หลังจากที่เข้าไปตรวจดูจดหมาย วันนี้ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งค่ะ  ชื่อที่ส่งมาไม่คุ้นเคย  แต่เนื้อหาที่เขียนเป็นไปในทางสร้างสรร และกระตุ้นวิธีคิดของดิฉันได้หลายอย่าง จดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งดิฉันจะถือว่าเป็นกัลยามิตรที่ดีของดิฉันนะค่ะ  หากมีอาวุโสมากกว่าดิฉันขออนุญาตเขียนถึงด้วยความเคารพค่ะ  ขอโทษนะค่ะที่ตอบผ่านบล็อกเพราะคิดว่าสิ่งที่กัลยามิตรท่านนี้ได้เขียนมา เป็นกำลังใจที่ดีและกระตุ้นการมีวิธีคิดด้านบวกค่ะที่สำคัญกัลยามิตรท่านนี้ได้ ที่อยู่ mail มากจากที่นี้ค่ะ ที่ gotoknow   <p>    หากถามว่าทุกวันนี้คนเราทำงานเพื่ออะไร  เชื่อแน่ๆค่ะว่าคงมีหลายคำตอบสุดแล้วแต่สภาวะของแต่ละคน แต่ดิฉันเชื่อว่าในความหลากหลายก็คงสามารถจัดหมวดหมู่ได้ หากเราอยากจัด เช่นเพื่อเงิน  เพื่ออุดมการณ์ เพื่อคนที่รัก  เพื่อประชาชน  เพื่อชาติ หรือหลากหลายเหตุผลร่วมกัน ที่ดิฉันเชื่อแน่น่าจะเป็นว่ามีทุกอย่างรวมกันแต่ว่าความสำคัญในแต่ละด้านอาจลดหลั่นกันลงไปบ้างนั้นเอง</p>       ในจดหมายที่เขียนมากัลยามิตรท่านนี้ได้มีคำถามคำถามหนึ่ง  ซึ่งดิฉันเองก็คิดว่าสิ่งที่ดิฉันจะลองตอบแต่คิดว่าคงไม่ใช้คำตอบที่ดีนักก็ได้แต่ดิฉันคิดว่า   การที่จะอยู่ในการทำงานและขณะเดียวกันก็มีชีวิตที่มีความสุขเราจะทำอย่างไร   ยากนะค่ะคำตอบถ้าจะตอบให้ดูดีและมีหลักการ     แต่ง่ายมากถ้าจะตอบอย่างใจคิดแน่นอนค่ะดิฉันเลือกข้อหลังนะค่ะตอบอย่างที่ใจคิด ค่ะ  ในทัศนะของดิฉันเข้าใจว่าการที่เราจะทำอะไรก็ตามที่จะให้เกิดความสุขอาจจะไม่ต้องเป็นการทำงานก็ได้ค่ะเราควรเริ่มต้นที่ความรักเสียก่อนเป็นอันดับต้นๆ เพราะหากการทำอะไรด้วยความรักที่หมายถึงความรักค่ะ  ความรักคือการมอบความเย็น  ความสบายจากข้างในให้แก่สิ่งใดๆก็ตามแต่ค่ะ ในที่นี้อาจจะเป็นงาน     เราก็จะได้สิ่งดีๆ  ได้ความเย็นกลับมาเช่นกัน  เพราะความรักมักไม่สามารถ ชั่ง ตวง วัด ได้จากดัชนี อื่นใดที่สามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้นอกเสียจากดัชนีชี้วัด ความสุข ที่เกิดและสัมผัสได้ที่เดียวค่ะคือที่ใจ และจิตวิญญาณของคนที่ทำค่ะ     เช่นเมื่อวันที่เราอาจเกิดความเหน็ดเหนื่อยจากเหตุการณ์อะไร ก็แล้วแต่เรามีวิธีการอย่างไรที่จะหลุดจากความเหนื่อยและหนักอันนั้น  ถ้าถามดิฉันดิฉันไม่มี how to ที่แน่นอนและชัดเจนเพียงวิธีเดียว ซึ่งแต่ละคนก็อาจยากง่ายแตกต่างกันออกไปแล้วแต่เหตุการณ์และสถานการณ์ค่ะ เช่นเมื่อเร็วๆนี้     ดิฉันเกิดความรู้สึกสุขและสงบเย็นจากการที่ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะจมูกได้กลิ่นควันไฟ    จากการหุ้งต้ม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตชนบทที่คนชนบทและมีต้นตระกูลเป็นชาวนาขนาดแท้และดั้งเดิมอย่างดิฉันซึ่งภูมิใจในบรรพบุรุษของดิฉันเป็นหนักหนาไม่ค่อยได้สัมผัสนัก  เมื่อตื่นขึ้นมาและได้เห็นสายหมอกแล้วด้วยยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่ว่าวิถีชนบทที่ควันไฟเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตหดหายไปเช่นนี้ มันสร้างสุขได้อย่างน่าประหลาดใจ  หรืออาจเทียบง่ายๆเวลาที่เราทำงาน เมื่อเราทำอะไรก็ตามแหละนะค่ะให้ผู้รับบริการเราแล้วลุง ป้าน้าอา เหล่านั้นยิ้มค่ะ ยิ้มที่แปลว่ายิ้มค่ะเราสุขแบบไหนความรู้สึกสุขเป็นแบบนั้น    ที่สำคัญกว่าคือเราต้องรู้จักพอเพียงไม่คิดเปรียบเทียบซึ่งไม่ได้หมายถึงเราจะไม่พัฒนางานเรานะค่ะ แต่เราจะพัฒนาตามบริบทของเราค่อยทำค่อยพัฒนา เพราะพื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกันที่สำคัญคืออย่าท้อไปเสียก่อนนะค่ะ  นั้นเองคือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าสำคัญที่สุดคือการไม่ท้อ คนอื่นมีปัญหาบางครั้งบางทีเราไปแก้เขาไม่ได้หรือถ้าได้ก็ยากค่ะมัวคิดติดอยู่เราจะมีเวลาในการทำอย่างอื่นน้อยลงไปอีกค่ะ  ข้ามสิ่งที่ยากไปก่อนเพราะสิ่งที่จะทำข้างหน้าอาจจะใช้เวลาในการทำน้อยกว่าค่ะ  อย่าถือว่าบันทึกนี้เป็นการแนะนำหรือทราบมากว่านะค่ะแต่อยากให้คิดว่าเป็นมุมความคิดเล็กๆที่อยากแลกเปลี่ยนและเป็นกำลังใจค่ะไม่ว่ากัลยามิตรท่านนี้ของดิฉันจะเป็นใครก็ตามนะค่ะ   อย่าท้อค่ะเพราะหากเราเชื่อมั่นและมีเป้าหมายแล้วมีสักวันแน่ๆค่ะที่จะไปถึงที่ที่เราจะไป สำหรับตัวดิฉันเป้าหมายที่ทำทุกวันนี้ก็คือการทำอะไรก็ได้ค่ะทำแล้วได้ยิ้มที่แปลว่ายิ้มจากทุกคนที่ดิฉันได้ใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน  ค่ะ  ดังนั้นหากเราสามารถทำงานด้วย ความรักอย่างเชื่อมโยงและลงตัวก็จะเกิดความสุขจากการทำงาน     ดิฉันก็พยายามอยู่เช่นกันค่ะ  ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำอวยพรดีๆค่ะ เชื่อแน่ๆแม้ไม่ต้องอธิฐานว่าสิ่งดีจะกลับถึงคุณเช่นกันค่ะ