ปัจจัยการเข้าสู่อาชีพจิตวิทยา
“ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ของวิชาชีพจิตวิทยา”
(1)
“ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ของวิชาชีพจิตวิทยา”
ในช่วงเช้าของวันนี้ เป็นครั้งที่สอง ของนิสิตสาขาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ที่ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์ ด้านการให้คำปรึกษา ณ งานแนะแนวและจัดหางาน กองกิจการนิสิต ในการฝึกประสบการณ์ในแต่ละครั้งจะใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ของเดือนกันยายน 2555 จากจำนวนนิสิตทั้งหมด 26 คน เมื่อนิสิตมาถึง ทางทีมงานแนะแนว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวน 3 ท่าน ก็ได้แบ่งนิสิตออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีพี่เลี้ยงประจำกลุ่มด้วย
จากนั้นพี่เลี้ยงแต่ละกลุ่มก็ได้แยกนิสิตไปตามห้องที่จัดให้ของแต่ละห้อง
หน้าที่ คือ การให้นิสิตได้เรียนรู้จักตนเอง
การสร้างความสัมพันธ์ เพื่อที่จะให้พี่เลี้ยง ได้เข้าถึงนิสิตมากขึ้น
การสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก
การตกลงการมาทำกิจกรรมร่วมกันตลอดจนเสร็จสิ้นกิจกรรม
สิ่งที่นิสิตจะต้องนำเสนอ และทบทวนที่ได้มาฝึกประสบการณ์ เดือนที่ผ่านมาจากงานบริการหอพักนิสิต
สิ่งที่ได้เรียนรู้ และการทำกิจกรรมที่ดีๆร่วมกับงานบริการหอพักนิสิตพี่เลี้ยงกลุ่ม ก่อนที่จะบอกบุญและนำนิสิตไปร่วมทอดเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดป่ากู่แก้ว ซึ่งจัดกิจกรรมความดีในครั้งนี้ โดยองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
นิสิตแต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส และได้ร่วมกันทำบุญ ทอดเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติ อีกทั้งการ สมทบปัจจัยตามแรงกำลังและแรงศรัทธา
(2)
จากนั้นพี่เลี้ยงได้พูดถึงความเป็นมาและการก้าวเข้าสู่ชีวิตของการเป็นนักจิตวิทยา ทั้งทางด้านการศึกษาและทางด้านของโลกของการทำงาน ชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ชีวิต ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราฝ่าฟันอุปสรรคมาได้อย่างไรบ้าง
ซึ่งในช่วงของการเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อปี 2530 ต้องทำงานส่งตนเองเรียน ได้พยามยามเรียนตามหลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษา ถ้าไม่ตั้งใจเรียน เล่นไปบ้าง หรือไม่เข้าเรียน หลบหลีกแบบรอเวลา ชีวิตของเราอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ ยิ่งจะทำให้เสียเวลาไปอีก ถือว่าโชคดีที่คบเพื่อนดี ที่คอยให้คำแนะนำและเป็นเพื่อนคิด ยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น
ในขณะที่ช่วงการทำงาน เราเป็นคนหนึ่งที่สมัครเข้าทำงานในระบบครอบครัว เพราะเป็นมูลนิธิฯที่ทำงานเพื่อเด็กและสตรี ที่ขาดโอกาสในสังคม ซึ่งการทำงานจะเป็นการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ กลุ่มเป้าหมาย เน้นการให้บริการปรึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้บริการเป็นเด็กและสตรีที่ขาดโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า สตรีถูกทำร้าย
(3)
การทำงานตรงนี้ เมื่อกลางปี 2534 จากการเริ่มต้นที่ไม่เป็นอะไรเลย เพราะสำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ ทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องเรียนรู็ ฝึกฝน ในการเรียนรู้ โชคดีที่เวทีนี้มีพี่เลี้ยง โดยผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ที่ได้ให้ความเมตตาในการสอนงาน และการทำงานในเดือนแรกของฝึกงานก่อน ไม่ขอรับเงินเดือน เพื่อที่จะประเมินตนเองด้วยว่า สามารถทำงานตามตำแหน่งที่ตนเองสมัครได้หรือเปล่า
การเริ่มต้นการทำงาน ณ กรุงเทพมหานคร จะต้องทำงานเริ่มเวลา 08.30 -22.00 น. ในหนึ่งสัปดาห์เราทำงาน 6 วัน และวันทึ่ 7 เป็นวันพักผ่อน เจ้าหน้าที่ใหม่จะต้องปฏิบัติแบบนี้ทุกคน เราจะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ การทำงานจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
-
การดูเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย
-
การดูแลสำนักงาน
-
การฝึกทักษะทางจิตวิทยา
-
การให้บริการแก่ผู้มาใช้บริการ
สำหรับเจ้าหน้าที่ใหม่ จะต้องเข้าพัก ณ สำนักงานของมูลนิธิ ประมาณ 3 เดือน และชีวิตของเจ้าหน้าที่ใหม่ในแต่ละวันก็จะวนเวียนไปมาแบบนี้ ในความรู้สึกครั้งแรกที่เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ มักจะมีคำถามกับตนเองว่า ทำไมจะต้องทำงานมากขนาดนี้ ? ทำไมต้อง ? ทำไปเพื่ออะไร ? เราทำไมต้องทำมากกว่าที่บ้าน ? แล้วเราจะทำได้ไหม? เราจะอดทนไปถึงไหนนะ ? เขาจะพิสูจน์อะไรน๊า มันสะท้อนให้เห็นแต่ความสงสัย อยากรู้ แต่ไม่กล้าถาม ถ้าถามเราอาจจะไม่ได้ทำงานที่นี่ เจ้านายอาจจะโกรธได้นะ จึงได้เก็บความสงสัยไว้กับตนเองตลอดเรื่อยมา
เมื่อทำงานครบสามเดือนแล้วจากสำนักงานใหญ่(กรุงเทพมหานคร) เจ้านายแจ้งข่าวให้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะต้องไปทำงานประจำสาขาจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อได้ยินว่าจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นความฝัน เพราะอยากไปเที่ยวบ้าง อากาศคงเย็นสบาย จึงไม่รีรอในการตัดสินใจ ตอบรับทันทีเลยว่า จะไปทำงานที่เชียงใหม่ ตามข้อเสนอของท่าน
(4)
วันรุ่งขึ้นของช่วงเย็นรุ่นพี่ ได้จัดแจงไปซื้อตั๋วรถไฟให้เรียบร้อย และในช่วงเย็นข้าพเจ้าได้เดินทางไปเชียงใหม่ด้วยรถไฟคนเดียว ชีวิตก็ไม่รู้อย่างไร เหมือนถูกลอยแพ ใครๆเราก็ไม่รู้จักในจังหวัดเชียงใหม่ แต่โชคดีทางมูลนิธิก็ได้เช่าบ้านให้หลังหนึ่ง เป็นบ้านปูน 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดให้บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ด้วย ส่วนชั้น 2 ให้เจ้าหน้าที่สามารถที่จะพักอาศัยได้ด้วย ทำให้สะดวกสบายในการทำงาน ไม่ต้องเดินทางอะไรมากมาย เพียงลงมาชั้น1 ก็สามารถทำงานได้เลย จะได้ไม่มีข้ออ้างเวลามาทำงานสายเพราะบ้านอยู่ไกล
เมือมาทำงานที่เชียงใหม่ จึงมีคำตอบของตนเองเลยว่า ช่วงของการเข้าฝึกงานเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ ณ สำนักงานใหม่นั้น จะต้องฝึกงานหนัก ทำงานสารพัด เพียงเพราะว่า เราจะต้องไปดูแลศูนย์ฯ ประจำสาขาต่างจังหวัด ต้องดูแลบ้าน ดูแลทรัพย์สิน ดูแลเจ้าหน้าที่อื่นๆ และต้องขอบคุณเจ้านายเดิมที่พร่ำสอน ดูแล อบรม ให้ความรู้ต่างๆ ถ้าไม่มีนายเดิมข้าพเจ้าก็ไม่มาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าได้บทเรียน ได้ประสบการณ์มากมาย ถือว่าเป็นครูคนที่สองรองจากพ่อแม่ของข้าพเจ้า จึงเน้นให้นิสิตได้รับรู้ว่าความกตัญญูความขยัน ความอดทน จะส่งผลให้เรามีความเจริญก้าวหน้ามาทุกวันนี้
ก็เพียงหวังว่าเมล็ดพันธุ์พืชที่ดี เราจะหว่านไปที่ไหน ก็จะออกดอก ออกผล ก็จะได้ผลที่ดีไปด้วย เป็นเมล็ดกล้าที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเติบโตด้วยตัวของมันเอง ความดีของแต่ละบุคคลให้ดีจากข้างใน ทำอะไรให้มีความตั้งใจ และให้บริการด้วยหัวใจการทำงานกับชีวิตของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราไม่ใช่แม่พระ แต่ทำงานตามขอบข่ายความรับผิดชอบของตนเองให้สมบูรณ์มากที่สุด เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยในช่วงแรๆก็จะเน้นวิชาการ พอสำเร็จการศึกษาไป นิสิตจะต้องเน้นวิชาคน หรือวิชาชีวิต สำหรับวิชาการจะมีสัดส่วนที่น้อยลง นิสิตควรจะฝึกฝนตนเอง และมีความตั้งใจในการเรียน และแสวงหากิจกรรม และจิตอาสาให้มาก
สำหรับแนวทางการของนิสิตสาขาจิตวิทยาที่สำเร็จมาใหม่ ทางมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นนักจิตวิทยา คุณจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานมาทางด้านนี้ประมาณ 3 ปี และมีฝึกการให้คำปรึกษา และเขียนรายงานการให้คำปรึกษาประมาณ 10,000 ชั่วโมง ถึงจะยอมรับว่าคุณเป็นนักจิตวิทยาได้
แสดงให้เห็นว่าการก้าวเข้าสู่อาชีพนักจิตวิทยา ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้องอาศัยจากการสำเร็จทางด้านนี้แล้ว คือ การเรียน การฝึกอบรม การฝึกฝน และการฝึกปฏิบัติด้วยจะนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานเลยก็ไม่ได้ เพราะการประยุกต์ไม่เป็น
(5)
เวลาให้คำปรึกษาใครสักคน เวลาผู้ใช้บริการเขาร้องไห้ เขาเศร้า เราจะนำทฤษฎีทางจิตวิทยามาใช้ใหม่ๆคิดไม่ออกหรอก แต่ถ้ามัวแต่คิดแต่ว่าจะนำทฤษฎีมาใช้ จะไม่ทันกับการให้คำปรึกษา แต่ถ้าเรามุ่งว่า เขาร้องให้ เราพร้อมที่จะรับฟัง และรับรู้อารมณ์ความรู้สึก รับฟังอย่างเข้าใจ หรือปล่อยให้ระบาย อยากร้องก็ร้องไปพี่จะรอ เมื่อน้องพร้อมพี่พร้อมที่จะรับฟังต่อ ผู้ให้คำปรึกษาสามารถที่จะให้คำปรึกษาต่อไปได้เลย การให้เวลา เพื่อที่ให้อีกฝ่ายระบายอารมณ์ความรู้สึก ก็ถือว่าเป็นการช่วยไปอีกหนทางหนึ่งด้วย
นี่ที่กล่าวมาทั้งหมดเพียงที่จะสะท้อนให้นิสิตสาขาจิตวิทยา ที่ได้เข้ามาฝึกงานด้วยได้มองเห็นภาพของการก้าวสู้อาชีพนักจิตเพื่อที่จะเป็นการปูพื้นฐานทางด้านแนวความคิด เพื่อที่จะให้น้องๆได้เรียนรู้การทำงาน และการใช้ชีวิตจริงกับการทำงานจะมีความแตกต่างกัน ที่สำคัญได้เรียนรู้วิธีการฟัง ความเข้าใจและใจรักในวิชาชีพของตนเองอีกด้วย

ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ==>จริงๆ ค่ะ
ขอบคุณบทความดีดีมีคุณภาพนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากนะคะท่าน .Dr. Ple ที่เข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจ
ทุกก้าวย่างคือการเรียนรู้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
tuknarak