เมื่อวันที่ 12 – 13 กันยายน 2549 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดตลาดนัดการจัดการความรู้ “Food Safety” ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร โดยผู้เข้าร่วมจัดนิทรรศการและนำเสนอองค์ความรู้หลักจะเป็น 18 จังหวัดนำร่อง และมีหน่วยงานในกรมส่งเสิมการเกษตรทั้งหมดเป็นผู้ชม เพื่อนำไปสู่การขยายผลต่อในปี 2550 <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> บทเรียนแรกของตลาดนัดการจัดการความรู้ ได้เริ่มต้นที่ ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ในการเติม เสริม และเน้นย้ำ “แก่น” ของการจัดการความรู้ เพื่อตบท้ายความเข้าใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะ คำว่า KM Inside = ของแท้ คือ เนียนในเนื้องาน และ KM Outside = ของเทียมหรือของปลอม คือ เป็นภาระงานและภาระบุคคล </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> จึงทำให้นึกถึงปี 2540 ที่ดิฉันทำPAP (Participatory Assessment Planing) ในพื้นที่ที่ช่วงแรก เราทำนำร่อง 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดน่าน สกลนคร ฉะเชิงเทรา สงขลา และสุพรรณบุรี ซึ่งเรารวมทีมงานช่วยกันทำ และทำให้คนอื่น ๆ รู้จัก PAP ช่วงที่ 2 เราวางกลยุทธ์ “ทำอย่างไรก็ได้ให้คนพูดและติดคำว่า...PAP” จึงต้องทำจากข้างนอกสู่ข้างใน และได้ผลคนพูดคำว่า “ทำแป๊ป” และติดปาก </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> จนกระทั่งวันหนึ่ง ประมาณปี 2542 ก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกัน คือ PAP ปลอม ส่วนของแท้ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ PAP ทำให้เจ้าหน้าที่เป็น “นักส่งเสริมมืออาชีพ” และเนียนในเนื้องาน เป็นชีวิตจิตใจของเขาแล้ว ฉะนั้น ดิฉันจึงสรุปว่า ตอนนี้ KM กับ PAP เป็นเพื่อนคู่หูกันแล้ว </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า 1) มีคนมอง KM ที่เป็นกระแสต้องติดตาม ถ้าไม่รู้ความคืบหน้าหรือไม่รู้ความเคลื่อนไหวก็จะทำให้ตนเองตกยุคได้ ฉะนั้น จึงทำตามกระแส รู้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็คิดว่า “ตนเองเข้าใจและทำ KM เป็น” และ 2) ตนเองรู้ว่า “ต้องทำ KM” เพราะเป็นนโยบายขององค์กร หรือได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานชิ้นนี้จึงต้องทำ </p><p> ฉะนั้น สิ่งที่ตนเองทำ และสิ่งที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั้น และคิดว่า “ทำเป็น” ก็จะติดกรอบจึงทำให้ KM เป็นของเทียม” ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก แต่การจัดการความรู้ที่เป็นของแท้นั้น คนทำและคนใช้เป็นเขาจะมองออกว่า “KM จะไปช่วยเขาทำงานอะไรได้บ้าง? ภายใต้ประสบการณ์ที่ตนเองมีอยู่ และเขาจะต้องมีวิธีการจัดการอย่างไรให้เครื่องมือชิ้นนี้เป็นประโยชน์กับงานที่เขาทำ” </p><p> ถ้าเราเริ่มต้นการจัดการความรู้แบบท่องจำ เราอาจจะเป็น KM = เทียม ได้ แต่ถ้าเราเริ่มต้นการจัดการความรู้ที่ไม่เป็น เราอาจจะเป็น KM = แท้ ได้ ฉะนั้นจึงควรทบทวนสิ่งที่ตนเองทำบ่อย ๆ เพื่อเป็นบทเรียนและประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในการสรุปให้กับตัวเราเองได้.</p>
“KM กับ PAP” เป็นเพื่อนกัน
บทเรียนซ้ำ ทำให้ประสบการณ์แน่น
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สิงห์ ป่าสัก · 15 ก.ย. 2549
พี่เม่ย · 15 ก.ย. 2549
งานเวชสถิติและระบาดวิทยา บำราศ · 15 ก.ย. 2549
ศิริ · 15 ก.ย. 2549
PAP และKMเป็นของคู่กันไหม เป็นเรื่องที่กำลังพิสูจน์และจัดสูตรให้เหมาะกับตัวเองอยู่ค่ะ
ดีใจที่ได้พบในหลายๆเรื่องที่ข้องใจเกี่ยวกับการพัฒนางานที่ว่าทำไมมันถึงไม่ได้ดั่งใจเรานั้นส่วนหนึ่งได้คำตอบแล้วว่าอาจเป็นเพราะเราไปติดกับแพ็คเก็จสำเร็จรูปที่เขาสืบทอดต่อๆกันมา
บางอย่างมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะกาล และเฉพาะสถานที่จริงๆ หากแม้เราไม่เข้าใจในแก่นแห่งงานที่ตนมีอยู่..ต่อให้ใช้เครื่องมือของนักคิดมือทองมาวางแผนและพัฒนางานก็ไม่ประสบผลได้ดั่งใจดีเท่าการสร้างและเรียนรู้ด้วยตนเองและโดยอาศัยกัลยาณมิตรช่วยขัดเกลาให้บ้าง
ค่ะ ดิฉันก็ถามตัวเองอยู่เสมอตั้งแต่ได้รู้จัก KM ว่า “ตกลงแล้วตัวเราเอง มีองค์ความรู้อะไรบ้าง?” ที่เป็น Best Practice จริง ๆ