ผมมีความสุขใจกับการได้เห็นเจ้าหน้าที่หอพักได้ “สานต่อ” เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตหอในมีบรรยากาศของการเรียนรู้ชีวิตผ่านการ “ได้คิด ได้เขียน.. ได้อ่าน” และเห็นความสำคัญของการบันทึกเรื่องราวอันเป็นชีวิตประจำวันของตนเอง (จดหมายเหตุชีวิต) แล้วยกระดับเป็นจดหมายเหตุองค์กร อันหมายถึง “งานบริการหอพัก” หรือแม้แต่ “มหาวิทยาลัย”

(1)

 

ห้วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเยียน-ชื่นชมผลงานของนิสิตและบุคลากรหอพัก

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน  ผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่กำกับดูแลหอพักในห้วงระยะเวลาหนึ่ง 


กาลครั้งนั้น  สิ่งที่พยายามอย่างหนักก็คือการชวนให้เจ้าหน้าที่ได้มีกิจกรรมเชิงรุกเพื่อการพัฒนานิสิตในหอพัก พร้อมๆ กับการเปิดเวทีกิจกรรมชาวหอพักออกสู่ชุมชน  รวมถึงการกระตุ้นให้นิสิตได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง 

และนั่นยังรวมถึงการผลักดันให้นิสิตชาวหอพักได้รวมกลุ่มจดทะเบียนเป็น “ชมรม” ในสังกัด “องค์การนิสิต”   เพื่อให้มีเวทีในการฝึก "ทักษะชีวิต" ผ่านกิจกรรมนอกชั้นเรียนให้มากขึ้น  ผสมผสานกับการพยายามสร้างกลไกให้องค์กรนิสิตและชมรมต่างๆ ได้เข้ามาหนุนเสริมการจัดกิจกรรมในหอพักให้มากขึ้น

 

 

ในมุมมองของผมนั้น-การจดทะเบียนเป็นองค์กรนิสิต จะช่วยให้นิสิตในหอพักมีกระบวนการเรียนรู้ด้านกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือมีทักษะชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้น , มีเครือข่ายการทำงานในระดับองค์กรมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่แต่เฉพาะสมาชิกในหอ  หรือจ่อมจมอยู่แต่เฉพาะกิจกรรมในหอพัก โดยไม่อาจเหลือบมองถึงปรากฏการณ์อื่นใดที่กรีดกรายอยู่นอกหอพัก

กรณีเช่นนี้  ชาวหอพักสามารถเรียนรู้หลากหลายจาก “เครือข่าย” ต่างๆ  สามารถชักชวนองค์กรภาคีอื่นๆ  มาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมจัดกิจกรรมในหอพักให้คึกคักและมีชีวิตชีวามากขึ้น   ซึ่งจะช่วยให้ “หอพัก” หรือ “บ้านหลังที่สองของนิสิต”  มีความอบอุ่น และหลากหลายบทเรียนให้แตะต้องสัมผัส

ส่วนกรณีองค์กรที่เข้ามาร่วมกับชาวหอพักนั้น  ถือเป็นการเปิดตัวองค์กรไปในตัว  รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมขององค์กรและรับสมัครสมาชิกเข้าสังกัดไปอย่างเสร็จสรรพ  -  มิหนำซ้ำยังจะช่วยกระตุ้นให้นิสิตหอพัก  ก้าวข้ามห้องหับอันคุ้นชิน  ออกมาสู่การเรียนรู้มากกว่าการต้องกินๆ นอนๆ และทำการบ้านส่งครูไปวันๆ...

ครับ-นั่นคือมุมคิดเล็กๆ ที่ผมเพียรพยายามชวนให้เจ้าหน้าที่หอพักได้ร่วมคิด ร่วมสร้างในห้วงที่ผ่านมา

 

 

 

 

(2)

 

 

การกลับไปเยือนในครั้งนี้  นอกจากการเยี่ยมเยียนถามข่าว และให้กำลังใจกับน้องๆ  ผมเองก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่า “กลับไป- เพื่อดูการเติบโตของสิ่งที่เคยขายฝันและชักชวนทีมงานได้ริเริ่มสร้างสรรค์ไว้”

 


 

ครับ-สิ่งที่ว่านั้นก็คือ “เรื่องเล่าเร้าพลัง”
เรื่องเล่าที่มีชื่อว่า “เด็กหอใน”  อันเป็นส่วนหนึ่งในแนวคิด “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส”

 

 

 

 

(3)

 

ผมมีความสุขใจกับการได้เห็นเจ้าหน้าที่หอพักได้ “สานต่อ” เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตหอในมีบรรยากาศของการเรียนรู้ชีวิตผ่านการ “ได้คิด ได้เขียน.. ได้อ่าน”  และเห็นความสำคัญของการบันทึกเรื่องราวอันเป็นชีวิตประจำวันของตนเอง (จดหมายเหตุชีวิต)  แล้วยกระดับเป็นจดหมายเหตุองค์กร อันหมายถึง “งานบริการหอพัก”  หรือแม้แต่ “มหาวิทยาลัย”

 

โดยส่วนตัวผมแล้ว-  ผมไม่เคยลังเลที่จะหยิบจับเรื่องเล่าเร้าพลัง (storytelling)  มาเป็นเครื่องมือในการ “พัฒนาทักษะชีวิตของนิสิต”  เพราะผมเชื่อมั่นเสมอว่า  การเขียนเรื่องราวเช่นนี้ เป็นกระบวนการของการ “ถอดบทเรียนชีวิต” ที่สำคัญไม่แพ้การ “ถอดบทเรียนของการงาน”

 

การเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังในมิติของ “เด็กหอใน”  จะช่วยให้นิสิตได้ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาด้วยกลไกสำคัญๆ เฉกเช่นกับที่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ  (Thai Qualifications Framework for Higher Education, TQF:HEd)  ได้กำหนดไว้  นั่นคือ

  • คุณธรรมจริยธรรม (Ethics and Moral) 
  • ความรู้ (Knowledge)
  • ทักษะปัญญา (Cognitive Skills)
  • ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  (Interpersonal Skills and Responsibility)
  • ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข  การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (Numerical Analysis,Communication and Information Technology Skills)  

 

 

 

ครับ- ถึงอาจจะยังไม่ทะลุในทุกประเด็น แต่ก็ถือว่าการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังคือสนามที่ทำให้นิสิตได้ฝึกทักษะเหล่านั้น และที่สำคัญคือได้ฝึก “ทักษะการเรียนรู้”  ไปในตัว  ยิ่งเมื่อนำเรื่องราวมาผลิตเป็นหนังสืออ่านเล่น –จัดเวทีโสเหล่-ยิ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตต่อกันและกัน  ขณะที่มหาวิทยาลัยก็ได้ประโยชน์ด้วยการเก็บไปเป็น “จดหมายเหตุ” ของมหาวิทยาลัยในมิติของ “นิสิต” ...

 

 

 

(4)

 

สำหรับเรื่องราวที่ปรากฏการณ์ในหนังสือ “เด็กหอใน 3” นั้น  ในฐานะของคนอ่านและกรรมการตัดสิน  ยังคงเห็นรอยต่ออันเป็นภาพชีวิต หรืออาจจะเรียกในเชิงวัฒนธรรมของนิสิต (เด็กหอใน)  จากปีก่อนๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม  นั่นแสดงว่า  องค์กร/บ้านหลังนั้น  มีระบบของการถ่ายทอดและสืบทอดเรื่องราวอันดีงามมาเป็นระยะๆ...

 

แม้เรื่องราวในภาพรวมทั้งหมดจะไม่แปลกใหม่ หรือแตกต่างไปจากปีที่ผ่านมา  แต่เรื่องราวเหล่านั้น  ก็ไม่เฉิ่มเชยและไร้ชีวิต  เพราะเรื่องทุกเรื่อง  เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่  ทั้งในมิติปัจจุบันและความทรงจำของใครต่อใคร  เมื่อ “เปิดใจ”  อ่าน  จึงเห็นความ “ร่วมสมัย”  ของชาวหอพัก (เด็กหอใน) อย่างชัดแจ้ง  เป็นต้นว่า

  • การเรียนรู้คุณค่าชีวิตผ่านการทำกิจกรรมในหอพัก
  • การเรียนรู้คุณค่าชีวิตผ่านการปรับตัวและอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ
  • การเรียนรู้คุณค่าชีวิตผ่านกฎกติกาของสังคมที่มีชื่อว่า “หอพัก”
  • การเรียนรู้คุณค่าชีวิตผ่านวีรกรรม “หวาน ซึ้ง โหด ฮา” ของชาวหอ-เด็กหอใน
  • การเรียนรู้คุณค่าชีวิตผ่าน “รากเหง้า” ของกันและกัน
  • ฯลฯ

 

 

 

 

(5)


ครับ-การกลับไปเยือนที่เดิมเฉกเช่นในเวทีครั้งนี้  เสมือนการกลับไปดูเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเล็กๆ ที่เราเคยได้ (ร่วม) เป็นส่วนหนึ่งในการ “ไถ-คราด-หว่านเพาะ” ....

ในยามเห็นเมล็ดพันธุ์งอกงามแม้เพียงนิด  หัวใจของคนกลับไปเยือนก็แช่มชื่นราวกับต้นไม้ในทะเลทรายที่ได้สัมผัสกับละอองฝน-

ผมสุขใจกับเวทีดนตรีเล็กๆ ที่ยังมีการขับเคลื่อน  ไม่ใช่เปิดเวทีระห่ำ ตีกลองร้องเต้นจนไม่ลืมหูลืมตา

ผมสุขใจกับการ์ดทำมือเพื่อแม่ที่ถูกสานต่ออย่างมีพลังจากเจ้าหน้าที่และนิสิต

ผมสุขใจกับการได้เห็นวาทกรรมที่คุ้นชินปรากฏอยู่ในพื้นที่แห่งชีวิตนั้นอย่างองอาจ  ไม่ว่าจะเป็น “เด็กหอใน” หรือแม้แต่ “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส”

ผมสุขใจกับการได้เห็น “เจ้าหน้าที่”  กล้าที่เรียนรู้กิจกรรมเหล่านี้ด้วยตนเองอย่างสุดเหวี่ยง  โดยไม่ยึดติดกับเรื่องราว วิธีการ หรืออื่นใดที่ผมได้เพาะหว่านไว้  เพราะนั่นคือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า  สิ่งที่เราได้ลงแรงไว้นั้น  บัดนี้ได้ก่อเกิดผลในเชิงสร้างสรรค์ กี่มากน้อยกันแล้วบ้าง-

และที่สำคัญคือการทำงานท่ามวิกฤต “ผู้นำ” ในระบบนั้น  มันก็ยืนยันได้ว่า...เราได้สร้าง “ผู้นำ” ไว้รองรับเช่นกัน  ขึ้นอยู่กับว่าโอกาสและการเปิดใจของระบบเท่านั้นว่า...จะหนุนเสริมและพัฒนาคนอย่างจริงจัง และมีทิศทางแค่ไหน

 

 

 

แต่สำหรับผมนั้น  - สารภาพตรงนี้เลยว่า  เสียดายเวลากับในบางเรื่องที่ผ่านมา, นั่นก็คือ การไม่ได้ ”สอนงาน”  ให้เจ้าหน้าที่ได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตหนังสือมากนัก  จนส่งผลกระทบให้พวกเขาทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพพอ  ซึ่งหากผมได้สอนงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องดังกล่าว  ทั้งการเป็นบรรณาธิการ  การจัดทำรูปเล่ม  การเป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง,ตัดสิน การเขียนคำนิยม,การเขียนสังเคราะห์ ฯลฯ....ผมเชื่อเหลือเกินว่า หนังสือ ”เด็กหอใน 3” จะมีพัฒนาการที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย–

 

ครับ-  กระนั้น ผมก็ยัง (แอบ)  ปลอบใจตัวเองเหมือนกันว่า  ..." การที่พวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในกระบวนการทำหนังสือเล่มนี้  จะทำให้พวกเขาทุกคนเกิดความเข้าใจและมองทะลุถึงกระบวนการของการทำหนังสือได้ดีกว่าการที่ผมต้องสอนด้วยตนเอง..."

 

แต่ทั้งปวงนั้น ขอยืนยันตรงนี้อย่างหนักแน่นว่า พวกเขาได้ทำหน้าที่อย่างดียิ่งแล้ว...

และเมล็ดพันธุ์บางอย่างที่เคยได้ร่วม "..หว่าน..เพาะ.." ไว้เมื่อหลายปีก่อน 

บัดนี้ได้เริ่มงอกงามโผล่พ้นผืนดินขึ้นมาบ้างแล้ว...