ปัจจัยการเข้าสู่อาชีพจิตวิทยา
“ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ของวิชาชีพจิตวิทยา”
by Anong Panatung on Wednesday, September 5, 2012 at 10:51pm ·
 

                                                         (1)

                                             “ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ของวิชาชีพจิตวิทยา”

 

         ในช่วงเช้าของวันนี้ เป็นครั้งที่สอง ของนิสิตสาขาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ที่ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์ ด้านการให้คำปรึกษา ณ งานแนะแนวและจัดหางาน กองกิจการนิสิต ในการฝึกประสบการณ์ในแต่ละครั้งจะใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ของเดือนกันยายน 2555   จากจำนวนนิสิตทั้งหมด 26 คน เมื่อนิสิตมาถึง ทางทีมงานแนะแนว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวน  3 ท่าน ก็ได้แบ่งนิสิตออกเป็น 3 กลุ่ม  โดยแต่ละกลุ่มจะมีพี่เลี้ยงประจำกลุ่มด้วย

จากนั้นพี่เลี้ยงแต่ละกลุ่มก็ได้แยกนิสิตไปตามห้องที่จัดให้ของแต่ละห้อง

หน้าที่ คือ การให้นิสิตได้เรียนรู้จักตนเอง

การสร้างความสัมพันธ์ เพื่อที่จะให้พี่เลี้ยง ได้เข้าถึงนิสิตมากขึ้น

การสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก

การตกลงการมาทำกิจกรรมร่วมกันตลอดจนเสร็จสิ้นกิจกรรม

สิ่งที่นิสิตจะต้องนำเสนอ และทบทวนที่ได้มาฝึกประสบการณ์ เดือนที่ผ่านมาจากงานบริการหอพักนิสิต

สิ่งที่ได้เรียนรู้ และการทำกิจกรรมที่ดีๆร่วมกับงานบริการหอพักนิสิตพี่เลี้ยงกลุ่ม ก่อนที่จะบอกบุญและนำนิสิตไปร่วมทอดเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติ   ณ วัดป่ากู่แก้ว  ซึ่งจัดกิจกรรมความดีในครั้งนี้   โดยองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นิสิตแต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส และได้ร่วมกันทำบุญ ทอดเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติ อีกทั้งการ สมทบปัจจัยตามแรงกำลังและแรงศรัทธา

 

                                                                                         (2)

จากนั้นพี่เลี้ยงได้พูดถึงความเป็นมาและการก้าวเข้าสู่ชีวิตของการเป็นนักจิตวิทยา   ทั้งทางด้านการศึกษาและทางด้านของโลกของการทำงาน ชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ชีวิต ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย  ขึ้นอยู่กับว่าเราฝ่าฟันอุปสรรคมาได้อย่างไรบ้าง

ซึ่งในช่วงของการเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อปี 2530  ต้องทำงานส่งตนเองเรียน   ได้พยามยามเรียนตามหลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษา   ถ้าไม่ตั้งใจเรียน  เล่นไปบ้าง  หรือไม่เข้าเรียน  หลบหลีกแบบรอเวลา ชีวิตของเราอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้  ยิ่งจะทำให้เสียเวลาไปอีก  ถือว่าโชคดีที่คบเพื่อนดี  ที่คอยให้คำแนะนำและเป็นเพื่อนคิด  ยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น

ในขณะที่ช่วงการทำงาน  เราเป็นคนหนึ่งที่สมัครเข้าทำงานในระบบครอบครัว เพราะเป็นมูลนิธิฯที่ทำงานเพื่อเด็กและสตรี ที่ขาดโอกาสในสังคม   ซึ่งการทำงานจะเป็นการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์  กลุ่มเป้าหมาย เน้นการให้บริการปรึกษา   โดยเฉพาะผู้ที่ใช้บริการเป็นเด็กและสตรีที่ขาดโอกาสในสังคม เช่น  เด็กกำพร้า  สตรีถูกทำร้าย 

                                                                            (3)

การทำงานตรงนี้ เมื่อกลางปี 2534   จากการเริ่มต้นที่ไม่เป็นอะไรเลย  เพราะสำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ ทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องเรียนรู็  ฝึกฝน ในการเรียนรู้  โชคดีที่เวทีนี้มีพี่เลี้ยง  โดยผู้อำนวยการมูลนิธิฯ  ที่ได้ให้ความเมตตาในการสอนงาน   และการทำงานในเดือนแรกของฝึกงานก่อน ไม่ขอรับเงินเดือน เพื่อที่จะประเมินตนเองด้วยว่า สามารถทำงานตามตำแหน่งที่ตนเองสมัครได้หรือเปล่า  

การเริ่มต้นการทำงาน ณ กรุงเทพมหานคร จะต้องทำงานเริ่มเวลา 08.30 -22.00 น. ในหนึ่งสัปดาห์เราทำงาน 6 วัน และวันทึ่ 7 เป็นวันพักผ่อน  เจ้าหน้าที่ใหม่จะต้องปฏิบัติแบบนี้ทุกคน เราจะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้  การทำงานจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

  1. การดูเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย

  2. การดูแลสำนักงาน

  3. การฝึกทักษะทางจิตวิทยา

  4. การให้บริการแก่ผู้มาใช้บริการ

 

       สำหรับเจ้าหน้าที่ใหม่  จะต้องเข้าพัก ณ สำนักงานของมูลนิธิ  ประมาณ 3 เดือน  และชีวิตของเจ้าหน้าที่ใหม่ในแต่ละวันก็จะวนเวียนไปมาแบบนี้   ในความรู้สึกครั้งแรกที่เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่  มักจะมีคำถามกับตนเองว่า ทำไมจะต้องทำงานมากขนาดนี้ ?   ทำไมต้อง ?   ทำไปเพื่ออะไร  ?   เราทำไมต้องทำมากกว่าที่บ้าน ?    แล้วเราจะทำได้ไหม?    เราจะอดทนไปถึงไหนนะ ?  เขาจะพิสูจน์อะไรน๊า      มันสะท้อนให้เห็นแต่ความสงสัย  อยากรู้  แต่ไม่กล้าถาม   ถ้าถามเราอาจจะไม่ได้ทำงานที่นี่  เจ้านายอาจจะโกรธได้นะ   จึงได้เก็บความสงสัยไว้กับตนเองตลอดเรื่อยมา

เมื่อทำงานครบสามเดือนแล้วจากสำนักงานใหญ่(กรุงเทพมหานคร)   เจ้านายแจ้งข่าวให้ทราบว่า  ข้าพเจ้าจะต้องไปทำงานประจำสาขาจังหวัดเชียงใหม่  เมื่อได้ยินว่าจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นความฝัน  เพราะอยากไปเที่ยวบ้าง  อากาศคงเย็นสบาย   จึงไม่รีรอในการตัดสินใจ ตอบรับทันทีเลยว่า จะไปทำงานที่เชียงใหม่ ตามข้อเสนอของท่าน

                                                                                     (4)

 

วันรุ่งขึ้นของช่วงเย็นรุ่นพี่   ได้จัดแจงไปซื้อตั๋วรถไฟให้เรียบร้อย  และในช่วงเย็นข้าพเจ้าได้เดินทางไปเชียงใหม่ด้วยรถไฟคนเดียว ชีวิตก็ไม่รู้อย่างไร เหมือนถูกลอยแพ  ใครๆเราก็ไม่รู้จักในจังหวัดเชียงใหม่  แต่โชคดีทางมูลนิธิก็ได้เช่าบ้านให้หลังหนึ่ง  เป็นบ้านปูน 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดให้บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ด้วย  ส่วนชั้น 2  ให้เจ้าหน้าที่สามารถที่จะพักอาศัยได้ด้วย  ทำให้สะดวกสบายในการทำงาน ไม่ต้องเดินทางอะไรมากมาย เพียงลงมาชั้น1 ก็สามารถทำงานได้เลย   จะได้ไม่มีข้ออ้างเวลามาทำงานสายเพราะบ้านอยู่ไกล

 

 

 

เมือมาทำงานที่เชียงใหม่   จึงมีคำตอบของตนเองเลยว่า  ช่วงของการเข้าฝึกงานเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ ณ สำนักงานใหม่นั้น จะต้องฝึกงานหนัก ทำงานสารพัด   เพียงเพราะว่า เราจะต้องไปดูแลศูนย์ฯ ประจำสาขาต่างจังหวัด    ต้องดูแลบ้าน ดูแลทรัพย์สิน  ดูแลเจ้าหน้าที่อื่นๆ   และต้องขอบคุณเจ้านายเดิมที่พร่ำสอน  ดูแล อบรม ให้ความรู้ต่างๆ   ถ้าไม่มีนายเดิมข้าพเจ้าก็ไม่มาถึงวันนี้  ข้าพเจ้าได้บทเรียน ได้ประสบการณ์มากมาย ถือว่าเป็นครูคนที่สองรองจากพ่อแม่ของข้าพเจ้า   จึงเน้นให้นิสิตได้รับรู้ว่าความกตัญญูความขยัน ความอดทน   จะส่งผลให้เรามีความเจริญก้าวหน้ามาทุกวันนี้

 

ก็เพียงหวังว่าเมล็ดพันธุ์พืชที่ดี  เราจะหว่านไปที่ไหน  ก็จะออกดอก  ออกผล   ก็จะได้ผลที่ดีไปด้วย เป็นเมล็ดกล้าที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเติบโตด้วยตัวของมันเอง   ความดีของแต่ละบุคคลให้ดีจากข้างใน  ทำอะไรให้มีความตั้งใจ  และให้บริการด้วยหัวใจการทำงานกับชีวิตของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราไม่ใช่แม่พระ  แต่ทำงานตามขอบข่ายความรับผิดชอบของตนเองให้สมบูรณ์มากที่สุด    เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยในช่วงแรๆก็จะเน้นวิชาการ   พอสำเร็จการศึกษาไป นิสิตจะต้องเน้นวิชาคน  หรือวิชาชีวิต   สำหรับวิชาการจะมีสัดส่วนที่น้อยลง  นิสิตควรจะฝึกฝนตนเอง และมีความตั้งใจในการเรียน  และแสวงหากิจกรรม และจิตอาสาให้มาก

สำหรับแนวทางการของนิสิตสาขาจิตวิทยาที่สำเร็จมาใหม่  ทางมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์   ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นนักจิตวิทยา  คุณจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานมาทางด้านนี้ประมาณ 3 ปี  และมีฝึกการให้คำปรึกษา และเขียนรายงานการให้คำปรึกษาประมาณ  10,000  ชั่วโมง  ถึงจะยอมรับว่าคุณเป็นนักจิตวิทยาได้ 

แสดงให้เห็นว่าการก้าวเข้าสู่อาชีพนักจิตวิทยา ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้องอาศัยจากการสำเร็จทางด้านนี้แล้ว คือ  การเรียน การฝึกอบรม  การฝึกฝน  และการฝึกปฏิบัติด้วยจะนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานเลยก็ไม่ได้ เพราะการประยุกต์ไม่เป็น

 

                                                                                                  (5)

เวลาให้คำปรึกษาใครสักคน   เวลาผู้ใช้บริการเขาร้องไห้ เขาเศร้า เราจะนำทฤษฎีทางจิตวิทยามาใช้ใหม่ๆคิดไม่ออกหรอก แต่ถ้ามัวแต่คิดแต่ว่าจะนำทฤษฎีมาใช้   จะไม่ทันกับการให้คำปรึกษา แต่ถ้าเรามุ่งว่า เขาร้องให้ เราพร้อมที่จะรับฟัง และรับรู้อารมณ์ความรู้สึก รับฟังอย่างเข้าใจ  หรือปล่อยให้ระบาย   อยากร้องก็ร้องไปพี่จะรอ  เมื่อน้องพร้อมพี่พร้อมที่จะรับฟังต่อ   ผู้ให้คำปรึกษาสามารถที่จะให้คำปรึกษาต่อไปได้เลย  การให้เวลา เพื่อที่ให้อีกฝ่ายระบายอารมณ์ความรู้สึก  ก็ถือว่าเป็นการช่วยไปอีกหนทางหนึ่งด้วย

นี่ที่กล่าวมาทั้งหมดเพียงที่จะสะท้อนให้นิสิตสาขาจิตวิทยา  ที่ได้เข้ามาฝึกงานด้วยได้มองเห็นภาพของการก้าวสู้อาชีพนักจิตเพื่อที่จะเป็นการปูพื้นฐานทางด้านแนวความคิด เพื่อที่จะให้น้องๆได้เรียนรู้การทำงาน และการใช้ชีวิตจริงกับการทำงานจะมีความแตกต่างกัน  ที่สำคัญได้เรียนรู้วิธีการฟัง  ความเข้าใจและใจรักในวิชาชีพของตนเองอีกด้วย