เราต้องแยกกันเป็น 2 คณะ ผมกับ อ.โสภา นำคณะไปดูที่โรงเรียนวัดบางแขม ที่นั่น
ผอ.ชัยรัตน์ รองฯประยงค์ คุณครูอำพัน และคุณครูยุพดี ได้เล่าพื้นฐานของโรงเรียนให้ฟังว่า โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล - ป.6 นักเรียน 366 คน ครู 15 คน แต่ครูที่ดูแลระบบนี้ในปฐมวัยมีเพียง 2 คน คือ ครูอำพัน และครูยุพดี ได้ไปอบรมระบบมอนเตสเซอรีและนำมาใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ พ.ศ.2547 (ตามหลักการที่ได้เล่าเมื่อตอนที่แล้ว)
เราได้เข้าไปดูสภาพจริงใน 2 ห้องเรียน ภายในห้องดูเงียบเชียบ ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเหมือนโรงเรียนทั่วๆไป มีเด็กที่ซุกซนตามประสาเด็กบ้าง แต่เขาจะพูดกันเบาๆ ไม่มีเสียงดุเสียงปรามจากคุณครู เด็กแต่ละคนจะไปหยิบอุปกรณ์มอนเตสเซอรี่ตามที่ตนเองสนใจ พร้อมผ้าปูผืนเล็กๆ สำหรับวางอุปกรณ์ แล้วต่างก้มหน้าก้มตาทำกิจกรรมตามกระบวนการ(ขั้นตอน)ของอุปกรณ์นั้นๆ แต่ละคนต่างมีโลกของตนเอง ไม่ไปก้าวก่ายรบกวนคนอื่น ซึ่งอุปกรณ์จะถูกจัดไว้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนของการพัฒนานักเรียนในแต่ละด้านอย่างครอบคลุมพัฒนาการทุกเรื่อง โดยมีอุปกรณ์ทั้งหมด 5 เรื่อง คือ 1)ชีวิตประจำวัน 2)ประสาทสัมผัส 3)คณิตศาสตร์ 4)ภาษา
5)ประสบการณ์ โดยแต่ละเรื่องมีอุปกรณ์หลายชุดมาก เมื่อนักเรียนใช้อุปกรณ์เสร็จก็จะนำไปเก็บที่เดิมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ผมเห็นเด็กชั้นอนุบาล 2- 3 แต่ละคนทำกิจกรรมและประสบผลสำเร็จอย่างน่าทึ่ง
ครูอำพันเล่าขั้นตอนการสอนให้ฟังว่า “จะสอนเป็นรายบุคคล จะไม่พูด แต่จะวางอุปกรณ์บนผ้า แล้วสบตาเด็ก พร้อมทั้งสาธิตทุกขั้นตอนให้เด็กดู แล้วให้ปฏิบัติตาม เด็กทำผิดก็จะไม่บอก แต่ถ้าทำผิดบ่อยครั้งก็จะสาธิตใหม่ จะไม่พูดแต่ใช้การสบตาแทนเหมือนเดิม จนเด็กประสบผลสำเร็จ แล้วจะไม่ชม แต่จะให้เด็กได้รับแรงจูงใจจากความสำเร็จของเขาเอง”
ผอ.ชัยรัตน์บอกว่า “โดยปกติเด็กอนุบาลหลังทานอาหารกลางวันก็จะต้องนอน โรงเรียนได้จัดที่นอนไว้ให้ แต่เด็กที่นี่ส่วนใหญ่จะไม่ยอมนอน ทานอาหารกลางวันเสร็จก็จะไปหยิบอุปกรณ์มาปฏิบัติอย่างตั้งใจ”
เคยมีคนถามว่า “แล้วสุขภาพเด็กจะไม่แย่หรือ” ผอ.ชัยรัตน์บอกว่า “ทำมา 3 ปีแล้ว เด็กก็ดูสดชื่นแจ่มใสดี ผู้ปกครองยังชอบและบอกว่า พอเด็กกลับไปบ้านก็จะนอนหลับปุ๋ยสบาย ทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องดูแลลำบากด้วย”
…เชิญพบกับเรื่องราวของเด็กชายขนุนในระบบมอนเตสเซอรี่ที่โรงเรียนวัดบางแขมต่อในตอนที่ 3 ครับ
คณิต