรากจากคนที่เรารัก มันเป็นเรื่องสุดวิสัยนะคะ ไม่ว่าใคร ยังไงก็ต้องเจอ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็น อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะได้ไม่สูญเสียเวลามาก กว่าจะเจอพุทธศาสนาคงไม่ง่ายนัก หากเราไม่ไปยึดติดว่า สิ่งนั้น คนนั้นเป็นของเรา มันก็คงจะเศร้าน้อยหน่อย แต่บางคนก็มียาอยู่สองขนาน ที่ผสมผสานกัน แล้วหายไปเอง หนึ่งคือ ยอมรับความจริง สองคือ เวลา ........5555
น้องศิลาคะ
อ่านบันทึกนี้สี่ครั้งแล้วค่ะ อ่านไปก็รู้สึกแปลก ๆ ทั้งหวั่น ๆ โหย ๆ ปนความอิ่มใจ
เป็นบันทึกที่สร้างความรู้สึก ที่อธิบายได้ยาก ต่อพี่เหลือเกิน
จนต้องทำใจ ค่ะ ขอใช้คำนี้ ทำใจให้อยุ่กลาง ๆ เรียบ ๆ และเงียบสงบ
และเปลี่ยนความคิดที่จะพูดคุยกับบันทึก ทั้งที่มีประเด็นให้พูดด้วยเยอะ..
จนวันนี้ เขียนบันทึกตัวเองบ้าง บันทึกนี้
น้องศิลาคือแขกคนแรกที่มาพูดคุย อ่านแล้วเกิดความคิดคุยตอบ เขียนความคิดเห็นตอบ แล้วอ่านทวน
เกิดความคิดที่ตกผลึกขึ้นมาเองว่า
ความคิดเห็นที่ตอบน้องศิลา อันนี้ ไง ที่เป็นความคิดเห็นสำหรับ บันทึกของน้องศิลาด้วย..
หนึ่งความคิดเห็นสำหรับสองบันทึก ค่ะ
นี่ค่ะ
ขอบคุณค่ะ น้องศิลา
เป็นความอบอุ่นที่ระลึกขึันมาคราวใดก็ ขำ ๆ ค่ะ
พี่ชอบเขียนจดหมายด้วยมือ ส่งให้ลูกแม้ว่าจะไปถึงช้าสักหน่อย
อยากให้ลูกได้รับรู้ถึงความรู้สึกแบบ รอคอย และละเลียดอ่านจดหมายอย่างช้า ๆ อ่านซ้ำ หรือใคร่ครวญ ไตร่ตรองไปด้วย
แม่เคยถามเขา ลูกชายว่า โอเคไหมลูก เวลาได้รับจดหมายแม่เป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบของเขา ทำให้เราชุ่มชื่นใจค่ะ
เขาตอบด้วยการเล่าเป็นซีน ๆ ว่า
"เมื่อคุณครูประจำห้องน้องหยิบซองจดหมายขึ้นมา จะมีเพียงสองคนประจำเท่านั้นครับแม่ที่ มีจดหมายแบบนี้มาถึง"
"เพราะฉะนั้นจึงลุ้นกันครับ ว่าเป็นของใครระหว่างน้องและหมูแฮม"
"ถัดจากนั้น ถ้าเป็นของน้องนะ น้องจะเดินช้า ๆ ไปรับมาจากคุณครู"
"น้องยังไม่อ่านในห้อง prep นะแม่ น้องจะทำการบ้านให้เสร็จก่อน"
"เก็บไว้อ่านหลังสวดมนต์กลางคืนก่อนนอนเสร็จ จะได้อ่านช้า ๆ "
.....
ชุ่มชื่นใจด้วย มั้ยคะ
ตอนนั้นเขาเรียนประจำที่ วชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพฯค่ะ
เรียน กินนอนและเล่นกีฬาอยู่ในโรงเรียน สัปดาห์เว้นสัปดาห์จึงได้กลับบ้านสองวันสองคืน ทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองไปรับบ่ายของวันศุกร์และพานักเรียนส่งกลับโรงเรียนบ่ายของวันอาทิตย์ค่ะ
เป็นแบบฝึกหัดแรกของการ จาก พรากกันระหว่างเรา..สามคน
แม่จำได้ว่า ผ่านช่วงวันเวลาเหล่านั้นมาอย่างยากและลำบากในช่วงต้น แล้ว เราทั้งสามคนก็ปรับตัวได้ในที่สุด
โดยไม่รู้เลยว่า เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราแกร่งขึ้นเมื่อต้องห่างกันเกือบทั้งสองปี ในช่วงล่าสุดนี้
คงได้มีเวลาเขียนบันทึกบ้างค่ะ
โรงเรียนประจำก็เป็นห้องเรียนในฝันอีกแห่งหนึ่งค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งที่แวะมาให้กำลังใจ ขอบคุณค่ะ